แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 145
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / WORSE THAN DEATH: ร้ายกว่าความตาย เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2020, 10:55:26 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                       WORSE THAN DEATH: ร้ายกว่าความตาย A Pandemic Warning from Cardinals คำเตือนที่แพร่ออกมาจากบรรดาคาร์ดินัล

                                      A Pandemic Warning from Cardinals คำเตือนที่แพร่ออกมาจากบรรดาคาร์ดินัล :  Sarah, Müller, Zen, และ Abp. Viganò
Written by  Diane Montagna

BREAKING NEWS ข่าวด่วน

ROME – Cardinals Robert Sarah, Joseph Zen and Gerhard Müller have joined with Archbishop Carlo Maria Viganò in launching an appeal to governmental leaders to respect people’s inalienable rights and fundamental freedoms in light of the Covid-19 pandemic.                                                                                                      โรม – คาร์ดินัลโรเบิร์ต ซาร่า โจเซฟ เซน  และเกอร์ฮาร์ด มีลเลอร์ ได้ร่วมกับอารคบิส ชอบคาร์โล มารีอา วิกาโน ในการออกการเรียกร้องไปยังบรรดาหัวหน้ารัฐบาลประเทศต่างๆ ให้เคารพสิทธิส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้และเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ในช่วงเกิดการแพร่หลายของไวรัสโควิด 19

Titled “An Appeal for the Church and the world,” the three-page document (see full text below) was released in six languages on Thursday, May 7 at 7:30, local-time Rome.   Bishop Athanasius Schneider of Astana, Kazakhstan, and Bishop Joseph Strickland of Tyler, Texas, have also put their names to the appeal, together with an international group of bishops.                                                                                                                                                                                             ข้อความในหัวข้อ “ คำร้องเรียนสำหรับศาสนจักรและโลก “ เอกสารสามหน้า ถูกนำเสนอในหกภาษาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม  7:30 เวลากรุงโรม บิสชอบ อาทานาซีอูส ชไนเดอร์แห่งอาสตานา คาซัคสตาน และบิสชอบโจเซฟ สตริคแลนด์แห่งไทเลอร์ เท๊กซัส ได้ลงชื่อในคำร้องเรียน พร้อมกับกลุ่มบิสชอบนานาชาติจำนวนหนึ่งด้วย

The list of more than 80 signatories includes prelates and theologians, doctors (several from northern Italy), lawyers, journalists and heads of associations. American signatories include Michael Matt, Editor of the Remnant, and Steven Mosher, a renowned expert on China and President of the Population Research Institute.                                                                                                                                                               รายชื่อของผู้ลงนามมากกว่า 80 คน รวมพระคุณเจ้าหลายองค์และนักเทววิทยา  บรรดานายแพทย์(หลายคนมาจากอิตาลีเหนือ) นักกฎหมาย นักหนังสือพิมพ์และหัวหน้าสมาคมต่างๆ คนอเมริกันที่ลงชื่อรวมทั้ง ไมเกิล แมทท์ บรรณาธิการสำนักเรมนันท์ และสตีเวน โมเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญชื่อดังว่าด้วยเรื่องจีน และประธานของสถาบันค้นคว้าเรื่องประชากร

The prelates call on the scientific community to provide real cures for Covid-19 and remind them that developing or using vaccines derived from aborted fetuses is “morally unacceptable.” They exhort government leaders to ensure that citizens are not controlled through “contact-tracking” or other similar methods. And they urge the media to provide accurate information by giving room to “voices that are not aligned with a single way of thinking.                                                                   บรรดาบิสชอบเรียกร้องชุมนุมทางวิทยาศาสตร์ให้ช่วยจัดหาการรักษาได้จริงสำหรับโควิด 19 และให้พวกเขาระลึกว่า การพัฒนาหรือใช้วัคซีนที่ถอดออกมาจากลูกอ่อนในครรภ์ที่แท้งแล้วนั้น เป็น “ที่ยอมรับไม่ได้ทางศีลธรรม”  พวกเขาแนะนำบรรดาหัวหน้ารัฐบาลให้ทำให้พลเมืองต้องไม่ถูกควบคุม ด้วย “การตามล่าสัมผัส” หรือวิธีอื่นที่คล้ายกันนี้ และพวกเขาได้กระตุ้นสื่อมวลชน ให้จัดหาข้อมูลที่แม่นยำ โดยเปิดโอกาสให้”เสียงที่ไม่สัมพันธืกับทางเดียวของความคิดเห็น

As Pastors, they also reassert the authority of Catholic Bishops to decide autonomously on all that concerns the celebration of Mass and the Sacraments.” They also claim “absolute autonomy” in matters falling within their “immediate jurisdiction,” such as “liturgical norms and ways of administering Communion and the Sacraments.”                                                                                                                                             ในฐานะพระ พวกเขายังแสดงความมีอำนาจบริหารของบิสชอบคาทอลิก ที่ตัดสินใจอย่างเป็นอิสระในทุกเรื่องี่เกี่ยวข้องการประกอบพิธีมิสซาและโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์  พวกเขายังอ้าง “ ความเป็นอิสระที่จะปกครองตนเองโดยเด็ดขาด “ ในเรื่องที่ตกอยู่ภายใน” เขตอำนาจปกครองทันที “ เช่นในฐานะ “ เงื่อนไขทางพิธีกรรมและวิธีโปรดีลมหาสนิทและศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ “

“The State has no right to interfere, for any reason whatsoever, in the sovereignty of the Church,” the prelates write, asking that restrictions on the celebration of public ceremonies be removed.  Here below is the official English text of the Appeal for the Church and the world and the official list of signatories. Those who wish to sign the appeal are invited to visit www.veritasliberabitvos.info, which will be available online from 8 May.                                                                                                                                                                            “รัฐไม่มีสิทธิแทรกแซง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ในความมีอำนาจอธิปไตยของศาสนจักร”บรรดา  บิสชอบเขียน โดยขอว่า ข้อจำกัดต่างๆในการเฉลิมฉลองพิธีกรรมสาธารณะต้องถอนออกไป ข้างล่างนี้เป็นข้อความภาษาอังกฤษเป็นทางการ ของ ข้อเรียกร้องสำหรับพระศาสนจักรและสำหรับโลก และพร้อมกับรายชื่อทางการของผู้ลงนามทุกคน.

Alan Petervich – Vichitr Thongthua
 ผู้แปลและเรียบเรียงขอเรียนว่า  ข้อเรียกร้องที่ทำขึ้นนั้น เป็นฝีมือของคนกลุ่มหนึ่งที่คิดว่า  ตนมี”อธิปไตยเต็มที่” ที่ใครจะโต้แย้งมิได้  แต่  ประเทศต่างๆก็มีรัฐบาลของเขาเอง และต่างก็หาวิธีการทุกอย่างที่จะหยุดยั้งและควบคุมโรคติดต่อร้ายแรงที่สุดตัวหนึ่งให้หยุดแพร่หลาย ไปสู่พลเมืองของตน  ซึ่งวิธีที่พวกเขาปฏิบัตินั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะตั้งข้อกำหนดเพื่อความเหมาะสมในการต่อสู้กับไวรัสร้ายตัวนี้  แต่  ท่านบิสชอบคิดเอาด้านศาสนาด้านเดียว  อ้างสารพัดเพื่อล้มงานต่อสู้เพื่อความรอดของคนในประเทศ  ทำไมไม่มีผู้ใดในศาสนจักรที่สูงอำนาจกว่า  ตัดสินเรื่องดังกล่าว เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของคนในชาติ  น่าสงสารศาสนจักรคาทอลิกที่มีนักบวชไม่ฉลาดเอาเสียเลย  ไม่ รู้สึกเสียหน้าหรืออย่างไรถ้ารัฐบาลประเทศต่างๆเขาไม่เอาด้วย  พวกท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดครับท่าน.

 
2  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2020, 08:33:33 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                              พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562
                                                         ทำความรู้จักกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ที่จะทำให้ข้อมูลของเราปลอดภัยมากขึ้น

ข่าวในประเทศ วันที่ : 23 กันยายน 2562

ปัจจุบันข้อมูลส่วนบุคคลของเรานั้นถูกเก็บรวบรวมเพื่อใช้งานในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นการแสดงผลในโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ เพื่อบอกเอกลักษณ์ของเรา เช่น เพศ อายุ ชื่อ วันเกิด หรืออื่น ๆ  หรือการประวัติการท่องเว็บ Cookie ที่ถูกเก็บรวบรวม ล้วนแต่ก็เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบบเก็บไปเผื่อประมวลผลหรือทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การตรวจสอบ วิเคราะห์ ปรับปรุงบริการ วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งาน ค้นหาวิดีโอที่ผู้ใช้อยากชม การกรอกข้อมูลที่เคยบันทึกไว้อัตโนมัติ นำทางผู้ใช้งานไปยังสถานที่ที่ไปเป็นประจำ นำเสนอโฆษณาที่ผู้ใช้งานสนใจหรือใกล้เคียงกับความสนใจ

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมโดยผ่านการยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขของเราในตอนแรกที่เราสมัครบัญชีผู้ใช้งานของเครือข่ายนั้นๆ ดังนั้นข้อมูลที่ถูกรวบรวมไปก็จะเป็นข้อมูลที่เรายินยอมให้เขาไปนั่นเอง
 
แต่แน่นอนว่าเมื่อข้อมูลส่วนตัวของเราถูกรวบรวมไป ผู้ใช้งานก็อาจเกิดความกังวลว่าข้อมูลของเราที่ถูกรวบรวมไปนั้นมีความปลอดภัยแค่ไหน? ข้อมูลของเราจะหลุดไปสู่คนนอกหรือไม่? เราจะไว้ใจได้อย่างไรว่าข้อมูลของเราถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี? ซึ่งความกังวลเหล่านี้ จึงทำให้ทั่วโลกพยายามหาทางเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานว่าข้อมูลของพวกเขาจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี
ไม่ว่าจะเป็น การให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายความเป็นส่วนตัว การออกกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น General Data Protection Regulation หรือ GDRP ที่ประกาศใช้ในสหภาพยุโรปและเขตเศรษฐกิจยุโรป, Personal Information Protection and Electronic Documents Act หรือ PIPEDA ที่ประกาศใช้ในแคนาดา และสำหรับในไทย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 เพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา เรามาดูกันว่า กฎหมายฉบับนี้มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง
 
สาระสำคัญของ พ.ร.บ.

มีทั้งหมด 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. ผู้เก็บข้อมูลต้องชี้แจงข้อมูลที่จะเก็บรวบรวม และต้องได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลเท่านั้น จึงจะสามารถใช้และเข้าถึงข้อมูลของเจ้าของได้ หากเจ้าของข้อมูลไม่ยินยอม ผู้เก็บข้อมูลจะไม่สามารถใช้ข้อมูลนั้นได้ หรือหากนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จะผิดกฎหมายทันที
2. ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงของข้อมูล โดยไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือเข้าถึงโดยผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล หรือสรุปสั้น ๆ ว่า “ข้อมูลต้องถูกเก็บเป็นความลับ”
3.เจ้าของข้อมูลสามารถยกเลิกสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของผู้เก็บข้อมูล และสามารถขอให้ลบหรือทำลายข้อมูลตามความต้องการของเจ้าของข้อมูลเมื่อไหร่ก็ได้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

1. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ส.ค.ส.) เป็นหน่วยงานที่คอยกำหนดมาตรฐานในการเก็บรวมรวม การใช้ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไปให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
2. คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ มีหน้าที่พิจารณาเรื่องร้องเรียนเมื่อมีการละเมิด ตรวจสอบผู้เก็บข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ประมวลผลข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต่าง ๆ
 
บทลงโทษ

หากผู้เก็บรวบรวมข้อมูลฝ่าฝืน จะมีบทลงโทษทั้งทางอาญา และทางปกครอง โดยมีโทษทางอาญาคือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือนถึง 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสน – 1 ล้านบาท, โทษทางปกครอง มีโทษปรับตั้งแต่ไม่เกิน 5 แสนบาท-5 ล้านบาท
 
เหตุในการประกาศใช้

ในส่วนท้ายของพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีการระบุหมายเหตุไว้ว่า “เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากปัจจุบันมีการล่วงละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมากจนสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือความเสียหายให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นการล่วงละเมิดดังกล่าว ทำได้โดยง่าย สะดวก และรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม สมควรกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการทั่วไปขึ้น เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ กลไก หรือมาตรการกำกับดูแลเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นหลักการทั่วไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”
 
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการประกาศใช้พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล

ผลกระทบที่เกิดขึ้น อาจเกิดขึ้นได้ทั้งกับเจ้าของข้อมูลและผู้เก็บข้อมูล โดยเจ้าของข้อมูลอาจต้องบันทึกหลักฐานการให้ข้อมูลไว้ เพราะหากเจ้าของข้อมูลเจอว่ามีการนำข้อมูลไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ก็จะสามารถร้องเรียนและแนบหลักฐานประกอบได้ นอกจากนั้น การให้ข้อมูลแต่ละครั้งก็ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนให้ข้อมูลว่าข้อมูลนั้นจำเป็นต้องให้หรือไม่ หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องอนุญาตให้ผู้เก็บข้อมูลนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ฟรีๆ ซึ่งก็ถือเป็นการป้องกันให้ข้อมูลของเราไม่รั่วไหลในอีกทางนึง
ในส่วนของผู้เก็บข้อมูล ก็ต้องรู้ขอบเขตในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล มีระบบในการควบคุมการเข้าถึง มีระบบยืนยันตัวตนในการเข้าถึงข้อมูล และจำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบายองค์กรเพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม เพราะหากไม่ทำตามก็จะมีโทษทางอาญาและทางปกครอง
 
พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเริ่มบังคับใช้ในช่วงพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2563 ดังนั้นหลังจากนี้ เราจะยังมีเวลาในการปรับตัวและทำความเข้าใจกับ พ.ร.บ. ข้อมูลส่วนบุคคลอยู่อีกพอสมควร สำหรับ พ.ร.บ.ฉบับเต็มนั้น สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562

ที่มา : www.acinfotec.com วันที่ : 23 กันยายน 2562

 

3  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Missa de Angelis (Michael Villmow 1956) เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2020, 08:26:24 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                       Missa de Angelis (Michael Villmow 1956) & Nicene Constantinopolitan Latin Creed

                                                                        https://www.youtube.com/watch?v=VcWK_IKvX_o
                                                           
                                                                        https://youtu.be/VcWK_IKvX_o
                                                             
                                                                        https://youtu.be/MRUmL1mfS0g                                                                                                                                                                     
4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: ตร.คาใจ นร.ม.5 ผูกคอดับ สงสัยฝักใฝ่ลัทธิซาตาน เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2020, 10:40:07 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

                                                                             หรือคุณหมายถึง: ขบวนการขายวิญญาณให้ปีศาจคืออะไร?

ตามความเชื่อดั้งเดิมในแม่มดของชาวคริสต์ สัญญากับปิศาจเป็นสัญญาระหว่างมนุษย์ ซึ่งเรียก "ผู้ขันต่อ" (wagerer) ฝ่ายหนึ่ง กับแซเทิน (Satan) หรือปิศาจอื่น ๆ อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมนุษย์เสนอจะยกวิญญาณของตนให้แก่ปิศาจ เพื่อแลกกับการที่ปิศาจจะกระทำบางสิ่งบางอย่างให้ การตอบแทนของปิศาจนี้ว่ากันว่าแตกต่างกันไปแล้วแต่ความเชื่อ อาทิ ...

1.   การขายวิญญาณให้กับซาตาน
การขายวิญญาณให้กับซาตาน

คนบางคนอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับการขายวิญญาณให้กับซาตานมาบ้างแล้ว

"การขายวิญญาณให้กับซาตาน" แบ่งออกเป็นหลายรูปแบบนั้นก็คือ
1. ขายเพื่อให้ได้ความสุขช่วงสั้นๆหรือชั่วคราวบนโลก
2. อยากได้พรสวรรค์อันยิ่งใหญ่แต่กลับใช้เวลาได้นิดเดียวเพื่อแสดงมันออกมา
3. ขายเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ

อาจจะเคยได้ยินนักร้องคนนึงที่เขากล่าวไว้ว่าได้ขายวิญญาณให้กับซาตานแลกกับพรสวรรค์ของเขา
ที่ได้ตายลงไปตอนอายุเพียงแค่ 27 ปีนั้นก็คือ Robert Johnson ผู้คนมากมายได้กล่าวไว้ว่าเขานั้น
ได้ขายวิญญาณเพื่อแลกกับฝันให้โด่งดังในวงการมายาแต่สุดท้ายก็ต้องตายลงเพราะวิญญาณได้ตามเขากลับไป

ชื่อดนตรีนามว่า Robert Johnson เป็นที่เลื่องลือเกี่ยวกับการเล่นกีต้าร์อย่างมืออาชีพของเขาในระยะเวลาเพียงแค่ 40 วันหรือมากกว่านั้น (บางเว็บได้เขียนไว้ว่าเขาหายไปนานและกลับมาเล่นกีต้าร์ได้ฝีมือระดับเทพอีกครั้ง) เขาเป็นคนลบล้างทฤษฏี "การฝึกฝนเพื่อที่จะร้องและเล่นกีต้าร์บูลส์ให้ได้ยอดเยื่อมจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการและเวลายาวนาน"

บทเพลงเขา Robert Johnson ได้ทั้งหมดก็คือ 29 เพลง ในช่วงเวลา 1936-1937 ที่ใช้เวลาในการบันทึกเพลงไม่กี่วั้น งานเพลงบูลส์ (Blues) ที่เขาทิ้งไว้ให้ศิลปินรุ่นหลังๆได้ไถ่ถามเรียนรู้ล้วนเต็มไปด้วยพลังและจิตวิญญาณชนิดที่นักดนตรีบูลส์ต้องฟัง มีแต่คนล้วนกล่าวขานไว้ว่า
"ฝีมือกีต้าร์ของเขานั้นว่ามหัศจรรย์แล้ว แต่เสียงร้องของเขานั้นมหัศจรรย์ยิ่งกว่า เพราะมันเหมือนกับเสียงของบางสิ่งบางอย่างที่อธิบายไม่ได้"

มรดกแห่งความสามาถที่เขาทิ้งไว้ให้รุ่นหลังศึกษาคือบทเพลงที่ได้รับการบันทึกเอาไว้ 29 เพลงทั้งหมดใช้เวลาบันทึกจริงๆเพียงแค่ 5 วันเต็มเท่านั้น 3 วันแรกบันทึกใน San Antonio เมื่อพฤศจิกายน ปี 1936 อีก 2 วันที่เหลือบันทึกที่ Dallas ในอีก 7 เดือนให้หลังแต่งานเหล่านั้นก็กระจัดกระจายนับแต่นั้น เมื่อเข้าทศวรรษ 60 งานเหล่านี้ได้ถูกนำมารวบรวมอีกครั้งนั้นก็คือไม่ต่ำกว่า 23 ปีที่เจ้าของผลงานได้จากไปแล้ว King of the delta blues singer Volume l และ ll เป็นอัลบั้มที่กล่าวขานว่า "นักดนตรีบูลส์ทุกคนต้องฟัง" มันกลายเป็นลิทธิให้บรรดานักดนตรีอย่าง Keith Richards (The Rolling Stones), Eric Clapton, Brain Jones, Johnny Winter, Bob Dylan เป็นต้นบางคนให้นิยามว่า
"ฝีมือกีต้าร์ของเขามหัศจรรย์พันลึก แต่เสียงร้องมหัศจรรย์ยิ่งกว่า มันเหมือนสายลมอันเย็นยะเยือกที่ควรญคราวหวีดหวิวเมื่อมันเคลื่อนตัวผ่านสามเหลื่อมปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี"
บางคนอธิบายไว้ว่า "เสียงร้องเขาเหมือนกับเสียงบางอย่างที่คุณมักได้ยินในป่าลึกเวลาที่คุณอยู่เพียงลำพัง และมันเป็นเสียงที่คุณไม่มีทางอธิบายได้ว่าเป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากอะไร มีต้นตอมาจากไหน"
เขาเกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคอม 1911 บริเวณลุ่มน้ำมิสซิสซิปปีและเสียงดนตรีเป็นสิ่งที่เขาสนใจมาเนิ่นนานเครื่องดนตรีชิ้นแรกในชีวิตเขาคือหีบเพลงปากและฮาโมนิกา ก่อนที่เขาจะหันมาดีทางกีต้าร์ก่อนหน้านี้นักร้องเพลงบูลส์ได้กล่าวกับ Robert Johnson ไว้ว่าไม่ดีทางกีต้าร์และดีทางฮาโมนิกาให้เขาไปดีฮาโมนิกาดีกว่าแต่ Robert Johnson ไม่ยอมทำให้เขาหายตัวไปเป็นระยะเวลานึง ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาหายไปไหนและไปทำอะไรที่ไหนในเวลาแค่ 40 วันเขาก็ได้ปรากฏที่บาร์เล็กๆแห่งหนึ่งที่ Willie Brown, Son House เล่นกันเป็นประจำ โดยมีกีต้าร์สะพายอยู่บนไหล่เขาได้ขึ้นโชว์ 2-3 เพลง มันกลายเป็นความตื่นตะหนกแก่นักร้องเพลงบูลส์ที่ได้กล่าวกับเขาไว้
"Robert หายไปด้วยฝีมืออ่อนหัดและกลับมาด้วยฝีมือระดับ Professional ระหว่างสองจุดนี้ห่างกันเพียงแค่ไม่กี่วันต่อให้เขาใช้เวลาทั้งหมดที่หายไปฝึกฝนโดยไม่หยุดก็ไม่มีทางไปได้ถึงขนาดนั้น"
เขามีความสามารถถึงขั้นคนใกล้ชิดเขาอย่าง Robert "Junior" Lockwood และ Johny Shines ทั้งสองเล่าว่า
"เขามีความสามารถระดับที่ว่าเมื่อเขาฟังเพลงซักเพลงจากวิทยุหรือเครื่องเล่นแผ่นเสียงจบลง เขาจะเล่นเพลงนั้นๆได้ทันทีอย่างสมบูรณ์ด้วยแม้จะเห็นอยู่ว่าเขาไม่ได้สนใจหรือตั้งใจฟังสักเท่าไหร่"

ถึง ณ วันนี้ไม่มีใคร ไม่มีนักร้องบูลส์คนไหนกล้ากล่าวอ้างว่า "เขาสามารถเล่นคันทรี่่และเดลต้าบูลส์ได้ดีเท่า Robert Johnson" ไม่มีเลย ...
ปี 1938 Robert Johnson จากโลกนี้ด้วยการดื่มวิสกี้ผสมยาพิษโดยไม่มีใครบอกได้ว่าเขาอายุเท่าไหร่ (ในข่าวบอกไว้ว่า 27) การพิสูจน์ในเวลาต่อมาพบว่าเขาผสมและดื่มวิสกี้แก้วนั้นด้วยตนเอง

"บางทีนั้นคือช่วงเวลาที่สัญญาถึงเวลาทวงถามและได้รับการสะสาง"

เรื่องที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดก็คือ Robert Johnson ขายวิญญาณให้ซาตานเพื่อแลกกับฝีมืออันเก่งตรงบริเวณสี่แยกที่เรียกว่า Delta Corssroad ใน มิสซิสซิปปี!

มีข้อสังเกตบางอย่างทำให้ไปสาวเรื่องถึงการขายวิญญาณของเขานั้นก็คือเพลง "Me and The Devil" มีเนื้อร้องประโยคหนึ่งว่า

"Hello Satan, I believe it's time to go" ทำให้มีคนกล่าวไปถึงเรื่องขายวิญญาณของเขา การเขียนคำร้องของ Robert Johnson นั้นมักชอบที่จะพาดพิงไปถึงภูตผีวิญญาณทางตรงหรือทางอ้อมอยู่เสมอ เช่นอีกท่อนหนึ่งของเพลง "Cross Road Blues" กล่าวไว้ว่า "Went to the crossroad, fell down on my knees, asked the lord above have mercy, now save poor bob, if you please" ฉะนั้นเมื่อไม่มีใครอธิบายสาเหตุอะไรได้เรื่องราวถึงถูกโยนไปให้ "คำสัญญาที่เขาให้ไว้กับใครซักคน ในคืนอัดมืดมิดและเดียวดายที่ Delta crossroad"

Eric Clapton กล่าวไว้ว่า "เขามีพลังมากเกินไป มันหมายถึงเจตนาอันแรงกล้าในงานของเขา ความขบถของเขา เขาเหมือน หมาป่าโดดเดี่ยวแต่สวยงาม"

ทุกวันนี้ยังมีศิลปินอีกมากมายนำเอาเพลงของ Robert Johnson มาเล่นและถูกตีความหลายครั้ง

นี้เป็นเรื่องตัวอย่างของการพาดพิงไปถึงการขายวิญญาณ 40 วันที่เขาหายไปเขาไปทำอะไร.........
และยังมีอีกสิบคนที่เชื่อว่าทำสัญญาและขายวิญญาณให้กับซานตานนั่นก็คือ

1.   สมเด็จพระสันตะปาปาซิเวสเตอร์ที่ 2

ประวัติ : เกิด ค.ศ. 945-ตาย 5/12/1003 เป็นพระสันตะปาปาที่ดำรงตำแหน่งใน ค.ศ. 999 ถึง ค.ศ. 1003 นอกจากนี้ท่านยังมีความรู้ความสามารถเก่งกาจเกินมนุษย์และเทคโนโลยีจากโลกมุสลิมจนานใหญ่สู่ยุโรปเขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ดนตรีและปรัชญษ ด้วยความเก่งทำให้มีข่าวลืมว่าที่ท่านมีสติปัญญาและนักประดิษฐ์นี้ผลมาจากการทำสัญญากับปีศาจ

2. Nicolo Paganini
นิคโคโล ปากานินี (เกิด 27/10/1782-27/5/1840) เป็นนักดนตรีชาวอิตาลีที่มีพรสวรรค์ในการเล่นดนตรี ตอนยังเป็นเด็กเขาถูกเลี้ยงดูโดยบิดาเจ้าอารมณ์และบังคับเขาเล่นไวโอลิน เขาเคยป่วยหนักด้วยโรคหัดจนใครๆคิดว่าเขาตายแล้วร่างของเขาถูกห่อด้วยผ้าพันศพแต่ยังโชคดีที่ยังไม่ฝังไปเสียก่อน และหลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาก็แสดงพรสวรรค์ด้านไวโอลินตั้งแต่อายุ 5 ขวบและแสดงต่อหน้าสาธารณะขณะเพียงอายุ 13 ปีเท่านั้นและเริ่มมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับถึงฝีมือการเล่นว่าเป็นที่หนึ่งในยุคนั้น ด้วยวิธีการเล่นเหนือมนุษย์ เทคนิคการเล่นไวโอลินแบบแปลกๆเช่นปรับสายไวโอลินสายใดสายหนึ่งให้สูงกว่าครึ่งเสียง เทคนิคดับเบิ้ลสต็อป การเล่นพิซซิคาโตด้วยมือซ้ายและการเล่นไวโอลินด้วยสายน้อยกว่า 4 สายด้วยเทคนิคฮาร์โมนิคและยังไม่ได้แต่งเพลงโซนาต้าโดยใช้สาย G เพียงสายเดียวอีกด้วย

ด้วยภาพลักษณ์ของปากานินีที่หน้าตาซีดขาวคล้ายศพเดินได้ รอยยิ้มคล้ายกับรอยยิ้มซาตาน แววตาที่ยิ้มของเขาค้ลายกับถ่านไฟที่ลุกโชน และฉายาของปากานินีก็คือ "Hexensohn" ทำให้มีเรื่องราวเกี่ยวกับปีศาจว่ากันว่า พรสวรรค์และความสามารถของเขาได้รับมาจากซาตาน โดยทำสัญญาในขณะนี้ใกล้ตายด้วยโรคหัดตอนเด็กๆทำให้หลายๆคนหวาดกลัวเขา ถึงขนาดถ้าใครบังเอิญไปถูกตัวเขาเข้าจะต้องทำสัญลักษณ์ไม้กางเขนทันทีเพราะความกลัวอาถรรพ์ร้ายในฮอลแลนด์ผู้คนกล่าวไว้ว่าเขาเดินทางมาถึงที่นั้นด้วยเรือเหาะในตำนานชาวดัทช์คือ Flying Dutchman

ด้วยข่าวลือนี้ทำให้ประชาชนเข้าไปดูงานคอนเสิร์ตปากานินีเต็มทุกรอบเพลงของเขาสามารถตรึงผู้ชายอยู่ได้กับที่โดยไม่มีใครกล้าลุกไปไหนเลยกวีบางคนถึงกับบรรยายเกี่ยวกับเขาว่า บทเพลงทำให้เห็นสวรรค์นรก (ก็ว่าไป)

ปากานินีเสียชีวิตในวันที่ 27 พฤษภาคม 1840 แต่โบสถ์ปฏิเศธจะนำศพประกอบพิธีทางศาสนา เนื่องจากเขาปฏิเศธพิธีรับศีลครั้งสุดท้าย ศพของเขาถูกเก็บไว้ในห้องใต้ดินนานถึง 5 ปีจนกระทั่งครอบครัวเขาได้ยื่นคำร้องต่อทางโบสถ์ให้ทำพิธีกรรม ผู้คนต่างโจษจันการปฏิเสธของทางศาสนจักร บ้างก็เชื่อว่าเขายังไม่ตาย มีคนเชื่อว่าเขาเป็นคนนอกรีต จนกระทั่ง 5 ปีต่อมาบุตรชายของเขาได้ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อพระสันตปาปาเพื่อขอให้มีพิธี ทำให้ศพของเขาได้ฝังใกล้เมืองเจนัว

3.  Gilles De Rais

กิลล์ เดอ เรยส์ (เกิด 1404-1440) อดีตคนสนิทของ แจนน์ ดาร์ค (โจน ออฟ อาร์ส) เขาเป็นขุนนางที่เรียกได้ว่าเป็นอัจฮริยะและกล้าหาญเจ้าของ ฉายาเคราสีน้ำเงิน เขาเกิดในครอบครัวที่มีชื่อเสียงมั่งคั่งในมณฑลฝรั่งเศส หลังจากแจนน์ดาร์คถูกทหารฝ่ายศัตรูจับตัวและถูกเผาทั้งเป็นในฐานะแม่มดในปี 1431 กิลส์ก็เริ่มบ้า เขาเริ่มใช้ชีวิตฟุ่มเฟื่อยและหลงไหลในการเล่นแปรธาตุ เปลี่ยนโลหะเป็นทองคำ จนกระทั่งเขาไปรู้จักผู้ชายคนหนึ่งชื่อ ฟรานคอยส์ เปรลาติ (Francesco Prelati) ที่บอกเขาว่าให้สังเวยเด็กเพื่อบูชาปีศาจชื่อว่า "บารอน" จนเป็นเหตุทำให้เขากลายเป็นฆาตกรฆ่าข่มขืนเด็กเพื่อเป็นเครื่องสังเวยให้กับปีศาจในระหว่างปี 80-200 ว่าเหยื่อของเขาน่าจะมีมากกว่า 1500 รายและผลสุดท้ายกิลส์ถูกตัดสินให้ประหารโดยการแขวนขอแลเผาในวันที่ 26 ตุลาคม 1440 (อาจจะไม่เกี่ยวกับการขายวิญญาณเท่าไหร่)
 
โพสต์เมื่อ 4th December 2013 โดย Anonymous
 
                                                                                                   ซาตานคือใคร?

ความเชื่อของคนเกี่ยวกับซาตานมีตั้งแต่ไม่เป็นเรื่องไปถึงเป็นเรื่องที่ต้องนำมาขบคิด คือ จากการเป็นคนตัวเล็ก ๆ สีแดงมีเขา นั่งอยู่บนไหล่ท่านคอยชวนให้ท่านทำบาป ไปจนถึงการสื่อความหมายว่ามันเป็นตัวแห่งความชั่วร้าย แต่พระคัมภีร์บอกเราชัดเจนว่าซาตานเป็นใคร, และมันมีผลต่อชีวิตของเราอย่าง ง่าย ๆ พระคัมภีร์บอกว่าซาตานเป็นทูตสวรรค์ที่หลุดจากตำแหน่งของมันในสวรรค์อันเนื่องมาจากความบาป และในตอนนี้มันอยู่มุมตรงข้ามกับพระเจ้าเต็มที่ ทำทุกสิ่งเท่าที่อำนาจของมันจะทำได้เพื่อขัดขวางพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ

ซาตานถูกสร้างขึ้นมาในตอนแรกในฐานะทูตสวรรค์ที่บริสุทธิ์ หนังสืออิสยาห์ 14:12 บอกว่าก่อนที่มันจะล้มลงในความบาปมันมีชื่อว่าลูซิเฟอร์ หนังสือเอเสเคียล 28:12-14 บอกว่าซาตานถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นเครูป, และเป็นทูตสวรรค์ระดับสูงสุดที่พระเจ้าได้ทรงสร้าง แต่มันเกิดหลงรูปงามและฐานะของตัวเองจนเกิดความทะนงตนขึ้นมา และตัดสินใจว่ามันอยากจะนั่งบนพระบัลลังก์อยู่สูงสุดซึ่งเป็นของพระเจ้า (อิสยาห์ 14:13-14; เอเสเคียล 28:15; 1 ทิโมธี 3:6) ความยโสของมันทำให้มันล้มลงในความบาป จงสังเกตคำว่า “ข้าจะ…” ในหนังสืออิสยาห์ 14:12-15  เพราะความบาปของมันพระเจ้าจึงทรงโยนมันออกจากสวรรค์

ซาตานกลายเป็นผู้ครอบครองโลกนี้ซึ่งเดินออกห่างจากพระเจ้า และเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศ (ยอห์น 12:31; 2 โครินธ์ 4:4; เอเฟซัส 2:2) มันเป็นผู้กล่าวโทษ (วิวรณ์ 12:10), ผู้ล่อใจให้ชั่ว (มัทธิว 4:3; 1 เธสะโลนิกา 3:5), และผู้ล่อลวง (ปฐมกาล 3; 2 โครินธ์ 4:4; วิวรณ์ 20:3) ความหมายที่แท้จริงของชื่อของมันคือปรปักษ์ หรือ “ผู้ซึ่งเป็นศัตรู” อีกชื่อหนึ่งที่ซาตานถูกเรียก คือ ผีมาร ซึ่งหมายความว่า “ผู้ใส่ร้าย”

แม้ว่ามันจะถูกขับออกจากสวรรค์, มันก็ยังพยายามยกบัลลังก์ของมันให้สูงกว่าของพระเจ้า มันลอกเลียนทุกอย่างที่พระเจ้าทรงกระทำ ด้วยหวังที่จะได้รับการนมัสการจากมนุษย์และทำให้อาณาจักรของพระเจ้าปั่นป่วน ซาตานคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังลัทธิเทียมเท็จและศาสนาของโลกทุกศาสนา  ตัวจริง มันจะทำทุกอย่างเท่าที่มันมีอำนาจที่จะทำได้เพื่อต่อต้านพระเจ้า และคนที่ติดตามพระองค์ แต่จุดหมายปลายทางของมันได้ถูกประทับตราไว้แล้ว นั่นคือ บึงไฟนรกชั่วนิรันดร์
 
โพสต์เมื่อ 4th December 2013 โดย Anonymous                                                                                                                                                                       Alan Petervich Updated  May 7, 2020
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ตร.คาใจ นร.ม.5 ผูกคอดับ สงสัยฝักใฝ่ลัทธิซาตาน เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2020, 10:30:48 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                   ตร.คาใจ นร.ม.5 ผูกคอดับ สงสัยฝักใฝ่ลัทธิซาตานหรือไม่? ตรวจคอมฯ พบเคยเข้ายูทูบ”ขายวิญญาณปีศาจ”

เพชรบูรณ์-ผกก.หล่มเก่าคาใจ เหตุจูงใจ นร.ม.5 ผูกคอดับ ฝักใฝ่ลัทธิซาตานหรือไม่? ตรวจคอมฯพบประวัติเคยเข้ายูทูบดู”วิธีขายวิญญาณปีศาจ” ด้านพม.มอบเงินช่วย 2000 บาท ฝากเตือนปิดเทอมยาวอย่าปล่อยให้เด็กอยู่กับตัวเองมากเกินไป (ชมคลิป)

วันที่ 6 พฤษภาคม จากกรณีนายระพีพัฒน์  ปัญญาดี อายุ 18 ปี นักเรียน ม.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งติดเกมส์จนก่อเหตุกรีดเลือดเขียนสัญลักษณ์บูชาซาตาน ทิ้งปริศนาไว้บนพื้นห้องก่อนแขวนคอตัวเองเสียชีวิต นอกจากนี้ยังโน้ตในกระดาษเขียนว่า”comsatan  13” พร้อมชุดอักษรอังกฤษและตัวเลข   โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 ปัจจุบันศพนายระพีพัฒน์ถูกตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่บ้านพัก ตำบลนาซำ อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ล่าสุดเวลา 11.00 น.วันนี้(6 พ.ค.) นายชูศักดิ์ ชุนเกาะ ปลัดจังหวัดเพชรบูรณ์ และพ.ต.อ.ธีรพงศ์ ผลนาค ผกก.สภ.หล่มเก่า, นางวรรณภา สุขคง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมทีม One Home ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดเพชรบูรณ์ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดเพชรบูรณ์ ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจพ่อและแม่ของนักเรียนผู้ตาย จากนั้นมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 2,000 บาท

นอกจากนี้พ.ต.อ.ธีรพงศ์ยังต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่นายระพีพัฒน์ผูกคอตายว่า เหตุจูงใจมาจากสาเหตุติดเกมส์หนักหรือจากเหตุที่ไปเกี่ยวข้องกับความเชื่อในลัทธิซาตาน  โดยเฉพาะการใช้มีดกรีดแขนและใช้เลือดตัวเองเขียนสัญลักษณ์ดาวห้าแฉกอยู่ในวงกลม ทิ้งไว้เป็นปริศนาก่อนผูกคอตายทั้งนี้สัญลักษณ์ดังกล่าวมีความเชื่อว่า เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับซาตานหรือการบูชา โดยพ.ต.อ.ธีรพงศ์เกรงว่ายังมีกลุ่มเยาวชนที่อาจจะตกเป็นเหยื่อของความเชื่อดังกล่าว จึงสั่งการให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีนำคอมพิวเตอร์ของนักเรียนหนุ่มมาทำการตรวจสอบ
 
อย่างไรก็ตามก่อนที่ตำรวจจะยกคอมพิวเตอร์ไปที่ สภ.หล่มเก่า ทางพนักงานสอบสวนร่วมกับพ่อของนายระพีพัฒน์ มีการเปิดคอมตรวจสอบเบื้องต้นก่อน ซึ่งพบว่าข้อมูลต่างๆ ที่ถูกเก็บไว้ภายในฮาร์ดดิสได้ถูกลบทิ้งจนเกลี้ยง แต่เมื่อตรวจสอบเว็บเบราว์เซอร์พบประวัติการเข้าใช้งาน โดยมีการเสิร์ชหรือค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับซาตาน โดยเฉพาะพบหัวข้อเรื่องวิธีขายวิญญาณให้กับปีศาจในช่องยูทูบ  นอกจากนี้ผู้เป็นพ่อแม่ยังพบบัตรประชาชนของผู้ตายถูกงัดเอาไมโครชิพ ออกจากบัตรประชาชน เพื่อจะทำลายทิ้งอีกด้วย

พ.ต.อ.ธีรพงศ์ ผลนาค กล่าวว่า คดีนี้แม้ผู้เสียหายจะเสียชีวิตโดยการผูกตายแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากก่อนตายทิ้งปริศนาสัญลักษณ์เอาไว้ จนเชื่อว่าเหตุจูงใจของผู้ตายน่าจะมีพฤติกรรมไปเกี่ยวข้องกับลัทธิบูชาซาตาน เพราะหากเหตุจูงใจในการฆ่าตัวตายมาจากการคลั่งไคล้ติดเกมส์ พฤติกรรมของเด็กน่าจะมีความรุนแรงหากเกลียดชังสังคมก็จะใช้วิธรรุนแรงไปตอบโต้มากกว่าจะมีพฤติกรรมการผูกคอตาย ประกอบกับคดีนี้อยู่ในความสนใจของประชาชนด้วย จึงต้องการค้นหาความจริง โดยเฉพาะเกรงจะมีเพื่อนผู้ตายหรือกลุ่มคนที่หมกมุ่นคลั่งไคล้ในลัทธินี้ก่อเหตุแบบนี้

“อย่างไรก็ตามจากหลักฐานที่พบในคอมผู้ตาย ซึ่งมีประวัติการเข้าชมเว็บเกี่ยวกับการขายวิญญาณให้ซาตาน ทำให้เหตุประเด็นสาเหตุจูงใจในการฆ่าตัวตายของหนุ่มนักเรียนมัธยมรายนี้ น่าจะมาจากการฝักใฝ่หมกมุ่นในลัทธิซาตาน อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนได้นำคอมมาตรวจสอบอย่างละเอียดดูอีกครั้ง ส่วนทางพอและแม่ของผู้ตายนั้นสอบถามแล้วยอมรับว่าไม่รู้ว่าลูกชายหมกมุ่นเกี่ยวกับศาสตร์ลี้ลับในเรื่องนี้ คิดว่าเพียงแค่ติดเกมส์และเก็บตัวไม่ยอมสุงสิงกับใครและไม่ยอมไปโรงเรียน” ผกก.สภ.หล่มเก่ากล่าว
 
ด้านนางเสาวนิตย์  ครองชัย อายุ 50 ปี แม่ของผู้ตาย เล่าว่า ขณะตั้งศพสวดพระอภิธรรมในคืนวันที่ 3 พฤษภาคม 2563 ราว 22.00 น. ได้มีเพื่อนสาวของลูกชายซึ่งไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักมาก่อนมากราบศพ โดยหญิงสาวรายนี้ยังถามหาตนว่า คนไหนแม่เตี๊ย (แม่คนตาย) จากนั้นก็ก้มกราบตนเองและยังไปกราบสามี (พ่อผู้ตาย) จากนั้นเอ่ยปากขอโทษ หนูขอโทษหนูผิดไปแล้วซึ่งตนก็แปลกใจมาก และเพื่อนหญิงของลูกชายรายนี้ยังบอกว่าเคยพยายามใช้มีดกรีดแขนเพื่อจะฆ่าตัวตายเหมือนกับลูกชายเช่นเดียวกัน

ด้านวรรณภา สุขคง พม.จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ห่วงกังวลคือขณะนี้โรงเรียนปิดเทอมและเป็นช่วงของโควิดทุกคนจะอยู่บ้าน ดังนั้นครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่อยู่ใกล้ชิดเด็กจะต้องดูแลและคอยสอดส่องพฤติกรรมเด็กด้วย โดยไม่ให้อยู่กับตนเองมากไปสำหรับผู้ปกครองรายนี้ก็บอกว่าได้รับผลกระทบจากโควิดทำให้งานน้อยลงและรายได้ลดลงด้วย จึงพยายามทำงานให้มากเพื่อหารายได้ให้มากขึ้นด้วย

สำหรับศพนายระพีพัฒน์ทางญาติจะทำพิธีฌาปณกิจ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 63 หรือในวัน พรุ่งนี้ ที่วัดกกกะทอน หมู่4 ต.นาซำ อ.หล่มเก่า  เวลา 15.00 น.
 
 •   สัญลักษณ์บูชาซาตาน
           
6  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / เปรียบเทียบมิสซาคาทอลิกลาตินดั้งเดิม กับ พิธีบูชาขอบพระคุณ NO เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2020, 12:37:46 PM

                                                                            เปรียบเทียบมิสซาคาทอลิกลาตินดั้งเดิม กับ พิธีบูชาขอบพระคุณ NO
                                                                    Comparison ofCatholic Tridentine Latin Mass and Novus Ordo Mass

Benedicta Maria Advocata Published on Aug 28, 2016
                                                                                                                                                                                                                                               Alan Petervich Updated Aug 29, 2017
https://youtu.be/SUAtIZ0Kw50

INFO[ ]Comparison of the Catholic Mass in Latin (the holy Tridentine Mass) and the New Mass (Novus Ordo).The New MISSAL is bad, because it was invented and designed by 5 Lutherans and one Jewish Rabbi. But the holy Mass should not be reinvented, it should be the original Mass of the holy apostles, who were handed over to us through the holy Popes. The mistake of the new missal is just the whole Ceremony and the words of consecration that are changed! They  removed many sacrificing prayers and wanted to make the Mass evangelical. And what was the goal of Martin Luther? To abolish the sacrament of the Mass. He did´t want that bread and wine become communion: body and blood of Our Lord Jesus Christ. The Lutherans drew up the new mass (by recommendation of imposter pope Paul VI.) with the Jew Rabbi who does not believe in Jesus as Messiah and God, they all didn´t want Jesus as Eucharist! This new mass is an evil and fruit of mens work and not of the holy Spirit! It is not the Mass of Jesus Christ! It is a human mass and not the mass of all time and of the TRUE catholic Church.

ข้อมูล [ ] การเปรียบเทียบมิสซาคาทอลิกภาษาลาติน (มิสซาศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิม) กับ มิสซาใหม่-ภาษาท้องถิ่น-ภาษาไทย (Novus Ordo) มิสซาใหม่ (ภาษาไทย) ไม่ดี  เพราะว่า มันถูกคิดขึ้นใหม่และออกแบบโดยชาวลูเทอรันท์ 5 คน และรับไบยิวหนึ่งคน   แต่ มิสซาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรจะมีการคิดประดิษฐ์ใหม่อีก  มันควรจะเป็นมิสซาแรกเริ่มเดิมทีของบรรดาอัครสาวกผู้ศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งส่งต่อตกทอดถึงพวกเราผ่านองค์พระสันตะปาปาผู้ศักดิ์สิทธิ์  ความผิดพลาดของหนังสือคู่มือมิสซา (Missal) ใหม่คือพิธีกรรมทั้งครบและถ้อยคำของการเสกศีลที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป!  พวกเขา ได้ลบทิ้งบทภาวนาที่ทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ออกไปหลายบท และต้องการทำให้ทำให้มิสซาเป็นแบบพระวรสาร และอะไรที่เป็นเป้าหมายของมาร์ติน ลูเธอร์ ?  เพื่อลบล้างศีลศักดิ์สิทธิ์ของมิสซา  เขาไม่ต้องการให้ปังและเหล้าองุ่น กลายเป็นศีลมหาสนิท : คือ  พระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้าพระเป็นเจ้าของเรา   พวกลูเธอรันท์ได้นำเอามิสซาใหม่ออกมา ( โดยข้อเสนอแนะของ โป๊บปอล VI ผู้นำมาวางให้ ) กับ รับไบยิวที่ไม่เชื่อในพระเยซูว่าเป็นพระเมสซีอัสและพระเป็นเจ้า  พวกเขาทั้งหมดไม่ต้องการให้พระเยซูเจ้าเป็นศีลมหาสนิท!  มิสซาใหม่ภาษาไทยนี้เป็นสิ่งชั่วร้ายและเป็นผลของงานของมนุษย์ และไม่ใช่งานของพระจิตเจ้า!  มันไม่ใช่พิธีมิสซาของพระเยซูคริสตเจ้า!  มันเป็นมิสซามนุษย์ และไม่ใช่มิสซาใช้ได้ตลอดไปและของพระศาสนจักรคาทอลิกที่แท้จริง

Another thing has to be said: Christ instituted the Holy Eucharist in this way: He took bread, blessed and broke it, and giving it to His apostles, said: "Take and eat; this is My body;" then He took a cup of wine, blessed it, and giving it to them, said: "All of you drink of this; for this is My blood of the new covenant which is being shed for MANY unto the forgiveness of sins;" finally, He gave His apostles the commission: "Do this in remembrance of Me."
Matthew 26:28 This is My blood of the covenant, which is poured out for MANY for the forgiveness of sins.

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกก็คือ : พระคริสตเจ้าได้ทรงตั้งศีลมหาสนิทในวิธีนี้ คือ พระเยซูเจ้าทรงหยิบขนมปัง  ตรัสถวายพระพร ทรงบิขนมปัง ประทานให้บรรดาศิษย์ ตรัสว่า “ จงรับไปกินเถิด  นี่เป็นกายของเรา “  แล้วพระองค์ทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่น  ตรัสขอบพระคุณ ประทานให้เขาเหล่านั้น ตรัสว่า “ ทุกท่านจงดื่มจากถ้วยนี้เถิด  นี่เป็นโลหิตของเรา  โลหิตแห่งพันธสัญญา ที่หลั่งออกมา เพื่ออภัยบาปสำหรับคนจำนวนมาก”   ที่สุด  พระองค์ทรงกำหนดแก่บรรดาศิษย์ของพระองค์ว่า      “ จงทำดังนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด “                                                                   
พระวรสารนักบุญมัทธิว 26:28  นี้คิอโลหิตของเราแห่งพันธสัญญา  ซึ่งถูกหลั่งออกมาสำหรับมนุษย์จำนวนมาก เพื่อการอภัยบาปของเขา

 The New MISSAL changed the consecration words, from MANY they made: ALL!!!

หนังสือคู่มือมิสซาใหม่ – New Missal ได้เปลี่ยนถ้อยคำเสกศีล จาก คำว่า Many คนจำนวนมาก พวกเขาใช้ว่า All มนุษย์ทั้งหลาย ( ที่น่ากังขาก็คือ ศาสนจักรคริสตชนไทย เปลี่ยนวัตถุประสงค์ของการเสกศีลในบท Canon เป็น “บทขอบพระคุณ”  เพราะอาจทราบแล้วว่า ในมิสซาใหม่ไม่มีการเสกศีล เปลี่ยนปังและเหล้าองุ่น เป็นพระกายและพระโลหิต ซึ่งเรียกว่า Transubstantiatio ตามความเชื่อแบบโปรเตสตันท์  นั่นเอง )

= Christ instituted the Holy Eucharist... then He took a cup of wine, blessed it, and giving it to them, said: "All of you drink of this; for this is My blood of the new covenant which is being shed for ALL unto the forgiveness of sins;"

= พระคริสตเจ้าได้สถาปนาตั้งศีลมหาสนิท... แล้วพระองค์ทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่น  ตรัสขอบพระคุณ ประทานให้เขาเหล่านั้น ตรัสว่า “ ทุกท่านจงดื่มจากถ้วยนี้เถิด เพราะนี้คือโลหิตของเรา   โลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่ที่ถูกหลั่งออกมาเพื่อการอภัยบาปสำหรับท่านและมนุษย์ทั้งหลาย”

So the WORDS of consecration were changed, and the council of TRIENT determinate as dogma, that the rubric CAN´T BE CHANGE! If the consecration is changed, what it is by changing even only ONE WORD of the consecration, the consecration of bread and wine would not take place! and the faithful eat only bread and not the body of Christ... This ist Church Law, holy Council of Trent: In the seventh session of the Council of Trent, on the sacraments in general, canon 13, it can be found.

ดังนั้น ถ้อยคำของการเสกศีลถูกเปลี่ยนแปลงไป  และสภาสังคายนาแห่งเตรนต์ ได้กำหนดให้เป็น dogma – ข้อความเชื่อ ว่า กฎพิธีกรรมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ !  ถ้าคำเสกศีลถูกเปลี่ยนไป  มันจะเป็นอย่างไรโดยเปลี่ยนแม้คำเดียวของการเสกศีล    การเสกขนมปังและเหล้าองุ่นก็ไม่เกิดขึ้น! และ สัตบุรุษก็รับเพียงขนมปังที่ไม่ใช่กายของพระคริสตเจ้า...นี่คือกฎหมายพระศาสนจักร  สังคายนาศักดิ์สิทธิ์แห่งเตรนต์ : ในวาระที่เจ็ดของสังคายนาแห่งเตรนต์  ว่าด้วยศีลศักดิ์สิทธิ์โดยทั่วไป  มาตรา—canon 13  สามารถพบได้ที่นั่น. ( แสดงว่า ในพิธีบูชาขอบพระคุณในมิสซาใหม่ที่ใช่ภาษาถิ่น – รวมภาษาไทยด้วย นั้น ไม่มีศีลมหาสนิทที่ปังและเหล้าองุ่น เปลี่ยนเป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้า  ดังนั้น ที่บาทหลวงไทยปฏิบัติตามคู่มือมิสซาใหม่นั้น จึงมิใช่มิสซาแบบที่มีการเสกศีลจริง เพราะทำตามวิธีที่โปรเตสตันท์กำหนดให้ตามที่โป๊บ ปอลที่ VI – โดยการจัดการของโปรเตสตันท์และรับไบยิวเสนอให้ เท่านั้น  ที่เห็นนั้นไม่ใช่ศีลมหาสนิทแบบเดิมที่เสกโดยพระสงฆ์รุ่นเก่า ในพิธีมิสซายัญบูชาแบบลาตินดั้งเดิม  )

And here are more information, Dr. Gregory Hesse (doctor in dogmatic and theology talks about it!)= https://www.youtube.com/watch?v=UcYXC...         ตรงนี้ยังมีข้อมูลเพิ่มมาจาก ดร. เกรกอรี เฮส

Does this mean that in the New Mass (called NO: Novus Ordo Mass) the consacration does not take place? If it is up to the council of Trient, the consacration does not take place, but God knows. No matter what, the Law of the Church says: to attempt a doubtful mass is a mortal sin. So for that reason, we should avoid to attempt the New Mass. We should look to find a tridentine (latin) Mass or at least a byzantine catholic Mass. God bless!

นี้หมายความว่า ในมิสซาใหม่ (ที่เรียกว่า NO:Novus Ordo Mass) การเสกศีลไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่?  มันขึ้นกับสังคายนาแห่งเตรนต์ การเสกศีลไม่เกิดขึ้น  มีพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบ.  ไม่ว่าอะไรก็ตาม  กฎหมายพระศาสนจักรกล่าวว่า : ที่พยายามทำมิสซาที่น่าสงสัย เป็นบาปหนัก  ดังนั้น เพราะเหตุผลข้อนั้น  เราต้องหลีกเลี่ยงที่จะพยายามทำมิสซาใหม่(ภาษาไทยด้วย)  เราควรมองหาให้พบมิสซา(ลาติน)ดั้งเดิมหรืออย่างน้อยมิสซาคาทอลิกไบแซนไตน์  God Bless!

P.S Pope Benedict has demanded for many years that the priests say during the Mass "the blood shed for MANY" (as told by Our Lord Jesus Christ in Matthew 26:28) and not for ALL! But the bishops did not obey him. They requested that Pope Benedikt XVI.resign! What he did!

ปัจฉิมลิขิต : โป๊บเบเนดิกต์ได้ออกคำสั่งเป็นเวลาหลายปีมาแล้วว่า  พระสงฆ์ที่ถวาย ระหว่างพิธีมิสซาให้ภาวนาว่า  “ พระโลหิตที่หลั่งออกมา “ สำหรับมนุษย์จำนวนมาก – for Many” ( เหมือนดังที่ตรัสโดยพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ตามพระวรสารนักบุญมัทธิว 26:28) และไม่ใช่ for All ที่คู่มือมิสซาใหม่ภาษาไทยใช้ว่า “ และ มนุษย์ ทั้งหลาย “!   แต่บรรดาพระสังฆราชไม่นบนอบเชื่อฟังท่าน  พวกเขากลับร้องขอให้โป๊บเบเนดิกต์ลาออก!  ท่านได้ทำอะไร! (พวกสังฆราชบาทหลวงมักง่าย น่าจะพิจารณาใหม่ ! )

Prayer and reparation are needed! We invite you to download this flyer: https://www.scribd.com/document/32250...

Category
Education
License
Standard YouTube License
       
 

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 17, 2018, 06:56:29 PM โดย Petervich » 
 
7  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / โป๊บสั่งทบทวนจารีตพิธีกรรมดั้งเดิม เมื่อ: เมษายน 28, 2020, 03:44:15 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                           โป๊บสั่งทบทวนจารีตพิธีกรรมดั้งเดิม
                                                                                                            Pope orders review of Old Rite
24 APRIL 2020, นสพ. THE TABLET
by Christopher Lamb
                                       

Cardinal Antonio Canizares Llovera using incense during a solemn pontifical Mass in the extraordinary form at the Basilica of St John Lateran in Rome in 2010.
คาร์ดินัลอันโตนีโอ คานิซาเรซ  ลีโอเวรา โยนกำยานระหว่างพิธีมิสซาใหญ่ในแบบพิเศษ ที่มหาหารนักบุญยอห์น ลวเตรานในกรุงโรมปี 2010

The Holy See is conducting a world-wide survey of the traditional Latin Mass focussing on whether celebrations of the Tridentine liturgy respond to genuine pastoral needs and are following guidelines.     The Congregation for the Doctrine of the Faith has written to the world’s bishops explaining that Pope Francis “wishes to be informed” about the application of Benedict XVI’s 2007 ruling which lifted restrictions on pre-Vatican II liturgical celebrations.
สันตะสำนักกำลังทำการสำรวจทั่วโลกกับมิสซาลาตินแบบดั้งเดิม ว่าตอบต่อความต้องการงานบริหารวัดจริง และกำลังทำตามแนวทางที่ทำไว้  สมณสภาว่าด้วยคำสอนแห่งความเชื่อ (The Congregation for the Doctrine of the Faith = CDF) ได้เขียนถึงบรรดาบิสชอบของโลก อธิบายว่า โป๊บฟรังซิส “ประสงค์จะทราบ” เกี่ยวกับการปรับใช้กฎเกณฑ์ปี 2007 ของโป๊บเบเนดิกต์ XVI ซึ่งยกเลิกข้อขัดขวางเกี่ยวกับการถวายพิธีกรรมก่อนสังคายนาวาติกันที่สอง.

Along with the letter, the bishops are asked to respond to a series of questions aimed at gaining an accurate picture of how the Extraordinary Form of the Mass is celebrated across the world.  With his legal ruling “Summorum Pontificum”, Benedict XVI lifted restrictions on the old rite due to “the continued requests of these members of the faithful”, including young people, attached to this version of the Mass celebrated before the liturgical reforms of the Second Vatican Council. 
พร้อมกับจดหมาย บรรดาบิสชอบยังถูกขอร้องให้ตอบคำถามอีกชุดหนึ่ง ที่มีเป้าประสงค์จะได้ภาพชัดเจนแม่นยำ ของคำถามที่ว่ารูปแบบมิสซาพิเศษของมิสซา ถวายทั่วโลกอย่างไร  ด้วยข้อบังคับตามกฎเกณฑ์ “Summorum Pontificum” พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ XVI ได้ยกเลิกข้อขัดขวางพิธีกรรมแบบเก่า เนื่องจาก “ คำขอร้องต่อเนื่องของสมาชิกเหล่านี้ที่เป็นสัตบุรุษของวัด” รวมทั้งประชาชนคนหนุ่มสาว ที่ยึดมั่นต่อระบบพิธีมิสซาที่ถวาย ก่อนการฟื้นฟูพิธีกรรมของสังคายนาวาติกันที่สอง.

It allowed for the wider use of the 1962 missal of John XXIII, which the bishops of the council had overwhelmingly voted in favour of reforming. These reforms were then implemented by Paul VI and completed in 1970.  There has long been debate about the level of demand for pre-Vatican II forms of worship, and there is scant evidence of any serious take-up outside of traditionalist hotspots in Europe, North America and some parts of Latin America.
กฎเกณฑ์ใหม่ได้อนุญาตการใช้อย่างกว้างขวางของหนังสือมิสซาปี 1962 ของโป๊บยอห์น XXIII ซึ่งบรรดาบิสชอบของสภาได้ลงมติท่วมท้นตอนนั้นรับการปฏิรูปโดยโป๊บปอล VI  และเสร็จสมบูรณ์ในปี 1970  ได้มีการโต้แย้งยาวนานเกี่ยวกับระดับความต้องการที่เป็นรูปแบบสักการะเพื่อใช้ก่อนสังคายนาวาติกันที่สอง  และมีประจักษ์พยานเล็กน้อยของการติดตามจริงจังภายนอกกลุ่มคนธรรมประเพณีในยุโรป อเมริกาเหนือและบางส่วนของอเมริกาลาติน

Some devotees of the old rite have responded with alarm to the review with the Rorate Caeli site asking whether “the rights and continuity of the Traditional Latin Rite” are now under threat and whether the results may indicate “serious consequences”.
ผู้ศรัทธาบางคนของจารีตพิธีดั้งเดิมได้ตอบโต้ด้วยความตกใจต่อการทบทวนข่าวกับไซต์ Rorate Caeliถามว่า “สิทธิและการต่อเนื่องของพิธีกรรมลาตินแบบดั้งเดิม” ตอนนี้ถูกคุกคามและผลลัพท์ อาจชี้ถึง “การมีผลที่ตามมาแบบเลวร้าย” หรือไม่.

But Joseph Shaw, Chairman of the Latin Mass Society of England and Wales, says he is optimistic about the doctrine congregation’s attitudes to the wider use of the Extraordinary Form. “I do not view this survey as a threat, but simply as indicating a desire by the CDF to have solid information from around the world,” he told The Tablet.
แต่ โจเซฟ ชอว์ ประธานของสมาคมมิสซาลาตินแห่งอังกฤษและเวลส์ (the Latin Mass Society of England and Wales) กล่าวว่า เขามองในแง่ดีเกี่ยวกับทัศนคติของ CDF ต่อการใช้อย่างแพร่หลายมากของมิสซารูปแบบพิเศษ  “เรามิได้มองว่าการสำรวจนี้เป็นการคุกคาม แต่เป็นเรื่องปกติที่แสดงให้เห็นความประสงค์ของ CDF ที่จะได้ข้อมูลแข็งแกร่งจากรอบโลก” เขาให้ข่าวกับ Tablet.

Among the questions the bishops are being asked to consider is whether celebrations of the old rite “respond to a true pastoral need or is it promoted by a single priest” and whether the norms and conditions of “Summorum Pontificum” are being respected.
ในบรรดาคำถามที่บิชอบกำลังถูกขอให้พิจารณา คือ การเฉลิมฉลองจารีตพิธีแบบดั้งเดิม “ ตอบต่อความต้องการงานบริหารวัดแท้จริง หรือ มันได้รับการส่งเสริมโดยบาทหลวงองค์หนึ่งเท่านั้น” และหรือว่าบรรทัดฐานและเงื่อนไขของ “Summorum Pontificum” ได้รับการยอมรับ.

In that text, Benedict states that priests should respond to requests for the old rite “where a group of the faithful attached to the previous liturgical tradition stably exists” and gave priests freedom to celebrate it privately.  A Rome source told The Tablet the survey was a routine piece of work to understand what is happening with the old rite.
ในข้อความนั้น โป๊บเบเนดิกต์ยืนยันว่า บรรดาบาทหลวงควรตอบคำขอสำหรับจารีตพิธีแบบดั้งเดิม “ ณที่กลุ่มของสัตบุรุษที่ยึดติดกับธรรมประเพณีทางพิธีกรรมก่อนนั้นยืนหยัดอย่างมั่นคง” และให้ความเป็นอิสระแก่บาทหลวงที่จะถวายพิธีกรรมนั้นแบบส่วรตัวได้  แหล่งข่าวกรุงโรมบอก The Tablet ว่า การสำรวจเป็นชิ้นงานหนึ่งที่ทำเป็นประจำเพื่อจะเข้าใจว่า อะไรกำลังเกิดขึ้นกับจารีตพิธีดั้งเดิมนั้น.

The source added, however, that the results could indicate how Extraordinary Form Masses are being promoted by individual priests and with a minimal number of faithful. In some cases, traditionalists have even been using Holy Week liturgical books which pre-date changes made by Pope Pius XII in the 1950s, which Summorum Pontificum makes no mention of. 
อย่างไรก็ดี แหล่งข้อมูลเสริมว่า ผลลัพท์สามารถชี้ว่ามิสซารูปแบบพิเศษนั้น กำลังได้รับการส่งเสริมอย่างไร โดยบรรดาบาทหลวงแต่ละคน และด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมเล็กน้อย  ในบางกรณี  กลุ่มผู้ยึดติดกับธรรมประเพณี กำลังใช้หนังสือพิธีกรรมสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงก่อนนั้นโดยโป๊บปีโอที่ XII ในช่วงปี 1950 ซึ่ง Summorum Pontificum มิได้กล่าวถึงเลย.

For his part, Francis has described the liturgical reforms of the Second Vatican as “irreversible” and with his extensive travel and focus on the growing local churches of Africa and Asia will want to know if the old rite is part of their mission. The Jesuit Pope, however, has shown no indication that he wishes to restrict or rescind the old rite ruling made by his predecessor.
สำหรับส่วนของพระองค์ โป๊บฟรังซิสได้บรรยายว่า การฟื้นฟูทางพิธีกรรมของสังคายนาวาติกันที่สองนั้น เป็น “สิ่งกลับไม่ได้” และด้วยการเดินทางเฉพาะเจาะจงและจับตาดูวัดประจำถิ่นที่กำลังเติบโต ของ  อาฟริกาและเอเซ๊ย ก็ประสงค์อยากทราบว่า จารีตพิธีดั้งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ศาสนาของพวกเขา  อย่างไรก็ดี พระสันตะปาปาเยซูอิต มิได้แสดงการชี้วัดว่าพระองค์ประสงค์จะจำกัดหรือ ลบล้างการอนุญาตจารีตพิธีดั้งเดิม ที่ทำโดยผู้ทำหน้าที่ก่อนพระองค์.

“Assuming the CDF receives reasonably complete responses, comparing reports written in 2010 and in 2020 will show not only a steady growth in the number of celebrations, but an increasing and serene integration of the EF [Extraordinary Form] into the life of the Church, something attributable in large part to the attitude of the bishops themselves,” Mr Shaw said, pointing to Archbishop Malcolm McMahon of Liverpool and Bishop Philip Egan of Portsmouth carrying out ordinations using the extraordinary form.
“โดยถือว่า CDF รับคำตอบที่สมบูรณ์อย่างมีเหตุผล  โดยเปรียบเทียบรายงานที่เขียนในปี 2010 และในปี 2020 จะแสดงไม่เพียงการเติบโตอย่างมั่นคงในจำนวนของพิธีมิสซา  แต่ การเพิ่มมากชึ้นและความสมบูรณ์ที่สงบราบรื่นของมิสซา EF (Extraordinary Form) เข้าสู่ชีวิตของพระศาสนจักร เป็นบางสิ่งที่แสดงคุณสมบัติในส่วนใหญ่กับทัศนคติของบรรคาบิสชอบเอง “ Mr. Shaw กล่าว โดยชี้ไปที่อัครบิสชอบ Archbishop Malcolm McMahon of Liverpool and Bishop Philip Egan of Portsmouth ที่ทำพิธีบรรพชาโดยใช้มิสซารูปแบบพิเศษ

He argued that an “older generation of more hostile bishops” thought people would eventually lose interest in the pre-Vatican II liturgy but, on the contrary, “their successors are almost always more open-minded. As time goes on it becomes clearer to younger priests and laity how the old arguments against the EF were often based on flawed scholarship and theological misunderstandings.”
เขาโต้แย้งว่า “ คนรุ่นเก่ากว่าที่เป็นบิสชอบปรปักษ์จำนวนมากกว่า” คิดว่าประชาชนควรจะสูญเสียในพิธีกรรมก่อนสังคายนาวาติกันที่ II แต่ ตรงข้าม “ บรรดาผู้ทดแทนพวกเขากลับมีความนึกคิดที่เปิดกว้างมากกว่า  เมื่อเวลาผ่านไป ก็เป็นที่ชัดเจนขึ้นว่าบรรดาบาทหลวงหนุ่มกว่าและฆราวาสด้วยกลายเป็นว่า การโต้แย้งเก่าต่อมิสซา EF บ่อยมากเกิดขึ้นจากทุนการศึกาที่มีรอยร้าวและความเข้าใจผิดทางเทววืทยา”

Mr Shaw admitted, however, that traditionalist “groups still struggle to organise adequate regular Masses, for example in Africa and Asia”.  In a sign that the Extraordinary Form of the Mass is here to stay, the Vatican recently published new prayers to be used in old rite celebrations and the inclusion of newly canonised saints into their liturgical calendar.
อย่างไรก็ดี นายชอว์ยอมรับว่า” กลุ่มผู้ยึดมั่นในธรรมประเพณียังคงต่อสู้เพื่อจัดพิธีมิสซาเป็นประจำเท่าเทียม  ยกตัวอย่างในอาฟริกาและเอเซีย”  ในสัญญาณที่ว่ามิสซารูปแบบพิเศษคงอยู่ตรงนี้ เมื่อเร็วๆนี้วาติกันได้พิมพ์บทถาวนาใหม่สำหรับใช้ในการถวายมิสซาพิธีดั้งเดิม และมีการเติมนักบุญที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ เข้าไปในปฏิทินพิธีกรรมของพวกเขา.
 
Mr Shaw said this was an “attitude of positive development” to the older form of the Mass as was “permission given three years ago for the celebration of the pre-1955 Holy Week, in response to the persistent desire of priests who celebrate it”. That permission was given by the Pontifical Commission Ecclesia Dei which the Pope suppressed last year and transferred its responsibilities to the Congregation for the Doctrine of the Faith.
คุณ Shaw กล่าวว่านี้เป็น “ทัศนคติของพัฒนาการด้านบวก” ต่อรูปแบบเก่าของมิสซา เท่าที่” การอนุญาตอนุญาตสามปีมาแล้ว สำหรับการประกอบพิธีสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนปี 1955  เป็นการตอบต่อความปรารถนาของบรรดาบาทหลวงที่ทำมิสซาดังกล่าว”  การอนุญาตนั้นได้รับจาก the Pontifical Commission Ecclesia Dei ซึ่งโป๊บฟรังซิสยุบหน่วยนี้ปีที่แล้ว และย้ายความรับผิดชอบไปให้ CDF หรือ the Congregation for the Doctrine of the Faith.
 
Critics of re-introducing the Tridentine liturgy point to the risk of creating two rites in the Church. This, they argue, harms ecclesial unity based on the “lex orandi, lex credendi” principle of “the law of prayer, is the law of belief.” In 2007 Benedict XVI defended himself from this criticism saying “it is not appropriate to speak of these two versions of the Roman Missal as if they were ‘two Rites’. Rather, it is a matter of a twofold use of one and the same rite.”
คำวิจารณ์เกี่ยวกับการนำเสนอเรื่องพิธีกรรมแบบดั้งเดิม ว่าเป็นความเสี่ยงก่อให้เกิดสองจารีตพิธีในพระศาสนจักร  พวกเขาโต้แย้งว่า เรื่องนี้เป็นอันตรายแก่เอกภาพทางศาสนาที่วางฐานว่า “lex orandi, lex credendi –สิ้งที่ออกจากปาก คือสิ่งที่เชื่อกัน” หลักเกณฑ์ของ” กฎของคำภาวนา เป็นกฎของความเชื่อ”  ในปี 2007 โป๊บเบเนดิกต์ที่ XVI ได้ป้องกันตัวเองจากการวิจารณ์นี้โดยกล่าวว่า “ มันยังไม่สมควรที่จะพูดถึงสองคำแปลหนังสือมิสซาโรมัน ประหนึ่งว่ามันเป็น”สองพิธีกรรม”  ตรงข้าม มันเป็นเรื่องของการใช้สองฉบับที่เป็นหนึ่งเดียวและเป็นจารีตพิธีเดียวกัน.

He added: “What earlier generations held as sacred, remains sacred and great for us too, and it cannot be all of a sudden entirely forbidden or even considered harmful.”  Sceptics of the Old Rite of the Mass say it represents a clericalist ecclesiology that excludes lay people and risks turning the liturgy into a form of rubricism. Its defenders, meanwhile, include those who retain an attachment to the older form of the Mass which they grew up with as children, and groups of younger Catholics who say they can connect spiritually with the pre-conciliar rituals.
เขาเสริมว่า : “อะไรที่คนรุ่นก่อนถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ยังคงศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่สำหรับพวกเราด้วย และมันไม่สามารถเป็นทั้งหมดของสิ่งห้ามทั้งครบทันใด หรือแม้ถือว่าเป็นอันตราย”  พวกที่สงสัยเรื่องจารีตพิธีดั้งเดิมของมิสซากล่าวว่า มันแทนการศึกาเกี่ยวกับเรื่องทางสงฆ์ ที่ไม่รวมประชาชนฆราวาส และเสี่ยงที่จะหันพิธีกรรมไปสู่กฎพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ในขณะที่ ผู้ปกป้องทั้งหลาย รวมคนเหล่านั้นที่ยังถือการติดต่อกับรูปแบบเก่าของมิสซา ซึ่งพวกเขาเติบโตมาตั้งแต่เป็นเด็ก และ กลุ่มของคาทอลิกหนุ่มสาว ซึ่งกล่าวว่าพวกเขาสามารถติดต่อทางจิตวิญญาณกับจารีตพิธีก่อนสังคายนา.

What cannot be denied, however, is that the lifting of restrictions of the old rite contrast with Pope St Paul VI’s rulings on the topic who only foresaw aged or sick priests continuing to celebrate the pre-Vatican II liturgy. “Any course of action seeking to stand in the way of the conciliar decrees can under no consideration be regarded as a work done for the advantage of the Church, since it in fact does the Church serious harm,” Pope Paul said.
อย่างไรก็ดี ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ก็ดีอว่า การยกสิ่งขัดขวางจารีตดั้งเดิมออกไป มันขัดแย้งกับกฎเกณฑ์ของพระสันตะปาปานักบุญเปาโลที่ VI ว่าด้วยเรื่องที่เพียงเห็นว่าบาทหลวงที่สูงอายุหรือป่วย ยังคงถวายมิสวษโดยใช้พิธีกรรมก่อนสังคายนาวาติกันที่สอง  “เส้นทางปฏิบัติการใดๆที่ยืนขวางกฤษฎีกาสังคายนา ไม่สามารถนำมาพิจารณา ถือว่าเป็ฯงานที่ทำเพื่อประโยชน์ของศาสนจักร โดยที่ความเป็นจริง มันก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อพระศาสนจักร” โป๊บเปาโลกล่าว

And to mark the 50th anniversary of the publication of Paul VI’s liturgical reforms last year, a Vatican official explained how this process was undertaken with careful deliberation and was a renewal of Christian worship that was deeply rooted in the Church's tradition.
และ เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของการพิมพ์การฟื้นฟูพิธีกรรมของโป๊บเปาโลที่ VI ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่วาติกันคนหนึ่งได้อธิบายว่ากระบวนการนี้ดำเนินการอย่างไรกับความมีเสรีที่ตมด้วยความระมัดระวัง และเป็นการรื้อฟื้นการนมัสการแบบคริสตชน ที่หยั่งรากอย่างลึกซึ้งในขนบประเพณีของพระศาสนจักร.

Alan Petervich  แปลและเรียบเรียง  Updated April 27, 2020
                                                                                                   Ad Majorem Dei Gloriam                                                                       
                                                                                                       Vichitr  Thongthua

   
8  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / ศาสนจักรคาทอลิกเป็นมหาอำนาจทางการเงินใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อ: เมษายน 18, 2020, 06:47:57 PM
                                                                                    ศาสนจักรคาทอลิกเป็นมหาอำนาจทางการเงินใหญ่ที่สุดในโลก
                                                                       THE CATHOLIC CHURCH IS THE BIGGEST FINANCIAL POWER ON EARTH

Control, Finance
27. September 2016

Have you ever wondered how wealthy the church really is? In his book, ‘The Vatican Billions’, writer and philosopher Avro Manhattan gives us a glimpse of the true financial worth of the catholic church:
คุณเคยประหลาดใจไหมว่าจริงๆแล้วศาสนจักรร่ำรวยอย่างไร?  ในหนังสือชื่อ ‘The Vatican Billions’ นักเขียนและนักปรัชญา Avro Manhattan ได้ให้เราเหลือบดูมูลค่าทางการเงินที่แท้จริงของศาสนจักรคาทอลิก ว่า

“The Vatican has large investments with the Rothschildsof Britain, France and America, with the Hambros Bank, with the Credit Suisse in London and Zurich. In the United States it has large investments with the Morgan Bank, the Chase-Manhattan Bank, the First National Bank of New York, the Bankers Trust Company, and others.
 “รัฐวาติกันมีการลงทุนก้อนใหญ่ กับ the Rothschildsof Britain, France and America, with the Hambros Bank, with the Credit Suisse in London and Zurich.  ในสหรัฐ  วาติกัน มีการลงทุนขนาดใหญ่ กับ Morgan Bank, the Chase-Manhattan Bank, the First National Bank of New York, the Bankers Trust Company,  และ อื่นๆ

“The Vatican has billions of shares in the most powerful international corporations such as Gulf Oil, Shell, General Motors, Bethlehem Steel, General Electric, International Business Machines, T.W.A., etc.”  “Some idea of the real estate and other forms of wealth controlled by the Catholic church may be gathered by the remark of a member of the New York Catholic Conference, namely ‘that his church probably ranks second only to the United States Government in total annual purchase.’                                                                         
 “รัฐวาติกันมีหลายพันล้านหุ้นในบริษัทนานาชาติที่ร่ำรวยที่สุด เช่น Gulf Oil, Shell, General Motors, Bethlehem Steel, General Electric, International Business Machines, T.W.A., etc.”  ยังมีที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และรูปแบบอื่นของความมั่งคั่งที่ควบคุมโดยศาสนจักรคาทอลิก ที่อาจจะถูกรวบรวมไว้ โดยการดูแลของสมาชิกคนหนึ่งแห่งสภาคาทอลิกนิวยอร์ค คือ ‘ ว่า วัดของเขาอาจอยู่ในลำดับที่สองเพียงเทียบกับรัฐบาลสหรัฐในการจัดซื้อประจำปีทั้งสิ้น “

“Another statement, made by a nationally syndicated Catholic priest, perhaps is even more telling. ‘The Catholic church,’ he said, ‘must be the biggest corporation in the United States. We have a branch office in every neighborhood. Our assets and real estate holdings must exceed those of Standard Oil, A.T.&T., and U.S. Steel combined. And our roster of dues-paying members must be second only to the tax rolls of the United States Government.’”       “แถลงการณ์อื่นอีก ที่กระทำโดยพระสงฆ์คาทอลิกที่แจกจ่ายไปตามหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศ  บางทีจะบอกมากว่านั้น คุณพ่อกล่าวว่า ‘ ศาสนจักรคาทอลิก ต้องเป็นบรรษัทใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา  เรามีสำนักงานสาขาทั่วทุกหัวระแหง  ทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ของเรา ต้องมากกว่าทรัพย์สินของบริษัท Standard Oil, A.T.& T., และ U.S. Steel รวมกัน  และบัญชีชื่อ ของ สมาชิกที่จ่ายเงินประจำ ต้องเป็นที่สองรองลงไปก็คือจากบัญชีรายชื่อผู้เสียภาษี ของ รัฐบาลสหรัฐเท่านั้น’ “

“The Catholic church, once all her assets have been put together, is the most formidable stockbroker in the world. The Vatican, independently of each successive pope, has been increasingly orientated towards the U.S. The Wall Street Journal said that the Vatican’s financial deals in the U.S. alone were so big that very often it sold or bought gold in lots of a million or more dollars at one time.”                                                                                     “ศาสนจักรคาทอลิก ครั้งหนึ่งที่ทรัพย์สินทั้งหมดนำมารวมเข้าด้วยกัน ก็เป็นผู้ถือหุ้นน่าเกรงขามที่สุดในโลก  รัฐวาติกัน โดยที่เป็นอิสระแต่ละองค์สันตะปาปาที่บริหารสืบเนื่องกันมา  ได้หันเหนโยบายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆไปสู่สหรัฐ  หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal กล่าวว่าการทำงานด้านการเงินของวาติกันเพียงในสหรัฐเท่านั้น ก็ใหญ่เพียงที่ว่า  บ่อยมากที่วาติกัน ซื้อหรือขายทองคำในแต่ละล็อท ในราคาหนึ่งล้านดอลลาร์หรือมากกว่าในครั้งเดียว”

“The Vatican’s treasure of solid gold has been estimated by the United Nations World Magazine to amount to several billion dollars. A large bulk of this is stored in gold ingots with the U.S. Federal Reserve Bank, while banks in England and Switzerland hold the rest.“But this is just a small portion of the wealth of the Vatican, which in the U.S. alone, is greater than that of the five wealthiest giant corporations of the country. When to that is added all the real estate, property, stocks and shares abroad, then the staggering accumulation of the wealth of the Catholic church becomes so formidable as to defy any rational assessment.”                                                                                                                               
“สมบัติที่เป็นทองคำแท่งของวาติกันได้รับการประเมินราคาโดยวารสาร United Nations World ว่ามีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์  ปริมาณมากมายของสิ่งนี้ถูกเก็บสะสมในแบบแท่งทองคำไว้กับธนาคารกลางสหรัฐ (U.S. Federal Reserve Bank)  ขณะที่ธนาคารในอังกฤษและสวิสเซอร์แลนด์เก็บที่เหลือ “แต่นี้เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของทรัพย์สินของวาติกัน  ซึ่งในสหรัฐเพียงที่เดียว เป็นปริมาณมากกว่ามูลค่าอสังหาริมทรัพย์ของห้าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่รวยที่สุดของประเทศ  เมื่อเทียบกับที่เพิ่มทรัพย์สินทั้งหมด  อสังหาริมทรัพย์  หุ้นและแขร์ต่างประเทศ  ถ้าเช่นนั้น การเก็บรวมที่กำลังเซไปมาของสินทรัพย์ของศาสนจักรคาทอลิกกลายเป็นสิ่งที่น่าเกรงขามเช่นที่ไม่เกรงกลัวการประเมินตามเหตุผใดๆ
 
“The Catholic church is the biggest financial power, wealth accumulator and property owner in existence. She is a greater possessor of material riches than any other single institution, corporation, bank, giant trust, government or state of the whole globe.  “The pope, as the visible ruler of this immense amassment of wealth, is consequently the richest individual of the twentieth century. No one can realistically assess how much he is worth in terms of billions of dollars.                                                                                                                       
”  ศาสนจักรคาทอลิกเป็นมหาอำนาจทางการเงินที่ใหญ่ที่สุด ผู้สะสมทรัพย์สิน และเจ้าของทรัพย์สินที่มีตัวตนจริง  องค์กรนี้เป็นผู้ถือครองใหญ่มากของความร่ำรวยทางวัตถุที่มากกว่าสถาบันเดี่ยว บรรษัท  ธนาคาร  ทรัสต์ยักษ์ใหญ่  รัฐบาลหรือรัฐอื่นๆ ของโลกทั้งครบ  “ พระสันตะปาปา ในฐานะผู้ปกครองที่เห็นได้ ของผู้ถือครองมหีมาของความร่ำรวยนี้  ผลที่ตามมาก็คือ เป็นเอกัตบุคคลของศตวรรษที่ยี่สิบที่รวยที่สุด  ไม่มีผู้ใดสามารถประเมินตามความเป็นจริงได้ว่า พระองค์มีค่าเท่าใดเมื่อกล่าวถึงหลายพันล้านดอลลาร์ “

Mr. Manhattan asks one of the most challenging questions regarding the moral conduit of the catholic church: “Jesus was the poorest of the poor. Roman Catholicism, which claims to be His church, is the richest of the rich, the wealthiest institution on earth. (…) How come, that such an institution, ruling in the name of this same itinerant preacher, whose want was such that he had not even a pillow upon which to rest his head, is now so top-heavy with riches that she can rival – indeed, that she can put to shame – the combined might of the most redoubtable financial trusts, of the most potent industrial super-giants, and of the most prosperous global corporation of the world?”                                                                         
นายแมนฮัตตันได้ถามหนึ่งในคำถามที่ท้าทายที่สุดเกี่ยวกับท่อสายทางศีลธรรมของศาสนจักรคาทอลิก  “ พระเยซูเป็นคนจนที่สุด แต่ศาสนาโรมันคาทอลิก ซึ่งอ้างว่าเป็นศาสนจักรของพระองค์  เป็นสถาบันที่มั่งคั่งที่สุด  รวยที่สุดในบรรดาสถาบันที่ร่ำรวยบนโลกนี้...เป็นไปได้อย่างไร  ว่า สถาบันเช่นที่ว่านี้ ที่ปกครองในนามของนักเทศน์ที่เร่ร่อนคนเดียวกันนี้  ที่เทศน์ว่าท่านไม่มีแม้แต่หมอนสักใบที่จะวางศีรษะ  ตอนนี้อยู่บนยอดสุดด้วยความร่ำรวยที่องค์กรนี้สามารถชิงดี – จริงๆ ที่สามารถทำให้เกิดความอับอาย – ด้วยพลังอำนาจที่ควบรวมของทรัสต์ทางการเงินที่แข็งแรงน่าเกรงขามที่สุด ของยอดยักษ์ใหญ่ทางอุตสาหกรรมที่ทรงพลังที่สุด และ ขององค์กรโลกที่มั่งคั่งเฟื่องฟูที่สุด ?”

I would love to hear the pope answering this question.I have no interest in their wealth from a personal perspective, but I am outraged of their corruption as a member of the human species. Their wealth is so big that they could create sustainable social programs to end famine on Earth; they have the power and the means to oppose wars; they have the financial resources to create an Eco-friendly planet — the biblical heaven on Earth.  But how could they be willing to invest in “green technology” when they have huge investments in oil and gas cars manufacturers? In fact, the Iraqi and Afghanistan wars perfectly suit their financial investments.                                                                                                             
 ฉันอยากได้ยินโป๊บตอบคำถามนี้  ฉันไม่สนใจในความมั่งคั่งของพวกเขาจากทัศนะส่วนตัว  แต่ ฉันรู้สึกเจ็บแค้นกับการคอรัปชั่นของพวกเขาในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของเพศมนาย์  ความมั่งคั่งของพวกเขาใหญ่จนว่าพวกเขาสามารถสร้างโครงการทางสังคมที่รักษาไว้เพื่อหยุดความอดหยากบนโลก คือ พวกเขามีพลังอำนาจและหนทางที่จะขัดขวางสงครามได้  พวกเขามีแหล่งการเงินที่จะสร้างดาวเคราะห์ที่เป็นมิตรต่อกันดวงหนึ่ง --- สวรรค์บนโลกตามพระคัมภีร์  แต่ พวกเขาจะสามารถวางจุดประสงค์อย่างไรใน “เทคโนโบยีสีเขียว”ในเมื่อพวกเขาไปลงทุนขนาดมหึมาในบรรดาโรงงานผลิตน้ำมันและก๊าซรถยนต์?อันที่จริง  สงครามอิรักและอาฟกานิสถานเหมาะสมครบครันกับการลงทุนทางการเงินของพวกเขา.

In conclusion, religion is financially and morally corrupt. Priests from all over the planet, please open your minds and hearts, and stop indoctrinating your followers! Stop singing about fairytales and start facing the true challenges that lay ahead of us. Confront your superiors and start preaching the TRUTH.                                                                               
ในบทสรุป  ศาสนาถูกคดโกงทั้งทางศีลธรรมและทางการเงิน  บรรดาพระสงฆ์จากทั่วดาวพระเคราะห์ทั้งหมดนี้ ได้โปรดเปิดจิตวิญญาณและดวงใจของพวกท่าน  และหยุดอบรมสั่งสอนคำสอนผ็ถือตามพวกท่าน!  หยุดร้องเพลงเกี่ยวกับนิทานนางฟ้า และเริ่มเผชิญหน้าการท้าทายที่เป็นจริง ที่วางอยู่ต่อหน้าเรา  จงเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่ระดับสูงของพวกท่าน และเริ่มเทศน์ความจริงได้แล้ว.

What is your religion, Alexander? I have been asked this question many times. I was born a christian, but I have no religion — though I am a spiritual person. I would never knowingly harm another human being or any living creature on Earth. I am, hopefully, becoming a better human being with each passing day.  I am bringing my small contribution to the human species almost every single day, knowing that only together we will achieve a positive future for mankind and for our beautiful planet.                                                                                 
 อะเล็กซานเดอร์ ศาสนาของท่านคืออะไร?  ฉันถูกถามคำถามนี้หลายครั้งแล้ว  ฉันเกิดมาเป็นคริสตชนคนหนึ่ง แต่ฉันไม่มีศาสนา -- แม้ฉันเป็นคนประกอบด้วย   จิตวิญญาณ เท่าที่รู้ ฉันไม่เคยทำร้ายมนุษย์คนอื่น หรือสัตว์ที่มีชีวิตใดในโลก   ฉันหวังว่า จะกลายเป็นมนุษย์ที่ดีกว่าในทุกวันที่ผ่านไป  ฉันกำลังนำสิ่งถวายเล็กน้อยแก่มนุษย์เพศ เกือบทุกวัน  โดยทราบว่าเราด้วยกันเท่านั้นจะประสพความสำเร็จในอนาคตที่ถูกต้องสำหรับมนุษยชาติ และสำหรับดาวพระเคราะห์ที่สวยงามของเรา.

Mostly, I am following my path towards the purest spirituality and, hopefully, I will be able to achieve it someday. I don’t have leaders and I don’t want to become one. I am not following anyone and I don’t want to be followed myself. You can achieve your highest good and the highest good of others by finding your true path. Follow your heart and you will walk it by tomorrow.                                                                                                         
ส่วนมากที่สุด ฉันกำลังเดินตามทางไปสู่ความมีจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ที่สุด และ หวังเต็มที่ว่า ฉันจะสามารถประสพความสำเร็จสักวันหนึ่ง  ฉันไม่มีกลุ่มหัวหน้าและไม่ต้องการที่จะเป็นด้วย  ฉันไม่ได้กำลังเดินตามใคร และตัวฉันเองไม่ต้องการที่จะให้ใครติดตามด้วย  คุณสามารถประสพความสำเร็จดีสูงสุดของคุณ  และ ดีสูงสุดของคนอื่น โดยพบเส้นทางเดิน ที่แท้จริงของคุณ.  จงเดินตามใจของคุณ และคุณจะเดินวันพรุ่งนี้.

By Alexander Light, HumansAreFree.com;                                                                   
 | Related: About God and Religion – My Opinion;



   


9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / “ลุงไพศาล” ฟันธง 30 เม.ย.ปิดฉากโควิด-19 เมื่อ: เมษายน 14, 2020, 04:07:58 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                       ได้ลุ้นแน่! “ลุงไพศาล” ฟันธง 30 เม.ย.ปิดฉากโควิด-19 “หมอวรงค์” ชี้ 7 สิ่งมหัศจรรย์..มีคนดิ้นพล่านกันใหญ่

เผยแพร่: 13 เม.ย. 2563 18:35   ปรับปรุง: 13 เม.ย. 2563 19:05   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

                                       

 

“ลุงไพศาล” ฟันธงโดยไม่กลัวหน้าแตก 3 สัญญาณชัดแจ๋ว “30 เม.ย.ปิดฉากโควิด-19” ด้าน “หมอวรงค์” เผย 7 สิ่งมหัศจรรย์ไทยแลนด์ ทำคนบางจำพวกดิ้นพล่าน ผู้เชี่ยวชาญเตือน อย่าเพิ่งเพรียกหาเสรีภาพ

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (13 เม.ย. 63) เฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ของนายไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โพสต์ข้อความระบุว่า

“ด่วน ประเทศไทยปลอดภัยแล้วสัญญาณชัดแจ๋ว

1. วันที่ 13 เม.ย. 63 มีผู้ป่วยเพิ่ม 28 คน ตายเพิ่ม 2 คน หายเพิ่ม 70 คน ผู้ป่วยสะสม 2,579 คน ตายสะสม 40 คน หายสะสม 1,288 คน สะท้อนถึงการปิดกั้นกักตรวจโรคทั้งระดับหมู่บ้าน จังหวัดและจากต่างประเทศได้ผลชัดเจน ยืนหยัดอีก 17 วันก็โลดแล้ว

2. อัตราการหายมากกว่าอัตราการตายเกือบ 3 เท่า ต่อเนื่องมาหลายวัน สะท้อนว่า การใช้ยา 5 ขนานตามประกาศสาธารณสุข 30 มีนาฯ ทันท่วงทีมากขึ้น และได้ผลมากขึ้น ถ้าอัตราการหายเป็นอย่างนี้ ผู้ป่วยที่เหลือพันกว่าคนน่าจะรักษาหายได้หมดภายใน 25 เม.ย. 63 และคาดว่าการป่วยเพิ่มจะเป็น 0 ก่อน 30 เม.ย. 63

3. การตายเพิ่ม แสดงว่ายังมีคนป่วยเกิน 40 วันอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ผลการรักษาดีขึ้น ถ้าคนป่วยได้รับการรักษาภายใน 15 วัน นับแต่ติดเชื้อจำนวนผู้ป่วยอาการหนักก็จะหมดไป

วันนี้เป็นวันแรกของ Turning point สุดท้ายสัญญาณชัดแจ๋วว่าไทยสามารถปิดฉากการระบาดได้ใน 30 เม.ย. 63

เมื่อใดที่คนไทยทราบว่า ไวรัสโคขวิดสามารถรักษาหายได้ใน 48 ชั่วโมง การตื่นตระหนกและวิกฤตจะจบสิ้นลง ขบวนการสร้างสถานการณ์เพื่อใช้เงินและขายวัคซีนคงจะเงิบ”


                 

สอดรับกับเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ของ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย โพสต์หัวข้อ “มหัศจรรย์โควิดไทยแลนด์”

โดยระบุว่า “วันนี้ 13 เมษายน ผู้ติดเชื้อรายใหม่เราเพิ่ม 28 ราย ใครจะไปคิดว่าการแก้ปัญหาโควิด-19 ของประเทศไทย มาถึงจุดที่หลายๆ ชาติชื่นชม แม้แต่ล่าสุดสื่อญี่ปุ่นอย่างนิกเกอิ ยังชื่นชมความสำเร็จของไทย ไม่นับรวมชาติตะวันตกที่ชื่นชมมาตลอด

จุดเปลี่ยนสำคัญของไทย คือ การมีผลบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันที่ 26 มีนาคม และประกาศเคอร์ฟิววันที่ 3 เมษายน ถ้านับระยะฟักตัวไม่เกิน 14 วันมาเป็นฐาน เท่ากับว่า หลังวันที่ 10 เมษายน สถานการณ์การติดเชื้อโควิดรายใหม่ต้องค่อยๆ ลดลง และก็เป็นจริง พอจะประเมินสาเหตุได้คือ

1. รัฐบาลสามารถใช้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล นักสาธารณสุข ตลอดจน อสม. มาเป็นทัพหน้า โดยเอาฝ่ายการเมืองมาเป็นทัพหลัง การต่อสู้ครั้งนี้จึงใช้องค์ความรู้ด้านวิชาการแพทย์เป็นหลัก ทำให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน

2. ต้องถือว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการกระจายอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างจริงจัง ไม่ต้องนั่งรอคำสั่งส่วนกลาง จึงเกิดความตื่นตัวในแต่ละจังหวัด มีการแข่งขันผลงาน เช่น การประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การล็อกดาวน์จังหวัด ที่แต่ละจังหวัดประกาศกันเอง

3. การเลือกใช้คุณหมอทวีศิลป์ วิษณุโยธิน มาเป็นโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด19 ) หรือ ศบค. เป็นการใช้คนที่ถูกที่ถูกเวลา เนื่องจากต้องใช้ความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ ที่อธิบายเรื่องแพทย์ให้ประชาชนเข้าใจ ประกอบกับบุคลิกท่าทีเป็นที่ยอมรับของประชาชน

4. เกิดความตื่นตัวอย่างคาดไม่ถึงในกลุ่มประชาชน พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ทั้งระเบียบวินัย การใส่หน้ากากอนามัย รวมถึงระยะห่าง อยู่บ้าน และการล้างมือ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ และการมีส่วนร่วมเฝ้ารอแต่ละวันที่คุณหมอทวีศิลป์แถลง ทำให้ประชาชนมีอารมณ์ร่วมเฝ้าติดตาม และรู้สึกถึงชัยชนะร่วมกัน

5. วัฒนธรรม ประเพณี ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนไทยโดยพื้นฐานที่มีน้ำใจช่วยเหลือกันที่หายากในชาติอื่น โดยเฉพาะชาติตะวันตก จึงทำให้ประเทศไทยมาถึงวันนี้

6. สภาพภูมิอากาศร้อนของไทยในช่วงมีนาคมและเมษายน ไม่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของไวรัส ไม่เหมือนฤดูฝน จึงมีส่วนช่วยมาก และคาดว่ารัฐบาลต้องปิดศึกครั้งนี้ภายในเดือนเมษายนนี้

7. ความเด็ดขาดของท่านายกรัฐมนตรี ต่อกระแสข่าวเรื่องทุจริตต่างๆที่เกิดขึ้น และท่านดึงอำนาจเข้ามาจัดการเองจนเรื่องปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไขทันท่วงที

นี่คือเหตุผลโดยรวมที่ทำให้สงครามโควิดภาคสาธารณสุขของไทย เห็นชัยชนะในอีกไม่นาน ถ้าหากเราไม่ประมาท ก็คงเหลือแต่สงครามโควิดภาคเศรษฐกิจที่ต้องใช้คนดีมีฝีมืออีกชุดหนึ่งมาแก้ไข คงต้องติดตามกันอีกระยะ แต่ที่แน่แน่ตอนนี้เราได้เห็นฝ่ายประชาธิปตาย ดิ้นพล่านกันใหญ่ในช่วงนี้

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน กรณี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า แม้ว่าช่วงนี้ สถานการณ์โรคโควิด-19 ของประเทศไทยจะดูดีขึ้นเมื่อเทียบกับระยะที่ผ่านมา แต่ประชาชนคนไทยยังต้องช่วยกันอีกสักระยะหนึ่ง โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ รัฐบาลได้ขอความร่วมมือประชาชนงดจัดงานฉลองช่วงเทศกาล งดการรวมกลุ่ม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19...

“ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขอประชาชนอย่าเพิ่งวางใจว่าสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว จนออกไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ อาจมีความเสี่ยงติดเชื้อโรคได้ การที่จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากมาตรการของภาครัฐที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดพื้นที่เสี่ยง ยกเลิกเที่ยวบินจากต่างประเทศ และการนำคนไทยจากต่างประเทศเข้า State Quarantine ทุกคน เมื่อป่วยนำเข้าระบบการรักษาทันทีพร้อมติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดได้ ทำให้ตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรค หากมีการนำเชื้อโรคเข้ามาด้วย"

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขได้ทำควบคู่กันไป คือ การค้นหาเชิงรุก (Active case finding) ในพื้นที่ที่พบผู้ป่วยจำนวนมากเพิ่มเติมจากระบบเฝ้าระวังปกติ เช่น ในกรุงเทพมหานคร ชลบุรี กระบี่ ภูเก็ต นนทบุรี เป็นต้น ทำให้ ค้นพบผู้ป่วยรายใหม่นำมาเข้าระบบและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง เช่นเดียวกับกรณีที่สนามมวย และสถานบันเทิง...

อย่างนี้แล้ว หวังว่าจะไม่มีใครแสดงตัวแสดงตนอวดเก่งอวดดี อวดรู้กว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยกเอาโควิดขาลงและความทุกข์ยากประชาชนมาเป็นเงื่อนไขข้ออ้างเสนอยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและเคอร์ฟิวโดยด่วน เพื่อประชาชนจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีเสรีภาพตามปกติ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญร้องขอ และคนไทยทั้งประเทศต้องรอเผด็จศึกอย่างเด็ดขาด ด้วยความอดทนได้

________________________________________



10  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Pope Francis celebrates Easter Mass at St. Peter's Basilica เมื่อ: เมษายน 14, 2020, 02:07:37 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ??
                                                                                Pope Francis celebrates Easter Mass at St. Peter's Basilica
                                                                                 โป๊บฟรังซิส เป็นประธานเฉลิมฉลองปัสกา ที่จตุรัสเซนต์ปีเตอร์ วาติกัน

                                                                                                  https://youtu.be/5BL7Vf8yaWI

Apr 12, 2020

CBS News
2.52M subscribers

Pope Francis celebrated Mass on Easter Sunday at St. Peter's Basilica amid a global coronavirus pandemic.

Subscribe to the CBS News Channel HERE: https://bit.ly/2uz8qYE
Watch CBSN live HERE: http://cbsn.ws/1PlLpZ7
Follow CBS News on Instagram HERE: https://www.instagram.com/cbsnews/
Like CBS News on Facebook HERE: http://facebook.com/cbsnews
Follow CBS News on Twitter HERE: http://twitter.com/cbsnews

Get the latest news and best in original reporting from CBS News delivered to your inbox. Subscribe to newsletters HERE: http://cbsn.ws/1RqHw7T

Get your news on the go! Download CBS News mobile apps HERE: http://cbsn.ws/1Xb1WC8

Get new episodes of shows you love across devices the next day, stream CBSN and local news live, and watch full seasons of CBS fan favorites like Star Trek Discovery anytime, anywhere with CBS All Access. Try it free! http://bit.ly/1OQA29B

---
CBSN is the first digital streaming news network that will allow Internet-connected consumers to watch live, anchored news coverage on their connected TV and other devices. At launch, the network is available 24/7 and makes all of the resources of CBS News available directly on digital platforms with live, anchored coverage 15 hours each weekday. CBSN. Always On.
Category
News & Politics
11  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / PRAYERS TO ST. PEREGRINEบทภาวนาถึงนักบุญเปเรกรีเน ขอให้ช่วยเรื่องโรคร้ายต่อมนุษย เมื่อ: เมษายน 06, 2020, 09:06:07 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                   PRAYERS TO ST. PEREGRINE บทภาวนาถึงนักบุญเปเรกรีเน ขอให้ช่วยเรื่องโรคร้ายต่อมนุษย์

บทภาวนาถึงนักบุญเปเรกรีเน ผู้อุปถัมภ์คนป่วยโรคมะเร็ง และโรคร้ายแรง ที่เป็นมหันตรายใหญ่หลวงแก่มนุษยชาติ ที่ยังไม่มีวิธีการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่เพื่อการบำบัดแต่อย่างใด จึงน่าจะยังต้องการความช่วยเหลือจากสวรรค์ ผ่านทางนักบุญองค์อุปถ้มภ์ ก่อนที่ไวรัสอันตรายจะโหมเข้ามาคร่าชีวิตประชากรของพระผู้เป็นเจ้ามากกว่านี้ ครับ

      บทภาวนาข้างล่างต้องนำไปสวดภาวนาต่อหน้ากางเขนที่พระเยซูเจ้าถูกตรึงอยู่  มีบทแรกที่ให้ผู้ต้องการความช่วยเหลือสวดเพื่อตนเอง  ส่วนอีกบทเป็นบทภาวนาเพื่อใครก็ได้และวัตถุประสงค์ใดก็ได้  โดยมีการระบุุชื่อผู้รับพระเมตตาให้ชัดเจน ครับ

                                                                                                          

Are you suffering from cancer? Or do you know someone who is? These prayers to St. Peregrine can give you hope! This first one is for those afflicted with this deadly disease:
คุณกำลังทนทรมานจากโรคมะเร็งหรือเปล่า? หรือ คุณทราบว่าคนบางคนผู้ใดก็ตามเป็นแบบนี้?  บทภาวนานี้ถึงนักบุญเปเรกรีเน สามารถให้ความหวังกับคุณได้!  ท่านผู้นี้เป็นคนแรกจากหลายคนที่เป็นโรคร้ายแรงถึงตาย :

St. Peregrine, whom Holy Mother Church has declared Patron of those suffering from Cancer, I confidently turn to you for help in my present sickness. I beg your kind intercession. Ask God to relieve me of this sickness, if it be his Holy Will. Plead with the Blessed Virgin Mary, the Mother of Sorrows, whom you loved so tenderly and in union with whom you have suffered the pains of Cancer, that she may help me with her powerful prayers and loving consolation.

ข้าแต่ท่านนักบุญเปเรกรีเน  ซึ่งพระศาสนจักรมารดาศักดิ์สิทธิ์ ได้ประกาศแต่งตั้งให้เป็นองค์อุปถัมภ์ของคนที่ทนทรมานจากโรคมะเร็งร้าย  ลูกหันมาหาท่านด้วยความมั่นใจที่จะได้รับความช่วยเหลือในความเจ็บป่วยของลูกในปัจจุบันนี้  ลูกขอการเสนอวิงวอนที่ใจดีของท่าน  ได้โปรดวอนขอพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงปลดปล่อยลูกออกจากโรคร้ายนี้  ถ้าเป็นพระประสงค์ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์  โปรดอ้อนวอนพระนางพรหมจารีมารี พระแม่แห่งความเศร้าโศกทั้งหลาย ซึ่งท่านรักพระแม่อย่างทะนุถนอมน้ำพระทัยและอยู่ในการร่วมสนิทกับผู้ที่ท่านทนทรมานกับความเจ็บปวดของโรคมะเร็งร้าย ที่พระนางอาจช่วยลูกด้วยคำภาวนาที่ทรงอำนาจและการบรรเทาใจที่น่ารักของแม่

But if it should be God’s Holy Will that I bear this sickness, obtain for me courage and strength to accept these trials from the loving hand of God with patience and resignation, because he knows what is best for the salvation of my soul. St. Peregrine, be my friend and patron. Help me to imitate you in accepting suffering, and to unite myself with Jesus Crucified and the Mother of Sorrows, as you did. I offer my pains to God with all the love of my heart, for his glory and the salvation of souls, especially my own. Amen.
 
แต่ ถ้าเป็นน้ำพระทัยของพระผู้เป็นเจ้าที่ลูกต้องรับทรมานจากโรคร้ายนี้  โปรดรับเอาความกล้าหาญและพละกำลังสำหรับลูก ที่จะรับการตัดสินลงโทษเหล่านี้จากพระหัตถ์ที่น่ารักของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยความพากเพียรและการยอมตน  เพราะว่าพระองค์ทรงทราบดีว่าอะไรดีที่สุดสำหรับการช่วยวิญญาณของลูกให้รอด  ข้าแต่ท่านนักบุญเปเรกรีเน  โปรดเป็นเพื่อนและผู้อุปถัมภ์ของลูก  โปรดช่วยลูกให้เลียนแบบตัวอย่างในการรับความทรมาน และรวมตัวลูกเองกับพระเยซูคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงกางเขน และพระแม่แห่งความโศกเศร้าทั้งหลาย  ดังที่ท่านได้ปฏิบัติ  ลูกขอถวายความเจ็บปวดทั้งสิ้นของลูกแก่พระผู้เป็นเจ้า ด้วยความรักทั้งครบของดวงใจลูก  เพื่อพระศิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ และความรอดของดวงวิญญาณทั้งสิ้น  เป็นต้นของลูกเอง. อาแมน.

The second of these prayers to St. Peregrine is for others’ intentions.                              คำภาวนาบทที่สองถึงนักบุญเปเรกรีเน สำหรับวัตถุประสงค์อื่นๆ

O great St. Peregrine, you have been called "The Mighty," "The Wonder-Worker," because of the numerous miracles which you have obtained from God for those who have had recourse to you. For so many years you bore in your own flesh this cancerous disease that destroys the very fiber of our being, and who had recourse to the source of all grace when the power of man could do no more. You were favored with the vision of Jesus coming down from His Cross to heal your affliction. Ask of God and Our Lady, the cure of the sick whom we entrust to you. (Pause here and silently recall the names of the sick for whom you are praying) Aided in this way by your powerful intercession, we shall sing to God, now and for all eternity, a song of gratitude for His great goodness and mercy. Amen.

ข้าแต่ท่านนักบุญเปเรกรีเนผู้ยิ่งใหญ่  ท่านได้รับการเรียกชานว่า “ผู้ทรงอำนาจ” “ผู้ทำ-อัศจรรย์” เพราะอ้ศจรรย์จำนวนมากมายที่ท่านได้รับจากพระผู้เป็นเจ้า สำหรับคนที่หันมาพึ่งพาท่าน  สำหรับเวลาหลายปีที่ท่านรับทนในเลือดเนื้อของท่านเองกับมะเร็งโรคร้ายนี้ ที่ทำลายเส้นใยแห่งชีวิตของเราจริงๆ และ ได้เป็นเส้นทางสู่แหล่งของพระหรรษทานทั้งหมด เมื่อพลังของมนุษย์ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว  ท่านได้รับการเกื้อหนุนด้วยนิมิตที่องค์พระเยซูลงมาจากมหากางเขนของพระองค์มาบำบัดรักษาโรคภ้ยของท่าน  ได้โปรดทูลขอพระผู้เป็นเจ้าและแม่พระ ทรงประทานการรักษาผู้ป่วยซึ่งเราไว้วางใจท่าน  (หยุดตรงนี้และรำลึกเงียบๆถึงชื่อคนป่วยที่คุณกำลังภาวนาให้) ได้รับความช่วยเหลือด้วยวิธีนี้โดยการเสนอวิงวอนที่ทรงพลังของท่าน  เราจะร้องเพลงสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า ณ เวลานี้และตลอดนิรันดร ซึ่งบทเพลงขอบพระคุณสำหรับความดีและความเมตตาของพระองค์.  อาแมน.

St. Peregrine is known as the patron saint of cancer patients, AIDS victims and others suffering from serious illnesses. These two prayers give us an intriguing glimpse into his life’s story. Peregrine Laziosi was born in 1260 in Forli, Italy to a wealthy family. Although he was a member of an anti-papal party as a young man, he experienced a profound change of heart, much like St. Paul’s conversion in its intensity.
นักบุญเปเรกรีเน เป็นที่ทราบกันว่าคือนักบุญองค์อุปถัมภ์ของคนป่วยจากโรคมะเร็ง คนป่วยโรคเอดส์และผู้ป่วยทรมานอื่นๆจากเชื้อโรคร้ายแรงต่างๆ  บทภาวนานี้ทำให้เราได้แง่มุมนำไปสู่เรื่องราวชีวิตของท่านนักบุญ  เปเรกรีเน ลาซีโอซี เกิดในปี 1260 ในเมืองฟอร์ลี อิตาลี ในครอบครัวคนร่ำรวยครอบครัวหนึ่ง แม้ท่านเป็นสมาชิกคนหนึ่งของพรรคต่อต้านระบบสันตะปาปาในฐานะที่เป็นคนหนุ่มคนหนึ่ง  ท่านได้รับประสพการณ์การเปลี่ยนใจลึกซึ้งครั้งหนึ่ง ซึ่งเหมือนการกลับใจของนักบุญเปาโลในความเข้มข้นแห่งชีวิต

He and some companions showed up one day to heckle and otherwise abuse St. Philip Benizi, the Prior General of the Servants of Mary, who was preaching in Forli. Peregrine went so far as to strike him in the face! St. Philip, seemingly following our Lord’s advice in scripture (Matt 5:39, Luke 6:29), offered his other cheek in response.
เปเรกรีเนและเพื่อนบางคนได้ปรากฎตัววันหนึ่งเพื่อขัดคอและเพื่ออย่างอื่น ทำหยาบคายต่อนักบุญฟิลิป เบนิซี ผู้เป็นอธิการใหญ่ของนักบวชคณะผู้รับใช้พระแม่มารี  ซึ่งโป๊บส่งมาและกำลังเทศนาในเมืองฟอร์ลี  เปเรกรีเนตรงเข้าไปตบที่หน้าท่าน  นักบุญฟิลิป ดูจะเดินตามคำแนะนำของพระเจ้าในพระคัมภีร์ (มัทธิว 5:39, ลูกา 6:29) หันแก้มอีกด้านหนึ่งให้เป็นการตอบ

This gesture so moved Peregrine that he quickly asked for Philip’s forgiveness and soon thereafter converted to Catholicism, spending much time in prayer at the Chapel of Our Lady at the Cathedral. Mary appeared to him there in a vision asking him to join the Servite Order in Siena. He was received there by St. Philip!
ท่าทางเช่นนี้ของท่านประทับใจเปเรกรีเนจนว่าเขาขอโทษนักบุญฟิลิป และทันทีทันใดจากนั้น เขากลับใจมาถือศาสนาคาทอลิก  ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตเพื่อการภาวนาที่วัดน้อยพระแม่มารีที่มหาวิหารศูนย์สังฆมณฑล  แม่พระมารีประจักษ์มาในภาพฝัน ขอร้องเขาให้เข้าร่วมคณะนักบวชผู้รับใช้ในเมืองซีเอนา  เปเรกรีเนถูกรับเข้าอารามที่นั่นโดยท่านนักบุญฟิลิปเอง!

Peregrine spent the rest of his life ministering to the poor and the sick, mainly in his hometown of Forli where he established a new house for the Servites. His dedication to the faith was such that, according to tradition, he would stand constantly instead of sitting down, as a form of penance.He underwent a severe trial when he developed a cancerous sore on his leg (as we see in depictions of him such as the one above) as well as his feet. Doctors decided upon amputation as treatment.
เป่เรกรีเนใช้เวลาที่เหลือในชีวิตของท่านบริการช่วยเหลือคนป่วยและคนจน  ส่วนใหญ่ปฏิบัติในเมืองของท่านที่ฟอร์ลี ที่ซึ่งท่านสร้างบ้านใหม่สำหรับคณะผู้รับใช้  การอุทิศของท่านต่อความเชื่อก็คือว่า  ตามขนบประเพณี ท่านต้องยืนอย่างมั่นคงแทนที่จะนั่งลง  ในท่วงทำนองการใช้โทษบาป  ท่านจึงประสพการทดลอง(จากพระเจ้า)อย่างร้ายแรงเมื่อเกิดความเจ็บปวดด้วยโรคมะเร็งที่ขาของท่าน (ดังที่จะเห็นในภาพบรรยายภาพหนึ่งนั้น) รวมทั้งเท้าทั้งสองข้างด้วย  บรรดาแพทย์ต่างตัดสินใจตัดขาทิ้งออกไปก่อนโรคร้ายจะลุกลามไปทั้งตัว.

The night before the operation, Peregrine spent the night in prayer before a crucifix in a hospital chapel. He dreamt at one point there that Christ came down from the cross and healed his leg. When he woke up, he and his doctors, made the joyful discovery that he was completely cured. God had truly performed a miracle on this holy man!
ในคืนก่อนการทำศัลยกรรม  เปเรกรีเน ได้ใช้เวลาทั้งคืนสวดภาวนาต่อหน้าไม้กางเขนในวัดน้อยของโรงพยาบาล  ท่านเกิดนิมิตรณเวลาหนึ่งว่า องค์พระคริสต์ได้ลงมาจากกางเขนและบำบัดรักษาขาของท่าน  เมื่อท่านตื่นขึ้น ท่านและบรรดานายแพทย์ ได้ค้นพบด้วยความยินดีว่า ท่านได้รับการรักษาหายโรคร้ายสิ้นเชิงแล้ว  พระผู้เป็นเจ้าได้ปฏิบัติอัศจรรย์จริงๆกับชายศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้.

Peregrine himself performed numerous miracles in his life. After his death in 1345, there were countless others, especially in Spain. The Church attributed to him more than 300 cures of cancer and other illnesses from 1694 to 1726 in one city there alone!It’s no wonder that as we read in the opening of the second of our two prayers to St. Peregrine, many Catholics refer to him as the “mighty” and the “wonder-worker!” He was canonized by Pope Benedict XIII in 1726.
เปเรกรีเนเองได้ทำอัศจรรย์มากมายในชีวิตของท่าน  หลังความตายของท่านในปี 1345  ก็ยังมีอัศจรรย์นับไม่ถ้วนอีก เป็นต้นที่สปญ  พระศาสนจักรได้รวมเอาอัศจรรย์บำบัดรักษามะเร็งโรคร้ายและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆของท่าน มากกว่า 300 กรณี จากปี 1694 ถึง 1726 ในเมืองเดียวเท่านั้น!  ไม่ใช่เรื่องน่าพิศวงที่ว่า ขณะที่เราอ่านในการเริ่มบทภาวนาที่สองในจำนวนสองบทที่ภาวนาถึงนักบุญเปเรกรีเน  คาทอลิกมากมายได้อ้างอิงท่านว่าเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” และ “คนงาน-ทำอ้ศจรรย์!”  ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญจากพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ XIII  ในปี 1726

Although there are an increasing number of cancer survivors, there is still no cure for this disease. Prayer is always needed in the fight against cancer, along with research and education, such as that provided by theAmerican Cancer Society.
แม้มีผู้หายจากโรคมะเร็งร้ายจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  แต่ยังไม่มีการบำบัดรักษา(ทางยา)สำหรับโรคนี้  คำภาวนายังต้องการเสมอเพื่อจะรบสู้กับมะเร็งร้าย (และโรคร้ายทุกชนิด)  ควบคู่ไปกับการวิจัยและการศึกษา  อย่างเช่นที่จัดให้มีขึ้นโดย สมาคมมะเร็งแห่งชาติอเมริกัน

We hope the prayers to St. Peregrine above can bring you comfort and strength from our Lord. He Himself, like St. Peregrine, as we are reminded in these prayers, was no stranger to suffering!
เราหวังว่าคำภาวนาถึงนักบุญเปเรกรีเนข้างบน จะสามารถนำความปลอบโยนและพละกำลังมาจากพระผู้เป็นเจ้าของเรา  พระองค์ท่านเอง เหมือนนักบุญเปเรกรีเน ดังที่เราอ้างถึงในบทภาวนาเหล่านี้ มิใช่ผู้แปลกหน้ากับความทรมาน!
                                                                                                Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                  Alan  Petervich  --  Peter  Vichitr  Thongthua
                                                                                                      April 1 ,  2020



12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: การต่อต้านร่างกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา เมื่อ: เมษายน 01, 2020, 12:53:21 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                  การต่อต้านร่างกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา 7

ในขณะที่ชาวพุทธต่างพยายามหาความหมายของพุทธธรรมให้แก่ชีวิตของตนเองไปตามถนัด บางคนนั่งสมาธิทุกวันหยุด บางคนถือศีล บางคนล่าพระเครื่องดังๆ บางคนไหว้พระเก้าวัด บางคนใช้ชีวิตไปตามปกติโดยไม่เคยนึกถึงศาสนาเลย ไม่มีใครเข้าวัดเพื่อแสวงหาคำตอบอีกแล้ว และบางคนหันไปนับถือศาสนาอื่น

ในที่นี้จะยกเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ ไม่สนใจจะให้คำตอบแก่สังคมสมัยใหม่ และชีวิตสมัยใหม่อย่างไรบ้าง

แม้ในปัจจุบัน พุทธศาสนาที่เป็นทางการไม่กล่าวหมิ่นพระนิพพานอย่างเปิดเผย ดังผู้นำพุทธศาสนาที่เป็นทางการเมื่อร้อยปีที่แล้ว แต่พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ ก็ไม่มีคำอธิบายใดๆ ว่า เราจะสามารถบรรลุพระนิพพานได้อย่างไร และท่าทีแห่งความไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งใดเช่นนั้น จะช่วยการดำเนินชีวิตของคนในโลกปัจจุบันอย่างไร พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ โลกุตรธรรมและโลกียธรรมในพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการก็ยังแยกขาดจากกันเหมือนเดิม ในขณะที่คุณคำผกาท้าทายว่า

ศีลส่วนโลกียธรรมนั้นมีกฎหมายบังคับอยู่แล้วส่วนหนึ่ง และก็มีในศาสนาอื่นๆ คล้ายกัน

ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงการตอบสนองต่อการท้าทายอื่นๆ ซึ่งมีมาจากภายนอก เช่น พระนิพพานแบบเถรวาทนั้น เป็นสภาวะที่ไม่อาจดำรงอยู่อย่างถาวรได้ เกิด-ดับอยู่ในบุคคลตลอดเวลา เพราะลึกลงไปคือความเห็นแก่ตัว เนื่องจากต้องการความหลุดพ้นแก่ตนเองเท่านั้น ในขณะที่ผู้บำเพ็ญโพธิสัตวบารมี มุ่งจะช่วยคนอื่นจนหมดสิ้นซึ่งตัวตนไปเลย นิพพานอย่างนั้นต่างหาก จึงเป็นสภาวะที่อยู่คงทนตลอดไปได้ ยังมีการท้าทายหลักธรรมของเถรวาทอีกหลายอย่าง ซึ่งพระพุทธศาสนาแห่งชาติไม่เคยสนใจ และไม่คิดสร้างสมรรถภาพในการให้คำอธิบายแข่ง

แต่ในโลกการสื่อสารของปัจจุบัน แนวคิดที่ท้าทายเหล่านี้ไม่อาจปิดกั้นจากสังคมไทย หรือนำเสนออย่างบิดเบือนได้อีกแล้ว การโหมโฆษณาความประเสริฐเลิศสุดในโลกของพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ ปิดตาใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง

พระพุทธศาสนาที่ถูกขังอยู่ในวัด อาจไม่มีคำตอบอะไรแก่สังคมสมัยใหม่เลย ศีลห้าซึ่งพระสงฆ์ให้แก่อุบาสกอุบาสิกาทุกวันพระนั้น มีความหมายอย่างไรกันแน่ในสภาพความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน

การถือหุ้นในบริษัทค้าอาวุธคือปาณาติบาตกรรมอย่างหนึ่ง หรือมิใช่ การใช้ก๊าซหุงต้มในรถยนต์ส่วนตัวและโรงงานส่วนตัวคือการขโมยอย่างหนึ่ง หรือมิใช่ การเที่ยวหญิงโสเภณีเป็นการประพฤติผิดในกามหรือไม่ ในโลกนี้มีการดื่มสุราเมรัยและมัชชะที่ไม่ประมาทหรือไม่ ฯลฯ

ศีลห้าที่มีนัยยะสำคัญแก่สังคมปัจจุบัน ต้องเป็นข้อห้ามทางศีลธรรมที่อยู่เหนือข้อห้ามของกฎหมาย มิฉะนั้นจะรับศีลไปทำไม ในเมื่อทุกคนก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายทั้งสิ้น

รัฐสมัยใหม่มีอำนาจมากขึ้นอย่างที่ไม่มีรัฐโบราณอะไรเทียบได้ พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการจะมีส่วนในการยับยั้งอำนาจรัฐนั้น มิให้รังควานประชาชนได้อย่างไร เช่น รัฐต้องไม่ฆ่า การชุมนุมโดยผิดกฎหมายจะต้องจัดการอย่างไรก็ตาม แต่ต้องไม่ฆ่า เป็นต้น เพียงเท่านี้ก็ทำให้อำนาจรัฐถูกกำกับจากศีลธรรมไปส่วนหนึ่ง พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการสร้างขึ้นโดยรัฐ และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่เคยมีประวัติการถ่วงอำนาจรัฐเลยสักครั้งเดียว

ในสงครามทุกครั้ง พระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ประพรมน้ำมนตร์ให้ทหารที่กำลังจะออกไปทำการฆ่าทุกที และบางครั้งก็เขียนหรือเทศน์ส่งเสริมสงครามเสียอีก

ประชาธิปไตยเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะคอยกำกับอำนาจอันมากล้นของรัฐสมัยใหม่ แต่พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการของไทยไม่เคยแสดงท่าทีอันชัดเจนต่อประชาธิปไตย ขัดขวางประชาธิปไตย หากรัฐสั่งให้ขัดขวาง เงียบเฉยหรือทัดทานโดยทีต่อการเคลื่อนไหวในภาคประชาชน เป็นไปได้หรือในสังคมปัจจุบันทั่วโลก ที่ศาสนาจะไม่มีจุดยืนอะไรสักอย่างเดียวกับประชาธิปไตยได้เช่นนี้ ในขณะที่ประชาธิปไตยกลายเป็นคำถามสำคัญในชีวิตคนส่วนใหญ่ของสังคมไปแล้ว

ทำนองเดียวกับประชาธิปไตย พุทธศาสนาที่เป็นทางการเคยมีท่าทีอย่างไรต่อปัญหาสำคัญยิ่งของโลกปัจจุบัน รัฐฆราวาสวิสัยควรเป็นอย่างไร, สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของพลเมือง, การอนุรักษ์ธรรมชาติหรือการดัดแปลงธรรมชาติ, โลกาภิวัตน์ ฯลฯ

พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ ไม่เคยชี้ความไม่เป็นธรรมนานาชนิดที่เกิดในสังคมไทย แต่กลับร่วมมือกับรัฐในการทำลายอำนาจ (อย่างน้อยก็อำนาจทางวัฒนธรรม) ของท้องถิ่นและชาติพันธุ์ต่างๆ การแย่งชิงทรัพยากรที่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้คนจำนวนมาก เช่น กรณีเขื่อนต่างๆ และเหมืองแร่โพแทส การบังคับใช้ ม.112 อย่างไม่เป็นธรรม ฯลฯ เป็นต้น

นี่คือพุทธศาสนาที่เป็นทางการ ซึ่งรัฐสภากำลังจะออกกฎหมายมาอนุรักษ์และคุ้มครองกระนั้นหรือ เพื่ออะไร และเพื่อใคร

แต่พระศาสนายังมีพลังและคุณค่าแก่สังคมไทยอย่างแน่นอน ดังที่กล่าวแล้วว่ามีความพยายามของหลายฝ่ายตลอดมาที่จะฟื้นฟูพระศาสนา ให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกับชีวิตคนไทยสมัยปัจจุบัน ฉะนั้น หากจะอุปถัมภ์และคุ้มครองพระศาสนา ก็ต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองความเคลื่อนไหวทางศาสนาของทุกฝ่าย รวมทั้งองค์กรคณะสงฆ์ของพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการด้วย

แต่จะเอาอำนาจรัฐมาคุ้มตัวโดยไม่ทำอะไรเลย หรือเอางบประมาณมาบำเรอการไม่ทำอะไรเลยนั้น ไม่ควรอนุญาต เพราะจะยิ่งทำให้พระศาสนาไร้ความหมายในชีวิตผู้คนมากขึ้น

ที่มา : มติชน

ที่ 7/06/2558 06:06:00 หลังเที่ยง
รู้สึก:    
  
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปที่ Twitterแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
ป้ายกำกับ: กฎหมายศาสนา, รัฐศาสนา

                                                                                                Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                          Alan Petervich -- Vichitr Thongthua                                                                      
                                                                                1 April 2020

13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: การต่อต้านร่างกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา เมื่อ: เมษายน 01, 2020, 12:49:54 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                 การต่อต้านร่างกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา  6


เมื่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยขยายตัวมากขึ้น พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการก็ยิ่งไม่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตของผู้คน ที่ดำรงอยู่ได้ก็ด้วยอำนาจบังคับของรัฐ เช่น บรรจุลงในหลักสูตรการศึกษา หรือราชพิธีและรัฐพิธีต่างๆ แต่สังคมไทยก็ไม่ได้ปล่อยให้พระพุทธศาสนาไร้ความหมายลงไปโดยไม่ทำอะไรเลย มีความพยายามของทั้งพระภิกษุและฆราวาส ในการให้หรือฟื้นความหมาย ที่มีนัยยะต่อชีวิตของผู้คนในปัจจุบันอยู่หลายครั้งและหลายอย่าง จะขอพูดถึงที่ค่อนข้างจะรู้กันดีอยู่แล้วดังนี้

คำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุทำให้เป้าหมายทางโลกุตรธรรม ซึ่งพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการละเลย กลับมามีความสำคัญใหม่ นิพพานเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถกระทำให้แจ้งแก่ตนได้ "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" นัยยะก็คือ ปลดปล่อยพระพุทธศาสนาออกจากวัด เพราะการปฏิบัติธรรมไม่ได้จำกัดความหมายให้เหลือเพียงการเป็นพระภิกษุเท่านั้น

ฆราวาสอีกมาก ทั้งที่คิดอย่างเดียวกันมา หรือได้รับอิทธิพลของท่านพุทธทาส พากันเผยแพร่พุทธธรรมด้วยวิธีต่างๆ โดยไม่เกี่ยวอะไรกับองค์กรปกครองคณะสงฆ์ หรือรัฐ ในระยะหนึ่งทั้งองค์กรคณะสงฆ์และรัฐก็ออกจะระแวงความเคลื่อนไหวนี้ แต่ในที่สุดก็ใช้วิธีตีกิน (coopt) กลุ่มเคลื่อนไหวเหล่านี้ แทนการปราบปราม ถึงอย่างไรกลุ่มเคลื่อนไหวนี้ก็ไม่ได้ท้าทายแบบปฏิบัติที่เป็นทางการ (orthopraxie) ของพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการอยู่แล้ว

ผลอย่างหนึ่งของการเผยแพร่คำสอนของท่านพุทธทาส ก็คือ การโต้เถียงอภิปรายเกี่ยวกับปรมัตถธรรม ในหมู่นักคิดชาวพุทธอย่างกว้างขวาง มีการพิมพ์หนังสือออกตอบโต้กันอยู่เสมอ อาจถือได้ว่าเป็นความพยายามในการ "ปฏิรูป" (ในความหมายฆราวาส ไม่ใช่ทางศาสนา) พระพุทธศาสนาที่น่าสนใจที่สุดในเมืองไทย เพราะไปพ้นจากแบบปฏิบัติ เช่น ประเพณีการบวช หรือการครองผ้า แต่เข้าไปทำความเข้าใจกับโลกุตรธรรมโดยตรง ทั้งยังเชื่อมโยงโลกุตรธรรมนั้นให้สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนปัจจุบันด้วย

ในแง่หนึ่ง การขยายตัวของการทำสมาธิ (ที่เรียกว่า "ปฏิบัติธรรม") ทั้งในเชิงพาณิชย์ และในเชิงเผยแพร่ ซึ่งปรากฏในปัจจุบัน ก็เป็นผลมาจากการ "ปฏิรูป" ในครั้งนั้น

นี่เป็นตัวอย่างของ "การอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา" ที่ฉลาดและสุขุม ไม่มีอำนาจรัฐ หรือกฎหมายลิดรอนเสรีภาพเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และบังคับให้องค์กรคณะสงฆ์ต้องปรับตัวบ้าง หากเหมือนบางประเทศที่มีรัฐฆราวาสวิสัยอย่างแท้จริง องค์กรคณะสงฆ์อาจต้องปรับตัวมากกว่านี้อีกมาก เพื่อเผชิญการแข่งขันของนัก "ปฏิรูป"(ซึ่งคงแยกตัวออกไปจากองค์กรคณะสงฆ์ที่เป็นทางการ)

กระแสการ "ปฏิรูป" ในครั้งนั้น ยังเป็นผลให้มีความพยายามจะปรับเปลี่ยนวิถีพุทธให้เข้ากับโลกปัจจุบันอีกหลายอย่างตามมา ความเคลื่อนไหวของธรรมกาย, สันติอโศก, ของพระพยอม กัลยาโณ, หรือแม้แต่การเผยแพร่ไสยศาสตร์ในวัด ก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะให้ความหมายใหม่แก่องค์กรศาสนาที่มีมาแต่โบราณ เพื่อให้พระพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนปัจจุบัน

ดังที่กล่าวแล้วว่า พระพุทธศาสนาสำนวนที่เป็นพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการของไทยนั้น เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทางการเมือง ของผู้ปกครองรัฐซึ่งพยายามจะรวบอำนาจเข้าศูนย์กลางในช่วงหนึ่งเมื่อร้อยปีมาแล้ว นับวันก็ยิ่งไร้ความหมายแก่สังคมไทยซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากนั้นอย่างสุดขั้วแล้ว จึงเป็นธรรมดาที่พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการจะตกอยู่ในสภาพอ่อนแอ แม้มีอำนาจรัฐหนุนอย่างเต็มที่ รัฐเองก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ความเสื่อมโทรมในวัตรปฏิบัติของพระภิกษุ และความไม่ใส่ใจต่อหลักธรรมคำสอนจึงเห็นได้อยู่ทั่วไป ทั้งในหมู่พระและฆราวาส

เวลานี้สภาพของพระพุทธศาสนาในเมืองไทยจึงเป็นเรื่องต่างคนต่างอยู่ พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการรับผิดชอบในด้านรัฐประเพณีและราชประเพณีต่างๆ ซึ่งได้ออกสื่อทั่วประเทศ

14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: การต่อต้านร่างกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา เมื่อ: เมษายน 01, 2020, 12:47:30 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                           การต่อต้านร่างกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา 5


อำนาจของ พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ 2445 อีกอย่างหนึ่งก็คือ กลไกราชการแบบใหม่ซึ่งเพิ่งสร้างขึ้นก่อนหน้านั้น ทำให้ข้าราชการปกครองสามารถกลั่นแกล้งรังแกภิกษุที่ไม่ยอมอยู่ในปกครองของรัฐส่วนกลางได้ง่าย โดยเฉพาะพระที่เรียกกันว่า "พระป่า" (ซึ่งไม่ได้มีแต่สายธรรมยุติของพระอาจารย์มั่นเท่านั้น)

2/นิยามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันก็เซื่องลง และอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐอย่างรัดกุม

หลักคำสอนใหม่นี้ขจัดความเชื่อที่ถือว่าเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติออกไปทั้งหมด แม้แต่ที่ปรากฏในคัมภีร์มาแต่เดิมก็ถือว่าเป็นเพียง "บุคลาธิษฐาน" หรือความเปรียบเท่านั้น ชาดกซึ่งเป็นแก่นสารสำคัญในการเทศน์แต่เดิมมา จึงถูกลดความสำคัญลงเป็นเพียงเหมือนนิทานอีสป

ในด้านหลักธรรมสำคัญของพระพุทธศาสนา ก็เน้นแต่ธรรมะของผู้ครองเรือนและพระวินัย มีความระแวงกับทุกมิติของด้านปฏิบัติ นับตั้งแต่การเจริญสมาธิภาวนา ไปจนถึงการจัดองค์กรของภิกษุและฆราวาสของผู้ปฏิบัติธรรม หรือแม้แต่คำสอนระดับโลกุตรธรรม ก็เห็นกันว่าเกินจำเป็น

หนึ่งในรูปของการ "ปฏิรูป" หลักธรรมคำสอนก็คือ การเน้นคุณค่าของรัฐราชาธิปไตย การอุปถัมภ์ของกษัตริย์กับการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนากลายเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ ดังนั้น ภิกษุในบังคับขององค์กรสงฆ์แห่งชาติ จึงต้องรับใช้อุดมการณ์และนโยบายของรัฐ แม้เมื่อรัฐไทยได้เปลี่ยนไปจากรัฐราชาธิปไตยแล้วก็ตาม พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการของไทยจึงกลายเป็นเครื่องมือของรัฐเต็มตัว สามารถรับใช้รัฐได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นรัฐทรราช, ราชาธิปไตย, เผด็จการทหาร, หรือระบอบเลือกตั้ง จะหาคณะสงฆ์ของศาสนาใดที่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองยิ่งไปกว่าคณะสงฆ์ไทยได้ยาก

ความเคร่งครัดในแบบพิธีมีความสำคัญมากกว่าความเคร่งครัดในหลักธรรมคำสอน องค์กรคณะสงฆ์ภายใต้บังคับของรัฐในพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ ระแวดระวังกับความเคร่งครัดตามการตีความพระวินัยของตน แต่ไม่สู้จะใส่ใจกับการตีความพระธรรมเท่าไรนัก (orthopraxie v.s. orthodoxy)

เหตุผลนั้นเห็นได้ชัด จะควบคุมมิให้พระภิกษุกระด้างกระเดื่องต่อรัฐ แบบปฏิบัติของพระภิกษุ (เช่นการบวช, การตั้งสำนักสงฆ์, การฉันภัตตาหาร ฯลฯ) จึงมีความสำคัญกว่าการตีความหลักธรรมคำสอน ในแง่หนึ่งก็เท่ากับเปิดให้ความหลากหลายของพระพุทธศาสนายังมีต่อไปในด้านหลักธรรมคำสอน

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้องค์กรคณะสงฆ์แห่งชาติ ไม่ต้องเผชิญกับการท้าทายด้านหลักธรรมคำสอน ซึ่งเป็นแก่นสารสำคัญที่สุดของศาสนา (ก่อนจะมาถึงหลักปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอน) ในอีกแง่หนึ่ง ตัวหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาเอง ก็อาจทำให้บุคคลเป็นอิสระจากอำนาจทางการเมืองด้วย

การเน้นให้พระภิกษุเป็นหลักในการเผยแผ่คำสอน ทำให้บุคคลอีกมากซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่นี้ร่วมด้วยมาแต่อดีตหมดความสำคัญลง เช่น ชีปะขาว, หนานหรือทิด, ฤๅษี, และกลุ่มฆราวาสซึ่งปฏิบัติธรรม ฯลฯ คนเหล่านี้ล้วนอยู่นอกการบังคับบัญชาขององค์กรคณะสงฆ์ส่วนกลาง ผลก็คือทำให้พระพุทธศาสนาถูกขังอยู่ในวัด (อันเป็นอาณาบริเวณที่อยู่ใต้อำนาจรัฐอย่างเด็ดขาด) นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พระพุทธศาสนาห่างไกลจากวิถีชีวิตของผู้คน

ยิ่งเมื่อสังคมเปลี่ยนจนทำให้ "เวลา" ของวัดกับ "เวลา" ของชาวบ้านไม่ตรงกัน (เช่นเมื่อกลองเพลดังขึ้น จำนวนมากของชาวบ้านติดอยู่ที่ที่ทำงาน ไม่อาจนำภัตตาหารไปถวายและปรนนิบัติพระได้) หลักธรรมคำสอนของพระศาสนายิ่งอยู่ห่างไกลจากชีวิตของชาวบ้านมากขึ้น

นี่คือเนื้อหาหลักของพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ ซึ่งเกิดและดำรงอยู่ในช่วงหนึ่งของการเมือง, เศรษฐกิจ, และสังคมของไทย เมื่อสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนไป พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการก็ไร้ความหมายลงทุกที เพราะไม่ได้ตอบสนองต่ออะไรสักอย่างเดียว แม้แต่ปัญหาของรัฐตามสายตาของชนชั้นนำเอง ยังไม่พูดถึงปัญหาที่เกิดกับชีวิตคนส่วนใหญ่ภายใต้การแย่งชิงทรัพยากรของกระแสโลกาภิวัตน์

ดังนั้น ก่อนจะออกกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ขอให้นักการเมืองมีความเข้าใจที่ชัดเจนก่อนว่า "พระพุทธศาสนา" ที่ต้องการจะอุปถัมภ์และคุ้มครองนั้น คือพระพุทธศาสนาอะไร สมควรหรือไม่ที่จะสังเวยทั้งทรัพยากรของชาติ และสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่ออุปถัมภ์และคุ้มครอง

เมื่ออุปถัมภ์และคุ้มครองด้วยมาตรการรุนแรงดังปรากฏในร่าง พ.ร.บ.แล้ว พระพุทธศาสนาเช่นนั้น จะมิยิ่งกลายเป็นฟอสซิลหนักขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ละหรือ เราควรทำอะไรที่ฉลาดและสุขุมได้อีกบ้างในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา

 
15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: การต่อต้านร่างกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา เมื่อ: เมษายน 01, 2020, 12:45:22 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                            การต่อต้านร่างกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา 4

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา
 อะไร และอย่างไร

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 30 เมษายน 2555

ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, พรรครัฐบาล และ ปชป.กำลังจะเข้าสภา ร่าง พ.ร.บ.ทั้งสามฉบับล้วนมีโทษทางอาญาประกอบอยู่ด้วย และล้วนเป็นโทษที่ค่อนข้างหนักทั้งสิ้น

ข้อกำหนดเหล่านี้ละเมิดรัฐธรรมนูญและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง กำลังเป็นที่ถกเถียงอภิปรายกันอยู่ทั่วไปอยู่เวลานี้ ผมจะไม่ขอนำมาพูดอีกในที่นี้ แต่ใคร่จะตั้งคำถามว่าพระพุทธศาสนาที่นักการเมืองและข้าราชการในสำนักงาน กำลังอยากจะอุปถัมภ์และคุ้มครองนั้น คืออะไร? และวิธีอุปถัมภ์คุ้มครองแบบนั้น จะส่งผลอย่างไรต่อพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

ที่เรียกว่า "พระพุทธศาสนา" - ไม่ว่าคนอื่นเรียกหรือศาสนิกเรียกเองก็ตาม - ทั้งในเมืองไทยและในโลกนี้มีความหลากหลายมาก ผมไม่ได้หมายความเพียงเถรวาทและมหายานซึ่งมีหลายนิกายเท่านั้น ว่าเฉพาะในเมืองไทย พระพุทธศาสนาก็มีหลายกระแสความเชื่อและการปฏิบัติมาแต่โบราณ พระพุทธศาสนาที่เราเรียนในโรงเรียนนั้น เป็นเพียงกระแสเดียว แม้เป็นกระแสเดียวที่มีอำนาจรัฐหนุนหลัง แต่ก็เป็นกระแสเดียวเท่านั้น และขอเรียกว่าพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ

พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการนี้มาจากไหน หรือถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร

คำตอบอย่างตรงไปตรงมาก็คือ เพิ่งเกิดขึ้นในสมัย ร.5 นี้เอง ด้วยเป้าประสงค์ที่จะใช้พระพุทธศาสนา - โดยเฉพาะพระสงฆ์ - ในการขยายอำนาจของราชบัลลังก์ และป้องกันมิให้พระภิกษุนำการแข็งข้อ หรือใช้อุดมการณ์ของพระศาสนาในการแข็งข้อต่อส่วนกลาง

วิธีการและผลพวงแห่งวิธีการเหล่านั้นคืออะไร

1/ บังคับให้ภิกษุทั่วประเทศมาอยู่ภายใต้องค์กรคณะสงฆ์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยการออก พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ขึ้นใน พ.ศ.2445 โดยอาศัย พ.ร.บ.ฉบับนี้ รัฐได้สร้างองค์กรคณะสงฆ์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นทั่วราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์

บางท่านอาจคิดว่า องค์กรปกครองเช่นนี้มีมาแต่โบราณแล้ว ที่จริงในสมัยโบราณมีแต่ทำเนียบสมณศักดิ์ คือพระมหากษัตริย์อาจทรงยกย่องพระภิกษุบางรูปให้มียศ และได้ราชูปถัมภ์บางประการเป็นพิเศษเท่านั้น ส่วนอำนาจปกครองก็มีจำกัดเฉพาะบางวัด ซึ่ง "ขึ้น" อยู่กับวัดหลวงที่พระราชาคณะเป็นเจ้าอาวาส ลักษณะเดียวกับการปกครองโดยผ่านสำนักอาจารย์ที่เคยมีในคณะสงฆ์มาแต่โบราณแล้ว ที่สำคัญกว่านั้น อำนาจปกครองกำกับดูแลพระสงฆ์ของรัฐนั้น ถึงจะมีก็จำกัดอยู่เฉพาะเขตใกล้พระนครและหัวเมืองเท่านั้น

สมณศักดิ์ในสมัยโบราณถูกเปรียบกับ "ยศช้าง" มีความหมายแก่เชือกที่ได้รับยศ แต่ไม่มีความหมายอย่างไรแก่ช้างเชือกอื่น

พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ 2445 จึงสร้างองค์กรคณะสงฆ์สยามที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (อย่างน้อยตามทฤษฎี) ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศนี้


อํานาจสำคัญอีกอย่างหนึ่งของรัฐที่มากับ พ.ร.บ.นี้ก็คือ รัฐเท่านั้นที่จะเป็นผู้แต่งตั้งพระภิกษุขึ้นเป็นพระอุปัชฌายาจารย์ได้ ในสมัยก่อนพระที่มีคุณสมบัติต้องตามพระวินัยคือเป็นพระเถระ (บวชมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี) ก็อาจเป็นพระอุปัชฌาย์ได้ทุกรูป แต่ในทางปฏิบัติ พระที่มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือทั้งของพระภิกษุเองและชาวบ้านเท่านั้น ที่จะทำหน้าที่อุปัชฌาย์ โดยมีวัดบริวารขึ้นอยู่กับวัดของท่านจำนวนหนึ่ง ซึ่งส่งคนมาบวชกับพระอาจารย์ที่ "หัววัด" ทุกปี การกำกับดูแลภิกษุในวัดบริวาร จึงอยู่ภายใต้พระอาจารย์ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเครือข่ายของสำนักอาจารย์หนึ่งๆ นั่นแหละ เป็นโครงสร้างหลักของการปกครองคณะสงฆ์ เพราะภิกษุทุกรูปในเครือข่ายล้วนเป็น "ศิษย์" ของท่านทั้งสิ้น รัฐไม่เกี่ยว หรือแทบจะไม่เกี่ยวอะไรเลย

การกำกับดูแล และให้การศึกษาแก่พระสงฆ์สามเณรโดยผ่านสำนักอาจารย์และเครือข่ายเช่นนี้ มีประสิทธิภาพกว่าการกำกับดูแลและให้การศึกษาโดยอาศัยอำนาจของส่วนกลางเพียงอย่างเดียว วัตรปฏิบัติของพระสงฆ์สามเณรที่ถูกติฉินนินทากันทั่วไปในปัจจุบัน ก็เป็นผลมาจากการรวมศูนย์ที่เริ่มเกิดขึ้นในครั้งนั้นนั่นเอง ยิ่งกว่านั้นการกำกับดูแลภายใต้ระบบสำนักอาจารย์และเครือข่าย ยังทำให้เกิดความยืดหยุ่นไปตามสภาพท้องถิ่น อันเป็นผลให้วัดไม่แปลกแยกจากชาวบ้าน (เช่น พระในอีสาน มักช่วยชาวบ้านเกี่ยวข้าว ... แล้วไปปลงอาบัติเองภายหลัง)

ด้วยเหตุที่ระบบปกครองพระสงฆ์สมัยโบราณอาศัยเครือข่ายของสำนักอาจารย์เช่นนี้เอง พระพุทธศาสนาในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน จึงมีความหลากหลายอย่างยิ่ง ทั้งในแง่พิธีกรรม, แบบปฏิบัติ (เช่นทำนองการสวด), หรือแม้แต่หลักคำสอน (อย่างน้อยก็เน้นหลักธรรมต่างกัน) นี่คือเหตุผลที่พระพุทธศาสนาของไทยมีพลังในการผสมกลมกลืนกับศาสนาท้องถิ่นที่มีอยู่ก่อนได้สูง ทำให้พระพุทธศาสนาแทรกเข้าไปในวิถีชีวิตของผู้คนได้มาก โดยไม่มีใครจำเป็นต้องประกาศตนเป็นชาวพุทธ
 
หน้า: [1] 2 3 ... 145