แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 145
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ในหลวง ร.๑๐ พระเทพฯ ทรงกล่าวให้สัมภาษณ์ เมื่อ: กันยายน 01, 2020, 09:59:05 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                 ในหลวง ร.๑๐ พระเทพฯ ทรงกล่าวให้สัมภาษณ์
เพลินจิต ขันติ
Facebook 1กันยายน 2563 ·

เนื้อความที่สัมภาษณ์โดยละเอียด คือ

1. จากนี้ไปประเทศไทยของเราจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก อาจมีหลายสิ่งเปลี่ยนไป รอยต่อของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อาจชัดเจนขึ้น มันคือการเปลี่ยนผ่านในวันที่พ่อไม่อยู่ ทุกคนมีสิทธิ์เสียใจ และควรเสียใจ ทุกคนมีสิทธิ์กลัว และควรกลัว แต่จงตระหนัก เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยสติปัญญา

2. พ่อคือตัวแทนของความพอเพียง เป็นต้นฉบับของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในวันที่ประเทศไทยกำลังถูกปั่นด้วยกระแสความโลภ จงหยิบภูมิปัญญาของท่านมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จดจำหลอดยาสีฟันของท่านไว้ จดจำการแต่งกายที่เรียบง่ายของท่านไว้ อะไรที่ประหยัดได้จงประหยัด อะไรที่พึ่งพาตนเองได้จงพึ่งพา อะไรที่แบ่งปันได้จงแบ่งปัน เมื่อยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้แล้ว เราจะพึ่งพาผู้อื่นน้อยลง

3. พ่อเป็นผู้มีความเพียรดุจพระมหาชนก ท่านเป็นผู้ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรโดยไม่เคยถามว่าเมื่อไหร่จะถึงฝั่ง ความคิดเช่นนี้ทำให้ท่านทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้ ฝากถึงคนไทย อย่าทำงานด้วยตัณหา อย่าขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็น อย่าให้อำนาจวัตถุบังตาจนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี จงขับเคลื่อนชีวิตและการงานด้วยฉันทะ ความรัก ความเมตตา ด้วยประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เหมือนที่พ่อเคยทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

4. พ่อยืนเคียงข้างคนยากจนเสมอ คนจนอยู่ที่ไหนท่านก็อยู่ที่นั้น ท่านเดินทางบุกป่าฝ่าดงไปเยี่ยมพวกเขาถึงบ้าน เป็นพระราชาผู้อยู่ง่าย กินง่าย ไม่ยึดติดความหรูหรา เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว เราอย่าหลงลืมปณิธานข้อนี้ อย่าทอดทิ้งคนยากจน จงหยิบยื่นโอกาสให้ผู้ด้อยกว่า อย่าใช้ช่องว่างกฎหมายซ้ำเติมและเอาเปรียบผู้อื่น

5. ไม่มีท่าน เราจะมานั่งทะเลาะกันเหมือนในอดีตไม่ได้ เพราะไม่มีใครที่จะมาห้ามเราได้ ไม่มีใครอีกแล้วที่เราจะเกรงใจ รับฟังเหมือนที่เคยรับฟังท่าน ถ้าทุกฝ่ายไม่คิดถึงข้อนี้ให้มาก ถ้ายังเอาแต่ความคิดตนเป็นใหญ่ ประเทศไทยที่เรารัก ย่อมตกอยู่ในฐานะอันตราย เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว จงรักและถนอมน้ำใจกันให้มากกว่าที่ผ่านมา

6. สิ่งที่พ่อทิ้งไว้ ไม่ใช่เพียงอิฐ หิน ปูน ทราย แต่เป็นความรู้ขั้นปรีชาญาณ เราอาจรักษาร่างกายท่านไว้ไม่ได้ เพราะนั่นคือกฎธรรมชาติ แต่เราสามารถรักษาภูมิปัญญาของท่านไว้ได้ จงค้นคว้าข้อมูลทางเทคนิคต่างๆ ฝนเทียมเกิดได้อย่างไร กังหันน้ำชัยพัฒนาคืออะไร มันมีความน่าทึ่งยังไงในมิติทางวิศวกรรม การเพาะปลูกโดยไม่พึ่งสารเคมีทำได้อย่างไร การพัฒนาดิน รักษาน้ำ ชุบชีวิตป่าเป็นอย่างไร ทำไมท่านไม่สนับสนุนให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำไมท่านจึงส่งเสริมให้ชาวบ้านรู้จักการห่มดิน ท่านเคยสร้างรากฐานอันใดไว้ให้วงการเกษตรกรรมของชาติ สิ่งเหล่านี้ควรสนับสนุนให้มีการร่ำเรียนกันเป็นระบบ ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ถ้าเราทำเช่นนี้ได้ภูมิปัญญาที่ท่านคิดค้นมาหลายสิบปีจะไม่สูญหายไปจากสังคมไทย

7. จากนี้ไปจะมีคนอีกมาก ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง อาจมีคนที่ไม่เข้าใจท่านออกมาพูดในสิ่งที่เราไม่ชอบ จงใช้สติ อดทน ไม่โต้ตอบ เหมือนที่ท่านได้กระทำมาชั่วชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสไว้เสมอ ไม่เคยมีสันติภาพใด เกิดจากความรุนแรงและคำด่าทอ

8. พ่อเป็นผู้ค้ำชูศาสนาโดยแท้จริง ไม่ใช่ด้วยคำพูด หรือแค่เม็ดเงินบริจาค แต่ท่านคือผู้พิสูจน์ธรรมะด้วยกายใจ ในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม ท่านคือนักภาวนาที่หาตัวจับยาก เป็นผู้มีอานาปานสติเป็นวิหารธรรม ทำไมพ่อทำงานหนัก แต่ยังมีเวลาภาวนา ทำไมเราทำงานน้อยกว่าท่าน แต่เรากลับอ้างว่าเราไม่มีเวลา สิ่งนี้ต้องคิดให้มาก เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง

9. พ่อคือครูผู้ยิ่งใหญ่ที่สอนด้วยชีวิตและการกระทำ ชีวิตคือธรรมะ และธรรมะก็คือชีวิตที่ตั้งอยู่ในความธรรมดาที่เกิดขึ้นกับเราทุกคน พ่อกำลังบอกเราว่า จงดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท ทำให้ดีที่สุดในวันนี้ จะไม่ต้องติดค้างเสียใจในภายหลัง

10. แม้วันนี้พ่อจะไม่อยู่ แต่ขอให้ชาวไทยจงวางใจว่า สถานที่ที่ท่านเดินทางไปนั้น น่าอยู่และงดงามกว่านี้หลายเท่า ท่านคือพระโพธิสัตว์ผู้ผ่านมาสร้างแสงสว่าง การเกิดของท่านในชาตินี้เป็นการเกิดที่สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และเราทั้งหลายควรภูมิใจไปกับท่าน ท่านคงไม่อยากให้เราคนไทยถูกทับถมด้วยทะเลแห่งความเศร้า อย่าทิ้งหน้าที่ อย่าทิ้งการงาน และสิ่งต่างๆ ที่รับผิดชอบอยู่ จงตั้งสติให้มั่นคง เป็นกำลังสมาธิ เป็นความสว่างเบิกบาน เพื่อน้อมส่งท่านสู่สวรรค์คาลัย ด้วยหัวใจแห่งความรักของเราชาวไทยทุกคน…

บทสัมภาษณ์ของ ร.๑๐ และสมเด็จพระเทพฯ จากผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่งส่งมาให้ อ่านจบ อดไม่ได้ที่จะแชร์ต่อ เพราะเป็นประโยชน์มากๆ ควรจดจำให้ขึ้นใจ..ทิ้งไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว..เลยคัดลอกมาให้ทุกท่านได้อ่านด้วยกัน..   
-
ร10และพระเทพฯทรงให้สัมภาษณ์ BBCไว้ดีมากทั้ง 2 พระองค์

เขียนด้วยความรัก สำนึก และบูชาตลอดไป
 
อ่านแล้วน้ำตาไหล       
Mari Tukta Cardenal
ขอขอบคุณเจ้าของเครดิตข้อมูล

เรา คริสตชนคาทอลิกทุกคนในประเทศไทย ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเหนือเกล้าฯ 
ทุกคนกำลังสวดภาวนาขอพระเป็นเจ้าเบื้องบน ได้ทรงโปรดเมตตาประเทศไทยและคนไทยทุกคนได้ประสพความร่มเย็นใต้ร่มพระบารบีตลอดไป

                                                                                       Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                             Vichitr  Thongthua
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / เกาหลีใต้ขอให้สมาชิกโบสถ์คริสต์กรุงโซลเร่งกักตัว เมื่อ: สิงหาคม 17, 2020, 04:35:40 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                        เกาหลีใต้ขอให้สมาชิกโบสถ์คริสต์กรุงโซลเร่งกักตัว เพราะพบการระบาดไวรัสเป็นกลุ่มก้อน
17 สิงหาคม 2020

      ทางการเกาหลีใต้ขอให้สมาชิกโบสถ์คริสต์นิกายย่อยในกรุงโซลหลายพันคนกักตัวเองวันนี้ (17 ส.ค.) หลังพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซึ่งเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางศาสนา

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงโซลและจังหวัดคยองกี (Gyeonggi) ซึ่งมีพื้นที่ล้อมรอบเมืองหลวงได้สั่งห้ามการรวมตัวเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาทุกรูปแบบ และขอให้ประชาชนงดการเดินทางที่ไม่จำเป็น หลังจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 กลับมาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกรงว่าจะเกิดการแพร่ระบาดใหญ่ระลอก 2

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ (KCDC) ยืนยันพบผู้ติดเชื้อใหม่ 197 รายในรอบ 24 ชั่วโมงวันนี้ (17) ซึ่งนับเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันที่ผู้ติดเชื้อใหม่พุ่งถึงหลักร้อย หลังจากที่ทรงตัวอยู่ในระดับ 30-40 คนเศษมานานหลายสัปดาห์ ขณะที่ยอดผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 15,515 ราย

การระบาดแบบคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดมีศูนย์กลางอยู่ที่โบสถ์ซารังเจอิล (Sarang Jeil Church) ในกรุงโซล ซึ่งศาสนาจารย์ผู้นำโบสถ์เป็นหนึ่งในแกนนำประท้วงต่อต้านประธานาธิบดี มุน แจอิน

จนถึงขณะนี้มีผู้ป่วยโควิด-19 ที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมของโบสถ์ซารังเจอิลไม่ต่ำกว่า 315 ราย และทางการให้ได้ขอร้องให้สมาชิกโบสถ์ราว 3,400 คนทำการกักตัว

คิม กังลิป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ ระบุว่า สมาชิกโบสถ์ซารังเจอิลประมาณ 1 ใน 6 มีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก และ “จำเป็นจะต้องมีการตรวจคัดกรองเพื่อเข้าสู่กระบวนการกักตัวอย่างรวดเร็ว” แต่ปัญหาก็คือรายชื่อสมาชิกโบสถ์ที่แจ้งต่อทางการนั้น “ไม่ตรงตามความเป็นจริง” ทำให้การตรวจหาเชื้อและกักตัวผู้ป่วย “ยากลำบากอย่างยิ่ง”

จุน กวางฮุน ผู้นำโบสถ์ซารังเจอิล เป็นหนึ่งในแกนนำผู้ประท้วงฝ่ายขวาที่ขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาล มุน ที่ใจกลางกรุงโซลเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ โดยไม่สนใจคำเตือนของทางการที่ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการรวมตัว

กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมของเกาหลีใต้และฝ่ายบริหารกรุงโซลได้แจ้งความเอาผิด จุน ฐานจงใจฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโควิด-19

ขณะเดียวกัน ร้านกาแฟสตาร์บักส์สาขาหนึ่งในเมืองพาจู จังหวัดคยองกี ก็ต้องปิดตัวลงชั่วคราวหลังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 50 ราย ซึ่งต่อมาทางสตาร์บักส์ได้ประกาศจะลดจำนวนโต๊ะและที่นั่งภายในร้านทุกสาขา โดยมีการเว้นระยะห่างตั้งแต่ 1-2 เมตร

Credit : Facebook .com




                                                                                 
3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / คุณพ่อชาวอิตาเลี่ยน ทำพิธีแต่งงานให้ผู้หญิง 2 คน เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2020, 09:08:07 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                              คุณพ่อชาวอิตาเลี่ยน ทำพิธีแต่งงานให้ผู้หญิง 2 คน
                                                                                  http://www.cmdiocese.org/web/26780
วันที่ 23 กรกฎาคม 2020
 
 คุณพ่อเอมมานูเอล มอสกาเตลล่า บาทหลวงคาทอลิกชาว อิตาเลี่ยน ได้ทำพิธีแต่งงานให้ผู้หญิง2คน(เลสเบี่ยน) วันที่ 11 กรกฎาคม ที่หอประชุมเทศบาลเมือง Civita Castelana ซึ่งผิดต่อประมวลกฎหมายพระศาสนจักร (CIC) 1369ผิดต่อคำสั่งของสมณกระทรวงข้อความเชื่อ(CDF) ค.ศ.2003 และผิดคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก (CCC ) ย่อหน้าที่ 2357

ฮืม? ดังนั้นพระสังฆราชโรมาโน่ รอสซี่จึงสั่งให้คุณพ่อเอมมานูแอล พักจากหน้าที่ระยะหนึ่งเพื่อไตร่ตรองชีวิตสงฆ์ จนกว่าจะชัดเจนและยินดีทำตามคำสอนของพระศาสนจักร

ฮืม?หนังสือคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ฮืม? เรื่องความบริสุทธิ์และความใคร่เพศเดียวกัน

ฮืม? 2357 ความใคร่เพศเดียวกันหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายหรือหญิงที่ชอบเพศสัมพันธ์กับบุคคลเพศเดียวกันกับตนเท่านั้นหรือเป็นส่วนใหญ่ ตลอดเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมาในอดีตและในวัฒนธรรมต่างๆ กิจกรรมนี้ได้มีรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างมาก สาเหตุทางจิตของพฤติกรรมนี้ส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้รับคำอธิบาย ธรรมประเพณี (ของพระศาสนจักร) อิงอยู่กับพระคัมภีร์ที่เล่าถึงพฤติกรรมนี้ว่าเป็นความเสื่อมทรามอย่างร้ายแรง (เทียบ ปฐก 19:1-29; รม 1:24-27; 1 คร 6:9-10; 1 ทธ 1:10) ได้ประกาศเสมอมาว่า "พฤติกรรมความใคร่ต่อเพศเดียวกันเป็นพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติในตัวเอง" เป็นพฤติกรรมที่ขัดกับกฎธรรมชาติ พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ยอมให้กิจกรรมทางเพศเป็นการให้ชีวิต พฤติกรรมนี้ไม่สืบเนื่องมาจากความรักและเพศสัมพันธ์ที่เป็นการเสริมสร้างกัน พฤติกรรมนี้จึงไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ

ฮืม? 2358 ชายและหญิงจำนวนไม่น้อยแสดงออกถึงแนวโน้มความใคร่เพศเดียวกัน ที่ฝังรากลึกอยู่ภายในความโน้มเอียงนี้ แม้ในตัวจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่แล้วนับได้ว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง บุคคลเหล่านี้จึงควรได้รับความเคารพ ความเห็นใจ และความอ่อนโยน เกี่ยวกับคนเหล่านี้จึงควรหลีกเลี่ยงการแสดงการเลือกที่รักมักที่ชังอย่างอยุติธรรมทุกอย่าง พระเจ้าทรงเรียกบุคคลเหล่านี้ให้ปฎิบัติตามพระประสงค์ในชีวิตของตน และถ้าเขาเป็นคริสตชน เขาจะต้องนำความยากลำบากที่เขาอาจพบได้ในสภาพชีวิตของตนเข้ามารวมไว้กับการถวายบูชาบนไม้กางเขนขององค์พระผู้เป็นเจ้า

ฮืม? 2359 บุคคลที่มีความใคร่เพศเดียวกันก็ได้รับเรียกให้มีความบริสุทธิ์ด้วย บุคคลเหล่านี้ อาศัยคุณธรรมการควบคุมตนเองซึ่งสอนเขาให้มีอิสรภาพภายใน และบางครั้งอาศัยความช่วยเหลือของมิตรภาพที่ไม่เห็นแก่ตัว อาศัยการอธิษฐานภาวนาและพระหรรษทานของศีลศักดิ์สิทธิ์ ก็อาจและต้องตั้งใจจริงค่อยๆ เข้ามาถึงความครบครันแบบคริสตชนให้ได้ด้วย

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ สรุป
25/7/63                   

https://www.lifesitenews.com/…/italian-catholic-priest-resi…
4  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Requiem Mass EWTN 2008 Latin, Canon Talarico เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2020, 05:06:32 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                          Requiem Mass EWTN 2008 Latin, Canon Talarico
•Aug 7, 2017

https://www.youtube.com/watch?v=jfq-PJ2Kzvo

https://youtu.be/jfq-PJ2Kzvo
Maximilian Mary Kolbe

SOLEMN REQUIEM MASS FOR THE POOR SOULS EXTRAORDINARY FORM OF THE ROMAN RITE
Music in this video

Song
Pseaume 110 - Le Toutpuissant à mon Seigneur - Le sceptre fort - Car l'Eternel - Sur les gentils exercera iustice
Artist
The Choir of Trinity College, Cambridge, Richard Marlow
Licensed to YouTube by
SME (on behalf of Sony BMG Music UK)

 
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ตำรวจชุดสืบสวนการทุบทำลายรูปปั้นศาสนาหยุดนิ่ง เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2020, 10:18:36 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                               ตำรวจชุดสืบสวนการทุบทำลายรูปปั้นศาสนาหยุดนิ่ง
                                                 Updated: GSPS investigation into religious statue beheadings comes to a stand-still ข่าวล่า :                                                                                          
                                                      การสืบสวนของตำรวจนครศัดเบอร์รีที่ตามเรื่องการทุบทำลายส่วนศีรษะรูปปั้นทางศาสนาหยุดนิ่ง

Vandalism is believed to have occured between 1-6 p.m. on May 22 การกระทำแบบป่าเถื่อนนี้เชื่อว่าเกิดขึ้นระหว่างเวลาบ่าย 1 – 6 วันที่ 22 พฤษภาคม 2020
รายงานขาววันที่  28 มิถุนายน 2020 12:31 PM By: Keira Ferguson, Local Journalism Initiative reporter

                                        
Eight religious statues depicting the Stations of the Cross at Grotto of Our Lady of Lourdes in Downtown Sudbury have been beheaded.Those responsible for the vandalism, however, remain unknown. And with no video surveillance in the area, no suspects, and no witnesses, it doesn't appear as though this fact will be changing any time soon.
รูปปูนปั้นทางศาสนาแปดรูปที่แสดงสถานที่เดินรูปมหากางเขน ที่ถ้ำแม่พระแห่งลูร์ด ในนครซัดเบอร์รีถูกตัดหัวขาดไป  อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ที่ทำป่าเถื่อนเช่นนั้น ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร  ไม่มีกล้องวีเดโอบันทึกภาพตรงนั้น  ไม่มีผู้น่าสงสัย และไม่มีประจักษ์พยาน และก็ไม่ปรากฎว่าความจริงนี้จะเปลี่ยนเป็นแบบไหนในไม่ช้านี้
Vandalism of the four bronze statues at the property in the care of the Roman Catholic Diocese of Sault Ste. Marie is suspected to have occured between 1 p.m. and 6 p.m on May 22, said Staff Sgt. Sherry Young of the Greater Sudbury Police Service (GSPS).  It was reported online, said Young, but with no other instigative avenues to explore, no further action is being taken by GSPS at this time.
การถูกกระทำอย่างป่าเถื่อนของรูปปั้นบรอนซ์สี่รูปที่เป็นทรัพท์สินในความดูแลของสังฆมณฑลโรมัน คาทอลิกซอลท์เซนต์แมรี สงสัยว่าคงเกิดขึ้นระหว่างเวลา ตี 1ถึงตี 6 วันที่ 22 พฤษภาคม  จ่าซัดเชอร์รียังหัวหน้าตำรวจนครซัดเบอร์รี(GSPS)กล่าว  มีคนส่งข่าวทางออนไลน์มาให้ทราบ  แต่ไม่มีลู่ทางใดอื่นที่จะเป็นลู่ทางให้กระตุ้นการสอบสวนได้  จึงไม่มีปฏิบัติการณ์ใดอีกจากหน่วยตำรวจในตอนนี้.
Should a suspect be identified, she said they would be charged with mischief either above or below $5,000 depending on the value of the property. Restitution would also be requested.   But based on conversation with the officer, this resolution appears unlikely.    Resident Felecia Cress said her son noticed the vandalism late Saturday night, while the two of them were walking with Cress' fiance, she told Sudbury.com Sunday.
หากผู้ต้องสงสัยมีการชี้ตัว  เธอกล่าวว่า พวกเขาเหล่านั้นจะถูกปรับอาจจะมากหรืออย่างน้อย 5,000 ดอลลาร์ ขึ้นกับมูลค่าของทรัพย์สินนั้น  ยังอาจต้องขอให้ซ่อมแซมด้วย  แต่ ขึ้นกับการเจรจากับเจ้าหน้าที่  ข้อตกลงนี้ดูจะเป็นไปไม่ได้  คนในละแวกนั้น คุณเฟเลเชีย เครสกล่าวว่า ลูกชายของเธอสังเกตุเห็นความป่าเถื่อนนั้นตั้งแต่วันเสาร์ที่แล้ว ขณะที่คนสองคนเดินมากับคู่หมั้นของเครส  เธอแจ้ง  แก่ Sudbury.com เมื่อวันอาทิตย์.
Cress said she has loved visiting the Grotto since she moved to the area in 2013, and is deeply saddened to see the area tarnished. "I love this place - it's beyond beautiful. It is heartbreaking to see that this happened when the whole world was worried and under lockdown for COVID." Anyone with information is asked to contact Greater Sudbury Police at 705-675-9171 or Crime Stoppers at 705-222-TIPS (8477) or www.sudburycrimestoppers.com.
เครสกล่าวว่า เธอชอบไปเยี่ยมถ้ำ-Grotto ตั้งแต่เธอย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่นั้นในปี 2013  และเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เห็นพื้นที่นั้นถูกทำให้เศร้าหมอง  “ฉันรักสถานที่ตรงนี้ – มันสวยงามยิ่งกว่าจะหาคำใดเปรียบ  มันเกิดใจสลายที่เห็นว่าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นเมื่อโลกทั้งมวลกำลังกังวลและตกอยู่ภายใต้ล๊อกดาว์น จากไวรัสโควิด  “ใครผู้ใดได้ข่าวสารขอให้ติดต่อตำรวจนครซัดเบอร์รี่ที่โทร. 705-675-9171 หรือฝ่ายสกัดกั้นอาชญากรรม-Crime Stoppers ที่โทร. 705-222-TIPS (8477) หรือ www.sudburycrimestoppers.com.
Comments :
S
Slimshady Jun 28, 2020 12:33 PM
Why? Shameful.  ทำไม? น่าอายจัง.
M
Moonic Jun 28, 2020 12:44 PM
How disgraceful and shameful. I hope someone knows about this and comes forward. I'm speechless. เสื่อมเสียและน่าอายมาก ฉันหวังว่าใครสักคนรู้จะรู้เรื่องนี้และแจ้งออกมา  ฉันพูดไม่ออก.
MB
michelle brouse Jun 28, 2020 12:52 PM
So sad when city's try to better and clean up the place, you have vandals destroying...Every time the city does anything nice, some ignorant people just destroy it...I will never understand their logic...Insanity at it's best. ฉันเสียใจที่เห็นฝ่ายบ้านเมืองพยายามทำดีและทำความสะอาดสถานที่  พวกคุณถูกพวกป่าเถื่อนกำลังทำลาย...ทุกครั้งบ้านเมืองทำอะไรดีๆ แต่คนบางคนที่ไม่รู้ประสาทำลายมัน...ฉันไม่เข้าใจทัศนะของพวกเขา...คำที่เหมาะสมก็คือมันวิกลจริต.
Tommy Genobli Jun 28, 2020 1:04 PM
Unbelieveable. No respect or morals left in our society. And the person or persons responsible probably dod without a care in the world. เหลือเชื่อ  ไม่เหลือความเคารพนับถือหรือศีลธรรมในสังคมของเรา และคนหรือกลุ่มคนที่รับผิดชอบ บางทีทำอะไรอย่างไม่ระมัดระวังในโลก
S
silverhair Jun 28, 2020 1:13 PM
Hopefully they are caught and some judge takes it seriously and does something about it. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกมันจะถูกจับได้และผู้พิพากษาจะตัดสินแรงๆและทำอะไรบางอย่างกับเรื่องนี้
Same with the graffiti all over the place. เช่นเดียวกับข้อความและภาพเลอะเทอะทั่วสถานที่นั้น.
N
nwolf Jun 28, 2020 1:27 PM
This is beyond graffiti and lf caught anything less than 2 years in jail is the only way to end these destructive acts. Wake up society. นี้มันนอกเหนือภาพและข้อความเลอะเทอะและถ้าถูกจับได้ คุกอย่างน้อยสองปีเป็นทางสิ้นสุดการกระทำทุบทำลายเหล่านี้  สังคมนี้ตื่นเถอะ
IA
If you don't stand for something, you'll fall for anything Jun 28, 2020 1:56 PM
This is absolutely terrible. There is no need for this vandalism.
There is a group of volunteers that put a lot of effort in to this beautiful spot. That's heartbreaking.Very sad.  สิ่งนี้น่าสะพึงกลัวสุดๆ ไม่จำเป็นที่จะใช้ความป่าเถื่อนนี้  มีกลุ่มคนอาสาที่จะทำความพยายามเข้ามาสู่จุดสวยงามนี้  นั่นมันกลับเป็นเรื่องใจสลาย  เสียใจมากเลย.
FM
Frank Madigan Jun 28, 2020 3:14 PM
So very sad...whatever you believe or don't believe other people's property should be respected. I do hope the people who did this come forward and make restitution  เสียใจมากจริงๆ ... อะไรที่คุณเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ทรัพย์สินของผู้อื่นก็ควรเคารพ  ฉันเชื่อม่นว่าประชาชนที่ทำสิ่งร้ายนี้ให้ออกมาแสดงตัวและทำการซ่อมแซมจะดีกว่า
L
LugNutz Jun 28, 2020 3:15 PM
some rich local resident should offer to pay for a surveillance system to be installed there  ผู้อยู่อาศัยแถวนั้นที่ร่ำรวยควรเสนอตัวบริจาคเพื่อติดตั้งระบบตรวจสอบตรงนั้น.
 
S
silverhair Jun 28, 2020 3:54 PM
Why some local rich resident??? ทำไมต้องคนรวยแถบนั้นเท่านั้น???
If caught have them buy a surveillance system for future vandalism.
Include the installation cost also. ถ้าจับมันได้ก๋ให้มันซื้อระบบเฝ้าตรวจสอบเพื่อป้องกันความป่าเถื่อนแบบนี้ในอนาคตซี.
S
SandraTR Jun 28, 2020 5:07 PM
If people had morals we wouldn't need surveillance cameras or locks on our doors. ถ้าประชาชนมีศีลธรรมเราคงไม่ต้องมีระบบกล้องตรวจสอบหรือปิดล๊อกประตูบ้านเรา
 
Victor Lustig Jun 28, 2020 6:23 PM
Maybe Fortier? He loves the downtown.  อาจใช้มือสันทัดเชียวชาญ? เขาชอบส่วนธุรกิจ
Time to show us how much you really love it down there Tom. ถึงเวลาแสดงให้เราเห็นว่าคุณรักส่วนธุรกิจจริงๆแล้ว
Or maybe build the arena up there! หรืออาจสร้างส่วนนั้นตรงนั้นเลย

L
LugNutz Jun 29, 2020 11:39 AM
haha...im not allowed to reply to my own comment...this is probably the third one that doesnt get approved by whoever is censoring อะฮา...ฉันไม่ได้รับอนุญาตตอบบทวิจารณ์ของตนเลย...บางทีนี้อาจเป็นคนที่สามที่ไม่ได้ผ่านการพิสูจน์โดยใครก็ตามที่กำลังเซ็นเซอร์อยู่.
victor..i think you mean Fortin...he probably works here too seeing as we're not allowed to say anything bad about the downtown in comments   วิคเตอร์...ฉันคิดว่าคุณหมายถึงผู้สันทัดกรณี...เขาอาจจะทำงานที่นี่ด้วย โดยดูว่าพวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้พูดอะไรเลวๆเกี่ยวกับในเมืองในการวิพากษ์วิจารณ์
 
Victor Lustig Jun 29, 2020 10:54 PM
You are correct. Not someone I’d do business with so close enough ยิ้มเท่ห์ คุณพูดถูก  ไม่มีผู้ใดที่ฉันทำธุรกิจด้วยใกล้ชิดเช่นนี้ ยิ้มเท่ห์
CA
Common Sense Addict Jun 30, 2020 1:11 PM
With all of the money held by the Roman Catholic Church? They can easily afford to pay for their own surveillance system. And 24/7 security guards. ด้วยเงินทั้งหมดที่ศาสนจักรคาทอลิกมีนั่นหรือ ?  พวกเขาสามารถหามาได้อย่างง่ายๆเพื่อจ่ายตั้งระบบตืดกล้องตรวจสอบของพวกเขาเอง  และ หน่วยเฝ้าระวังความปลอดภัย 24/7 ด้วย
BC
Bre c Jun 28, 2020 3:26 PM
This isnt recent... I noticed this few months ago but mostly noticed that the left heads were missing the odd right one and made a comment to my boyfriend regarding how strange it seemed  นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่...ฉันสังเกตุสองสามเดือนมานี้และส่วนใหญ่สังเกตุเห็นว่า กลุ่มหัวเอียงซ้ายกำลังพ่ายแพ้ให้กับกลุ่มฝ่ายขวาตรงข้ามและวิจารณ์แฟนผู้ชายของฉันเกี่ยวกับที่ว่ามันดูเหมือนแปลกทีเดียว.

 



6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / เปิดคำพิพากษาศาลฎีกายืนจำคุก'นปช.'2 ปี 8 เดือนคดีบุกบ้านสี่เสาฯ เมื่อ: มิถุนายน 26, 2020, 08:47:44 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                              เปิดคำพิพากษาศาลฎีกายืนจำคุก'นปช.'2 ปี 8 เดือนคดีบุกบ้านสี่เสาฯ
วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 17.26 น.

เปิดคำพิพากษาศาลฎีกายืนคุกแกนนำ นปช. “นพรุจ-วีระกานต์-ณัฐวุฒิ-วิภูแถลง-เหวง” 2 ปี 8 เดือน ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาฯ ไม่รอลงอาญา ชี้ไม่ชุมนุมโดยสงบ ประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ละเมิดสิทธิ “พล.อ.เปรม”

เมื่อเวลา 10.00 น วันที่ 26 มิ.ย. ที่ห้องพิจารณา 701 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีชุมนุมปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 หมายเลขดำ อ.3531/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายนพรุจ หรือ นพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช., นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ กรณีเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2550 แกนนำและแนวร่วม นปช. นำขบวนผู้ชุมนุมหลายพันคน จากเวทีปราศรัยเคลื่อนที่สนามหลวง ไปยังบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม เพื่อเรียกร้องกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว มีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ ซึ่งนายนพรุจ จำเลยที่ 1 ได้ใช้ไม้เสาธง ตีประทุษร้ายร่างกาย ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม เป็นเหตุให้กระดูกข้อมือแตกเป็นอันตรายสาหัส

คดีนี้ศาลอาญา มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2558 ให้จำคุกนายนพรุจ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฯ ส่วนนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง จำเลยที่ 4-7 จำคุกคนละ 4 ปี 4 เดือน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ และเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าพนักงานฯ ให้ยกฟ้องนายวีระศักดิ์และนายวันชัย จำเลยที่ 2-3 ริบของกลางทั้งหมด จำเลยอุทธรณ์
ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ม.ค.2560 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า พวกจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 138 วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 1 ปี และมีความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยเป็นหัวหน้าสั่งการ ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 215 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, มาตรา 216 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 215 วรรคสาม เพียงกรรมเดียว จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 4-7 คนละ 4 ปี คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4-7 คนละ 2 ปี 8 เดือน ส่วนนายนพรุจ จำเลยที่ 1 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ยกฟ้องจำเลยที่ 2-3

จำเลยที่1 และ4-7ยื่นฎีกา ขอกลับคำพิพากษา เป็นให้การรับสารภาพ ขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษด้วย
วันนี้ นายนพรุจ จำเลยที่ 1, นายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ , นายวิภูแถลง, นพ.เหวง แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4-7 ทั้งหมดเป็นจำเลยที่ต้องสู้คดีถึงชั้นฎีกา เดินทางมาศาล หลังจากก่อนหน้านี้มีเหตุต้องเลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกามาแล้ว 4 ครั้ง อาทิ กรณีจำเลยที่ 4-7 ยื่นขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ โดยวันนี้มี นางธิดา ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษา นปช., นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. พร้อมญาติ แกนนำและมวลชน นปช. ส่วนหนึ่งเดินทางมาให้กำลังใจ
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว กรณีจำเลยที่ 4-7 เพิ่งยื่นฎีกาแก้ไขคำให้การเป็นรับสารภาพนั้น ไม่อาจกระทำได้ ต้องกระทำก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยนายนพรุจ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางทำร้ายเจ้าพนักงานหรือไม่ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและ พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม (ยศในคำพิพากษา) ตำรวจผู้บาดเจ็บเป็นพยานเบิกความ ภายหลังผู้บังคับบัญชามีคำสั่งสลายชุมนุม พยานเห็นรถกระบะพุ่งเข้ามาจะชนแถวเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ตำรวจหลบพ้น รถเสียหลักชนเกาะกลางถนน คนขับรถวิ่งหนีเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเห็นจำเลยที่ 1 อยู่ท้ายรถยืนถือเสาธงพร้อมขว้างอิฐใส่ตำรวจ พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ พยายามเข้าไปดึงขาจำเลยที่ 1 ที่ยืนอยู่บนกระบะ จำเลยที่ 1 จึงกระโดดชันเข่ากระทุ้งใส่ เป็นเหตุให้ พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ ได้รับบาดเจ็บข้อมือขวาหัก จึงจับกุมจำเลยที่ 1 ดำเนินคดี

ศาลฎีกาเห็นว่าตำรวจเป็นประจักษ์พยานโดยตรง เบิกความไม่มีพิรุธ จำเลยที่ 1 ยืนบนรถกระบะและถูกจับกุมจริง เหตุแห่งการจับกุมเกิดจากจำเลยที่ 1 ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหน้าที่ เป็นความผิดซึ่งหน้า ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างไม่มีภาพถ่ายพยานหลักฐานเพียงพอนั้น เห็นว่าในเหตุชุลมุนวุ่นวาย เจ้าพนักงานตำรวจผู้ถ่ายรูปต้องคอยหลบหลีกก้อนอิฐที่ปาเข้าใส่จากหลายทิศทาง ไม่มีโอกาสถ่ายรูปจำเลยที่ 1 ให้เห็นทุกขั้นตอน ต้องอาศัยพยานในที่เกิดเหตุ ประจักษ์พยานที่จับกุมจำเลยที่ 1 ให้การตรงไปตรงมา ไม่มีพฤติการณ์กลั่นแกล้งจับกุมเพื่อหวังประโยชน์ใดๆ มีน้ำหนักรับฟังได้

และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส (รักษาการ ผบ.ตร.ขณะเกิดเหตุ) สั่งการให้จับตนเพราะมีเหตุโกรธเคืองนั้น เห็นว่าการจับกุมจำเลยเกิดจากการทำผิดซึ่งหน้า เป็นการกล่าวอ้างเลื่อนลอย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเชื่อมโยงกัน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลล่าง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น เห็นว่าพฤติการณ์เป็นการก่อเหตุร้ายแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง มิได้สำนึกถึงความผิด ไม่สมควรรอการลงโทษ ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง จำเลยที่ 4-7 ชุมนุมฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติคุ้มครองการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ไม่ได้หมายความให้ใช้เสรีภาพปราศจากขอบเขตละเมิดสิทธิผู้อื่น กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่เบิกความเป็นพยานหลายปาก เกี่ยวกับวันเกิดเหตุที่กลุ่ม นปก. (ชื่อขณะนั้น) นัดหมายเดินขบวนไปปราศรัยที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งไม่ได้ขออนุญาตเคลื่อนขบวน ตำรวจจึงวางแผนรักษาความสงบเรียบร้อย โดย พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาท โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ขณะเกิดเหตุ) ได้แจ้งผู้ชุมนุมว่าตำรวจไม่อนุญาตให้ผ่านเส้นทางเพราะเป็นพื้นที่หวงห้าม แต่จำเลยที่ 7 ยืนยันที่จะผ่านจุดสกัด

จากนั้นผู้ชุมนุมได้ประชิดจุดสกัดตามคำปราศรัยของจำเลยที่ 5 ดึงแผงรั้วเหล็กทิ้งคลองผดุงกรุงเกษม ผลักดันตำรวจและฝ่าแนวกีดขวาง จนไปปักหลักชุมนุมที่หน้าบ้านพัก พล.อ.เปรม โดยจำเลยปราศรัยโจมตีเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจและจะชุมนุมจนกว่า พล.อ.เปรม จะลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี ตำรวจเจรจาให้ยุติการชุมนุม แต่จำเลยไม่ยินยอม พร้อมปราศรัยให้ผู้ชุมนุมฮึกเหิมพร้อมก่อความรุนแรง ตำรวจมีมติให้ผลักดันผู้ชุมนุมอย่างละมุนละม่อม ไปเชิญแกนนำมาเจรจา หากไม่เป็นผลให้ตัดสายสัญญาณเครื่องขยายเสียง แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ถูกผู้ชุมนุมขว้างอิฐ ไม้ และขวดน้ำ จนต้องล่าถอย จึงมีมติให้จับกุมแกนนำและสลายการชุมนุมด้วยกระบอง แก๊สน้ำตา จากนั้นถูกผู้ชุมนุมใช้อิฐและสิ่งของอื่นขว้างเข้าใส่จนต้องล่าถอยมา 3 ครั้ง จึงสามารถสลายการชุมนุมได้สำเร็จ

ตามทางนำสืบ โจทก์มีพยานหลักฐานวัตถุพยานภาพ วิดีโอ และเทปปราศรัย ขณะจำเลยชุมนุมที่สนามหลวงเป็นการชุมนุมโดยสงบมาตลอด เหตุที่จำเลยที่ 4-7 ต้องการนำผู้ชุมนุมไปปราศรัยที่หน้าบ้านสี่เสาฯ นั้น จำเลยเบิกความถึงภาพ พล.อ.เปรม นำคณะยึดอำนาจเข้าเฝ้า ว่าเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมของประธานองคมนตรี เมื่อปราศรัยมานานไม่ได้รับการตอบสนอง จึงนัดหมายไปทวงถาม พล.อ.เปรม โดยตรง เรียกร้องให้ตอบข้อสงสัยและกดดันให้ลาออก จำเลยที่ 4-7 เชื่อว่า พล.อ.เปรม อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ โดยความจริงแล้วจำเลยไม่มีหลักฐานมั่นคงมาพิสูจน์ให้รับฟังได้ และ พล.อ.เปรม ไม่ได้นัดหมายหรือแถลงข่าวให้จำเลยที่ 4-7 ฟังคำตอบหรือคำชี้แจง การที่จำเลยที่ 4-7 นำผู้ชุมนุมไปปราศรัยโจมตี จึงเป็นการใช้เสรีภาพเกินขอบเขต ละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของ พล.อ.เปรม

จำเลยที่ 4-7 และกลุ่ม นปก. เคลื่อนขบวนโดยไม่ได้รับอนุญาต ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย มีอำนาจโดยชอบในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะ จำเลยและแกนนำได้ปราศรัยแสดงเจตนาจะไปให้ถึงบ้าน พล.อ.เปรม สำเร็จ ทั้งหมดเป็นหลักฐานประจักษ์ตอกย้ำละเมิดกฎหมายและละเมิดสิทธิเสรีภาพของ พล.อ.เปรม ไม่เป็นการชุมนุมโดยสงบ มั่วสุมชุมนุมโดยใช้กำลังประทุษร้าย กีดขวางการจราจรไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนจุดสกัด เมื่อถึงหน้าบ้านพัก พล.อ.เปรม จำเลยได้ปราศรัยจะชุมนุมอยู่ที่นี่จนกว่าจะชนะ จนกว่า พล.อ.เปรม จะพ้นตำแหน่ง ส่งเสียงดังรบกวนไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเครื่องขยายเสียง ประชาชนไม่สามารถใช้ถนนได้ การที่ตำรวจตัดสินใจดำเนินการยับยั้งสมเหตุสมผล เพราะแกนนำและผู้ชุมนุมไม่ตอบสนอง พร้อมต่อต้านขว้างปาสิ่งของใส่ตำรวจ มีเจตนาเผชิญหน้า ตำรวจไม่ได้ก่อเหตุทำร้ายผู้ชุมนุมก่อน ไม่ทำให้ผู้ชุมนุมถึงแก่ความตาย จึงไม่เกินกว่าเหตุตามที่จำเลยอ้าง

ส่วนที่จำเลยที่ 4-7 ฎีกาขอลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น ศาลเห็นว่า การกระทำเป็นลักษณะเตรียมวางแผนล่วงหน้าในการนำมวลชนจำนวนมากไปมั่วสุมใช้กำลังประทุษร้าย ทำลายทรัพย์สินราชการ ฝ่าฝืนคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของตำรวจ ต่อสู้ขัดขวางตำรวจจนเกิดการปะทะเป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนทำลายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน จำคุกจำเลยที่ 1, 4-7 คนละ 2 ปี 8 เดือน

          Credit  :  แนวหน้า ออนไลน์  26  มิถุนายน 2563
         
7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / กลุ่ม บีแอลเอ็ม เรียกร้องให้ทำลายรูปปั้นพระเยซูคริสต์และวัดต่างๆ เมื่อ: มิถุนายน 24, 2020, 07:24:35 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                        กลุ่ม บีแอลเอ็ม เรียกร้องให้ทำลายรูปปั้นพระเยซูคริสต์และวัดต่างๆ
                                                                  BLM group calls for destruction of Jesus Christ statues and churches

‘Tear Them Down’: BLM Activist Shaun King Calls For Destruction Of Jesus Christ Statues, Churches: ‘White Supremacy,’ ‘Oppression,’ ‘Racist Propaganda’                          ‘ทุบทิ้งเลย’:ชอน คิง กลุ่ม บีแอลเอ็ม เรียกร้องให้ทำลายรูปปั้นพระเยซูคริสต์ ว้ดโบสถ์ต่างๆ โดยอ้างว่า ’อำนาจใหญ่ยิ่งที่สุด’ ‘การกดขี่ข่มเหง’ ‘การโฆษณาชวนเขื่อเกี่ยวกับเชื้อชาติ’

               
By  Amanda Prestigiacomo
Jun 23rd, 2020   DailyWire.com

Shaun King, the controversial Black Lives Matter activist known for pushing false claims, called for the destruction of Jesus Christ statues and Christian churches for their depiction of the “white” holy family, which King argued are forms of “white supremacy” and “racist propaganda” that promote “oppression.” ชอน คิง นักรณรงค์ส่งเสริมเรื่องผิวดำที่เป็นปัญหาข้ออ้างเทียมที่ถกเถียงกันอยู่  ได้เรียกร้องให้มีการทำลายรูปปั้นของพระเยซูคริสต์และวัดโบสถ์คริสต์ต่างๆ สำหรับการแสดงของพวกเขาถึงครอบครัวศักดิ์สิทธิ์”ผิวขาว” ซึ่งชอน คิงวิจารณ์ว่า เป็นรูปแบบของ “อำนาจใหญ่ยิ่งที่สุดของผิวขาว” และ “การโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับเชื้อชาติ” ที่ส่งเสริมการกดขี่ข่มเหง”

“Yes, I think the statues of the white European they claim is Jesus should also come down,” the activist posted via Twitter on Monday. “They are a form of white supremacy. Always have been“In the Bible,” King continued, “when the family of Jesus wanted to hide, and blend in, guess where they went? EGYPT! Not Denmark.”
“ใช่ ฉันคิดว่ารูปปั้นของคนยุโรปผิวขาวที่พวกเขาอ้างถึงคือพระเยซูนั้นควรถูกทำลายลงด้วย” นักรณรงค์ส่งเสริมได้โพสต์ลง Twitter เมื่อวันจันทร์  “รูปปั้นพวกนั้นเป็นรูปแบบของอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดของคนผิวขาว”  ยังปรากฎเสมอ “ในพระคัมภีร์ไบเบิล”  คิงกล่าวต่อ “เมื่อครอบครัวเยซูต้องการซ่อนตัว และ ผสมกลมกลืน ทายซิว่าพวกเขาไปไหน? อียิปต์! ไม่ใช่เดนมาร์ค “                                             “Tear them down.” “ทำลายลงให้มดเลย”

In a follow-up post, King called for the destruction of stained glass windows, murals, and other parts of Christian churches and buildings that depict Biblical figures as white. “Yes,” he wrote. “All murals and stained glass windows of white Jesus, and his European mother, and their white friends should also come down. They are a gross form white supremacy. Created as tools of oppression. Racist propaganda.” “They should all come down,” he added.
ในโพสต์ต่อมา คิงได้เรียกร้องให้มีการทำลายหน้าต่างกระจกสี  ภาพวาดปูนเปียกและส่วนอื่นๆของวัดและอาคารคริสตชน ที่แสดงรูปภาพเกี่ยวกับพระคัมภีร์เป็นคนผิวขาว  “ใช่” เขาเขียน “ ภาพวาดปูนเปียกและหน้าต่างกระจกสีแสดงเยซูคนผิวขาว และแม่คนยุโรปของเขา  และ เพื่อนผิวขาวทั้งหลายจะต้องถูกทำลายด้วย  พวกเขาล้วนสำแดงความมีอำนาจสูงสุดของคนผิวขาว  สร้างขึ้นประหนึ่งเครื่องมือของการกดขี่ข่มเหง  การโฆษณาเหยียดผิว”  “ ทั้งหมดนั้นควรถูกทำลายลง” เขาเสริม.

As noted by Fox News, many on Twitter pointed out to King that differing cultures depict Biblical figures in ways that resemble their own community. “Ethiopia, for instance, has depicted Jesus as black for more than 1,500 years,” the report highlighted. “Likewise, images of Jesus appearing Asian can be found throughout the Far East.”
ตามที่ Fox News ตั้งข้อสังเกตุ มากมายใน Twitter ชี้ให้คิงเห็นว่า วัฒนธรรมต่างกันแสดงรูปภาพทางพระคัมภีร์ในแบบวิธีที่แสดงถึงชุมชนของพวกเขาเอง “ตัวอย่างเช่น ประเทศเอธิโอเปีย ได้แสดงภาพพระเยซูเป็นคนผิวดำ มาเป็นเวลานานกว่า 1,500 ปีแล้ว” รายงานเสนอให้เห็น “ ในทำนองเดียวกัน  ภาพของพระเยซูปรากฎเป็นคนอาเซียน สามารถพบได้ทั่วตะวันออกไกล “

The messaging from King comes on the heels of the nationwide Black Lives Matter protests and riots over alleged institutional racism. The rioting, first sparked by the death of George Floyd, a black man who died after a troubling arrest caught on viral video, quickly led to the destruction of statues for various reasons, including the depicted figures owning slaves.
การส่งสาส์นจากคิงปรากฎมาตอนท้ายของการประท้วงการเหยียดผิวดำ – BLM และการจราจลเกี่ยวกับเหยียดเชื้อชาติที่กล่าวหากัน การจราจล เกิดขึ้นครั้งแรกด้วยการตายของนายจอรฺจ ฟลอยด์ คนผิวดำที่ตายหลังการจับกุมที่ยุ่งยากปรากฎทางวีเดโอที่แพร่เชื้อ นำอย่างรวดเร็วไปสู่การทุบทำลายรูปปั้นต่างๆด้วยเหตุผลสารพัด  รวมทั้งรูปปั้นที่ถูกกล่าวหาแสดงให้เห็นว่าครอบครองทาสจำนวนมาก.

In 2019, King “recklessly exploited” the shooting death of 7-year-old Jazmine Barnes, who was tragically caught in the crossfire, “to stoke racial fear and hatred,” wrote Michelle Malkin in a piece for National Review. “The Black Lives Matter activist and columnist for the Intercept immediately pounced — using his huge Twitter platform, followed by 1.1 million people, to cast the incident as a racial hate crime. King splashed a photo of Robert Cantrell, a white man who had been arrested for robbery the same day as the Barnes shooting, all over social media.” The men allegedly connected to Barnes’ death were black.
ในปี 2019 คิง “ ถือเอาประโยชน์อย่างไม่ยอมหยุด “ การยิงเด็กหญิงแจ๊สมิน บาร์นส์อายุ 7 ขวบตาย ซึ่งตกอยู่อย่างวิกฤติในการยิงตอบโต้กัน “ สุมไฟความกลัวและความเกลียดเชื้อชาติ “ มิแชล มอลกินเขียนเป็นเรื่องหนึ่งสำหรับหนังสือพิมพ์ National Review  “ นักรณรงษ์และเขียนคอลัมน์ BLM เพื่อทำเรื่องให้น้ำหนักทันที – โดยใช้แพรตฟอร์ม Twitter มหึมาของเขา ที่มีผู้ติดตามประมาณ 1.1 ล้านคน เล่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอาชญากรรมเกลียดเชื้อชาติ  คิงได้ลงรูปถ่ายของนายโรเบิต แคนเตรล ชายผิวขาวคนหนึ่ง ซึ่งถูกจับในการปล้นทรัพย์วันเดียวกันนั้นว่าเป็นผู้ยิงบาร์น ทั่วสื่อสังคมทั้งหมด “ กลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการตายของบาร์นล้วนเป็นคนผิวดำ.

Aside from King’s history of false accusations, the activist has lost trust from some on the far-left over his less-than-transparent money raising endeavors and for past reports that King allegedly lied about being black, himself.
นอกเหนือจากเรื่องราวของการกล่าวหาผืดๆของคิง  นักรณรงษ์คนนี้ได้สูญเสียความไว้วางใจ จากบางคน เกี่ยวกับเรื่องที่เหลือเกี่ยวกับเงินที่ไม่โปร่งใสเลย ที่พยายามขอบริจาคและหลายรายงานที่ผ่านมาว่า คิงนั้นถูกกล่าวหาว่าโกหกเกี่ยวกับตัวเอง ที่เป็นคนผิวดำ.

“I have been told for most of my life that the white man on my birth certificate is not my biological father and that my actual biological father is a light-skinned black man,” King said back in 2015, addressing the controversy. “My mother and I have discussed her affair. She was a young woman in a bad relationship and I have no judgment.”
“ ฉันได้เคยบอกตลอดชั่วชีวิตของฉันว่า คนขาวที่ปรากฎในใบสูติบัตรของฉันนั้น ไม่ใช่บิดาผู้ให้กำเนิดทางเชื้อชาติ และว่า บิดาผู้ให้กำเนิดแท้จริงเป็นคนดำที่ผิวสีอ่อน “ คิงกล่าวย้อนกลับไปในปี 2015 เพื่อตอบโต้ “ แม่ของฉันและตัวฉันได้พูดคุยเรื่องนี้กันแล้ว  แม่เป็นหญิงสาวที่ความสัมพันธ์ไม่ดีและตัวฉันไม่ตัดสินเรื่องนี้ “

Most recently, the activist used his fame and massive social media platform to become a surrogate for democratic socialist Sen. Bernie Sanders (I-VT), including opening a Brooklyn rally for senator last year.
เมื่อเร็วๆนี้ นายนักรณรงค์ได้ใช้ชื่อเสียงและแพรตฟอร์มทางสังคมขนาดใหญ่ เพื่อกลายเป็นผู้รักษาการท้องถิ่นสำหรับวุฒิสมาชืก เบอร์นี แซนเดอร์ (I-VT) นักสังคมนิยมประชาธิปไตย รวมทั้งเปิดการชุมนุมขนาดใหญ่บรูคลินสำหรับวุฒิสมาชิกเมื่อปีที่แล้ว.

This article has been revised for clarity.บทความนี้ได้รับการตรวจสอบทบทวนแล้วเพื่อความใสกระจ่าง.

The Daily Wire, headed by bestselling author and popular podcast host Ben Shapiro, is a leading provider of conservative news, cutting through the mainstream media’s rhetoric to provide readers the most important, relevant, and engaging stories of the day. Get inside access to The Daily Wire by becoming a member.

                                                                                        Ad  Majorem  Dei  Gloriam                                                                                                 
                                                                                   Alan Petervich - Vichitr Thongthua






8  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Pope celebrates Mass on Corpus Christi Sunday 2020 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2020, 10:56:59 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                           Pope celebrates Mass on Corpus Christi Sunday 2020
Vatican News ได้แพร่ภาพสด

LIVE: Join Pope Francis as he celebrates Mass on the Solemnity of the Most Holy Body and Blood of Christ. Broadcast begins on 14 June at 9:43 AM Rome time. (English-language commentary is provided.)

                                                              https://www.facebook.com/vaticannews/videos/830950360643440/

                                         https://www.vaticannews.va/en/pope/news/2018-06/pope-francis-mass-ostia-corpus-christi.html

Pope at Mass on Corpus Christi: ‘Overcome silent collusion'

In his homily at Mass on the Solemnity of Corpus Christi, Pope Francis invited the people of the Roman suburb of Ostia to overcome the walls of indifference and silent collusion.

By Devin Watkins

Pope Francis celebrated the Solemnity of Corpus Christi in the Roman sea-side suburb of Ostia on Sunday, becoming the first Pope since 1981 to lead the Eucharistic procession in a location other than the now-traditional tract from St. John Lateran to St. Mary Major.
It comes as part of his visits to the parish communities of the Diocese of Rome.

Overcome silent collusion

In his homily at Mass in Ostia’s St. Monica parish, Pope Francis reflected on how the Lord prepares a place and a meal for his disciples in the Eucharist. He also invited the port city’s residents to loosen “the knots that keep us bound to the moorings of fear and depression.”
“Jesus wants the walls of indifference and silent collusion to be breached, iron bars of oppression and arrogance torn asunder, and paths cleared for justice, civility and legality,” he said.
 
31/05/2018
Pope to lead Corpus Christi procession in Ostia

The Pope said the city’s beachfront “speaks to us of how beautiful it is to open our hearts and to set out in new directions in life.” The Eucharist, he said, is an invitation to be “carried along by the wave of Jesus” and “to cast into the deep.”

Preparedness

Pope Francis also spoke about the role “preparedness” plays in the Sunday Gospel (Mk 14:12-16, 22-26).
He said Jesus, both at the Last Supper and after the Resurrection, continually reminds the disciples to be prepared. More importantly, he said, Jesus tells them he is preparing a place and a meal for them.
The “large and furnished room” of the Gospel, he said, is “our spacious and vast home here below, the Church, where there is, and must be, room for everyone.” The Pope said Jesus has also reserved “a place for us on high, in heaven, so that we can be with him and with one another for ever.”

Eucharist: both meal and place

Pope Francis said the meal Jesus prepares is “the Bread in which he gives himself”. Both the place and the meal, he said, are Jesus’ gifts for us in the Eucharist.
“Jesus prepares a place for us here below, because the Eucharist is the beating heart of the Church. It gives her birth and rebirth; it gathers her together and gives her strength. But the Eucharist also prepares for us a place on high, in eternity, for it is the Bread of heaven.”
The Holy Father said this Bread “savors of eternity” and “sates our greatest expectations and feeds our final dreams.”
The Bread of heaven, he said, is “the pledge of eternal life”, a “concrete anticipation of what awaits us there.”

     Credit : Vatican News
                  June 14, 2020






9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / WORSE THAN DEATH: ร้ายกว่าความตาย เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2020, 10:55:26 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                       WORSE THAN DEATH: ร้ายกว่าความตาย A Pandemic Warning from Cardinals คำเตือนที่แพร่ออกมาจากบรรดาคาร์ดินัล

                                      A Pandemic Warning from Cardinals คำเตือนที่แพร่ออกมาจากบรรดาคาร์ดินัล :  Sarah, Müller, Zen, และ Abp. Viganò
Written by  Diane Montagna

BREAKING NEWS ข่าวด่วน

ROME – Cardinals Robert Sarah, Joseph Zen and Gerhard Müller have joined with Archbishop Carlo Maria Viganò in launching an appeal to governmental leaders to respect people’s inalienable rights and fundamental freedoms in light of the Covid-19 pandemic.                                                                                                      โรม – คาร์ดินัลโรเบิร์ต ซาร่า โจเซฟ เซน  และเกอร์ฮาร์ด มีลเลอร์ ได้ร่วมกับอารคบิส ชอบคาร์โล มารีอา วิกาโน ในการออกการเรียกร้องไปยังบรรดาหัวหน้ารัฐบาลประเทศต่างๆ ให้เคารพสิทธิส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้และเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ในช่วงเกิดการแพร่หลายของไวรัสโควิด 19

Titled “An Appeal for the Church and the world,” the three-page document (see full text below) was released in six languages on Thursday, May 7 at 7:30, local-time Rome.   Bishop Athanasius Schneider of Astana, Kazakhstan, and Bishop Joseph Strickland of Tyler, Texas, have also put their names to the appeal, together with an international group of bishops.                                                                                                                                                                                             ข้อความในหัวข้อ “ คำร้องเรียนสำหรับศาสนจักรและโลก “ เอกสารสามหน้า ถูกนำเสนอในหกภาษาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม  7:30 เวลากรุงโรม บิสชอบ อาทานาซีอูส ชไนเดอร์แห่งอาสตานา คาซัคสตาน และบิสชอบโจเซฟ สตริคแลนด์แห่งไทเลอร์ เท๊กซัส ได้ลงชื่อในคำร้องเรียน พร้อมกับกลุ่มบิสชอบนานาชาติจำนวนหนึ่งด้วย

The list of more than 80 signatories includes prelates and theologians, doctors (several from northern Italy), lawyers, journalists and heads of associations. American signatories include Michael Matt, Editor of the Remnant, and Steven Mosher, a renowned expert on China and President of the Population Research Institute.                                                                                                                                                               รายชื่อของผู้ลงนามมากกว่า 80 คน รวมพระคุณเจ้าหลายองค์และนักเทววิทยา  บรรดานายแพทย์(หลายคนมาจากอิตาลีเหนือ) นักกฎหมาย นักหนังสือพิมพ์และหัวหน้าสมาคมต่างๆ คนอเมริกันที่ลงชื่อรวมทั้ง ไมเกิล แมทท์ บรรณาธิการสำนักเรมนันท์ และสตีเวน โมเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญชื่อดังว่าด้วยเรื่องจีน และประธานของสถาบันค้นคว้าเรื่องประชากร

The prelates call on the scientific community to provide real cures for Covid-19 and remind them that developing or using vaccines derived from aborted fetuses is “morally unacceptable.” They exhort government leaders to ensure that citizens are not controlled through “contact-tracking” or other similar methods. And they urge the media to provide accurate information by giving room to “voices that are not aligned with a single way of thinking.                                                                   บรรดาบิสชอบเรียกร้องชุมนุมทางวิทยาศาสตร์ให้ช่วยจัดหาการรักษาได้จริงสำหรับโควิด 19 และให้พวกเขาระลึกว่า การพัฒนาหรือใช้วัคซีนที่ถอดออกมาจากลูกอ่อนในครรภ์ที่แท้งแล้วนั้น เป็น “ที่ยอมรับไม่ได้ทางศีลธรรม”  พวกเขาแนะนำบรรดาหัวหน้ารัฐบาลให้ทำให้พลเมืองต้องไม่ถูกควบคุม ด้วย “การตามล่าสัมผัส” หรือวิธีอื่นที่คล้ายกันนี้ และพวกเขาได้กระตุ้นสื่อมวลชน ให้จัดหาข้อมูลที่แม่นยำ โดยเปิดโอกาสให้”เสียงที่ไม่สัมพันธืกับทางเดียวของความคิดเห็น

As Pastors, they also reassert the authority of Catholic Bishops to decide autonomously on all that concerns the celebration of Mass and the Sacraments.” They also claim “absolute autonomy” in matters falling within their “immediate jurisdiction,” such as “liturgical norms and ways of administering Communion and the Sacraments.”                                                                                                                                             ในฐานะพระ พวกเขายังแสดงความมีอำนาจบริหารของบิสชอบคาทอลิก ที่ตัดสินใจอย่างเป็นอิสระในทุกเรื่องี่เกี่ยวข้องการประกอบพิธีมิสซาและโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์  พวกเขายังอ้าง “ ความเป็นอิสระที่จะปกครองตนเองโดยเด็ดขาด “ ในเรื่องที่ตกอยู่ภายใน” เขตอำนาจปกครองทันที “ เช่นในฐานะ “ เงื่อนไขทางพิธีกรรมและวิธีโปรดีลมหาสนิทและศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ “

“The State has no right to interfere, for any reason whatsoever, in the sovereignty of the Church,” the prelates write, asking that restrictions on the celebration of public ceremonies be removed.  Here below is the official English text of the Appeal for the Church and the world and the official list of signatories. Those who wish to sign the appeal are invited to visit www.veritasliberabitvos.info, which will be available online from 8 May.                                                                                                                                                                            “รัฐไม่มีสิทธิแทรกแซง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ในความมีอำนาจอธิปไตยของศาสนจักร”บรรดา  บิสชอบเขียน โดยขอว่า ข้อจำกัดต่างๆในการเฉลิมฉลองพิธีกรรมสาธารณะต้องถอนออกไป ข้างล่างนี้เป็นข้อความภาษาอังกฤษเป็นทางการ ของ ข้อเรียกร้องสำหรับพระศาสนจักรและสำหรับโลก และพร้อมกับรายชื่อทางการของผู้ลงนามทุกคน.

Alan Petervich – Vichitr Thongthua
 ผู้แปลและเรียบเรียงขอเรียนว่า  ข้อเรียกร้องที่ทำขึ้นนั้น เป็นฝีมือของคนกลุ่มหนึ่งที่คิดว่า  ตนมี”อธิปไตยเต็มที่” ที่ใครจะโต้แย้งมิได้  แต่  ประเทศต่างๆก็มีรัฐบาลของเขาเอง และต่างก็หาวิธีการทุกอย่างที่จะหยุดยั้งและควบคุมโรคติดต่อร้ายแรงที่สุดตัวหนึ่งให้หยุดแพร่หลาย ไปสู่พลเมืองของตน  ซึ่งวิธีที่พวกเขาปฏิบัตินั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะตั้งข้อกำหนดเพื่อความเหมาะสมในการต่อสู้กับไวรัสร้ายตัวนี้  แต่  ท่านบิสชอบคิดเอาด้านศาสนาด้านเดียว  อ้างสารพัดเพื่อล้มงานต่อสู้เพื่อความรอดของคนในประเทศ  ทำไมไม่มีผู้ใดในศาสนจักรที่สูงอำนาจกว่า  ตัดสินเรื่องดังกล่าว เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของคนในชาติ  น่าสงสารศาสนจักรคาทอลิกที่มีนักบวชไม่ฉลาดเอาเสียเลย  ไม่ รู้สึกเสียหน้าหรืออย่างไรถ้ารัฐบาลประเทศต่างๆเขาไม่เอาด้วย  พวกท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดครับท่าน.

 
10  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2020, 08:33:33 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                              พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562
                                                         ทำความรู้จักกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ที่จะทำให้ข้อมูลของเราปลอดภัยมากขึ้น

ข่าวในประเทศ วันที่ : 23 กันยายน 2562

ปัจจุบันข้อมูลส่วนบุคคลของเรานั้นถูกเก็บรวบรวมเพื่อใช้งานในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นการแสดงผลในโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ เพื่อบอกเอกลักษณ์ของเรา เช่น เพศ อายุ ชื่อ วันเกิด หรืออื่น ๆ  หรือการประวัติการท่องเว็บ Cookie ที่ถูกเก็บรวบรวม ล้วนแต่ก็เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบบเก็บไปเผื่อประมวลผลหรือทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การตรวจสอบ วิเคราะห์ ปรับปรุงบริการ วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งาน ค้นหาวิดีโอที่ผู้ใช้อยากชม การกรอกข้อมูลที่เคยบันทึกไว้อัตโนมัติ นำทางผู้ใช้งานไปยังสถานที่ที่ไปเป็นประจำ นำเสนอโฆษณาที่ผู้ใช้งานสนใจหรือใกล้เคียงกับความสนใจ

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมโดยผ่านการยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขของเราในตอนแรกที่เราสมัครบัญชีผู้ใช้งานของเครือข่ายนั้นๆ ดังนั้นข้อมูลที่ถูกรวบรวมไปก็จะเป็นข้อมูลที่เรายินยอมให้เขาไปนั่นเอง
 
แต่แน่นอนว่าเมื่อข้อมูลส่วนตัวของเราถูกรวบรวมไป ผู้ใช้งานก็อาจเกิดความกังวลว่าข้อมูลของเราที่ถูกรวบรวมไปนั้นมีความปลอดภัยแค่ไหน? ข้อมูลของเราจะหลุดไปสู่คนนอกหรือไม่? เราจะไว้ใจได้อย่างไรว่าข้อมูลของเราถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี? ซึ่งความกังวลเหล่านี้ จึงทำให้ทั่วโลกพยายามหาทางเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานว่าข้อมูลของพวกเขาจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี
ไม่ว่าจะเป็น การให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายความเป็นส่วนตัว การออกกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น General Data Protection Regulation หรือ GDRP ที่ประกาศใช้ในสหภาพยุโรปและเขตเศรษฐกิจยุโรป, Personal Information Protection and Electronic Documents Act หรือ PIPEDA ที่ประกาศใช้ในแคนาดา และสำหรับในไทย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 เพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา เรามาดูกันว่า กฎหมายฉบับนี้มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง
 
สาระสำคัญของ พ.ร.บ.

มีทั้งหมด 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. ผู้เก็บข้อมูลต้องชี้แจงข้อมูลที่จะเก็บรวบรวม และต้องได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลเท่านั้น จึงจะสามารถใช้และเข้าถึงข้อมูลของเจ้าของได้ หากเจ้าของข้อมูลไม่ยินยอม ผู้เก็บข้อมูลจะไม่สามารถใช้ข้อมูลนั้นได้ หรือหากนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จะผิดกฎหมายทันที
2. ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงของข้อมูล โดยไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือเข้าถึงโดยผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล หรือสรุปสั้น ๆ ว่า “ข้อมูลต้องถูกเก็บเป็นความลับ”
3.เจ้าของข้อมูลสามารถยกเลิกสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของผู้เก็บข้อมูล และสามารถขอให้ลบหรือทำลายข้อมูลตามความต้องการของเจ้าของข้อมูลเมื่อไหร่ก็ได้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

1. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ส.ค.ส.) เป็นหน่วยงานที่คอยกำหนดมาตรฐานในการเก็บรวมรวม การใช้ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไปให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
2. คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ มีหน้าที่พิจารณาเรื่องร้องเรียนเมื่อมีการละเมิด ตรวจสอบผู้เก็บข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ประมวลผลข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต่าง ๆ
 
บทลงโทษ

หากผู้เก็บรวบรวมข้อมูลฝ่าฝืน จะมีบทลงโทษทั้งทางอาญา และทางปกครอง โดยมีโทษทางอาญาคือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือนถึง 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสน – 1 ล้านบาท, โทษทางปกครอง มีโทษปรับตั้งแต่ไม่เกิน 5 แสนบาท-5 ล้านบาท
 
เหตุในการประกาศใช้

ในส่วนท้ายของพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีการระบุหมายเหตุไว้ว่า “เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากปัจจุบันมีการล่วงละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมากจนสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือความเสียหายให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นการล่วงละเมิดดังกล่าว ทำได้โดยง่าย สะดวก และรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม สมควรกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการทั่วไปขึ้น เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ กลไก หรือมาตรการกำกับดูแลเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นหลักการทั่วไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”
 
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการประกาศใช้พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล

ผลกระทบที่เกิดขึ้น อาจเกิดขึ้นได้ทั้งกับเจ้าของข้อมูลและผู้เก็บข้อมูล โดยเจ้าของข้อมูลอาจต้องบันทึกหลักฐานการให้ข้อมูลไว้ เพราะหากเจ้าของข้อมูลเจอว่ามีการนำข้อมูลไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ก็จะสามารถร้องเรียนและแนบหลักฐานประกอบได้ นอกจากนั้น การให้ข้อมูลแต่ละครั้งก็ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนให้ข้อมูลว่าข้อมูลนั้นจำเป็นต้องให้หรือไม่ หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องอนุญาตให้ผู้เก็บข้อมูลนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ฟรีๆ ซึ่งก็ถือเป็นการป้องกันให้ข้อมูลของเราไม่รั่วไหลในอีกทางนึง
ในส่วนของผู้เก็บข้อมูล ก็ต้องรู้ขอบเขตในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล มีระบบในการควบคุมการเข้าถึง มีระบบยืนยันตัวตนในการเข้าถึงข้อมูล และจำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบายองค์กรเพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม เพราะหากไม่ทำตามก็จะมีโทษทางอาญาและทางปกครอง
 
พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเริ่มบังคับใช้ในช่วงพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2563 ดังนั้นหลังจากนี้ เราจะยังมีเวลาในการปรับตัวและทำความเข้าใจกับ พ.ร.บ. ข้อมูลส่วนบุคคลอยู่อีกพอสมควร สำหรับ พ.ร.บ.ฉบับเต็มนั้น สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562

ที่มา : www.acinfotec.com วันที่ : 23 กันยายน 2562

 

11  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Missa de Angelis (Michael Villmow 1956) เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2020, 08:26:24 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                       Missa de Angelis (Michael Villmow 1956) & Nicene Constantinopolitan Latin Creed

                                                                        https://www.youtube.com/watch?v=VcWK_IKvX_o
                                                           
                                                                        https://youtu.be/VcWK_IKvX_o
                                                             
                                                                        https://youtu.be/MRUmL1mfS0g                                                                                                                                                                     
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: ตร.คาใจ นร.ม.5 ผูกคอดับ สงสัยฝักใฝ่ลัทธิซาตาน เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2020, 10:40:07 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

                                                                             หรือคุณหมายถึง: ขบวนการขายวิญญาณให้ปีศาจคืออะไร?

ตามความเชื่อดั้งเดิมในแม่มดของชาวคริสต์ สัญญากับปิศาจเป็นสัญญาระหว่างมนุษย์ ซึ่งเรียก "ผู้ขันต่อ" (wagerer) ฝ่ายหนึ่ง กับแซเทิน (Satan) หรือปิศาจอื่น ๆ อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมนุษย์เสนอจะยกวิญญาณของตนให้แก่ปิศาจ เพื่อแลกกับการที่ปิศาจจะกระทำบางสิ่งบางอย่างให้ การตอบแทนของปิศาจนี้ว่ากันว่าแตกต่างกันไปแล้วแต่ความเชื่อ อาทิ ...

1.   การขายวิญญาณให้กับซาตาน
การขายวิญญาณให้กับซาตาน

คนบางคนอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับการขายวิญญาณให้กับซาตานมาบ้างแล้ว

"การขายวิญญาณให้กับซาตาน" แบ่งออกเป็นหลายรูปแบบนั้นก็คือ
1. ขายเพื่อให้ได้ความสุขช่วงสั้นๆหรือชั่วคราวบนโลก
2. อยากได้พรสวรรค์อันยิ่งใหญ่แต่กลับใช้เวลาได้นิดเดียวเพื่อแสดงมันออกมา
3. ขายเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ

อาจจะเคยได้ยินนักร้องคนนึงที่เขากล่าวไว้ว่าได้ขายวิญญาณให้กับซาตานแลกกับพรสวรรค์ของเขา
ที่ได้ตายลงไปตอนอายุเพียงแค่ 27 ปีนั้นก็คือ Robert Johnson ผู้คนมากมายได้กล่าวไว้ว่าเขานั้น
ได้ขายวิญญาณเพื่อแลกกับฝันให้โด่งดังในวงการมายาแต่สุดท้ายก็ต้องตายลงเพราะวิญญาณได้ตามเขากลับไป

ชื่อดนตรีนามว่า Robert Johnson เป็นที่เลื่องลือเกี่ยวกับการเล่นกีต้าร์อย่างมืออาชีพของเขาในระยะเวลาเพียงแค่ 40 วันหรือมากกว่านั้น (บางเว็บได้เขียนไว้ว่าเขาหายไปนานและกลับมาเล่นกีต้าร์ได้ฝีมือระดับเทพอีกครั้ง) เขาเป็นคนลบล้างทฤษฏี "การฝึกฝนเพื่อที่จะร้องและเล่นกีต้าร์บูลส์ให้ได้ยอดเยื่อมจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการและเวลายาวนาน"

บทเพลงเขา Robert Johnson ได้ทั้งหมดก็คือ 29 เพลง ในช่วงเวลา 1936-1937 ที่ใช้เวลาในการบันทึกเพลงไม่กี่วั้น งานเพลงบูลส์ (Blues) ที่เขาทิ้งไว้ให้ศิลปินรุ่นหลังๆได้ไถ่ถามเรียนรู้ล้วนเต็มไปด้วยพลังและจิตวิญญาณชนิดที่นักดนตรีบูลส์ต้องฟัง มีแต่คนล้วนกล่าวขานไว้ว่า
"ฝีมือกีต้าร์ของเขานั้นว่ามหัศจรรย์แล้ว แต่เสียงร้องของเขานั้นมหัศจรรย์ยิ่งกว่า เพราะมันเหมือนกับเสียงของบางสิ่งบางอย่างที่อธิบายไม่ได้"

มรดกแห่งความสามาถที่เขาทิ้งไว้ให้รุ่นหลังศึกษาคือบทเพลงที่ได้รับการบันทึกเอาไว้ 29 เพลงทั้งหมดใช้เวลาบันทึกจริงๆเพียงแค่ 5 วันเต็มเท่านั้น 3 วันแรกบันทึกใน San Antonio เมื่อพฤศจิกายน ปี 1936 อีก 2 วันที่เหลือบันทึกที่ Dallas ในอีก 7 เดือนให้หลังแต่งานเหล่านั้นก็กระจัดกระจายนับแต่นั้น เมื่อเข้าทศวรรษ 60 งานเหล่านี้ได้ถูกนำมารวบรวมอีกครั้งนั้นก็คือไม่ต่ำกว่า 23 ปีที่เจ้าของผลงานได้จากไปแล้ว King of the delta blues singer Volume l และ ll เป็นอัลบั้มที่กล่าวขานว่า "นักดนตรีบูลส์ทุกคนต้องฟัง" มันกลายเป็นลิทธิให้บรรดานักดนตรีอย่าง Keith Richards (The Rolling Stones), Eric Clapton, Brain Jones, Johnny Winter, Bob Dylan เป็นต้นบางคนให้นิยามว่า
"ฝีมือกีต้าร์ของเขามหัศจรรย์พันลึก แต่เสียงร้องมหัศจรรย์ยิ่งกว่า มันเหมือนสายลมอันเย็นยะเยือกที่ควรญคราวหวีดหวิวเมื่อมันเคลื่อนตัวผ่านสามเหลื่อมปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี"
บางคนอธิบายไว้ว่า "เสียงร้องเขาเหมือนกับเสียงบางอย่างที่คุณมักได้ยินในป่าลึกเวลาที่คุณอยู่เพียงลำพัง และมันเป็นเสียงที่คุณไม่มีทางอธิบายได้ว่าเป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากอะไร มีต้นตอมาจากไหน"
เขาเกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคอม 1911 บริเวณลุ่มน้ำมิสซิสซิปปีและเสียงดนตรีเป็นสิ่งที่เขาสนใจมาเนิ่นนานเครื่องดนตรีชิ้นแรกในชีวิตเขาคือหีบเพลงปากและฮาโมนิกา ก่อนที่เขาจะหันมาดีทางกีต้าร์ก่อนหน้านี้นักร้องเพลงบูลส์ได้กล่าวกับ Robert Johnson ไว้ว่าไม่ดีทางกีต้าร์และดีทางฮาโมนิกาให้เขาไปดีฮาโมนิกาดีกว่าแต่ Robert Johnson ไม่ยอมทำให้เขาหายตัวไปเป็นระยะเวลานึง ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาหายไปไหนและไปทำอะไรที่ไหนในเวลาแค่ 40 วันเขาก็ได้ปรากฏที่บาร์เล็กๆแห่งหนึ่งที่ Willie Brown, Son House เล่นกันเป็นประจำ โดยมีกีต้าร์สะพายอยู่บนไหล่เขาได้ขึ้นโชว์ 2-3 เพลง มันกลายเป็นความตื่นตะหนกแก่นักร้องเพลงบูลส์ที่ได้กล่าวกับเขาไว้
"Robert หายไปด้วยฝีมืออ่อนหัดและกลับมาด้วยฝีมือระดับ Professional ระหว่างสองจุดนี้ห่างกันเพียงแค่ไม่กี่วันต่อให้เขาใช้เวลาทั้งหมดที่หายไปฝึกฝนโดยไม่หยุดก็ไม่มีทางไปได้ถึงขนาดนั้น"
เขามีความสามารถถึงขั้นคนใกล้ชิดเขาอย่าง Robert "Junior" Lockwood และ Johny Shines ทั้งสองเล่าว่า
"เขามีความสามารถระดับที่ว่าเมื่อเขาฟังเพลงซักเพลงจากวิทยุหรือเครื่องเล่นแผ่นเสียงจบลง เขาจะเล่นเพลงนั้นๆได้ทันทีอย่างสมบูรณ์ด้วยแม้จะเห็นอยู่ว่าเขาไม่ได้สนใจหรือตั้งใจฟังสักเท่าไหร่"

ถึง ณ วันนี้ไม่มีใคร ไม่มีนักร้องบูลส์คนไหนกล้ากล่าวอ้างว่า "เขาสามารถเล่นคันทรี่่และเดลต้าบูลส์ได้ดีเท่า Robert Johnson" ไม่มีเลย ...
ปี 1938 Robert Johnson จากโลกนี้ด้วยการดื่มวิสกี้ผสมยาพิษโดยไม่มีใครบอกได้ว่าเขาอายุเท่าไหร่ (ในข่าวบอกไว้ว่า 27) การพิสูจน์ในเวลาต่อมาพบว่าเขาผสมและดื่มวิสกี้แก้วนั้นด้วยตนเอง

"บางทีนั้นคือช่วงเวลาที่สัญญาถึงเวลาทวงถามและได้รับการสะสาง"

เรื่องที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดก็คือ Robert Johnson ขายวิญญาณให้ซาตานเพื่อแลกกับฝีมืออันเก่งตรงบริเวณสี่แยกที่เรียกว่า Delta Corssroad ใน มิสซิสซิปปี!

มีข้อสังเกตบางอย่างทำให้ไปสาวเรื่องถึงการขายวิญญาณของเขานั้นก็คือเพลง "Me and The Devil" มีเนื้อร้องประโยคหนึ่งว่า

"Hello Satan, I believe it's time to go" ทำให้มีคนกล่าวไปถึงเรื่องขายวิญญาณของเขา การเขียนคำร้องของ Robert Johnson นั้นมักชอบที่จะพาดพิงไปถึงภูตผีวิญญาณทางตรงหรือทางอ้อมอยู่เสมอ เช่นอีกท่อนหนึ่งของเพลง "Cross Road Blues" กล่าวไว้ว่า "Went to the crossroad, fell down on my knees, asked the lord above have mercy, now save poor bob, if you please" ฉะนั้นเมื่อไม่มีใครอธิบายสาเหตุอะไรได้เรื่องราวถึงถูกโยนไปให้ "คำสัญญาที่เขาให้ไว้กับใครซักคน ในคืนอัดมืดมิดและเดียวดายที่ Delta crossroad"

Eric Clapton กล่าวไว้ว่า "เขามีพลังมากเกินไป มันหมายถึงเจตนาอันแรงกล้าในงานของเขา ความขบถของเขา เขาเหมือน หมาป่าโดดเดี่ยวแต่สวยงาม"

ทุกวันนี้ยังมีศิลปินอีกมากมายนำเอาเพลงของ Robert Johnson มาเล่นและถูกตีความหลายครั้ง

นี้เป็นเรื่องตัวอย่างของการพาดพิงไปถึงการขายวิญญาณ 40 วันที่เขาหายไปเขาไปทำอะไร.........
และยังมีอีกสิบคนที่เชื่อว่าทำสัญญาและขายวิญญาณให้กับซานตานนั่นก็คือ

1.   สมเด็จพระสันตะปาปาซิเวสเตอร์ที่ 2

ประวัติ : เกิด ค.ศ. 945-ตาย 5/12/1003 เป็นพระสันตะปาปาที่ดำรงตำแหน่งใน ค.ศ. 999 ถึง ค.ศ. 1003 นอกจากนี้ท่านยังมีความรู้ความสามารถเก่งกาจเกินมนุษย์และเทคโนโลยีจากโลกมุสลิมจนานใหญ่สู่ยุโรปเขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ดนตรีและปรัชญษ ด้วยความเก่งทำให้มีข่าวลืมว่าที่ท่านมีสติปัญญาและนักประดิษฐ์นี้ผลมาจากการทำสัญญากับปีศาจ

2. Nicolo Paganini
นิคโคโล ปากานินี (เกิด 27/10/1782-27/5/1840) เป็นนักดนตรีชาวอิตาลีที่มีพรสวรรค์ในการเล่นดนตรี ตอนยังเป็นเด็กเขาถูกเลี้ยงดูโดยบิดาเจ้าอารมณ์และบังคับเขาเล่นไวโอลิน เขาเคยป่วยหนักด้วยโรคหัดจนใครๆคิดว่าเขาตายแล้วร่างของเขาถูกห่อด้วยผ้าพันศพแต่ยังโชคดีที่ยังไม่ฝังไปเสียก่อน และหลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาก็แสดงพรสวรรค์ด้านไวโอลินตั้งแต่อายุ 5 ขวบและแสดงต่อหน้าสาธารณะขณะเพียงอายุ 13 ปีเท่านั้นและเริ่มมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับถึงฝีมือการเล่นว่าเป็นที่หนึ่งในยุคนั้น ด้วยวิธีการเล่นเหนือมนุษย์ เทคนิคการเล่นไวโอลินแบบแปลกๆเช่นปรับสายไวโอลินสายใดสายหนึ่งให้สูงกว่าครึ่งเสียง เทคนิคดับเบิ้ลสต็อป การเล่นพิซซิคาโตด้วยมือซ้ายและการเล่นไวโอลินด้วยสายน้อยกว่า 4 สายด้วยเทคนิคฮาร์โมนิคและยังไม่ได้แต่งเพลงโซนาต้าโดยใช้สาย G เพียงสายเดียวอีกด้วย

ด้วยภาพลักษณ์ของปากานินีที่หน้าตาซีดขาวคล้ายศพเดินได้ รอยยิ้มคล้ายกับรอยยิ้มซาตาน แววตาที่ยิ้มของเขาค้ลายกับถ่านไฟที่ลุกโชน และฉายาของปากานินีก็คือ "Hexensohn" ทำให้มีเรื่องราวเกี่ยวกับปีศาจว่ากันว่า พรสวรรค์และความสามารถของเขาได้รับมาจากซาตาน โดยทำสัญญาในขณะนี้ใกล้ตายด้วยโรคหัดตอนเด็กๆทำให้หลายๆคนหวาดกลัวเขา ถึงขนาดถ้าใครบังเอิญไปถูกตัวเขาเข้าจะต้องทำสัญลักษณ์ไม้กางเขนทันทีเพราะความกลัวอาถรรพ์ร้ายในฮอลแลนด์ผู้คนกล่าวไว้ว่าเขาเดินทางมาถึงที่นั้นด้วยเรือเหาะในตำนานชาวดัทช์คือ Flying Dutchman

ด้วยข่าวลือนี้ทำให้ประชาชนเข้าไปดูงานคอนเสิร์ตปากานินีเต็มทุกรอบเพลงของเขาสามารถตรึงผู้ชายอยู่ได้กับที่โดยไม่มีใครกล้าลุกไปไหนเลยกวีบางคนถึงกับบรรยายเกี่ยวกับเขาว่า บทเพลงทำให้เห็นสวรรค์นรก (ก็ว่าไป)

ปากานินีเสียชีวิตในวันที่ 27 พฤษภาคม 1840 แต่โบสถ์ปฏิเศธจะนำศพประกอบพิธีทางศาสนา เนื่องจากเขาปฏิเศธพิธีรับศีลครั้งสุดท้าย ศพของเขาถูกเก็บไว้ในห้องใต้ดินนานถึง 5 ปีจนกระทั่งครอบครัวเขาได้ยื่นคำร้องต่อทางโบสถ์ให้ทำพิธีกรรม ผู้คนต่างโจษจันการปฏิเสธของทางศาสนจักร บ้างก็เชื่อว่าเขายังไม่ตาย มีคนเชื่อว่าเขาเป็นคนนอกรีต จนกระทั่ง 5 ปีต่อมาบุตรชายของเขาได้ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อพระสันตปาปาเพื่อขอให้มีพิธี ทำให้ศพของเขาได้ฝังใกล้เมืองเจนัว

3.  Gilles De Rais

กิลล์ เดอ เรยส์ (เกิด 1404-1440) อดีตคนสนิทของ แจนน์ ดาร์ค (โจน ออฟ อาร์ส) เขาเป็นขุนนางที่เรียกได้ว่าเป็นอัจฮริยะและกล้าหาญเจ้าของ ฉายาเคราสีน้ำเงิน เขาเกิดในครอบครัวที่มีชื่อเสียงมั่งคั่งในมณฑลฝรั่งเศส หลังจากแจนน์ดาร์คถูกทหารฝ่ายศัตรูจับตัวและถูกเผาทั้งเป็นในฐานะแม่มดในปี 1431 กิลส์ก็เริ่มบ้า เขาเริ่มใช้ชีวิตฟุ่มเฟื่อยและหลงไหลในการเล่นแปรธาตุ เปลี่ยนโลหะเป็นทองคำ จนกระทั่งเขาไปรู้จักผู้ชายคนหนึ่งชื่อ ฟรานคอยส์ เปรลาติ (Francesco Prelati) ที่บอกเขาว่าให้สังเวยเด็กเพื่อบูชาปีศาจชื่อว่า "บารอน" จนเป็นเหตุทำให้เขากลายเป็นฆาตกรฆ่าข่มขืนเด็กเพื่อเป็นเครื่องสังเวยให้กับปีศาจในระหว่างปี 80-200 ว่าเหยื่อของเขาน่าจะมีมากกว่า 1500 รายและผลสุดท้ายกิลส์ถูกตัดสินให้ประหารโดยการแขวนขอแลเผาในวันที่ 26 ตุลาคม 1440 (อาจจะไม่เกี่ยวกับการขายวิญญาณเท่าไหร่)
 
โพสต์เมื่อ 4th December 2013 โดย Anonymous
 
                                                                                                   ซาตานคือใคร?

ความเชื่อของคนเกี่ยวกับซาตานมีตั้งแต่ไม่เป็นเรื่องไปถึงเป็นเรื่องที่ต้องนำมาขบคิด คือ จากการเป็นคนตัวเล็ก ๆ สีแดงมีเขา นั่งอยู่บนไหล่ท่านคอยชวนให้ท่านทำบาป ไปจนถึงการสื่อความหมายว่ามันเป็นตัวแห่งความชั่วร้าย แต่พระคัมภีร์บอกเราชัดเจนว่าซาตานเป็นใคร, และมันมีผลต่อชีวิตของเราอย่าง ง่าย ๆ พระคัมภีร์บอกว่าซาตานเป็นทูตสวรรค์ที่หลุดจากตำแหน่งของมันในสวรรค์อันเนื่องมาจากความบาป และในตอนนี้มันอยู่มุมตรงข้ามกับพระเจ้าเต็มที่ ทำทุกสิ่งเท่าที่อำนาจของมันจะทำได้เพื่อขัดขวางพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ

ซาตานถูกสร้างขึ้นมาในตอนแรกในฐานะทูตสวรรค์ที่บริสุทธิ์ หนังสืออิสยาห์ 14:12 บอกว่าก่อนที่มันจะล้มลงในความบาปมันมีชื่อว่าลูซิเฟอร์ หนังสือเอเสเคียล 28:12-14 บอกว่าซาตานถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นเครูป, และเป็นทูตสวรรค์ระดับสูงสุดที่พระเจ้าได้ทรงสร้าง แต่มันเกิดหลงรูปงามและฐานะของตัวเองจนเกิดความทะนงตนขึ้นมา และตัดสินใจว่ามันอยากจะนั่งบนพระบัลลังก์อยู่สูงสุดซึ่งเป็นของพระเจ้า (อิสยาห์ 14:13-14; เอเสเคียล 28:15; 1 ทิโมธี 3:6) ความยโสของมันทำให้มันล้มลงในความบาป จงสังเกตคำว่า “ข้าจะ…” ในหนังสืออิสยาห์ 14:12-15  เพราะความบาปของมันพระเจ้าจึงทรงโยนมันออกจากสวรรค์

ซาตานกลายเป็นผู้ครอบครองโลกนี้ซึ่งเดินออกห่างจากพระเจ้า และเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศ (ยอห์น 12:31; 2 โครินธ์ 4:4; เอเฟซัส 2:2) มันเป็นผู้กล่าวโทษ (วิวรณ์ 12:10), ผู้ล่อใจให้ชั่ว (มัทธิว 4:3; 1 เธสะโลนิกา 3:5), และผู้ล่อลวง (ปฐมกาล 3; 2 โครินธ์ 4:4; วิวรณ์ 20:3) ความหมายที่แท้จริงของชื่อของมันคือปรปักษ์ หรือ “ผู้ซึ่งเป็นศัตรู” อีกชื่อหนึ่งที่ซาตานถูกเรียก คือ ผีมาร ซึ่งหมายความว่า “ผู้ใส่ร้าย”

แม้ว่ามันจะถูกขับออกจากสวรรค์, มันก็ยังพยายามยกบัลลังก์ของมันให้สูงกว่าของพระเจ้า มันลอกเลียนทุกอย่างที่พระเจ้าทรงกระทำ ด้วยหวังที่จะได้รับการนมัสการจากมนุษย์และทำให้อาณาจักรของพระเจ้าปั่นป่วน ซาตานคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังลัทธิเทียมเท็จและศาสนาของโลกทุกศาสนา  ตัวจริง มันจะทำทุกอย่างเท่าที่มันมีอำนาจที่จะทำได้เพื่อต่อต้านพระเจ้า และคนที่ติดตามพระองค์ แต่จุดหมายปลายทางของมันได้ถูกประทับตราไว้แล้ว นั่นคือ บึงไฟนรกชั่วนิรันดร์
 
โพสต์เมื่อ 4th December 2013 โดย Anonymous                                                                                                                                                                       Alan Petervich Updated  May 7, 2020
13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ตร.คาใจ นร.ม.5 ผูกคอดับ สงสัยฝักใฝ่ลัทธิซาตาน เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2020, 10:30:48 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                   ตร.คาใจ นร.ม.5 ผูกคอดับ สงสัยฝักใฝ่ลัทธิซาตานหรือไม่? ตรวจคอมฯ พบเคยเข้ายูทูบ”ขายวิญญาณปีศาจ”

เพชรบูรณ์-ผกก.หล่มเก่าคาใจ เหตุจูงใจ นร.ม.5 ผูกคอดับ ฝักใฝ่ลัทธิซาตานหรือไม่? ตรวจคอมฯพบประวัติเคยเข้ายูทูบดู”วิธีขายวิญญาณปีศาจ” ด้านพม.มอบเงินช่วย 2000 บาท ฝากเตือนปิดเทอมยาวอย่าปล่อยให้เด็กอยู่กับตัวเองมากเกินไป (ชมคลิป)

วันที่ 6 พฤษภาคม จากกรณีนายระพีพัฒน์  ปัญญาดี อายุ 18 ปี นักเรียน ม.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งติดเกมส์จนก่อเหตุกรีดเลือดเขียนสัญลักษณ์บูชาซาตาน ทิ้งปริศนาไว้บนพื้นห้องก่อนแขวนคอตัวเองเสียชีวิต นอกจากนี้ยังโน้ตในกระดาษเขียนว่า”comsatan  13” พร้อมชุดอักษรอังกฤษและตัวเลข   โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 ปัจจุบันศพนายระพีพัฒน์ถูกตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่บ้านพัก ตำบลนาซำ อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ล่าสุดเวลา 11.00 น.วันนี้(6 พ.ค.) นายชูศักดิ์ ชุนเกาะ ปลัดจังหวัดเพชรบูรณ์ และพ.ต.อ.ธีรพงศ์ ผลนาค ผกก.สภ.หล่มเก่า, นางวรรณภา สุขคง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมทีม One Home ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดเพชรบูรณ์ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดเพชรบูรณ์ ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจพ่อและแม่ของนักเรียนผู้ตาย จากนั้นมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 2,000 บาท

นอกจากนี้พ.ต.อ.ธีรพงศ์ยังต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่นายระพีพัฒน์ผูกคอตายว่า เหตุจูงใจมาจากสาเหตุติดเกมส์หนักหรือจากเหตุที่ไปเกี่ยวข้องกับความเชื่อในลัทธิซาตาน  โดยเฉพาะการใช้มีดกรีดแขนและใช้เลือดตัวเองเขียนสัญลักษณ์ดาวห้าแฉกอยู่ในวงกลม ทิ้งไว้เป็นปริศนาก่อนผูกคอตายทั้งนี้สัญลักษณ์ดังกล่าวมีความเชื่อว่า เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับซาตานหรือการบูชา โดยพ.ต.อ.ธีรพงศ์เกรงว่ายังมีกลุ่มเยาวชนที่อาจจะตกเป็นเหยื่อของความเชื่อดังกล่าว จึงสั่งการให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีนำคอมพิวเตอร์ของนักเรียนหนุ่มมาทำการตรวจสอบ
 
อย่างไรก็ตามก่อนที่ตำรวจจะยกคอมพิวเตอร์ไปที่ สภ.หล่มเก่า ทางพนักงานสอบสวนร่วมกับพ่อของนายระพีพัฒน์ มีการเปิดคอมตรวจสอบเบื้องต้นก่อน ซึ่งพบว่าข้อมูลต่างๆ ที่ถูกเก็บไว้ภายในฮาร์ดดิสได้ถูกลบทิ้งจนเกลี้ยง แต่เมื่อตรวจสอบเว็บเบราว์เซอร์พบประวัติการเข้าใช้งาน โดยมีการเสิร์ชหรือค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับซาตาน โดยเฉพาะพบหัวข้อเรื่องวิธีขายวิญญาณให้กับปีศาจในช่องยูทูบ  นอกจากนี้ผู้เป็นพ่อแม่ยังพบบัตรประชาชนของผู้ตายถูกงัดเอาไมโครชิพ ออกจากบัตรประชาชน เพื่อจะทำลายทิ้งอีกด้วย

พ.ต.อ.ธีรพงศ์ ผลนาค กล่าวว่า คดีนี้แม้ผู้เสียหายจะเสียชีวิตโดยการผูกตายแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากก่อนตายทิ้งปริศนาสัญลักษณ์เอาไว้ จนเชื่อว่าเหตุจูงใจของผู้ตายน่าจะมีพฤติกรรมไปเกี่ยวข้องกับลัทธิบูชาซาตาน เพราะหากเหตุจูงใจในการฆ่าตัวตายมาจากการคลั่งไคล้ติดเกมส์ พฤติกรรมของเด็กน่าจะมีความรุนแรงหากเกลียดชังสังคมก็จะใช้วิธรรุนแรงไปตอบโต้มากกว่าจะมีพฤติกรรมการผูกคอตาย ประกอบกับคดีนี้อยู่ในความสนใจของประชาชนด้วย จึงต้องการค้นหาความจริง โดยเฉพาะเกรงจะมีเพื่อนผู้ตายหรือกลุ่มคนที่หมกมุ่นคลั่งไคล้ในลัทธินี้ก่อเหตุแบบนี้

“อย่างไรก็ตามจากหลักฐานที่พบในคอมผู้ตาย ซึ่งมีประวัติการเข้าชมเว็บเกี่ยวกับการขายวิญญาณให้ซาตาน ทำให้เหตุประเด็นสาเหตุจูงใจในการฆ่าตัวตายของหนุ่มนักเรียนมัธยมรายนี้ น่าจะมาจากการฝักใฝ่หมกมุ่นในลัทธิซาตาน อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนได้นำคอมมาตรวจสอบอย่างละเอียดดูอีกครั้ง ส่วนทางพอและแม่ของผู้ตายนั้นสอบถามแล้วยอมรับว่าไม่รู้ว่าลูกชายหมกมุ่นเกี่ยวกับศาสตร์ลี้ลับในเรื่องนี้ คิดว่าเพียงแค่ติดเกมส์และเก็บตัวไม่ยอมสุงสิงกับใครและไม่ยอมไปโรงเรียน” ผกก.สภ.หล่มเก่ากล่าว
 
ด้านนางเสาวนิตย์  ครองชัย อายุ 50 ปี แม่ของผู้ตาย เล่าว่า ขณะตั้งศพสวดพระอภิธรรมในคืนวันที่ 3 พฤษภาคม 2563 ราว 22.00 น. ได้มีเพื่อนสาวของลูกชายซึ่งไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักมาก่อนมากราบศพ โดยหญิงสาวรายนี้ยังถามหาตนว่า คนไหนแม่เตี๊ย (แม่คนตาย) จากนั้นก็ก้มกราบตนเองและยังไปกราบสามี (พ่อผู้ตาย) จากนั้นเอ่ยปากขอโทษ หนูขอโทษหนูผิดไปแล้วซึ่งตนก็แปลกใจมาก และเพื่อนหญิงของลูกชายรายนี้ยังบอกว่าเคยพยายามใช้มีดกรีดแขนเพื่อจะฆ่าตัวตายเหมือนกับลูกชายเช่นเดียวกัน

ด้านวรรณภา สุขคง พม.จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ห่วงกังวลคือขณะนี้โรงเรียนปิดเทอมและเป็นช่วงของโควิดทุกคนจะอยู่บ้าน ดังนั้นครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่อยู่ใกล้ชิดเด็กจะต้องดูแลและคอยสอดส่องพฤติกรรมเด็กด้วย โดยไม่ให้อยู่กับตนเองมากไปสำหรับผู้ปกครองรายนี้ก็บอกว่าได้รับผลกระทบจากโควิดทำให้งานน้อยลงและรายได้ลดลงด้วย จึงพยายามทำงานให้มากเพื่อหารายได้ให้มากขึ้นด้วย

สำหรับศพนายระพีพัฒน์ทางญาติจะทำพิธีฌาปณกิจ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 63 หรือในวัน พรุ่งนี้ ที่วัดกกกะทอน หมู่4 ต.นาซำ อ.หล่มเก่า  เวลา 15.00 น.
 
 •   สัญลักษณ์บูชาซาตาน
           
14  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / เปรียบเทียบมิสซาคาทอลิกลาตินดั้งเดิม กับ พิธีบูชาขอบพระคุณ NO เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2020, 12:37:46 PM

                                                                            เปรียบเทียบมิสซาคาทอลิกลาตินดั้งเดิม กับ พิธีบูชาขอบพระคุณ NO
                                                                    Comparison ofCatholic Tridentine Latin Mass and Novus Ordo Mass

Benedicta Maria Advocata Published on Aug 28, 2016
                                                                                                                                                                                                                                               Alan Petervich Updated Aug 29, 2017
https://youtu.be/SUAtIZ0Kw50

INFO[ ]Comparison of the Catholic Mass in Latin (the holy Tridentine Mass) and the New Mass (Novus Ordo).The New MISSAL is bad, because it was invented and designed by 5 Lutherans and one Jewish Rabbi. But the holy Mass should not be reinvented, it should be the original Mass of the holy apostles, who were handed over to us through the holy Popes. The mistake of the new missal is just the whole Ceremony and the words of consecration that are changed! They  removed many sacrificing prayers and wanted to make the Mass evangelical. And what was the goal of Martin Luther? To abolish the sacrament of the Mass. He did´t want that bread and wine become communion: body and blood of Our Lord Jesus Christ. The Lutherans drew up the new mass (by recommendation of imposter pope Paul VI.) with the Jew Rabbi who does not believe in Jesus as Messiah and God, they all didn´t want Jesus as Eucharist! This new mass is an evil and fruit of mens work and not of the holy Spirit! It is not the Mass of Jesus Christ! It is a human mass and not the mass of all time and of the TRUE catholic Church.

ข้อมูล [ ] การเปรียบเทียบมิสซาคาทอลิกภาษาลาติน (มิสซาศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิม) กับ มิสซาใหม่-ภาษาท้องถิ่น-ภาษาไทย (Novus Ordo) มิสซาใหม่ (ภาษาไทย) ไม่ดี  เพราะว่า มันถูกคิดขึ้นใหม่และออกแบบโดยชาวลูเทอรันท์ 5 คน และรับไบยิวหนึ่งคน   แต่ มิสซาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรจะมีการคิดประดิษฐ์ใหม่อีก  มันควรจะเป็นมิสซาแรกเริ่มเดิมทีของบรรดาอัครสาวกผู้ศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งส่งต่อตกทอดถึงพวกเราผ่านองค์พระสันตะปาปาผู้ศักดิ์สิทธิ์  ความผิดพลาดของหนังสือคู่มือมิสซา (Missal) ใหม่คือพิธีกรรมทั้งครบและถ้อยคำของการเสกศีลที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป!  พวกเขา ได้ลบทิ้งบทภาวนาที่ทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ออกไปหลายบท และต้องการทำให้ทำให้มิสซาเป็นแบบพระวรสาร และอะไรที่เป็นเป้าหมายของมาร์ติน ลูเธอร์ ?  เพื่อลบล้างศีลศักดิ์สิทธิ์ของมิสซา  เขาไม่ต้องการให้ปังและเหล้าองุ่น กลายเป็นศีลมหาสนิท : คือ  พระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้าพระเป็นเจ้าของเรา   พวกลูเธอรันท์ได้นำเอามิสซาใหม่ออกมา ( โดยข้อเสนอแนะของ โป๊บปอล VI ผู้นำมาวางให้ ) กับ รับไบยิวที่ไม่เชื่อในพระเยซูว่าเป็นพระเมสซีอัสและพระเป็นเจ้า  พวกเขาทั้งหมดไม่ต้องการให้พระเยซูเจ้าเป็นศีลมหาสนิท!  มิสซาใหม่ภาษาไทยนี้เป็นสิ่งชั่วร้ายและเป็นผลของงานของมนุษย์ และไม่ใช่งานของพระจิตเจ้า!  มันไม่ใช่พิธีมิสซาของพระเยซูคริสตเจ้า!  มันเป็นมิสซามนุษย์ และไม่ใช่มิสซาใช้ได้ตลอดไปและของพระศาสนจักรคาทอลิกที่แท้จริง

Another thing has to be said: Christ instituted the Holy Eucharist in this way: He took bread, blessed and broke it, and giving it to His apostles, said: "Take and eat; this is My body;" then He took a cup of wine, blessed it, and giving it to them, said: "All of you drink of this; for this is My blood of the new covenant which is being shed for MANY unto the forgiveness of sins;" finally, He gave His apostles the commission: "Do this in remembrance of Me."
Matthew 26:28 This is My blood of the covenant, which is poured out for MANY for the forgiveness of sins.

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกก็คือ : พระคริสตเจ้าได้ทรงตั้งศีลมหาสนิทในวิธีนี้ คือ พระเยซูเจ้าทรงหยิบขนมปัง  ตรัสถวายพระพร ทรงบิขนมปัง ประทานให้บรรดาศิษย์ ตรัสว่า “ จงรับไปกินเถิด  นี่เป็นกายของเรา “  แล้วพระองค์ทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่น  ตรัสขอบพระคุณ ประทานให้เขาเหล่านั้น ตรัสว่า “ ทุกท่านจงดื่มจากถ้วยนี้เถิด  นี่เป็นโลหิตของเรา  โลหิตแห่งพันธสัญญา ที่หลั่งออกมา เพื่ออภัยบาปสำหรับคนจำนวนมาก”   ที่สุด  พระองค์ทรงกำหนดแก่บรรดาศิษย์ของพระองค์ว่า      “ จงทำดังนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด “                                                                   
พระวรสารนักบุญมัทธิว 26:28  นี้คิอโลหิตของเราแห่งพันธสัญญา  ซึ่งถูกหลั่งออกมาสำหรับมนุษย์จำนวนมาก เพื่อการอภัยบาปของเขา

 The New MISSAL changed the consecration words, from MANY they made: ALL!!!

หนังสือคู่มือมิสซาใหม่ – New Missal ได้เปลี่ยนถ้อยคำเสกศีล จาก คำว่า Many คนจำนวนมาก พวกเขาใช้ว่า All มนุษย์ทั้งหลาย ( ที่น่ากังขาก็คือ ศาสนจักรคริสตชนไทย เปลี่ยนวัตถุประสงค์ของการเสกศีลในบท Canon เป็น “บทขอบพระคุณ”  เพราะอาจทราบแล้วว่า ในมิสซาใหม่ไม่มีการเสกศีล เปลี่ยนปังและเหล้าองุ่น เป็นพระกายและพระโลหิต ซึ่งเรียกว่า Transubstantiatio ตามความเชื่อแบบโปรเตสตันท์  นั่นเอง )

= Christ instituted the Holy Eucharist... then He took a cup of wine, blessed it, and giving it to them, said: "All of you drink of this; for this is My blood of the new covenant which is being shed for ALL unto the forgiveness of sins;"

= พระคริสตเจ้าได้สถาปนาตั้งศีลมหาสนิท... แล้วพระองค์ทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่น  ตรัสขอบพระคุณ ประทานให้เขาเหล่านั้น ตรัสว่า “ ทุกท่านจงดื่มจากถ้วยนี้เถิด เพราะนี้คือโลหิตของเรา   โลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่ที่ถูกหลั่งออกมาเพื่อการอภัยบาปสำหรับท่านและมนุษย์ทั้งหลาย”

So the WORDS of consecration were changed, and the council of TRIENT determinate as dogma, that the rubric CAN´T BE CHANGE! If the consecration is changed, what it is by changing even only ONE WORD of the consecration, the consecration of bread and wine would not take place! and the faithful eat only bread and not the body of Christ... This ist Church Law, holy Council of Trent: In the seventh session of the Council of Trent, on the sacraments in general, canon 13, it can be found.

ดังนั้น ถ้อยคำของการเสกศีลถูกเปลี่ยนแปลงไป  และสภาสังคายนาแห่งเตรนต์ ได้กำหนดให้เป็น dogma – ข้อความเชื่อ ว่า กฎพิธีกรรมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ !  ถ้าคำเสกศีลถูกเปลี่ยนไป  มันจะเป็นอย่างไรโดยเปลี่ยนแม้คำเดียวของการเสกศีล    การเสกขนมปังและเหล้าองุ่นก็ไม่เกิดขึ้น! และ สัตบุรุษก็รับเพียงขนมปังที่ไม่ใช่กายของพระคริสตเจ้า...นี่คือกฎหมายพระศาสนจักร  สังคายนาศักดิ์สิทธิ์แห่งเตรนต์ : ในวาระที่เจ็ดของสังคายนาแห่งเตรนต์  ว่าด้วยศีลศักดิ์สิทธิ์โดยทั่วไป  มาตรา—canon 13  สามารถพบได้ที่นั่น. ( แสดงว่า ในพิธีบูชาขอบพระคุณในมิสซาใหม่ที่ใช่ภาษาถิ่น – รวมภาษาไทยด้วย นั้น ไม่มีศีลมหาสนิทที่ปังและเหล้าองุ่น เปลี่ยนเป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้า  ดังนั้น ที่บาทหลวงไทยปฏิบัติตามคู่มือมิสซาใหม่นั้น จึงมิใช่มิสซาแบบที่มีการเสกศีลจริง เพราะทำตามวิธีที่โปรเตสตันท์กำหนดให้ตามที่โป๊บ ปอลที่ VI – โดยการจัดการของโปรเตสตันท์และรับไบยิวเสนอให้ เท่านั้น  ที่เห็นนั้นไม่ใช่ศีลมหาสนิทแบบเดิมที่เสกโดยพระสงฆ์รุ่นเก่า ในพิธีมิสซายัญบูชาแบบลาตินดั้งเดิม  )

And here are more information, Dr. Gregory Hesse (doctor in dogmatic and theology talks about it!)= https://www.youtube.com/watch?v=UcYXC...         ตรงนี้ยังมีข้อมูลเพิ่มมาจาก ดร. เกรกอรี เฮส

Does this mean that in the New Mass (called NO: Novus Ordo Mass) the consacration does not take place? If it is up to the council of Trient, the consacration does not take place, but God knows. No matter what, the Law of the Church says: to attempt a doubtful mass is a mortal sin. So for that reason, we should avoid to attempt the New Mass. We should look to find a tridentine (latin) Mass or at least a byzantine catholic Mass. God bless!

นี้หมายความว่า ในมิสซาใหม่ (ที่เรียกว่า NO:Novus Ordo Mass) การเสกศีลไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่?  มันขึ้นกับสังคายนาแห่งเตรนต์ การเสกศีลไม่เกิดขึ้น  มีพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบ.  ไม่ว่าอะไรก็ตาม  กฎหมายพระศาสนจักรกล่าวว่า : ที่พยายามทำมิสซาที่น่าสงสัย เป็นบาปหนัก  ดังนั้น เพราะเหตุผลข้อนั้น  เราต้องหลีกเลี่ยงที่จะพยายามทำมิสซาใหม่(ภาษาไทยด้วย)  เราควรมองหาให้พบมิสซา(ลาติน)ดั้งเดิมหรืออย่างน้อยมิสซาคาทอลิกไบแซนไตน์  God Bless!

P.S Pope Benedict has demanded for many years that the priests say during the Mass "the blood shed for MANY" (as told by Our Lord Jesus Christ in Matthew 26:28) and not for ALL! But the bishops did not obey him. They requested that Pope Benedikt XVI.resign! What he did!

ปัจฉิมลิขิต : โป๊บเบเนดิกต์ได้ออกคำสั่งเป็นเวลาหลายปีมาแล้วว่า  พระสงฆ์ที่ถวาย ระหว่างพิธีมิสซาให้ภาวนาว่า  “ พระโลหิตที่หลั่งออกมา “ สำหรับมนุษย์จำนวนมาก – for Many” ( เหมือนดังที่ตรัสโดยพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ตามพระวรสารนักบุญมัทธิว 26:28) และไม่ใช่ for All ที่คู่มือมิสซาใหม่ภาษาไทยใช้ว่า “ และ มนุษย์ ทั้งหลาย “!   แต่บรรดาพระสังฆราชไม่นบนอบเชื่อฟังท่าน  พวกเขากลับร้องขอให้โป๊บเบเนดิกต์ลาออก!  ท่านได้ทำอะไร! (พวกสังฆราชบาทหลวงมักง่าย น่าจะพิจารณาใหม่ ! )

Prayer and reparation are needed! We invite you to download this flyer: https://www.scribd.com/document/32250...

Category
Education
License
Standard YouTube License
       
 

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 17, 2018, 06:56:29 PM โดย Petervich » 
 
15  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / โป๊บสั่งทบทวนจารีตพิธีกรรมดั้งเดิม เมื่อ: เมษายน 28, 2020, 03:44:15 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                           โป๊บสั่งทบทวนจารีตพิธีกรรมดั้งเดิม
                                                                                                            Pope orders review of Old Rite
24 APRIL 2020, นสพ. THE TABLET
by Christopher Lamb
                                       

Cardinal Antonio Canizares Llovera using incense during a solemn pontifical Mass in the extraordinary form at the Basilica of St John Lateran in Rome in 2010.
คาร์ดินัลอันโตนีโอ คานิซาเรซ  ลีโอเวรา โยนกำยานระหว่างพิธีมิสซาใหญ่ในแบบพิเศษ ที่มหาหารนักบุญยอห์น ลวเตรานในกรุงโรมปี 2010

The Holy See is conducting a world-wide survey of the traditional Latin Mass focussing on whether celebrations of the Tridentine liturgy respond to genuine pastoral needs and are following guidelines.     The Congregation for the Doctrine of the Faith has written to the world’s bishops explaining that Pope Francis “wishes to be informed” about the application of Benedict XVI’s 2007 ruling which lifted restrictions on pre-Vatican II liturgical celebrations.
สันตะสำนักกำลังทำการสำรวจทั่วโลกกับมิสซาลาตินแบบดั้งเดิม ว่าตอบต่อความต้องการงานบริหารวัดจริง และกำลังทำตามแนวทางที่ทำไว้  สมณสภาว่าด้วยคำสอนแห่งความเชื่อ (The Congregation for the Doctrine of the Faith = CDF) ได้เขียนถึงบรรดาบิสชอบของโลก อธิบายว่า โป๊บฟรังซิส “ประสงค์จะทราบ” เกี่ยวกับการปรับใช้กฎเกณฑ์ปี 2007 ของโป๊บเบเนดิกต์ XVI ซึ่งยกเลิกข้อขัดขวางเกี่ยวกับการถวายพิธีกรรมก่อนสังคายนาวาติกันที่สอง.

Along with the letter, the bishops are asked to respond to a series of questions aimed at gaining an accurate picture of how the Extraordinary Form of the Mass is celebrated across the world.  With his legal ruling “Summorum Pontificum”, Benedict XVI lifted restrictions on the old rite due to “the continued requests of these members of the faithful”, including young people, attached to this version of the Mass celebrated before the liturgical reforms of the Second Vatican Council. 
พร้อมกับจดหมาย บรรดาบิสชอบยังถูกขอร้องให้ตอบคำถามอีกชุดหนึ่ง ที่มีเป้าประสงค์จะได้ภาพชัดเจนแม่นยำ ของคำถามที่ว่ารูปแบบมิสซาพิเศษของมิสซา ถวายทั่วโลกอย่างไร  ด้วยข้อบังคับตามกฎเกณฑ์ “Summorum Pontificum” พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ XVI ได้ยกเลิกข้อขัดขวางพิธีกรรมแบบเก่า เนื่องจาก “ คำขอร้องต่อเนื่องของสมาชิกเหล่านี้ที่เป็นสัตบุรุษของวัด” รวมทั้งประชาชนคนหนุ่มสาว ที่ยึดมั่นต่อระบบพิธีมิสซาที่ถวาย ก่อนการฟื้นฟูพิธีกรรมของสังคายนาวาติกันที่สอง.

It allowed for the wider use of the 1962 missal of John XXIII, which the bishops of the council had overwhelmingly voted in favour of reforming. These reforms were then implemented by Paul VI and completed in 1970.  There has long been debate about the level of demand for pre-Vatican II forms of worship, and there is scant evidence of any serious take-up outside of traditionalist hotspots in Europe, North America and some parts of Latin America.
กฎเกณฑ์ใหม่ได้อนุญาตการใช้อย่างกว้างขวางของหนังสือมิสซาปี 1962 ของโป๊บยอห์น XXIII ซึ่งบรรดาบิสชอบของสภาได้ลงมติท่วมท้นตอนนั้นรับการปฏิรูปโดยโป๊บปอล VI  และเสร็จสมบูรณ์ในปี 1970  ได้มีการโต้แย้งยาวนานเกี่ยวกับระดับความต้องการที่เป็นรูปแบบสักการะเพื่อใช้ก่อนสังคายนาวาติกันที่สอง  และมีประจักษ์พยานเล็กน้อยของการติดตามจริงจังภายนอกกลุ่มคนธรรมประเพณีในยุโรป อเมริกาเหนือและบางส่วนของอเมริกาลาติน

Some devotees of the old rite have responded with alarm to the review with the Rorate Caeli site asking whether “the rights and continuity of the Traditional Latin Rite” are now under threat and whether the results may indicate “serious consequences”.
ผู้ศรัทธาบางคนของจารีตพิธีดั้งเดิมได้ตอบโต้ด้วยความตกใจต่อการทบทวนข่าวกับไซต์ Rorate Caeliถามว่า “สิทธิและการต่อเนื่องของพิธีกรรมลาตินแบบดั้งเดิม” ตอนนี้ถูกคุกคามและผลลัพท์ อาจชี้ถึง “การมีผลที่ตามมาแบบเลวร้าย” หรือไม่.

But Joseph Shaw, Chairman of the Latin Mass Society of England and Wales, says he is optimistic about the doctrine congregation’s attitudes to the wider use of the Extraordinary Form. “I do not view this survey as a threat, but simply as indicating a desire by the CDF to have solid information from around the world,” he told The Tablet.
แต่ โจเซฟ ชอว์ ประธานของสมาคมมิสซาลาตินแห่งอังกฤษและเวลส์ (the Latin Mass Society of England and Wales) กล่าวว่า เขามองในแง่ดีเกี่ยวกับทัศนคติของ CDF ต่อการใช้อย่างแพร่หลายมากของมิสซารูปแบบพิเศษ  “เรามิได้มองว่าการสำรวจนี้เป็นการคุกคาม แต่เป็นเรื่องปกติที่แสดงให้เห็นความประสงค์ของ CDF ที่จะได้ข้อมูลแข็งแกร่งจากรอบโลก” เขาให้ข่าวกับ Tablet.

Among the questions the bishops are being asked to consider is whether celebrations of the old rite “respond to a true pastoral need or is it promoted by a single priest” and whether the norms and conditions of “Summorum Pontificum” are being respected.
ในบรรดาคำถามที่บิชอบกำลังถูกขอให้พิจารณา คือ การเฉลิมฉลองจารีตพิธีแบบดั้งเดิม “ ตอบต่อความต้องการงานบริหารวัดแท้จริง หรือ มันได้รับการส่งเสริมโดยบาทหลวงองค์หนึ่งเท่านั้น” และหรือว่าบรรทัดฐานและเงื่อนไขของ “Summorum Pontificum” ได้รับการยอมรับ.

In that text, Benedict states that priests should respond to requests for the old rite “where a group of the faithful attached to the previous liturgical tradition stably exists” and gave priests freedom to celebrate it privately.  A Rome source told The Tablet the survey was a routine piece of work to understand what is happening with the old rite.
ในข้อความนั้น โป๊บเบเนดิกต์ยืนยันว่า บรรดาบาทหลวงควรตอบคำขอสำหรับจารีตพิธีแบบดั้งเดิม “ ณที่กลุ่มของสัตบุรุษที่ยึดติดกับธรรมประเพณีทางพิธีกรรมก่อนนั้นยืนหยัดอย่างมั่นคง” และให้ความเป็นอิสระแก่บาทหลวงที่จะถวายพิธีกรรมนั้นแบบส่วรตัวได้  แหล่งข่าวกรุงโรมบอก The Tablet ว่า การสำรวจเป็นชิ้นงานหนึ่งที่ทำเป็นประจำเพื่อจะเข้าใจว่า อะไรกำลังเกิดขึ้นกับจารีตพิธีดั้งเดิมนั้น.

The source added, however, that the results could indicate how Extraordinary Form Masses are being promoted by individual priests and with a minimal number of faithful. In some cases, traditionalists have even been using Holy Week liturgical books which pre-date changes made by Pope Pius XII in the 1950s, which Summorum Pontificum makes no mention of. 
อย่างไรก็ดี แหล่งข้อมูลเสริมว่า ผลลัพท์สามารถชี้ว่ามิสซารูปแบบพิเศษนั้น กำลังได้รับการส่งเสริมอย่างไร โดยบรรดาบาทหลวงแต่ละคน และด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมเล็กน้อย  ในบางกรณี  กลุ่มผู้ยึดติดกับธรรมประเพณี กำลังใช้หนังสือพิธีกรรมสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงก่อนนั้นโดยโป๊บปีโอที่ XII ในช่วงปี 1950 ซึ่ง Summorum Pontificum มิได้กล่าวถึงเลย.

For his part, Francis has described the liturgical reforms of the Second Vatican as “irreversible” and with his extensive travel and focus on the growing local churches of Africa and Asia will want to know if the old rite is part of their mission. The Jesuit Pope, however, has shown no indication that he wishes to restrict or rescind the old rite ruling made by his predecessor.
สำหรับส่วนของพระองค์ โป๊บฟรังซิสได้บรรยายว่า การฟื้นฟูทางพิธีกรรมของสังคายนาวาติกันที่สองนั้น เป็น “สิ่งกลับไม่ได้” และด้วยการเดินทางเฉพาะเจาะจงและจับตาดูวัดประจำถิ่นที่กำลังเติบโต ของ  อาฟริกาและเอเซ๊ย ก็ประสงค์อยากทราบว่า จารีตพิธีดั้งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ศาสนาของพวกเขา  อย่างไรก็ดี พระสันตะปาปาเยซูอิต มิได้แสดงการชี้วัดว่าพระองค์ประสงค์จะจำกัดหรือ ลบล้างการอนุญาตจารีตพิธีดั้งเดิม ที่ทำโดยผู้ทำหน้าที่ก่อนพระองค์.

“Assuming the CDF receives reasonably complete responses, comparing reports written in 2010 and in 2020 will show not only a steady growth in the number of celebrations, but an increasing and serene integration of the EF [Extraordinary Form] into the life of the Church, something attributable in large part to the attitude of the bishops themselves,” Mr Shaw said, pointing to Archbishop Malcolm McMahon of Liverpool and Bishop Philip Egan of Portsmouth carrying out ordinations using the extraordinary form.
“โดยถือว่า CDF รับคำตอบที่สมบูรณ์อย่างมีเหตุผล  โดยเปรียบเทียบรายงานที่เขียนในปี 2010 และในปี 2020 จะแสดงไม่เพียงการเติบโตอย่างมั่นคงในจำนวนของพิธีมิสซา  แต่ การเพิ่มมากชึ้นและความสมบูรณ์ที่สงบราบรื่นของมิสซา EF (Extraordinary Form) เข้าสู่ชีวิตของพระศาสนจักร เป็นบางสิ่งที่แสดงคุณสมบัติในส่วนใหญ่กับทัศนคติของบรรคาบิสชอบเอง “ Mr. Shaw กล่าว โดยชี้ไปที่อัครบิสชอบ Archbishop Malcolm McMahon of Liverpool and Bishop Philip Egan of Portsmouth ที่ทำพิธีบรรพชาโดยใช้มิสซารูปแบบพิเศษ

He argued that an “older generation of more hostile bishops” thought people would eventually lose interest in the pre-Vatican II liturgy but, on the contrary, “their successors are almost always more open-minded. As time goes on it becomes clearer to younger priests and laity how the old arguments against the EF were often based on flawed scholarship and theological misunderstandings.”
เขาโต้แย้งว่า “ คนรุ่นเก่ากว่าที่เป็นบิสชอบปรปักษ์จำนวนมากกว่า” คิดว่าประชาชนควรจะสูญเสียในพิธีกรรมก่อนสังคายนาวาติกันที่ II แต่ ตรงข้าม “ บรรดาผู้ทดแทนพวกเขากลับมีความนึกคิดที่เปิดกว้างมากกว่า  เมื่อเวลาผ่านไป ก็เป็นที่ชัดเจนขึ้นว่าบรรดาบาทหลวงหนุ่มกว่าและฆราวาสด้วยกลายเป็นว่า การโต้แย้งเก่าต่อมิสซา EF บ่อยมากเกิดขึ้นจากทุนการศึกาที่มีรอยร้าวและความเข้าใจผิดทางเทววืทยา”

Mr Shaw admitted, however, that traditionalist “groups still struggle to organise adequate regular Masses, for example in Africa and Asia”.  In a sign that the Extraordinary Form of the Mass is here to stay, the Vatican recently published new prayers to be used in old rite celebrations and the inclusion of newly canonised saints into their liturgical calendar.
อย่างไรก็ดี นายชอว์ยอมรับว่า” กลุ่มผู้ยึดมั่นในธรรมประเพณียังคงต่อสู้เพื่อจัดพิธีมิสซาเป็นประจำเท่าเทียม  ยกตัวอย่างในอาฟริกาและเอเซีย”  ในสัญญาณที่ว่ามิสซารูปแบบพิเศษคงอยู่ตรงนี้ เมื่อเร็วๆนี้วาติกันได้พิมพ์บทถาวนาใหม่สำหรับใช้ในการถวายมิสซาพิธีดั้งเดิม และมีการเติมนักบุญที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ เข้าไปในปฏิทินพิธีกรรมของพวกเขา.
 
Mr Shaw said this was an “attitude of positive development” to the older form of the Mass as was “permission given three years ago for the celebration of the pre-1955 Holy Week, in response to the persistent desire of priests who celebrate it”. That permission was given by the Pontifical Commission Ecclesia Dei which the Pope suppressed last year and transferred its responsibilities to the Congregation for the Doctrine of the Faith.
คุณ Shaw กล่าวว่านี้เป็น “ทัศนคติของพัฒนาการด้านบวก” ต่อรูปแบบเก่าของมิสซา เท่าที่” การอนุญาตอนุญาตสามปีมาแล้ว สำหรับการประกอบพิธีสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนปี 1955  เป็นการตอบต่อความปรารถนาของบรรดาบาทหลวงที่ทำมิสซาดังกล่าว”  การอนุญาตนั้นได้รับจาก the Pontifical Commission Ecclesia Dei ซึ่งโป๊บฟรังซิสยุบหน่วยนี้ปีที่แล้ว และย้ายความรับผิดชอบไปให้ CDF หรือ the Congregation for the Doctrine of the Faith.
 
Critics of re-introducing the Tridentine liturgy point to the risk of creating two rites in the Church. This, they argue, harms ecclesial unity based on the “lex orandi, lex credendi” principle of “the law of prayer, is the law of belief.” In 2007 Benedict XVI defended himself from this criticism saying “it is not appropriate to speak of these two versions of the Roman Missal as if they were ‘two Rites’. Rather, it is a matter of a twofold use of one and the same rite.”
คำวิจารณ์เกี่ยวกับการนำเสนอเรื่องพิธีกรรมแบบดั้งเดิม ว่าเป็นความเสี่ยงก่อให้เกิดสองจารีตพิธีในพระศาสนจักร  พวกเขาโต้แย้งว่า เรื่องนี้เป็นอันตรายแก่เอกภาพทางศาสนาที่วางฐานว่า “lex orandi, lex credendi –สิ้งที่ออกจากปาก คือสิ่งที่เชื่อกัน” หลักเกณฑ์ของ” กฎของคำภาวนา เป็นกฎของความเชื่อ”  ในปี 2007 โป๊บเบเนดิกต์ที่ XVI ได้ป้องกันตัวเองจากการวิจารณ์นี้โดยกล่าวว่า “ มันยังไม่สมควรที่จะพูดถึงสองคำแปลหนังสือมิสซาโรมัน ประหนึ่งว่ามันเป็น”สองพิธีกรรม”  ตรงข้าม มันเป็นเรื่องของการใช้สองฉบับที่เป็นหนึ่งเดียวและเป็นจารีตพิธีเดียวกัน.

He added: “What earlier generations held as sacred, remains sacred and great for us too, and it cannot be all of a sudden entirely forbidden or even considered harmful.”  Sceptics of the Old Rite of the Mass say it represents a clericalist ecclesiology that excludes lay people and risks turning the liturgy into a form of rubricism. Its defenders, meanwhile, include those who retain an attachment to the older form of the Mass which they grew up with as children, and groups of younger Catholics who say they can connect spiritually with the pre-conciliar rituals.
เขาเสริมว่า : “อะไรที่คนรุ่นก่อนถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ยังคงศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่สำหรับพวกเราด้วย และมันไม่สามารถเป็นทั้งหมดของสิ่งห้ามทั้งครบทันใด หรือแม้ถือว่าเป็นอันตราย”  พวกที่สงสัยเรื่องจารีตพิธีดั้งเดิมของมิสซากล่าวว่า มันแทนการศึกาเกี่ยวกับเรื่องทางสงฆ์ ที่ไม่รวมประชาชนฆราวาส และเสี่ยงที่จะหันพิธีกรรมไปสู่กฎพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ในขณะที่ ผู้ปกป้องทั้งหลาย รวมคนเหล่านั้นที่ยังถือการติดต่อกับรูปแบบเก่าของมิสซา ซึ่งพวกเขาเติบโตมาตั้งแต่เป็นเด็ก และ กลุ่มของคาทอลิกหนุ่มสาว ซึ่งกล่าวว่าพวกเขาสามารถติดต่อทางจิตวิญญาณกับจารีตพิธีก่อนสังคายนา.

What cannot be denied, however, is that the lifting of restrictions of the old rite contrast with Pope St Paul VI’s rulings on the topic who only foresaw aged or sick priests continuing to celebrate the pre-Vatican II liturgy. “Any course of action seeking to stand in the way of the conciliar decrees can under no consideration be regarded as a work done for the advantage of the Church, since it in fact does the Church serious harm,” Pope Paul said.
อย่างไรก็ดี ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ก็ดีอว่า การยกสิ่งขัดขวางจารีตดั้งเดิมออกไป มันขัดแย้งกับกฎเกณฑ์ของพระสันตะปาปานักบุญเปาโลที่ VI ว่าด้วยเรื่องที่เพียงเห็นว่าบาทหลวงที่สูงอายุหรือป่วย ยังคงถวายมิสวษโดยใช้พิธีกรรมก่อนสังคายนาวาติกันที่สอง  “เส้นทางปฏิบัติการใดๆที่ยืนขวางกฤษฎีกาสังคายนา ไม่สามารถนำมาพิจารณา ถือว่าเป็ฯงานที่ทำเพื่อประโยชน์ของศาสนจักร โดยที่ความเป็นจริง มันก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อพระศาสนจักร” โป๊บเปาโลกล่าว

And to mark the 50th anniversary of the publication of Paul VI’s liturgical reforms last year, a Vatican official explained how this process was undertaken with careful deliberation and was a renewal of Christian worship that was deeply rooted in the Church's tradition.
และ เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของการพิมพ์การฟื้นฟูพิธีกรรมของโป๊บเปาโลที่ VI ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่วาติกันคนหนึ่งได้อธิบายว่ากระบวนการนี้ดำเนินการอย่างไรกับความมีเสรีที่ตมด้วยความระมัดระวัง และเป็นการรื้อฟื้นการนมัสการแบบคริสตชน ที่หยั่งรากอย่างลึกซึ้งในขนบประเพณีของพระศาสนจักร.

Alan Petervich  แปลและเรียบเรียง  Updated April 27, 2020
                                                                                                   Ad Majorem Dei Gloriam                                                                       
                                                                                                       Vichitr  Thongthua

   
หน้า: [1] 2 3 ... 145