แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 136
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / คาทอลิกมากขึ้น แต่ชีและพระสงฆ์น้อยลงในอนาคต เมื่อ: ธันวาคม 04, 2018, 08:17:52 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                            คาทอลิกมากขึ้น แต่ชีและพระสงฆ์น้อยลงในอนาคต
                                                                                 More Catholics, but fewer nuns and priests in the future


Vatican statistics show modest, steady church growth worldwide
สถิติวาติกันแสดงความเติบโตเล็กน้อยคงที่ทั่วโลก
 
Pope Francis greeted clergy during his general audience March 4. (CNS/Paul Haring)
โป๊บฟรังซิสทักทายคณะนักบวชระหว่างการเข้าเฝ้าทั่วไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ( CNS/Paul Haring)

By Carol Glatz
Catholic News Service  25  มีนาคม  2015

VATICAN CITY — The number of Catholics in the world and the number of priests and permanent deacons rose slightly in 2013, while the number of men and women in religious orders declined, according to Vatican statistics.   For the second year in a row, the number of candidates for the priesthood also decreased.
นครวาติกัน – จำนวนคาทอลิกในโลกและจำนวนพระสงฆ์และสังฆานุกรณ์ถาวรสูงขึ้นเล็กน้อยในปี 2013  ขณะที่จำนวนชายและหญิงในคณะนักบวชลดลง  ตามสถิติวาติกัน  เป็นปีที่สองในกลุ่ม  จำนวนผู้สมัครไปสู่สังฆภาพสงฆ์ก็ลดลงด้วย

The numbers come from the Statistical Yearbook of the Church, which was completed in February and published in March. The yearbook reported worldwide church figures as of Dec. 31, 2013.    By the end of 2013, the worldwide Catholic population had surpassed 1.253 billion, an increase of about 25 million or 2 percent, modestly outpacing the global population growth rate, which was estimated at 1 percent in 2013.     Catholics as a percentage of the global population was up less than a percentage point at around 17.7 percent.
ตัวเลขจำนวนมาจากรายงานสถิติประจำปีของศาสนจักร ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกุมภาพันธ์และพิมพ์เผยแพร่ในเดือนมีนาคม   รายงานประจำปีแสดงตัวเลขศาสนจักรทั่วโลกของวันที่ 31 ธันวาคม 2013   เมื่อสิ้นปี 2013 ประชากรคาทอลิกทั่วโลกจำนวนมากกว่า 1.253 พันล้านคน  เพิ่มขึ้นประมาณ 25 ล้านคนหรือ 2 เปอร์เซนต์  เติบโตมากกว่าอัตราการเติบโตประชากรโลกเล็กน้อย  ซึ่งประมาณ ที่ 1 เปอร์เซนต์ในปี 2013   คาทอลิกเทียบจำนวนเปอร์เซนต์ของประชากรโลกสูงขี้นน้อยกว่าจำนวนเปอร์เซนต์โลกประมาณ 17.7 เปอร์เซนต์

As it has done in previous years, the latest Vatican statistical yearbook estimated there were about 4.8 million Catholics that were not included in its survey because they were in countries that could not provide an accurate report to the Vatican; for example, China and North Korea.    According to the yearbook, the region where Catholics make up the largest percentage of the general population is in the Americas, where they account for 63.6 percent of the inhabitants, followed by Europe with 39.9 percent. Asia has the lowest proportion, with 3.2 percent.
เหมือนที่ทำในปีที่ผ่านมา รายงานสถิติประจำปีของวาติกันล่าสุดประมาณว่า คาทอลิกจำนวนประมาณ 4.8 ล้านคนไม่ได้รวมอยู่ในการสำรวจ เพราะว่าพวกเขาอยู่ในประเทศที่ไม่สามารถรายงานตัวเลขแน่นอนแก่วาติกันได้ เช่น ประเทศจีนและเกาหลีเหนือ  ตามรายงานประจำปี  ดินแดนที่คาทอลิกมีเปอร์เซนต์สูงสุดของประชากรทั่วไปคือในทวีปอเมริกาทั้งสอง  ที่ซึ่งพวกเขามีจำนวนรวม 63.6 เปอร์เซนต์ของพลเมือง  ตามด้วยยุโรป 39.9 เปอร์เซนต์  เอเซียมีสัดส่วนต่ำสุด เพียง  3.2 เปอร์เซนต์

During the 2013 calendar year, more than 16 million infants and adults were baptized, according to the statistical yearbook, which added that there has been “a general downward trend in the relative number of (infant) baptisms, following closely the trend of the birthrate in most countries.” The ratio of children under 7 being baptized to the overall number of Catholics has been going down on every continent since 2008, it said.
ระหว่างปีปฏิทิน 2013  เด็กและผู้ใหญ่มากกว่า 16 ล้านคนได้รับศีลล้างบาป  ตามรายงานสถิติประจำปี  ซึ่งเพิ่มเติมว่า  ได้มี “ แนวโน้มลดลงทั่วไปในจำนวนการรับศีลล้างบาป(ของเด็ก)  ตามติดๆด้วยแนวโน้มของอัตราการเกิดในทุกประเทศทั่วโลก  “  รายงานกล่าวว่า อัตราเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบล้างบาป จำนวนทั้งหมดลดลงทุกทวีปตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา

It said the number of bishops in the world increased by 40 to 5,173.     The total number of priests — diocesan and religious order — around the world grew from 414,313 to 415,348, with a steady increase in diocesan priests present in Africa, Asia, and the Americas, and a continued decline in Europe. The number of permanent deacons reported — 43,195 — was an increase of more than 1,000 over the previous year.    The number of religious brothers was down slightly from a total of 55,314 at the end of 2012 to a total of 55,253 at the end of 2013.
รายงานแสดงจำนวนของพระสังฆราชในโลกเพิ่มขึ้น 40 องค์เป็น 5,173 องค์  จำนวนทั้งสิ้นของพระสงฆ์ – ทั้งพระสงฆ์สังฆมณฑลและคณะนักบวช – รอบโลก สูงขึ้นจาก  413,313 องค์เป็น 415,348 องค์  ด้วยตัวเลขเพิ่มอย่างมั่นคงสำหรับพระสงฆ์สังฆมณฑลในอาฟริกา เอเซีย และสองทวีปอเมริกา  แต่ลดลงต่อเนื่องในยุโรป   จำนวนสังฆานุกรถาวรเท่าที่รายงาน – 43,195 องค์ – เพิ่มขึ้นกว่า 1,000 องค์มากกว่าปีที่แล้ว   จำนวนของนักบวชชายลดลงเล็กน้อยจากจำนวนทั้งสิ้น 55,314 องค์เมื่อปลายปี 2012 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 55,253 องค์เมื่อสิ้นปี 2013

Related

The number of women in religious orders continued its downward trend. The total of 693,575 temporarily and permanently professed sisters and nuns in 2013 was a 1.2 percent decrease from the previous year and a 6.1 percent decrease since 2008. The biggest decreases in the five-year period were reported in North America, with a decline of 16.6 percent, and Europe, with a decline of 12.6 percent.
จำนวนของหญิงในคณะนักบวชยังคงแสดงแนวโน้มลดลง   จำนวนซิสเตอร์และชีถวายตัวชั่วคราวและตลอดชีพ จำนวนทั้งสิ้น  693,575 องค์ในปี 2013 ลดลง 1.2 เปอร์เซนต์จากปีที่แล้ว และลดลง 6.1 เปอร์เซนต์ตั้งแต่ปี 2008  การลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงเวลาห้าปีที่รายงานมาก็คืออเมริกาเหนือ  โดยมีการลดลง  16.6 เปอร์เซนต์  และยุโรป ลดลง 12.6 เปอร์เซนต์

The number of candidates for the priesthood — both diocesan seminarians and members of religious orders — who had reached the level of philosophy and theology studies continued a recent downturn.   The number of seminarians dropped 118,251 men at the end of 2013 as compared to 120,051 men at the end of 2012. The number of seminarians had seen small increases each year from 2003 to 2011 when there were 120,616 candidates preparing for priesthood.
จำนวนผู้สมัครเข้าสู่สังฆภาพสงฆ์ – ทั้งสามเณรสังฆมณฑลและสมาชิกคณะนักบวช – ซึ่งถึงระดับการศึกษาปรัชญาและเทววิทยา ยังคงลดลงใหม่  จำนวนของสามเณรลดลงเป็น 118,251 คนตอนปลายปี 2013 เทียบกับ 120,051 คนปลายปี 2012   จำนวนของสามเณรเพิ่มเล็กน้อยทุกปีจากปี 2003 ถึง 2011  เมื่อขณะนี้มีผู้สมัคร 120,616 คนกำลังเตรียมตัวเข้าสู่สังฆภาพสงฆ์

                                                                                                  Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                                          Alan  Petervich



                                           
2  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / วาติกันชนะ: ผู้พิพากษากล่าวว่าบาทหลวงมิได้เป็นลูกจ้างของวาติกัน เมื่อ: ธันวาคม 03, 2018, 10:28:12 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                    วาติกันชนะ: ผู้พิพากษากล่าวว่าบาทหลวงมิได้เป็นลูกจ้างของวาติกัน
                                                                                         Vatican win: Judge says priests aren't employees
By NIGEL DUARA
— Aug. 20, 2012 5:55 PM EDT

Home » Oregon » Vatican win: Judge says priests aren't employees

PORTLAND, Ore. (AP) — The Vatican won a major victory Monday in an Oregon federal courtroom, where a judge ruled that the Holy See is not the employer of molester priests. The decision by U.S. District Court Judge Michael Mosman ends a six-year question in the decade-old case and could shield the Vatican from possible monetary damages. ปอร์ตแลนด์ โอเรกอน (สำนักข่าวเอพี) --- วาติกันได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่เมื่อวันจันทร์ ในห้องพิจารณาคดีศาลสหรัฐแห่งรัฐโอเรกน ที่ซึ่งผู้พิพากษาคนหนึ่งวินิจฉัยชี้ขาดว่าสันตะสำนักมิใช่นายจ้างของบาทหลวงที่ปล้นทางเพศกับเด็ก  การตัดสินโดยผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐ Michael Mosman จบปัญหาที่มีมานานหกปีในคดีนานหนึ่งศตวรรษและสามารถเป็นโล่ห์ปกป้องวาติกันจากความเสียหายทางการเงินที่อาจมีขึ้น.

The original lawsuit was filed in 2002 by a Seattle-area man who said the Rev. Andrew Ronan repeatedly molested him in the late 1960s.The plaintiffs tried to show that Ronan and all priests are employees of the Vatican, which is therefore liable for their actions. การฟ้องร้องคดีเริ่มแรกมีขึ้นในปี 2002 โดยชายคนหนึ่งในท้องที่เซียตเติล ซึ่งฟ้องว่าสาธุคุณแอนดรูโรแนน ได้ข่มขืนปล้นเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงปลายปี 1960  ผู้กล่าวหาได้พยายามแสดงว่าโรแนนและบรรดาบาทหลวงทั้งหมดเป็นลูกจ้างของวาติกัน ซึ่งดังนั้นต้องรับผิดสำหรับการกระทำของพวกเขา

Mosman made a previous decision strictly on legal theory and determined that, if all the facts in the case were true, then the Vatican would indeed employ Ronan. But on Monday, Mosman said he looked at the facts in the case and didn't find an employer-employee relationship. มอสแมนได้มีการตัดสินก่อนนี้ครั้งหนึ่งเจาะจงถึงทฤษฎีทางกฎหมายและตกลงใจว่า ถ้าความจริงทั้งหมดในคดีเป็นความจริง ถ้าเช่นนั้นวาติกันจริงๆแล้วควรจะจ้างโรแนน  แต่ในวันจันทร์ มอสแมนกล่าวว่าเขาดูข้อเท็จจริงในคดีแล้ว ไม่พบความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้าง-ลูกจ้างแต่อย่างใด.

"There are no facts to create a true employment relationship between Ronan and the Holy See," Mosman said in his ruling from the bench.Jeff Anderson, attorney for the plaintiff, said he will appeal the decision. "While we're disappointed, of course, we're not discouraged," Anderson said. ไม่มีข้อเท็จจริงใดที่จะทำให้เห็นความสัมพันธ์ทางการจ้างงานที่แท้จริงระหว่างโรแนนและสันตะสำนัก” มอสแมนกล่าวในการดำเนินคดีจากโต๊ะดำเนินคดี เจฟฟ์ แอนเดอร์สันทนายความของผู้กล่าวหา กล่าวว่าเขาจะอุทธรณ์การตัดสิน “แน่นอน ขณะที่เราผิดหวัง เรามิได้ท้อเลย” แอนเดอร์สันกล่าว.

Vatican attorney Jeff Lena declined to comment. The case is the last major U.S. sex abuse lawsuit against the Holy See. Cases in Kentucky and Wisconsin have been dropped in recent years.  The plaintiffs argued that Ronan's fealty to the Pope, the Vatican's ability to promote priests, the Vatican's laicization — or removal — process, and the ability to change priests' training all pointed to the Vatican employing priests. เจฟฟ์เลนา ทนายความฝ่ายวาติกันมิได้ออกความเห็น  คดีนี้เป็นการดำเนินคดีการละเมิดทางเพศสำคัญของสหรัฐคคีสุดท้ายต่อสันตะสำนัก  คดีที่มลรัฐเคนตักกี้และวิสคอนซิลถูกยกฟ้องไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา  บรรดาผู้ฟ้องร้องโต้แย้งว่าโรแนนเป็นผู้จงรักภักดีต่อโป๊บ จากความสามารถของวาตินที่จะเสริมส่งบรรดาบาทหลวง ให้เป็นฆราวาส(ประชาชน)ของวาติกัน---หรือมีการย้ายไป---กระบวนการอื่นๆ และความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงการฝึกอบรมของบาทหลวงทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าวาติกันกำลังจ้างบรรดาบาทหลวง.

"We believe that under further scrutiny," Anderson said in a news release, "the courts will find that Vatican protocols and practice make it clear that obedience to Rome required the secrecy and concealment practiced by priests and bishops as the clergy abuse crisis unfolded in the United States." The impact of Mosman's ruling on other priest sex-abuse cases is not yet clear. The case has gone further than any other in attempting to get at the relationship between priests in the U.S. and the Vatican. “เราเชื่อว่า ภายใต้การกลั่นกรองต่อไป” แอนเดอร์สันกล่าวในแถลงข่าว “บรรดาศาลจะพบว่าพิธีการทางการทูตวาติกันและการปฏิบัติการ จะทำให้เห็นชัดเจนว่าความนบนอบเชื่อฟังต่อโรม ต้องการเก็บเป็นความลับและการซ่อนเร้นที่ปฏิบัติโดยบรรดาบาทหลวงและพระสังฆราช ขณะที่วิกฤติการณ์การละเมิดของนักบวชคลี่คลายในสหรัฐ “ผลสะท้อนของการวางกฎเกณฑ์ของมอสแมนในคดีละเมิดทางเพศของบาทหลวงอื่นๆยังไม่เคลียร์ทีเดียว  คดีดำเนินไปไกลกว่าคดีใดๆในความพยายามที่จะมุ่งที่ความสัมพันธ์ระหว่างบรรดาบาทหลวงในสหรัฐและวาติกัน.

Douglas Laycock, a University of Virginia School of Law professor, said lawsuits against the Pope are usually dismissed on sovereign immunity grounds, with a U.S. court ruling that the Vatican can't be sued because there is no jurisdiction in the U.S. to do so.  "This was likely filed more to make a political statement," Laycock said. ดักลาสเลย์ค๊อก ศาสตราจารย์ภาควิชากฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จีเนีย กล่าวว่า การดำเนินคดีกับโป๊บโดยปกติจะถูกยกเลิก ด้วยพื้นฐานทางสิทธิการคุ้มครองทางกฎหมาย โดยศาลสหรัฐแห่งหนึ่งวางนโยบายว่า วาติกันไม่สามารถถูกฟ้องร้องได้ เพราะว่าไม่มีเขตอำนาจศาลในสหรัฐที่จะทำเช่นนั้นได้ “นี้เป็นเหมือนดำเนินคดีมากขึ้นเพื่อทำการยืนยันทางการเมือง” เลย์ค๊อกกล่าว.

Mosman took up several hypothetical analogies while questioning attorneys for both sides. He said that, for instance, the Oregon legal bar has many of the same powers over lawyers as the Vatican has over priests: It can disbar someone and issue sanctions, just as the Vatican can laicize priests, but doing so doesn't constitute a firing. มอแมนได้ดำเนินการเปรียบเทียบทางสมมุติฐานหลายอย่าง ขณะที่ซักถามบรรดาทนายของทั้งสองฝ่าย  เขากล่าวว่า เช่นตัวอย่าง สภานักกฎหมายโอเรกอน มีอำนาจมากมายอย่างเดียวกันเหนือนักกฎหมาย เหมือนที่วาติกันมีเหนือบรรดาบาทหลวง คือ วาติกันสามารถขับไล่บางคนออกไปและระบุการลงโทษ  เช่นที่วาติกันสามารถให้บาทหลวงกลายเป็นฆราวาส แต่การทำเช่นนั้นก็มิได้สถาปนาการไล่ออกแต่อย่างใด.

The plaintiffs were trying to show that, by exerting control, the Vatican was the priests' employer. Mosman said that if he accepted the plaintiff's argument that the Vatican maintains absolute control over all priests, and is therefore their employer, then all Catholics everywhere could similarly be considered employees of the Holy See. บรรดาผู้ฟ้องกำลังพยายามแสดงว่า โดยการแสดงการควบคุม วาติกันเป็นนายจ้างของบรรดาบาทหลวง  มอสแมนกล่าวว่า ถ้าเขาได้รับเอาคำโต้แย้งของผู้ฟ้องว่า วาติกันดำรงค์การควบคุมเด๋ดขาดเหนือบรรดาบาทหลวงทั้งหมด ดังนั้นวาติกันก็เป็นนายจ้างของพวกเขา ถ้าเช่นนั้น ขาวคาทอลิกทั้งหมดทุกแห่งหนในโลก ทำนองเดียวกัน ก็ถือว่าเป็นลูกจ้างของสันตะสำนัก.

After the ruling, the Survivors Network of those Abused by Priests, or SNAP, director David Clohessy said in a statement that the Vatican wants "to have their cake and eat it too" by varying their definition of the church, sometimes calling it a top-down hierarchical institution and other times asserting that only locals have control over their employees. หลังการวางกฎเกณฑ์  เครือข่ายผู้รอดพ้นจากการละเมิดของบาทหลวงหรือSNAP เดวิด โคเฮสสี ผู้อำนวยการ ได้กล่าวในแถลงการณ์ว่า วาติกันต้องการ”มีส่วนแบ่งเค้กและกินด้วย” โดยให้คำจำกัดความต่างออกไปของศาสนจักร บางครั้งเรียกว่าสถาบันสงฆ์หัวกลับ และบางเวลาก็บอกว่าพวกสังฆราชท้องถิ่นเท่านั้นควบคุมเหนือลูกจ้างทุกคนของเขา.

"It's a shame that, once again, top Catholic officials successfully exploit legal technicalities to keep clergy sex crimes and cover ups covered up," Clohessy said. "The truth is that the Vatican oversees the church worldwide, insisting on secrecy in child sex cases and stopping or delaying the defrocking of pedophile priests." มันน่าอายที่ว่า อีกครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารคาทอลิกระดับสูง ได้ใช้ความรู้ทางเทคนิคด้านกฎหมาย แสวงหาประโยชน์อย่างประสพผลสำเร็จเพื่อเก็บอาชญากรรมทางเพศของนักบวชและปกปิดไว้อย่างเรียบร้อย “ โคลเฮสสีกล่าว “ ความจริงคือว่า วาติกันเป็นผู้ตรวจสอบดูแลศาสนจักรทั่วโลก  โดยยินยันเรื่องเกี่ยวกับความลับในคดีความผิดทางเพศและให้หยุด หรือให้ทำช้าลงซึ่งการถอดชุดนักบวชของบรรดาบาทหลวงที่มักมากในกามคุณ.

Associated Press writer Nicole Winfield contributed to this report.
Reach reporter Nigel Duara on Twitter at http://www.twitter.com/nigelduara




             
3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: การสำรวจกฎหมายของนครรัฐวาติกัน เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2018, 06:43:33 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
5. Survey Articles, Official Publications, & Additional Resources บทความการสำรวจ  สิ่งพิมพ์ทางการ & แหล่งเพิ่มเติม
                 
A. Constitutional Sources แหล่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ
     From the researcher’s perspective, the legal system of the VCS is best approached by examining the documents that established the nation and formed the constitutional basis for the world’s smallest nation state. The most useful work for this purpose is Amos Peaslee’s Constitutions of Nations (2d ed. 1956), which provides a short summary of the nation’s legal composition, the text of the Lateran Treaty, extracts from the accompanying 1929 Concordat, the complete text of the six constitutional laws of 1929, and a short bibliography.
    จากทัศนะของผู้สำรวจ  ระบบกฎหมายของนครรัฐวาติกันจะเข้าดูได้ดีที่สุด โดยการตรวจสอบบรรดาเอกสารต่างๆที่ได้สถาปนาชาติและก่อตั้งพื้นฐานทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ สำหรับรัฐที่เป็นชาติเล็กที่สุดของโลก  งานที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับวัตถุประสงค์นี้ คือ Amos Peaslee’s Constitutions of Nations (2d ed. 1956), ซึ่งจัดให้มีย่อความสั้นๆของเรียงความทางกฎหมายของชาติ  ข้อความบรรยายถึงสนธิสัญญาลาเตรัน ที่ถอดมาจากสัญญา Concordat ปี 1929 ที่จัดให้มาด้วย  เป็นข้อความที่สมบูรณ์ที่สุดของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ครบสมบูรณ์หกฉบับแห่งปี1929 และมีบรรณานุกรมสั้นๆด้วย
 
    The “Vatican City” section in Constitutions of Dependencies and Territories (Philip Raworth ed., 2002) should be consulted for English-language versions of the 2001 Fundamental Law and the 1984 Concordat between the Holy See and the Italian Republic. It should be noted that since this the VCS is treated as a “special sovereignty” in this source, there is no entry for it or the Holy See in Constitutions of the Countries of the World: A Series of Updated Texts, Constitutional Chronologies, and Annotated Bibliographies (Albert P. Blaustein & Gisbert H. Flanz eds., 1971)..
    บทที่ว่าด้วย”นครวาติกัน”ในบรรดาธรรมนูญชองเมืองขึ้นและอาณาเขต (Philip Raworth ed., 2002) ควรไปตรวจสอบข้อมที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ ของกฎหมายพื้นฐานปี 2001 และสัญญาตกลง Concordat 1984 ระหว่างสันตะสำนักกับสาธารณรัฐอิตาลี  ควรจะมีข้อสังเกตุว่า ตั้งแต่ที่นครรัฐวาติกันได้รับการปฏิบัติประหนึ่ง “ความมีอธิปไตยพิเศษ” ในแหล่งนี้ ก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ หรือสันตะสำนักในธรรมนูญของประเทศต่างๆในโลก : ชุดข้อความที่ปรับแต่งใหม่ บัญชีแสดงการเกิดขึ้นตามลำดับก่อนหลังทางธรรมนูญ และบัญชีหนังสือที่เป็นคำอธิบายประกอบ (Albert P. Blaustein & Gisbert H. Flanz eds., 1971)..

B. Survey Articles บทความที่เกี่ยวกับการสำรวจ
    A number of short survey articles exist that can provide the researcher with a basic overview of the city state’s legal system. The most useful of these is Jorri Duursma’s forty-five page chapter on “The State of the Vatican City” in Fragmentation and the International Relations of Micro-States (1996). It provides an excellent overview of the history and status of the VCS. Particular attention is paid to the international status of the city state and the extent to which it has achieved independence from Italy.
    จำนวนหนึ่งของบทความที่พูดถึงการสำรวจสั้นๆ ที่สามารถจัดให้ผู้สำรวจพร้อมกับการตรวจตรามาตรฐานของระบบกฎหมายของนครรัฐ มีอยู่แล้ว  ที่เป็นประโยชน์สูงสุดของบทความเหล่านี้ คือ บทที่ประกอบด้วยสี่สิบห้าหน้าของจอร์รี ดูอูสมา ว่าด้วย “รัฐแห่งนครวาติกัน” ในการแบ่งแยกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของ Micro-States (1996)  มันให้การตรวจสอบยอดเยี่ยมของประวัติศาสตร์และสถานภาพของนครรัฐวาติกัน  ตวามตั้งใจพิเศษแสดงออกมาถึงสถานะนานาชาติของนครรัฐ และ ขอบข่ายที่ขยายไปถึงสิ่งที่ได้สำเร็จเป็นอิสระภาพจากอิตาลี.
 
    Also recommended, albeit far more concise, is Robert Shelledy’s “Vatican” in Legal Systems of the World. This succinct entry provides an historical account of the development of the legal system, together with a description of the legal concepts that govern the nation and an accurate depiction of the current structure of the legal system. Less useful, due to its incomplete and often confusing description of the VCS, is the entry in Modern Legal Systems Cyclopedia (Kenneth R. Redden ed., 1993 revision).
    ที่เสนอแนะด้วย คือ ถึงแม้ว่า จะสั้นกระทัดรัดเท่าใด เป็น “วาติกัน”ของโรเบิร์ต เชลเลอดี ในระบบกฎหมายของโลก  การเขียนด้วยความกระทัดรัดนี้ ทำให้ได้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของพัฒนาการแห่งรับบกฎหมาย พร้อมกับคำบรรยายเรื่องของความนึกคิดทางกฎหมาย ที่ปกครองชาติและการพรรณาอย่างแม่นยำให้เห็นโครงสร้างปัจจุบันของระบบกฎหมาย  ได้ประโยชน์น้อย เนื่องจากคำบรรยายที่ไม่ครบสมบูรณ์และบ่อยมากสับสนของนครรัฐวาติกัน คือการเข้าสู่สารานุกรมระบบกฎหมายสมัยใหม่ (Kenneth R. Redden ed., 1993 revision).

    A very recent addition to the list of survey articles on the VCS is “Vatican” in Vincenzo Buonomo’s Encyclopedia of World Constitutions (Gerhard Robbers ed., 2007). This six-page entry provides a good overview of the legal structure of the VCS, together with a short list of primary and secondary sources consulted.
    การเพิ่มเติมใหม่มากเมื่อเร็วๆนี้เข้าในรายชื่อบทความการสำรวจว่าด้วยนครรัฐวาติกัน คือ”วาติกัน” ในสารานุกรมแห่งรัฐธรรมนูญโลก ของ วินเซนโซ บูโอโนโม (Gerhard Robbers ed., 2007). ข้อมูลหกหน้านี้ ให้การตรวจสอบที่ดีของโครงสร้างทางกฎหมายของนครรัฐวาติกัน พร้อมกับ รายนามสั้นๆของแหล่งปฐมภูมิและทุติยภูมิที่ให้คำปรึกษาหารือ.
 
    A short and now dated entry entitled “Vatican” is included in International Encyclopedia of Comparative Law: National Reports (Victor Knapp ed., 1997). The entry, actually completed in December 1972 by Judge Astuti, provides a very brief overview of the constitutional system of the city state, together with the sources and contents of law and a selective bibliography of Italian language resources.
    ข้อมูลหนึ่งที่สั้นและสืบต่อมาจนทุกวันนี้มีชื่อว่า “วาติกัน” นั้น ถูกรวมอยู่ในสารานุกรมนานาชาติแห่งกฎหมายเปรียบเทียบ : รายงานแห่งชาติ National Reports (Victor Knapp ed., 1997). ข้อความ ซึ่งณ เวลานี้ สมบูรณ์ครบครันในเดือนธันวาคม 1972 โดยผู้พิพากษา อาสตูตี นั้น  ให้การตรวจตราสั้นๆมาก ว่าด้วยระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญของนครรัฐ พร้อมกับแหล่งข้อมูงและเนื้อหาของกฎหมาย และ บัญชีหนังสือที่คัดเลือกมาของแหล่งข้อมูลที่เป็นภาษาอิตาเลียน.
 
    A less obvious source that provides a modest amount of background information is L. Barbarito’s entry for the “Vatican City” in New Catholic Encyclopedia (2d ed. 2003). There is less focus on the legal system than in the other items mentioned, but the information concerning the rise of the modern state and the operation of the city state’s government is still very serviceable.
    แหล่งที่เห็นชัดน้อยกว่า ที่ให้ปริมาณข้อมูลพอสมควรของข่าวสารพื้นฐานก็คือ  ข้อความของ แอล. บาร์บาริโต สำหรับ “นครวาติกัน” ใน New Catholic Encyclopedia (2d ed. 2003). มีการมุ่งศูนย์รวมน้อยกว่า เกี่ยวกับระบบกฎหมาย กว่าในรายการอื่นที่ระบุ  แต่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการเกิดรัฐใหม่ๆและปฏิบัติการของรัฐบาลแห่งนครรัฐ ยังคงให้บริการได้.
 
    Legal researchers who traditionally rely on Foreign Law by Reynolds and Flores for an overview of a foreign jurisdiction and an accompanying legal bibliography will be disappointed. Regrettably, they cover neither the VCS nor the Holy See, and there is also no mention of the city state in the section describing the legal system of the Republic of Italy.
    ผู้วิจัยค้นคว้าทางกฎหมาย ซึ่งตามธรรมประเพณี พึ่งพากฎหมายต่างประเทศ โดย เรโนลด์และฟลอเรส สำหรับการสำรวจตรวจตราการบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ และรายชื่อหนังสือทางกฎหมายที่เสนอตามมา จะทำให้ผิดหวัง  น่าเสียใจ ที่หนังสือเหล่านั้นมิได้ครอบคุมทั้งนครรัฐวาติกันและทั้งสันตะสำนัก  และมิได้ระบุถึงนครรัฐในภาคที่บรรยายระบบกฎหมายของสาธารณะรัฐอิตาลีด้วย.
 
C. Official Vatican Publications สิ่งพิมพ์วาติกันเป็นทางการ
     Since 1908, the Vatican Publishing House (Libreria Editrice Vaticana) has been responsible for publishing Acta Apostolicae Sedis (AAS), together with its supplements, on a periodic basis. AAS constitutes the official bulletin or gazette for the Holy See; it contains papal encyclicals, apostolic constitutions, and other forms of pontifical acts. Since this is a publication of the Holy See much of what is published in AAS is not directly related to the governing of the VCS; however it is the official, Latin language source for pontifical acts and canon laws. Legislation pertaining just to the governance of the VCS is usually published in the supplement to the AAS.
    เริ่มปี 1908 สำนักพิมพ์วาติกัน Vatican Publishing House (Libreria Editrice Vaticana) รับผิดชอบสำหรับการตีพิมพ์ Acta Apostolicae Sedis (AAS) พร้อมกับฉบับพิมพ์ภาคผนวก-suppliment ต่อมาก็มีฉบับออกเป็นครั้งคราว ที่เรียกว่า bulletin or gazette สำหรับสันตะสำนัก ที่ประกอบด้วย papal encyclicals, apostolic constitutions, and other forms of pontifical acts  โดยที่นี้เป็นการพิมพ์ของสันตะสำนัก ที่ส่วนให่ญ่เป็นแหล่งข้อมูลที่พิมพ์ใน AAS  ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปกครองนครรัฐวาติกัน  อย่างไรก็ดี นี้เป็นแหล่งข้อมูลทางการที่เป็นภาษาลาติน เพื่องานสันตะสำนักและกฎหมายพระศาสนจักร  การบัญญัติกฎหมายที่รวมถึงการปกครองของนครรัฐวาติกัน เป็นปกติที่จะต้องพิมพ์ในภาคผนวกใน AAS.

    The Vatican Publishing House is also responsible for publishing the daily newspaper of the VCS, L’Osservatore Romano (The Roman Observer). The daily edition is published in Italian; however since 1968 a weekly, English language compendium edition has also been published. Although the foci of the newspaper are the daily activities of the Pope and news from within the Church, the newspaper also reports items of interest regarding the governing of the VCS.
    สำนักพิมพ์วาติกัน ยังรับผิดชอบสำหรับการพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวัน ของนครรัฐวาติกัน  คือ  L’Osservatore Romano (The Roman Observer). ฉบับพิมพ์รายวันพิมพ์เป็นภาษาอิตาเลียน  อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 1968  มีการออกรายส้ปดาห์ ฉบับย่อเป็นภาษาอังกฤษ  แม้การรวมศูนย์ของหนังสือพิมพ์เป็นงานประจำวันของโป๊บ และข่าวสารจากภายในศาสนจักร  หนังสือพิมพ์ได้รายงานข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปกครองของนครรัฐวาติกันด้วย.

D. Monographs and Articles เอกสารและบทความต่างๆ
     The focus of the overwhelming majority of legal commentary on the VCS has revolved around the jurisdiction’s status in international law. The most complete treatment of this area of law is Hyginus Cardinale’s The Holy See and the International Order (1976). This 557-page work provides an extensive discussion of how the Holy See, the Church, and the VCS are united in international representation under the agency of the Holy See. Additionally, Cardinale’s text provides annexes to both the 1929 Concordat and the 1929 Fundamental Laws.
     การมุ่งความสนใจส่วนใหญ่ท่วมทัน ของการวิพากษวิจารย์ทางกฎหมายที่เกี่ยวกับนครรัฐวาติกัน ได้วนเวียนรอบๆสถานะของการบังคับใช้กฎหมายในกฎหมายระหว่างประเทศ  ปฏิบัติการที่สมบูรณ์ที่สุดของกฎหมายนี้ก็คือ Hyginus Cardinale’s   The Holy See and the International Order (1976 )   งานยาว 557 หน้านี้ให้การถกเถียงโต้แย้งอย่างยาวเหยียดกว้างขวางที่ว่า สันตะสำนัก ศาสนจักรและนครรัฐวาติกันรวมเป็นเอกภาพอย่างไรในการเป็นตัวแทนระหว่างชาติภายใต้หน่วยงานสันตะสำนักเพียงหน่วยเดียว  ที่เพิ่มเติมก็คือ  ข้อมูลของคาร์ดินาเลที่จัดข้อแนบท้ายให้ทั้งสนธิสัญญา 1929 Concordat และ  the 1929 Fundamental Laws.
4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: การสำรวจกฎหมายของนครรัฐวาติกัน เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2018, 06:33:08 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
 
D. Financial Matters เรื่องการเงิน
    The financial aspects of the VCS have been described as mysterious. Despite the notoriety that has on occasions defined the finances of the Vatican, there is still little known about exactly how much wealth the Vatican possesses and what form this wealth takes.
    รูปการทางการเงินของนครรัฐวาติกันบรรยายออกมาว่าเป็นเรื่องลึกลับ  นอกเสียจาก การตั้งข้อสังเกตุว่ามีการจำกัดความบางครั้งเรื่องการเงินของวาติกัน  ยังคงมีความรู้น้อยเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่วาติกันยึดถือไว้นั้นจริงๆแล้วมีมากน้อยเท่าใด และทรัพย์ศฤงตารเหล่านั้นอยู่ในรูปแบบอะไร.
 
    The VCS’s budget is maintained by the Prefecture for Economic Affairs of the Holy See, which also manages the fiscal affairs of the Roman Curia. Vatican citizens are not subject to Italian taxes on their income, and the Vatican State pays neither taxes nor assessments to the Italian or Roman governments. Most of the daily functions are paid with a budget that consists of profits from the museum and post office, as well as Peter’s Pence.
    งบประมาณของนครรัฐวาติกันดำเนินการโดยหัวหน้าฝ่ายการเศรษฐกิจของสันตะสำนัก ซึ่งจัดการกิจการงบประมาณประจำปีของ Roman Curia  พลเมืองวาติกันไม่ใช่ผู้ที่จะชำระภาษีรายได้แก่อิตาลี และ รัฐวาติกันก์มิได้ชำระภาษีหรือค่าปรเมินราคาทรัพย์สินแก่รัฐบาลอิตาลีหรือรัฐบาลโรมันใดๆ  การใช้จ่ายประจำวันส่วนใหญ่ที่สุดชำระด้วยงบประมาณที่ประกอบด้วยกำไรที่ได้จากพิพิธภัณฑ์และการไปรษณีย์ เช่นเดียว กับเงินบริจาค Peter’s Pence.
 
    The customs rules of the VCS are based on article 20 of the Lateran Treaty which exempts it from all European Community duties and taxes. The small amount of goods originating in the VCS and exported to Italy is exempt from duty and subject to a preferential arrangement. The VCS has a special position with relation to imports and exports that allows goods to be carried into the Vatican from Italy free of payment of any customs charges. This has been a common source of contention between the Vatican and Italian officials.
    กฎระเบียบในการเก็บภาษีศุลกากร วางรากฐานบนข้อ 20 ของสนธิสัญญาลาเตรันซึ่งยกเว้นการเก็บจากเงินชำระค่าอากรและและภาษีของสหภาพยุโรป  จำนวนเล็กน้อยของศีลค้าที่ก่อกำเนิดในนครรัฐวาติกันและส่งออกไปอิตาลี ได้รับยกเว้นอากรและขึ้นกับการจัดการที่เลือกกัน  นครรัฐวาติกัน มีฐานะพิเศษด้วยความสัมพันธ์กับสินค้านำเข้าและสินค้าออก ที่อนุญาตให้สินค้าทั้งหลายลำเลียงเข้าสู่วาติกันจากอิตาลี ปลอดจากการชำระค่าภาษีอากรใดๆ  นี้เคยเป็นแหล่งปกติธรรมดาของการช่วงชิงระหว่างเจ้าหน้าที่วาติกันและอิตาเลียน.
 
    The VCS is entitled to use the Euro as its official currency. The VCS had relied on the Italian lira as its form of currency until Italy signed onto the Maastricht Treaty establishing a plan for a single European currency. In recognition of the Vatican’s reliance on the currency of Italy, and despite its nonmember status, the European Union agreed to let the VCS use the new currency provided arrangements were made with Italy. The new arrangement with Italy, amended by the European Commission in 2003, entitles the VCS to issue Euro coins for a maximum annual face value of EUR 1,000,000.
    นครรัฐวาติกันเลือกที่จะใช้ยูโรเป็นเงินตราทางการ  นครรัฐวาติกันได้พึ่งพาเงินลีราของอิตาลีประหนึ่งรูปแบบเงินตราของตนจนกระทั่งอิตาลีได้ลงนามในสนธิสัญญามาสตริช ที่สถาปนาแผนสำหรับเงินตราสกุบยุโรปหนึ่งเดียว  ในการรับรู้ของการพึ่งพาของวาติกันเรื่องเงินตรากับอิตาลี  และแม้ในสถานะที่มิได้เป็นสมาชิก  สหภาพยุโรปก็ยินยอมให้นครรัฐวาติกันใช้เงินตราใหม่ที่ทำให้เกิดการจัดการจากอิตาลี  การจัดการใหม่กับอิตาลี  แก้ไขปรับปรุงโดยสหภาพยุโรปในปี 2003 ทำให้นครรัฐวาติกันออกเหรียญยูโร สำหรับมูลค่าหน้าเงินเหรียญสหภาพยุโรปประจำปีสูงที่สุดถึง 1,000,000 ยูโร
 
    There is only one bank operating in the VCS, the Instituto per le Opere di Religione, which also exists as the Central Bank of the VCS. It should be noted, however, that despite the existence of a central bank, the VCS is not a member of the International Monetary Fund, and there have been no examinations by international organizations of the VCS’s banking, economic, and financial systems. Nor does the VCS have direct access to the major payment clearing systems of the Euro area. There does appear to be some concern regarding money laundering in the VCS, since the VCS has no commercial financial sector to which normal anti-money laundering rules apply.
    มีธนาคารเพียงแห่งเดียวเปิดทำการในนครรัฐวาติกัน  คือ , the Instituto per le Opere di Religione ซึ่งดำรงอยู่ประหนึ่งธนาคารกลางของนครรัฐวาติกัน  อย่างไรก็ดี ควรจะตั้งข้อสังเกตุว่า แม้มีธนาคารกลางอยู่ด้วย แต่นครรัฐวาติกันก็ไม่ใช่สมาชิกกองทุนเงินตราระหว่างประเทศ  และไม่มีการตรวจสอบโดยองค์การนานาชาติถึงระบบธนาคาร เศรษฐกิจและการเงินของนครรัฐวาติกัน  ทั้งนครรัฐวาติกันก็ไม่มีการความสัมพันธ์กับระบบเคลียริงการชำระเงินขนาดใหญ่ในขอบข่ายสกุลยูโร  เท่าที่ปรากฎที่ทำให้เกิดความกังวลก็คือการฟอกเงินในนครรัฐวาติกัน  ตั้งแต่วาติกันไม่มีภาคเงินตราพาณิชณ์ ซึ่งกฎการต่อต้านการฟอกเงินปกติต้องนำมาใช้จัดการ.

4. The Vatican in International Relations วาติกันในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
    To be considered a “state” under international law, the Montevideo Convention requires that an international personality have a defined territory, a permanent population, a government, and the capacity to enter into relations with other States. Many of the leading commentators in the field have often questioned whether the VCS really does qualify as a state, since its constituent elements are highly abnormal or reduced to a bare minimum. Further controversy exists over whether the VCS and the Holy See are actually two separate international personalities.
    พิจาราคำว่า “รัฐ” ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ  การประชุมตกลงมอนเตวิเดโอต้องการว่าความเป็นบุคคลนานาชาติต้องมจำกัดความถึงดินแดน พลเมืองถาวรจำนวนหนึ่ง  รัฐบาลชุดหนึ่ง และความสามารถที่จะเข้าสู่ความสัมพันธ์กับรัฐอื่นๆ  ผู้ให้ความคิดเห็นชั้นนำหลายคนในขอบข่ายนี้ บ่อยมากที่จะถามว่านครรัฐวาติกันนี้จะนับเป็นรัฐได้หรือ โดยที่ส่วนประกอบที่รวมกันอยู่นี้ผิดปกติอย่างสูงมาก หรือถูกลดลงน้อยที่สุด  การโต้แย้งไปเรื่อยๆคงมีอยู่ว่า นครรัฐวาติกันนครรัฐวาติกันและสันตะสำนักโดยแท้จริงแล้วเป็นลักษณะบุคคลากรนานาชาติที่แบ่งแยกเป็นสองอยู่แล้ว.
 
    The Holy See participates actively in international organizations and has membership or observer status in organizations such as the United Nations, Organization for Security and Co-operation in Europe, International Atomic Energy Agency, Preparatory Commission for the Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty Commission, United Nations High Commissioner for Refugees, World Intellectual Property Organization, and World Trade Organization. It is interesting to note that the Vatican City State is the official member of those organizations in which the Holy See cannot maintain membership for reasons of its existence solely as a legal personality and not a temporal body. On its Web site, the Press Office of the Holy See delineates such organizations as those in which the Holy See maintains the membership “in the name and on behalf of the Vatican City State.”
    สันตะสำนักร่วมกันอย่างแข็งขันในองค์กรระหว่างประเทศ และมีฐานะเป็นสมาชิกหรือผู้สังเกตุการณ์ในองค์การต่างๆ เช่นองค์การสหประชาชาติ  องค์กรเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือกันในยุโรป  สำนักงานพลังงานปรมาณูนานาชาติ  คณะกรรมาธิการเตรียมการสำหรับผู้อพยพลึ้ภัย  สำนักข้าหลวงใหญ่นานาชาติเพื่อผู้อพยพลี้ภัย  สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญา และองค์การค้าโลก  มันน่าสนใจที่จะตั้งข้อสังเกตุว่า นครรัฐวาติกันเป็นสมาชิกทางการขององค์กรเหล่านั้นซึ่งสันตะสำนักไม่สามารถเป็นสมาชิกเพราะเหตุผลการอยู่โดดเดี่ยวในฐานะองคาพยบทางกฎหมายแห่งหนึ่ง และไม่ใช่องค์กรชั่วคราว  ในเว็บ”ซต์ของวาติกัน  สำนักพิมพ์ของสันตะสำนักพยามกล่าวว่าองค์กรเช่นที่ว่านั้นก็เหมือนกับองค์กรเหล่านั้นที่สันตะสำนักธำรงอยู่แบบเป็นสมาชิก ในชื่อและเพราะเห็นแก่นครรัฐวาติกัน.
 
    The Holy See has one of the largest and oldest diplomatic representations in the world, maintaining diplomatic relations with 175 countries. Seventy-one countries have resident embassies to the Holy See, including the European Union and the United States.
    สันตะสำนักมีความเป็นตัวแทนทางการทูตที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก  โดยธำรงความสัมพันธ์ทางการทูตกับ 175 ประเทศ  เจ็ดสิบเอ็ดประเทศมีสถานเอกอัครราชทูตตั้งอยู่ในสันตะสำนัก รวมทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา.
5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: การสำรวจกฎหมายของนครรัฐวาติกัน เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2018, 06:22:26 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
3. The Government and Legal System of the Vatican City State   รัฐบาลและระบบกฎหมายของนครรัฐวาตืกัน
    The Holy See is a religious entity that does not occupy a temporal location; therefore, the VCS provides it with the territorial sovereignty necessary to guarantee it’s ability to operate as the juridical equivalent of other states. Consequently, the Holy See is the legal personality of the VCS which enters into treaties and sends and receives diplomatic representatives. While it is natural to assume that normal conventions of governmental structure apply to the structure of the VCS, it is important to note the differences and to isolate the activities of the VCS as a temporal body from the secular activities of the Holy See. This section examines the domestic legal system of the VCS and the branches of the city state’s government. It should be noted that the structure of the VCS system is not based on separation of the legislative, executive, and judicial powers of the governmental body, but for the purposes of this article it will be broken down into those components.
    สันตะสำนักเป็นสิ่งสถิตย์ทางศาสนาที่ไม่ยึดครองที่ตั้งชั่วคราว  ดังนั้น นครรัฐวาติกันจัดให้มันมีอำนาจอธิปไตยแห่งดินแดนที่จำเป็นในการค้ำประกันความสามารถของมันที่จะดำเนินการประหนึ่งเท่าเทียมทางกฎหมายของรัฐอื่นๆ  ผลที่ตามมา สันตะสำนักเป็นบุคลิกภาพทางกฎหมายของนครรัฐวาติกัน ซึ่งเข้าสู่สนธิสัญญาต่างๆ และส่งและรับตัวแทนทางการทูต  ขณะที่มันเป็นธรรมชาติที่จะถือเอาว่าการประชุมตกลงปกติของโครงสร้างรัฐบาล ปรับใช้โครงสร้างของนครรัฐวาติกัน  มันสำคัญที่จะตั้งข้อสังเกตุความแตกต่างและที่จะกันกิจกรรมของนครรัฐวาติกันในฐานะองค์กรชั่วคราว จากกิจกรรมทางโลกของสันตะสำนัก  บทนี้ตรวจตราระบบกฎหมายท้องที่ของนครรัฐวาติกันและกิ่งก้านสาขาของรัฐบาลของรัฐนคร  มันควรจะถูกสังเกตุว่าโครงสร้างของระบบนครรัฐวาติกัน มิได้วางพื้นฐานบนการแบ่งแยกของอำนาจออกกฎหมาย อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการขององค์กรรัฐบาล  แต่สำหรับวัตถุประสงค์บทความนี้มันจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆเหล่านั้น
 
A. Legislative Matters เรื่องการออกกฎหมาย
    The legislative responsibilities granted to the Pope are delegated to the Pontifical Commission. The Pontifical Commission is composed of seven cardinals appointed by the Pope for a five-year term. The commission can seek the advice of the “Consulta,” a group of experts appointed by the Pope on any legislative matter, if further information on a topic is required.
    ความรับผิดชอบในการออกกฎหมายอนุมัติให้โป๊บมอบหมายแก่คณะกรรมการสันตะสำนัก  คณะกรรมการสันตะสำนักประกอบด้วยพระคาร์ดินัลเจ็ดองค์ แต่งตั้งโดยโป๊บโดยมีวาระห้าปี   คณะกรรมการสามารถแสวงหาคำแนะนำของ “Consulta”ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชวญที่ถูกแต่งตั้งโดยโป๊บว่าด้วยเรื่องการออกกฎหมายใดๆ ถ้าข้อมูลข่าวสารล่วงหน้าไกลกว่าในเรื่องนั้นๆเป็นที่ต้องการ.
 
    The legislation of the VCS is comprised of the laws and regulations of the State of the Vatican City, the Code of Canon Law, the Code of Civil Procedure, the apostolic constitutions, the Lateran Treaty and the conventions with other foreign states. As noted earlier, where these laws and regulations do not cover certain instances, the Vatican has recourse to Italian laws, to provincial regulations and to the municipal rules of the city of Rome.
    การบัญญัติกฎหมายของVCS ประกอบด้วยกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆของนครรัฐวาติกัน เช่น ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  กฎบัตรรัฐธรรมนูญสันตะสำนัก  สนธิสัญญาลาเตรันและการประชุมตกลงต่างๆกับรัฐต่างประเทศอื่นๆ  ดังที่ได้ตั้งข้อสังเกตุมาแล้วก่อนหน้านี้  ณ ที่ใดที่บรรดากฎหมายและระเบียบข้อบังคับเหล่านี้มิได้ครอบคลุมเรื่องใด วาติกันมีแหล่งข้อมูลที่กฎหมายอิตาลี  ที่ระเบียบข้อบังคับแห่งแคว้นและที่กฎระเบียบเทศบาลแห่งนครโรม.
 
B. Executive Matters เรื่องการบริหาร
    Although the VCS is the last remaining absolute monarchy in Europe, the Pope is officially elected by the College of Cardinals under section 33 of the Pope’s 1996 Apostolic Constitution, Universi Dominici Gregis (On the Vacancy of the Apostolic See and the Election of the Roman Pontiff). However, the Pope generally delegates his powers as absolute monarch to a governing commission composed of a cardinal-president and other cardinals. The executive power is exercised by the president of the Pontifical Commission with the assistance of a secretary-general and a deputy secretary-general. The president of the commission can enact decrees for the implementation of legal provisions and regulations and, in times of urgent necessity, enact decrees that have the force of law if they are confirmed by the commission within ninety days. Although the Pontifical Swiss Guard is not governed by the VCS, the president of the commission has recourse to the guard if needed, in addition to the security forces of the VCS.
    แม้ VCS เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชที่ยังคงเหลืออยู่ในยุโรป  โป๊บได้รับเลือกเป็นทางการโดยคณะพระคาร์ดินัลภายใต้หมวด 33 ของรัฐธรรมนูญสันตะสำนัก , Universi Dominici Gregis (On the Vacancy of the Apostolic See and the Election of the Roman Pontiff)  อย่างไรก็ดี โดยทั่วไปแล้ว โป๊บใช้อำนาจของพระองค์ดังกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชทางคณะกรรมการปกครองที่ประกอบด้วยคาร์ดินัลประธานองค์หนึ่งและองค์อื่นอีก  อำนาจบริหารจัดการดำเนินไปโดยประธานของคณะกรรมการสันตะสำนัก ด้วยความช่วยเหลือเลขวธิการใหญ่และรองเลขาธิการ  ประธานของคณะกรรมการสามารถบัญญัตืกฤษฎีกาต่างๆสำหรับการประกาศใช้ของข้อกำหนดและระเบียบข้อบังคับทางกฎหมาย และ ในเวลาแห่งความจำเป็นเร่งด่วน บัญญัติกฤษฎีกาที่มีอำนาจทางกฎหมาย ถ้าได้รับก่รยืนยันโดยคณะกรรมการภ่ยในเก้าสิบวัน  แม้ว่าหน่วยสวิสการ์ดมิได้ถูกควบคุมโดยนครรัฐวาติกัน ประธานของคณะกรรมการสามารถใช้งานการ์ดได้ถ้าต้องการ เป็นการเพิ่มแก่กองกำลังรักษาความปลอดภัยของนครรัฐวาติกัน.
 
    The day-to-day functions of the Vatican City are attended to by the president of the Governatorate of the Vatican City, a position comparable in status to the mayor of an Italian city. The president is responsible for the administration of the museums; the maintenance of the Apostolic Palace, the official residence of the Pope in the Vatican City, and other buildings, except St. Peter’s Basilica; and the management of such facilities as the post office, the gardens and nurseries, and the grocery store.
    งานในหน้าที่วันต่อวันของนครวาติกันคือเฝ้ารับใช้ตามที่ได้รับบัญชาโดยประธานของสำนักปกครองของนครวาติกัน ที่ตำแหน่งเทียบเท่าสถานะหลอดแมร์ของนครในอิตาลี  ประธานเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการบริหารพิพิธภัณฑสถาน  การซ่อมแซมวังสันตะสำนัก นิวาสถานเป็นทางการของโป๊บในนครวาติกัน และตึกอาคารอื่นๆ ยกเว้นมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์และการจัดการเช่นการปฏิบัติการอย่างเช่นที่ทำการไปรษณีย์ สวนและโรงเลี้ยงและร้านจำหน่ายของชำ.
 
C. Judicial Matters เรื่องการศาลยุติธรรม
     Following the creation of the VCS in 1929, the court system of the Vatican very closely resembled that of the canon law system, and many of the judges from the canon law courts served a dual function as jurists on the Vatican courts. As with many aspects of the VCS, there was little separation between the Holy See and the temporal government during the early years of the city state. The VCS’s court system has been reorganized three times since its inception, the last time in response to the motu proprio, Quo Civium Iura (“How the Rights of Citizens”), issued by Pope John Paul II on November 21, 1987. This apostolic letter preceded, by a few days, the law that created a more temporally independent structure based primarily on the Italian judicial system.
    ต่อจากการสร้างนครรัฐวาติกันในปี 1929 ระบบศาลของวาติกันรวมกันอย่างใกล้ชิดมากกับระบบกฎหมายพระศาสนจักรและ ผู้พิพากษาจำนวนมากจากศาลพระศาสนจักร ทำงานรับใช้ในสองหน้าที่ในฐานะนักกฎหมายในศาลวาติกัน  เท่าที่เห็นทัศนะต่างๆของนครรัฐวาติกัน  มีการแบ่งแยกเล็กน้อยระหว่างสันตะสำนักและรัฐบาลชั่วคราวระหว่างปีต้นๆของนครรัฐ  ระบบศาล VCS จัดรวมองค์กรซ้ำแล้วซ้ำอีกถึงสามครั้งตั้งแต่การเริ่มแรก  ครั้วสุดท้ายเป็นการตอบรับ motu proprio, Quo Civium Iura (“How the Rights of Citizens”),ที่ประกาศใช้โดยโป๊บยอห์นปอลที่ ll เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 1987  สารตรานี้ออกกำหนด ในเวลาสองสามวันซึ่งกฎหมายที่วางโครงสร้างอิสระเป็นการชั่วคราวมากกว่า โดยวางมาตรฐานแรกบนระบบยุติธรรมอิตาลี.
 
    The judicial system of the VCS is organized as follows: a sole judge (Giudice Unico) presiding over a court of limited jurisdiction; a three-judge Tribunal (Tribunale); a four-member Court of Appeals (Corte d’Appello); and, finally, the Supreme Court of Appeals (Corte di Cassazione). It is important to distinguish these judicial organs from those of the Roman Curia, which is the administrative arm of the Holy See. Cases from temporal VCS courts are not generally reported, but a listing of the types of cases tried before each of the courts is published in L’Attivita della Santa Sede, the annual yearbook.
    ระบบศาลยุติธรรมของนครวาติกันจัดองค์กรดังนี้คือ : ผู้พิพากษาคนเดียว(Giudice Unico) เป็นประธานที่มีอำนาจบังคับจำกัด ; ศาลที่ประกอบด้วยผู้พิพากษาสามคน (Tribunale); ศาลอุทธรณ์ที่ผู้พิพากษาสี่คน (Corte d’Appello); และ  สุดท้าย ศาลฏีกาสูงสุด- the Supreme Court of Appeals (Corte di Cassazione). เป็นเรื่องสำคัญที่จะแยกแยะองค์กรศาลยุติธรรมเหล่านี้ จากหน่วยงาน Roman Curia ซึ่งเป็นมือไม้ทางการบริหารของสันตะสำนัก   คดีต่างๆจากศาลวาติกันชั่วคราว โดยทั่วไปไม่ต้องรายงาน แต่รายชื่อของชนิดคดีที่พิจารณาก่อนในแต่ละศาลถูกลงพิมพ์ในหนังสือรายงานรายปี L’Attivita della Santa Sede -
 
    Beginning at the lowest level, the Giudice Unico is responsible for such matters as small claims, traffic tickets, and validation of marriages. The judge, in accordance with city state law, must be a citizen of the VCS, and must also serve simultaneously as a judge on the other courts.
    โดยเริ่มจากระดับต่ำสุด ศาล Giudice Unico รับผิดชอบสำหรับเรื่องประเภทคำฟ้องร้องเล็กๆ ใบขับขี่ และความสมบูรณ์ของการแต่งงาน  ผู้พิพากษา ในการดำเนินตามกฎหมายนครรัฐ ต้องเป็นพลเมืองคนหนึ่งของนครรัฐวาติกัน  และต้องรับใช้พร้อมกัน ในฐานะผู้พิพากษาที่ศาลอื่นด้วย.
 
    Although technically a court of general jurisdiction, it should be noted that the Tribunale does not handle as many cases as the Giudice Unico. The three judges that comprise this second level court are appointed by the Pope, and they are able to hear both civil and penal matters; however, most criminal cases are transferred to Italy and prosecuted by the Italian government, as authorized by the Lateran Treaty.
    แม้ในทางเทคนิค ศาลบังคับคดีทั่วไป  ควรจะตั้งข้อสังเกตุว่า ศาลยุติธรรม Tribunale (ผู้พิพากษาสามคน)มิได้ทำคดีมากเท่าศาล Giudice Unico.  ผู้พิพากษาสามคนที่ประกอบเป็นศาลระดับสองได้รับการแต่งตั้งจากโป๊บ และพวกเขาสามารถฟังทั้งเรื่องแพ่งและอาญา  อย่างไรก็ดี คดีอาญาส่วนมากที่สุดจะถูกโอนย้ายไปสู่อิตาลีและดำเนินคดีโดยรัฐบาลอิตาลี ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากสนธิสัญญาลาเตรัน.
6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: การสำรวจกฎหมายของนครรัฐวาติกัน เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2018, 06:07:58 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
B. The Constitutional Laws  กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ
    On the same day that the Lateran Treaty was signed, the VCS adopted a constitution in the form of six constitutional (or fundamental) laws: Fundamental Law of the City of the Vatican; Law of the Source of Laws; Law on the Rights of Citizenship and Sojourn; Law on Administrative Organization; Law on Economic, Commercial, and Professional Organization; and Law of Public Security. Under the second of these laws, the sources of VCS law were comprised of the Codex Iuris Canonici (Canon Law Code), and “[t]he laws promulgated for the City of the Vatican by the Sovereign Pontiff or by any other authority delegated by him, as well as the regulations lawfully issued by the competent authority.” Article 3 of this law also allowed for the use of Italian law as well as provincial and municipal Roman law when they did not conflict with canon law, the rules of the Lateran Treaty (and, later, the 1984 Concordat),or divine law.
    ในวันเดียวกันกับที่มีการลงนามในสนธิสัญญาลาเตรัน  นครรัฐวาติกันได้รับเอารัฐธรรมนูญในรูปแบบของกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ(หรือพื้นฐาน) คือ กฎหมายพื้นฐานของนครวาติกัน  กฎหมายของแหล่งของกฎหมายต่างๆ  กฎหมายว่าด้วยสิทธิความเป็นพลเมืองและการพักแรม  กฎหมายเกี่ยวกับองค์การบริหาร  กฎหมายว่าด้วยองค์การอาชีพ การพาณิย์และเศรษฐกิจ  และกฎหมายของความปลอดภัยสาธารณะ  ภายใต้ฉบับที่สองของกฎหมายเหล่านี้  แหล่งข้อมูลกฎหมาย VCS ประกอบด้วย Codex Juris Canonici (Canon Law Code – ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร) และ “ กฎหมายที่ประกาศใช้เฉพาะนครรัฐวาติกันโดยสันตะปาปาผู้เป็นใหญ่หรือโดยผู้มีอำนาจอื่นที่ถูกตั้งแทนพระองค์  เช่นเดียวกับกฎข้อบังคับต่างๆที่ออกตามกฎหมายโดยผู้มีอำนาจเท่าเทียม” มาตรา3ของกฎหมายฉบับนี้ได้อนุญาตด้วยสำหรับการใช้กฎหมายอิตาลีเช่นเดียวกับกฎหมายโรมันที่เกี่ยวกับเทศบาลและเขตแขวง เมื่อไม่ขัดแย้งกับกฎหมายพระศาสนจักร กับกฎเกณฑ์ของสนธิสัญญาลาเตรัน (และต่อมาConcordat สนธิสัญญาระหว่างวาติกันกับประเทศใดๆว่าด้วยเรื่องของสงฆ์ 1984 หรือ กฎหมายพระเจ้า.
 
    Much of the Law of the Sources of the Law is devoted to synthesizing these three sources into a unified set of laws for the city state. Certain parts of Italian law are specifically mentioned in various articles of this law. These include the Italian Penal Code, Code of Penal Procedure, Civil Code, Code of Civil Procedure, and various national and local laws relating to public works, transportation, telecommunications, and health and sanitation.
    ส่วนใหญ่ของกฎหมายของแหล่งกฎหมาย ถูกอุทิศเพื่อการหาส่วนประกอบทางเคมีสามแหล่งนี้ ให้เป็นชุดกฎหมายสำหรับนครรัฐ  ส่วนแน่ๆของกฎหมายอิตาลีถูกระบุเป็นพิเศษในบทความต่างๆของกฎหมายนี้  กฎหมายเหล่านี้รวม ประมวลกฎหมายอาญาอิตาลี  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ประมวลกฎหมายแพ่ง  ประมวลกฎหมายวืธีพิจารณาความแพ่ง  และกฎหมายท้องถิ่นและกฎหมายแห่งชาติต่างๆที่สัมพันธ์กับงานสาธารณะ การขนส่ง  การสื่อสารคมนาคมทางไกล และ สุขภาพและงานอนามัย.
 
    The constitutional laws were extensively revised in 2000 when an ad hoc legal commission was established by Pope John Paul II. The commission was charged with updating the Fundamental Law of the City of the Vatican so as to reflect modifications that had been made to the VCS’s legal system since 1929. The preamble to the new law describes the Pope as having “taken note of the need to give a systematic and organic form to the changes introduced by successive stages into the legal system of Vatican City State.” The new law, which took effect on February 22, 2001, is primarily devoted to prescribing the powers and duties of the VCS’s branches of government. From the perspective of the legal researcher, the new law more clearly delineates between the powers delegated to the legislative branch and those delegated to the executive branch. The civil judicial system remained largely unaffected by the new Fundamental Law, due in large part to recent reforms. In addition to the articles outlining the responsibilities of the various branches of government, there are articles devoted to topics such as security, labor disputes, amnesties and pardons, and the state flag.
    กฎหมายตามรัฐธรรมนูญได้รับการทบทวนอย่างกว้างขวางในปี 2000 เมื่อคณะกรรมการทางกฎหมายฉะเพาะกิจ ได้รับการสถาปนาโดยโป๊บยอห์นปอลที่ ll  คณะกรรมการได้รับหน้าที่ปรับให้ทันสมัยซึ่งกฎหมายพื้นฐานของนครวาติกัน เพื่อสะท้อนการปรับปรุงที่ได้ทำกับระบบกฎหมายของนครรัฐวาติกันตั้งแต่ปี 1929  บทความนำเบื้องต้นของกฎหมายใหม่บรรยายถึงสันตะปาปาที่ได้”ทำข้อสังเกตุของความต้องการที่จะให้รูปแบบส่วนประกอบและเป็นระบบต่อความเปลี่ยนแปลงที่ถูกนำเข้ามาโดยขั้นตอนต่อเนื่องเข้าสู่ระบบกฎหมายของนครรัฐวาติกัน“  กฎหมายใหม่ ซึ่งมีผลบังคับเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2001 ในชั้นแรกอุทิศเพื่อแสดงอำนาจและหน้าที่ของสาขารัฐบาลของนครรัฐวาติกัน  จากทัศนะของผู้สืบค้นหาทางกฎหมาย กฎหมายใหม่จำแนกแยกแยะอย่างชัดเจนมากกว่า ระหว่างพลังอำนาจที่มอบให้สาขาฝ่ายออกกฎหมายและคนเหล่านั้นที่ทำหน้าที่ตัวแทนสาขาของฝ่ายบริหาร  ระบบศาลพลเรือนยังคงไม่มีผลกระทบใหญ่หลวงโดยกฎหมายพื้นฐานใหม่  เนื่องในส่วนใหญ่ ถึงการฟื้นฟูเมื่อเร็วๆนี้    ในการเพิ่มเติมกับบทความที่ขีดเส้นแผนงานความรับผิดชอบของสาชาต่างๆของรัฐบาล  มีบทความที่อุทิศแก่เรื่องเช่น ความปลอดภัย  ความขัดแย้งของแรงงาน  การนิรโทษกรรมและการอภัยโทษ และธงของรัฐ.

C. Laws of the Supreme Pontiff  กฎหมายของพระสังฆราชสูงสุด
    The VCS is a unique entity in that the state’s monarch is also the spiritual leader of the Roman Catholic Church throughout the world. As the elected absolute temporal monarch of the state, the Pope has full legislative, executive, and judicial authority over the jurisdiction. The Pope delegates most of this authority to a variety of organs within the Vatican City, all of whose members may be appointed or removed at the discretion of the Pope. The powers and duties of these various organs are described in detail later in this article.
    นครรัฐวาติกันเป็นสิ่งลักษณะเฉพาะในนั้นกษัตริย์ผู้ครองรัฐ เป็นหัวหน้าของศาสนจักรโรมันคาทอลิกทั่วโลกด้วย.  ในฐานะกษัตริย์ผู้ครองรัฐในทางโลกเด็ดขาดที่ได้รับเลือก สันตะปาปามีอำนาจสูงสุดในการตรากฎหมาย บริหารรัฐและตุลาการเหนือเขตอำนาจศาล  โป๊บใช้อำนาจนี้มากที่สุดกับองค์กรต่างๆมากมายภายในนครวาติกัน  ซึ่งสมาชิกทั้งหมดขององค์กรเหล่านี้อาจได้รับแต่งตั้ง หรือ โยกย้ายได้แล้วแต่การพินิจพิเคราะห์ของโป๊บ  อำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆเหล่านี้ มีบรรยายรายละเอียดต่อไปในบทความนี้.
 
    In the absence of the Pope, as for instance following the death of Pope John Paul II on April 2, 2005, and the election of his successor, Pope Benedict XVI on April 19, 2005, the state is under the authority of the Sacred College of Cardinals. This body consists of all the cardinals in the Roman Catholic Church. Although it has the authority to administer and oversee the operations of the VCS, its actions during this time are reviewable by the incoming Pope.
    ในระหว่างการว่างไม่มีโป๊บ  เช่นตัวอย่างหลังการสิ้นพระชนม์ของโป๊บยอห์นปอลที่ ll เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2005 และการเลือกผู้สืบต่อคือโป๊บเบเนดิกต์ที่ XVl เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2005 รัฐอยู่ภายใต้อำนาจบริหารของคณะพระคาร์ดินัล  องค์กรนี้ประกอบด้วยพระคาร์ดินัลทั้งหมดในพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก  แม้องค์กรนี้มีอำนาจที่จะบรืหารจัดการและดูแลกิจการของนครรัฐวาติกัน  การกระทำขององค์กรระหว่างเวลานี้คงต้องตรวจสอบได้โดยโป๊บที่กำลังได้รับเลือกเข้ามา.
 
    Laws of the Supreme Pontiff, either directly or through the delegated powers of one of the organs of the state, can take a variety of forms, including acts and regulations for the VCS, apostolic constitutions, and conventions and agreements with other states.
    กฎหมายของพระสังฆราชสูงสุด ทั้งโดยตรงหรืออาศัยอำนาจของผู้ที่ได้รับมอบหมายของหนึ่งในองค์กรของรัฐ สามารถกระทำในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งพระราชบัญญัติและกฎรเบียบสำหรับนครรัฐวาติกัน  ธรรมนูญสันตะสำนักและการประชุมตกลงและข้อตกลงกับรัฐอื่นๆ.
 
D. The Code of Canon Law ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร
    Often referred to by its Latin name, Codex Iuris Canonici, the Code of Canon Law is the codified representation of church theology in legal language. According to Pope John Paul II, the Code of Canon Law is “an expression of pontifical authority and therefore is invested with a primatial character.” He further stated that the Code is “the Church’s principal legislative document founded on the juridical-legislative heritage of revelation and tradition . . . an indispensable instrument to ensure order both in individual and social life, and also in the Church’s activity.”
    บ่อยมากที่อ้างถึงด้วยภาษาลาตินคือ Codex Iuris Canonici, ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรเป็นการแสดงให้เห็นที่จักหวดหมู่ของเทววิทยาศาสนจักรในภาษากฎหมาย  ตามคำอธิบายของโป๊บยอห์นปอลที่ ll ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรเป็น “การแสดงอำนาจสูงสุดของสันตะสำนัก และดังนั้นได้มีการลงทุนด้วยลักษณาการสูงเลิศ”    โป๊บยืนยันต่อไปอีกว่าประมวลนี้เป็น        ”เอกสารทางการออกกฎหมายหลักของพระศาสนจักร ที่ก่อตั้งบน
 
    The Code of Canon Law is incorporated into the legal system of the VCS by the 1929 Law of the Sources of the Law, one of the six constitutional laws of 1929. Article 11 of the Second Law specifically outlines areas that are regulated solely by canon law. These include marriage, prescription of ecclesiastical property, and gifts and legacies upon death.
    ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรรวมเข้าอยู่ในระบบกฎหมายของนครรัฐวาติกันปี 1929  กฎหมายของแหล่งแห่งกฎหมาย หนึ่งของกฎหมายตามรัฐธรรมนูญหกฉบับของปี 1929  มาตรา ll ของกฎหมายฉบับที่สองวางขอบข่ายแนวทางเป็นพิเศษ ที่ควบคุมโดยกฎหมายพระศาสนจักรบับเดียวเท่านั้น  กฎหมายที่ว่ารวมการแต่งงาน การบรรยายระบุทรัพย์สินของพระศาสนจักร และสิ่งที่ได้และมรดกตกทอดที่ได้จากความตาย
 
E. Italian Law กฎหมายอิตาลี
    Under article 3 of the Law of the Sources of the Law, provision is made for the supplementary application of the “laws promulgated by the Kingdom of Italy.” Article 3 also calls for the application of “the general regulations and local regulations of the province and government of Rome.” Although secondary to the laws of the Supreme Pontiff and the Code of Canon Law, much of the work conducted by the judicial organs of the VCS is done through the application of Italian law. However, the constitutional laws take great care to ensure that Italian law is not applied in instances where it might conflict with pontifical or canon law.
    ภายใต้มาตรา 3 ของกฎหมายของแหล่งแห่งกฎหมาย  เงื่อนไขถูกกำหนดสำหรับการปรับใช้เสริมของ “กฎหมายต่างๆที่ประกาศใช้ในราชอาณาจักรอิตาลี”  มาตรา 3 ด้วย เรียกหาการใช้ “ระเบียบข้อบังคับทั่วไปและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่นของแคว้นและรัฐบาลแห่งโรม” แม้จะเป็นระดับรองของกฎหมายของพระสงฆ์สูงสุด และ ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  งานส่วนใหญ่ปฏิบัติโดยองค์กรยุติธรรมของนครรัฐวาติกัน ก็ปฏิบัติผ่านการปรับใช้กฎหมายอิตาลี  อย่างไรก็ดี กฎหมายตามรัฐธรรมนูญได้ให้ความระมัดระวังอย่างสูงเพื่อทำให้มั่นใจได้ว่า กฎหมายอิตาลีจะไม่ถูกปรับใช้ในสถานการณ์ที่มันอาจเกิดขัดแย้งกับกฎหมายสันตะสำนักหรือกฎหมายพระศาสนจักร.
 
    Although a discussion of the Italian legal system is outside the scope of this article, it is still necessary to understand the relationship between the two legal systems. Not only has VCS law incorporated Italian law and adopted the same legal structure, it also permits Italian courts to prosecute certain criminal acts committed in the city state.
    แม้การโต้แย้งของระบบกฎหมายอิตาลีอยู่ภายนอกขอบข่ายบทความนี้ มันยังคงจำเป็นที่จะต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างระบบกฎหมายสองระบบนี้  ไม่เพียงกฎหมายของนครรัฐวาติกันรวมเอากฎหมายอิตาลี และนำเอาโครงสร้างทางกฎหมายเดียวกันมาใช้  มันยังอนุญาตให้ศาลอิตาลีมาพิจารณาการกระทำผิดทางอาญาที่ทำในนครรัฐด้วย.
7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / การสำรวจกฎหมายของนครรัฐวาติกัน เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2018, 05:57:29 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                  การสำรวจกฎหมายของนครรัฐวาติกัน
                                                                                       Researching the Law of the Vatican City State
By Stephen Young & Alison Shea
 
Stephen Young is a research librarian at the Judge Kathryn J. DuFour Law Library at The Catholic University of America in Washington, D.C. Young has written a number of articles and book chapters on legal research, particularly as it relates to the law of the United Kingdom.
 Alison Shea is a reference librarian at Leo T. Kissam Memorial Library at Fordham University School of Law in New York City. Shea obtained her J.D. and M.L.S. at The Catholic University of America.
 
This guide is an edited version of an article previously published at 99 Law Library Journal 589 (2007).
Alan Petervich – Vichitr Thongthua Updated and translated into Thai in November 2018
 
Published November 2007
Table of Contents สารบัญเนื้อหา
1. The Vatican City in a Nutshell นครวาติกันกล่าวโดยย่อ
2. Sources of Law แหล่งของกฎหมาย
3. The Government and Legal System of the Vatican City State  รัฐบาลและระบบกฎหมายของนครรัฐวาติกัน
4. The Vatican in International Relations  วาติกันในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
5. Survey Articles, Official Publications, & Additional Resources  สำรวจบทความ สิ่งพิมพ์ทางการและแหล่ง เพิ่มเติม

1. The Vatican City in a Nutshell นครวาติกันกล่าวโดยย่อ
 
The Vatican City State (VCS), an enclave of Rome and a sovereign monarchical-sacerdotal state comprising slightly less than nine hundred individuals, presents a difficult challenge for the legal researcher wishing to separate the affairs of the city state from those of the Catholic Church. The VCS is a distinct legal jurisdiction, but the inexorable intertwining of the Church—in the form of the Holy See—with the VCS only serves to obfuscate the jurisdictional boundaries that lie between church and city state.
นครรัฐวาติกัน (VCS) วงล้อมแห่งหนึ่งของกรุงโรมและเป็นรัฐสงฆ์แบบกษัตริย์ที่มีอธิปไตยแห่งหนึ่ง ประกอบด้วยเอกัตบุคคลน้อยกว่าเก้าร้อยคนเล็กน้อย เสนอคำท้าทายที่ยากอย่างหนึ่งสำหรับผู้เสาะหาทางกฎหมายที่ประสงค์จะแยกกิจการของรัฐนคร จากคนเหล่านั้นของศาสนจักรคาทอลิก  นคร VCS เป็นเขตอำนาจทางกฎหมายที่ต่างออกไป  แต่การพัวพันกันไม่ลดละของพระศาสนจักร—ในรูปแบบของสันตะสำนัก—กับนครรัฐวาติกัน เพียงทำให้ที่จะทำให้คลุมเครือยุ่งเหยิงเรื่องขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย ที่ใช้ระหว่างพระศาสนจักรและนครรัฐ
 
This article will explore the resources used in researching the laws of the VCS. The article begins by describing the founding of the city state in 1929 and analyzing the documents that comprise its constitution. This is followed by a description of the sources of law, the branches of government, and the treatment of the VCS in international law. The article concludes with a short bibliographic essay. Although the structure and governance of the Catholic Church is inevitably linked to the VCS through the Holy See, the focus of this article will be on the temporal aspects of the jurisdiction. As such, the Church laws embodied in canon law will only be discussed as they relate to the operations of the city state.
บทความนี้จะสำรวจตรวจสอบแหล่งที่ใช้ในการสำรวจกฎหมายของนครรัฐวาติกัน  บทความเริ่มโดยบรรยายการก่อตั้งนครรัฐในปี 1929 และวิเคราะห์เอกสารต่างๆที่ประกอบเป็นธรรมนูญของมัน  นี้ถูกตามด้วยการบรรยายของแหล่งของกฎหมาย สาขาของรัฐบาล และการปฏิบัติของ VCS ในกฎหมายนานาชาติ  บทความสรุปด้วยเรียงความรายชื่อเอกสารอ้างอิงสั้นๆ  แม้โครงสร้างและระบบการควบคุมของศาสนจักรคาทอลิกจะเชื่อมโยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับนครรัฐวาติกันผ่านทางสันตะสำนัก จุดรวมความสนใจของบทความนี้จะอยู่บนหลักเกณฑ์ทางโลกของการบังคับใช้กฎหมาย

2. Sources of law แหล่งของกฎหมาย
 
A. Lateran Treaty สนธิสัญญาลาเตรัน
    The VCS came into existence as a sovereign nation in 1929 with the signing of the Lateran Treaty between the Holy See and the Kingdom of Italy. The signing effectively ended the “Roman Question,” the decades old tension between the Catholic Church and the nation of Italy. Prior to the treaty, the relationship between the Church and the country was governed by the Law of Papal Guarantees, an Italian law that allowed the Pope a certain amount of autonomy within the borders of Italy.
 VCS เกิดมีขึ้นในฐานะชาติอธิปไตยชาติหนึ่งในปี 1929 ด้วยการลงนามในสนธิสัญญาลาเตรัน ระหว่างสันตะสำนักและราชอาณาจักรอิตาลี  การลงนามก่อให้เกิดผลสิ้นสุด “ปัญหาโรมัน” ที่เป็นความตึงเครียดเก่าแก่หลายทศวรรษ ระหว่างศาสนจักรคาทอลิกและชนชาติอิตาลี  ก่อนมีสนธิสัญญาความสัมพันธ์ระหว่างศาสนจักรและประเทศถูกปกครองโดยกฎหมายของการค้ำประกันสันตะปาปา  เป็นกฎหมายอิตาลีที่อนุญาตให้โป๊บมีอำนาจปกครองตนเองในปริมาณจำกัด ภายในพรมแดนของอิตาลี.
 
    The Lateran Treaty consisted of three separate documents spread over twenty-seven articles and four annexes: an agreement acknowledging the Vatican as an independent state, also known as the Treaty of Conciliation; a concordat on church state relations between the city state and Italy; and a financial convention liquidating the financial claims of the Holy See against Italy. In signing the treaty, Italy ceded 108.7 acres of Rome to the Holy See, thus creating the world’s smallest sovereign nation. At the signing, Pope Pius XI was represented by Cardinal Pietro Gasparri, papal secretary of state, while King Emanuel III was represented by Benito Mussolini, prime minister of Italy. The Lateran Treaty was incorporated into the Italian Constitution sixteen years later in 1947.
    สนธิสัญญาลาเตรันประกอบด้วยเอกสารแยกกันสามชุดครอบคลุมบทความยี่สิบเจ็ดบทและภาคผนวกสี่ตอน เป็นข้อตกลงที่ทำให้วาติกันรับรู้ในฐานะรัฐอิสระ  เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นสนธิสัญญาปราณีประนอม  เป็นสนธิสัญญาทางไมตรีระหว่างวาติกันกับรัฐอื่นของอิตาลี  และเป็นการประชมตกลงทางการเงินที่ชำระสะสางหนี้สินทางการเงินของสันตะสำนักกับอิตาลี  ในการลงนามในสนธิสัญญา  อิตาลียอมยกพื้นที่108.7 เอเคอร์ของกรุงโรมให้กับสันตะสำนัก  ดังนั้นก็เกิดชาติอธิปไตยที่เล็กที่สุดของโลก  ในการลงนามในสัญญา  พระสันตะปาปาปีโอที่ Xl ส่งผู้แทนพระองค์ พระคาร์ดินัลปีเอโตร กาสปาร์รี เลขานุการแห่งรัฐสันตะปาปา  ขณะที่กษัตริย์เอมมานูแอลที่ lll มีตัวแทนคือเบนิโต มุสโสลินี นายกรัฐมนตรีของอิตาลี  สนธิสัญญาลาเตรันรวมเข้าไปในรัฐธรรมนูญอิตาลีสิบหกปีต่อมาในปี 1947”

    Following a lengthy deliberative process, the Lateran Treaty was substantially amended in 1984 with the signing of a concordat between the Holy See and the Republic of Italy. Although the status of the Vatican as a sovereign state was unaffected by the concordat, the document served to establish the independence of the Italian state from the Holy See, and thereby from the Catholic Church. The concordat was signed on February 18, 1984, and came into force on June 3, 1985.
    ตามกระบวนการที่สุขุมรอบคอบมาระยะหนึ่ง  สนธืสัญญาลาเตรันได้รับการแก้ไขทางเนื้อหาในปี 1984 ด้วยการลงนามของสัญาตกลงระหว่างสันตะสำนักและสาธารณรัฐอิตาลี  แม้สถานะของวาติกันในฐานะรัฐอธิปไตย ก็ไม่ถูกกระทบโดยสัญญาตกลงนี้  เอกสารที่รับใช้ในการสถาปนาความเป็นเอกราชของรัฐอิตาลีจากสันตะสำนัก  และ ดังนั้น จากศาสนจักรคาทอลิกด้วย  สนธิสัญญาข้อตกลงมีการลงนามในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปี 1984 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 1985.



 
8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / 'บิ๊กตู่'รั้งอันดับ1 ประชาชนหนุนนั่ง'นายกรัฐมนตรี'หลังเลือกตั้ง เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2018, 06:16:35 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                    'บิ๊กตู่'รั้งอันดับ1 ประชาชนหนุนนั่ง'นายกรัฐมนตรี'หลังเลือกตั้ง
วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 10.35 น.
https://www.naewna.com/politic/379643

       28 พ.ย.61 รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะผู้อำนวยการโครงการสำรวจความนิยมของนักการเมือง ที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งเดือน ก.พ.62 เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ ได้ทำการรวบรวมประชากรครั้งละ 8,000 ตัวอย่าง ใน 350 เขตเลือกตั้ง ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตามโครงสร้างของประชากรไทยในปัจจุบัน คือ ภาค อาชีพ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ฯลฯ ด้วยระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 90% การสำรวจดำเนินการมาแล้ว 4 ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ 1 วันที่ 1 พ.ค.61 ผลการสำรวจพบว่า ผู้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนทั่วประเทศมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 29.34%
2.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 26.24%
3.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 24.74%
4.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ 10.61%
5.นายอนุทิน ชาญวีรกูล 4.54%
และอื่นๆ ที่เหลือ 4.53%
ครั้งที่ 2 วันที่ 13 มิ.ย.61 ผลการสำรวจพบว่า ผู้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนทั่วประเทศมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 19.34%
2.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 17.31%
3.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 8.93%
4.นายอนุทิน ชาญวีรกูล 5.68%
5.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 4.36%
และอื่นๆ ที่เหลือ 37.61%
ครั้งที่ 3 วันที่ 15 ต.ค.61 ผลการสำรวจพบว่า ผู้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนทั่วประเทศมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 19.62%
2.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 16.91%
3.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 16.43%
4.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 14.42%
5.นายอนุทิน ชาญวีรกูล 3.52%
และอื่นๆ ที่เหลือ 29.10%
ครั้งที่ 4 วันที่ 24 พ.ย.61 ผลการสำรวจพบว่า ผู้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนทั่วประเทศมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 27.06%
2.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 18.16%
3.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 15.55%
4.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 9.68%
5.นายอนุทิน ชาญวีรกูล 2.26%
และอื่นๆ ที่เหลือ 27.30%

      28 พ.ย.61 รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะผู้อำนวยการโครงการสำรวจความนิยมของนักการเมืองที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งเดือน ก.พ.62 เปิดเผยผลการสำรวจคะแนนนิยมของประชาชนว่าอยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง โดยการสำรวจดำเนินการมาแล้ว 4 ครั้ง ปรากฏว่า อันดับ 1 คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (อ่านข่าวประกอบ : 'บิ๊กตู่'รั้งอันดับ1 ประชาชนหนุนนั่ง'นายกรัฐมนตรี'หลังเลือกตั้ง)

ทั้งนี้ รศ.ดร.สังศิต กล่าวว่า จากผลโพลในโครงการสำรวจความนิยมของนักการเมืองที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งเดือน ก.พ.62 วิทยาลัยฯ ได้ทำการรวบรวมประชากรครั้งละ 8,000 ตัวอย่าง ใน 350 เขตเลือกตั้ง ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ทำให้เห็นว่า ความนิยมของเครือข่ายพรรคไทยรักไทย ที่ตอนนี้กลายมาเป็นพรรคเพื่อไทย ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีความนิยมลดน้อยลง เพราะมาจากปัจจัยความแตกแยกภายในของพรรคเพื่อไทย ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องบุคลากรนักคิด นักเขียน เอ็นจีโอ ของพรรคเพื่อไทย กลายมาเป็นฝ่ายตรงข้ามกันไปหมดแล้ว ทำให้ไม่มีการทำนโยบายใหม่ๆ ที่โดนใจประชาชนออกมา อีกทั้งนโยบายที่โดนใจคนที่เขาเคยทำ คือ 30 บาทรักษาทุกโรค กับกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องนำไปใช้ทั้งนั้น ทำให้ทุกคนคิดถึงทักษิณ แต่วันนี้พรรคพลังประชารัฐ ได้ทำนโยบายบัตรคนจน ซึ่งมีขอบเขตการให้ประโยชน์แก่คนจนอย่างกว้างขว้าง โดยรวมเอานโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ผนวกรวมเข้ากับนโยบายอื่นๆ อีก เช่น เบี้ยคนชรา ค่าโดยสารสำหรับผู้ป่วย ฯลฯ และพบว่าเป็นนโยบายที่เอาชนะใจกลุ่มคนจน จำนวน 11 ล้านคน มากขึ้นอย่างรวดเร็ว

รศ.ดร.สังศิต กล่าวว่า ในทางกลับกันพรรคพลังประชารัฐ ที่มีความได้เปรียบ เนื่องจากเป็นพรรครัฐบาล เขาสามารถออกนโยบาย ใช้มาตรการต่างๆ ในการทำนโยบายให้กับกลุ่มคนได้ทุกอาชีพ ทุกระดับ เขาจึงได้เปรียบ แล้วกลายมาเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่โตขึ้น มีความพร้อมที่จะต่อสู้กับพรรคเพื่อไทย ได้อย่างสบาย
"ผมมองว่าพรรคพลังประชารัฐอาจจะชนะเด็ดขาดได้เลย เพราะเขาสามารถจับกลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มคนจนประมาณ 11 ล้านคน และผลิตนโยบายมาตอบสนองได้อย่างต่อเนื่อง พูดง่ายบัตรคนจนเอาชนะ 30 บาทรักษาทุกโรค ได้แบบไม่เห็นฝุ่น ซึ่งวาทะกรรมเรื่อง 30 บาทของคุณทักษิณ ที่พูดมาตลอดนั้น มาถึงจุดที่แพ้แล้ว คนรู้สึกว่าบัตรคนจนเป็นประโยชน์มากกว่า"

รศ.ดร.สังศิต กล่าวว่า วันนี้ถ้าดูคะแนนนิยมส่วนตัว พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งผมสำรวจมา 4 หน ชนะแค่ 3 หน แต่ครั้งสุดท้ายเริ่มชนะเยอะ ส่วนคะแนนนิยมพรรคแพ้มาตลอด แต่วันนี้พลิกกลับมาชนะ เหตุผลที่พลิกกลับมาชนะ คิดว่ามาจากเรื่องบัตรคนจน แล้วจากนี้อีก 90 วัน พรรคพลังประชารัฐ จะออกนำพรรคเพื่อไทยแบบทิ้งห่างมากขึ้น เพราะตอนนี้เขาไม่มีนักคิด ที่จะมาคิดทำนโยบายเหมือนสมัยก่อน ตอนนี้เหลือแต่การสู้ด้วยการปลุกใจ อย่างนี้ในทางการเมืองเขาแพ้แล้ว เพราะว่าเหลือแต่การปลุกใจ สงครามปลุกใจอย่างเดียว ไม่ทำให้ชนะ ต้องมีประชาชนสนับสนุนด้วยถึงจะชนะ
"ตอนนี้พรรคพลังประชารัฐ กำลังจะทำปรากฏการณ์เป็นพายุที่จะกวาดเพื่อไทย เป็นพรรคแรกตั้งแต่ปี 2544 ที่จะเอาชนะพรรคเพื่อไทยได้เป็นครั้งแรก เพราะฝั่งพรรคพลังประชารัฐ มีประชาชน นักคิดให้การสนับสนุนจำนวนมาก ดังนั้น พรรคพลังประชารรัฐมีแนวโน้มสูงมากที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง" รศ.ดร.สังศิต กล่าว

อย่างไรก็ดี การเมืองย่อมมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ หากฝ่ายไหนเกิดทำอะไรผิดพลาดอาจจะเป็นฝ่ายแพ้ได้ แต่หากแนวโน้มเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ พลังประชารัฐจะชนะเพื่อไทยเยอะ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี เหมือนทีมฟุตบอล ที่มีกองหลังเพื่อช่วยกันป้องกันไม่ให้เสียประตู คือ ต้องป้องกันการดิสเครดิตตัวนายกฯ ประยุทธ์ เช่น เรื่องการมาจากเผด็จการ หรือเรื่องบุคลิกส่วนตัว รวมถึงการดิสเครดิตทางนโยบายอื่นๆ ต้องป้องกันให้ดี ขณะเดียวกันก็ต้องส่งกองหน้าไปทำประตู เช่น การผลิตนโยบายที่ตอบสนองประชาชน การส่งคนลงไปในพื้นที่เพื่อทำคะแนน ทราบว่ามีการตั้งคณะกรรมการหาเสียงฯ ที่มี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นประธาน เป็นสิ่งถูกต้องแล้ว แต่ต้องนำกระแสนโยบายบัตรคนจนลงไปในพื้นที่ด้วย


Alan Petervich   :  เราคือเว็บไซตคริสตชนคาทอลิก  ซึ่งถือมั่นในการรอความคิดเห็นของผู้ใหญ่ทางศาสนาของเรา คือสภามุขนายกคาทอลิกไทย หรือที่เรียกกันว่า สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย  ซึ่งคงจะออกความคิดเห็น และคำแนะนำทางการเมืองในช่วงที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามามากแล้ว  อย่างไรก็ดี  เราคงต้องตัดสินใจเลือกคนดี ที่เป็นคนดีตามระบบของคำสอนคริสตชน  พวกเราคงสามารถตัดสินใจได้เมื่อถึงวันนี้  ชอเรียนว่า เรา สมาชิกชมรมคนโสดคาทอลิก คงช่วยกันสวดภาวนา เพื่อขอความดลใจจากพระจิตเจ้า เพื่อเราจะได้นายกรัฐมนตรีคนดี ที่ทำประโยชน์เพื่อชาติ เพื่อทุกคนในชาติ เป็นต้นบรรดาคนยากจนที่รอคอยท่านอยู่ นะครับ.

                                                          ขอบคุณเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่กรุณาอนุญาตให้เรานำข้อมูลของท่านมาเผยแพร่ ครับ.




 


 
9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 32 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2018, 08:31:17 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                  คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 32   
                                                                                          CASCA :The Eternal Mercenary  page 32

Casca is a series of paperback novels, and since January 2014, ebooks as well, created and written by author Barry Sadler in 1979. The stories revolve around the life of Casca Rufio Longinus, the soldier in the Roman legions who drove the Holy Lance into the side of Jesus Christ on Golgotha, and (in the novels) who is doomed by Jesus to wander the Earth aimlessly, always as a soldier, until the Second Coming. The character is loosely based on the Longinus legend of Christianity.

คาสคา เป็นชุดนวนิยายกระดาษปกแข็ง และ ตั้งแต่มกราคม 2014 กลายเป็นหนังสือ Ebooks ด้วย สร้างสรรและเขียนโดยผู้แต่ง แบรีแซดเลอร์ (Barry Sadler) ในปี 1979  เรื่องราวหมุนวนอยู่รอบๆชีวิตของ Casca Rufio Longinus ทหารในกองพันโรมัน ซึ่งแทงหอกศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่สีข้างของพระเยซูคริสตเจ้าบนเนินเขา Golgotha  และ (ในนวนิยาย) เป็นผู้ซึ่งถูกกำหนดวาระสุดท้ายโดยพระเยซูเจ้า ให้ร่อนเร่ไปในโลกอย่างไร้จุดหมาย เป็นทหารคนหนึ่งตลอด จนกว่าการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง  ตัวแสดงในเรื่องวางหลวมๆกับตำนานทหารโรมันลอนยีนูสแห่งคริสตศาสนา.

หน้า 32

ภาพที่เห็นรอบนี้ ความจริงใจและความกระตือรือร้นของชายร่างเล็กหน้าแดง ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวในสิ่งที่เขาคิดเป็นดังธุรกิจของบรรดาพระทั้งหลาย จับข้อสังเกตุที่ลืมนานแล้วในคาสคา  และเขาก็หัวเราะ มิใช่หัวเราะเยาะมินิเตอร์ แต่หัวเราะเยาะตนเอง  เสียงหัวเราะของเขาแปลกกับหูของเขาเอง.

“มินิเตอรฺ “ เขาพูดขึ้น  “ การรอสำหรับการขายทาสของรัฐบาลอาจกินเวลาหลายปี  และแม้จะมีมา เราก็ไม่สามารถจะมั่นใจได้ว่าคุณจะเป็นคนประมูลได้ตามราคานั้น  พิจารณาเรื่องทั้งหมดแล้ว ฉันเป็นนักกล้ามที่สุขภาพเยี่ยม และคุณคงตกอยู่ในความลำบากจริงๆถ้าเขาตกลงขายฉันคิดตามน้ำหนักตัว” หัวเราะ เขาแตะบ่าของมินิเตอร์เบาๆ  “ไม่นะ  เพื่อนรัก  เราต้องหาวิธีอื่น “

ทั้งสองนั่งคิดเงียบๆ  มินิเตอรตะครุบจับหมัดตัวหนึ่ง  ไอ้สัตว์เลวพวกนี้มีอยู่ทั่วไป และเป็นหนึ่งในสิ่งเลวร้ายของเกาะเต็มด้วยแพะแห่งนี้

มินิเตอร์นั่งตัวตรง  ตาทั้งสองข้างลุกวาวในห้าที่เหมือนเด็กแก้มยุ้ยน่าเอ็นดู  “ ฉันคิดได้แล้ว! ข้าหลวงไง  คุณจะต้องช่วยชีวิตข้าหลวง และเขา ในการสำนักในบุญคุณ จะปล่อยคุณเป็นอิสระ  มันง่ายๆ  มันไม่ใช่หรือ?”  เขาบวมเบ่งด้วยความผยองภูมิใจ ในการให้ข้อแก้ไขได้.

คาสคากล่าวอะไรสั้นๆว่า “ และเรากำลังจะทำอะไรเพื่อเรื่องนั้น เพื่อนรักของฉัน?”

มินิเตอร์มองนานและจริงจังไปที่คาสคา  เสียงของเขา เมื่อพูดออกมา  มันคละเคล้าว่าความรู้สึกของเขาถูกกระทบเล็กน้อย

“คุณอาจจะมีชีวิตอยู่ที่นี่นานมาก  คาสคา  แต่ ขณะที่คุณอยู่ในหลุมลึกฉันอยู่ข้างนอก  และฉันก็ได้ความรู้อะไรบางอย่าง  คุณทิ้งแผนการของสิ่งนี้ไว้ให้ฉัน  ฉันพิจารณาตรวจสอบทั้งหมดแล้ว  คุณเป็นทหารคนหนึ่ง  ไม่ใช่หรือ?  ดังนั้นคุณสามารถใช้อาวุธได้  แน่นอน คุณเป็นคนที่แข็งแรงที่สุดที่ฉันเคยเห็น  หลายๆปีในเหมือง ได้เปลี่ยนคุณให้เป็นมิใช่อะไรนอกจากกองเนื้อยักษ์  เราจะใช้การฝึกฝนของคุณลำลังกายที่จะทำให้คุณเป็นอิสระ เชื่อฉันซิ ฉันพบวิธีแล้ว”   กิริยาอาการของเขาและน้ำเสียงของเขาเข้มด้วยความตั้งใจนี้  “ คุณกลับไปที่หน่วยทาสก่อน และฉันจะเจอคุณพรุ่งนี้เช้า.”

สีหน้าของความเชื่อมั่นที่ปรากฎบนใบหน้าของผู้ดูแลเหมืองพูดกับคาสคาเช่นนั้น  เมื่อยืนขึ้น คาสคายื่นมือไปหาเขา  และคนทั้สองจับมือกันในลักษณะของเพื่อนและผู้เท่าเทียมกัน 
คาสคาได้พบเพื่อนคนหนึ่งแล้ว

คืนนั้น  ขณะที่พวกทาสนอนหลับ  มินิเตอร์เข้าไปในเมืองท่า Cenchrea โดยไปเยี่ยมหลุมนอนของพวกชั่วช้าแห่งแล้วแห่งเล่า  แดนคนเลวและพวกผิดหลงชั่วช้าทางเพศ  ในที่สุดเขาได้พบกลุ่มคนที่เขาแสวงหา  และ ในการคุยกันโดยมิให้เกิดเสียง ในที่ข้างเคียงของโรงอาหารที่แฉะด้วยกลุ่มคนที่นอนใกล้น้ำ  เขาได้ตกลงทำสัญญากับคนที่เขาพบ  พวกเขาคุยกันและวางแผนจนกระทั่งไก่ข้น ซึ่งก็คือเวลาที่ลูซีอูสต้องกลับไปที่เหมือง  กะกลางวันกำลังมาถึงไม่ช้า และเขาต้องอยู่ทำหน้าที่ที่นั่น

มินิเตอร์พึ่งกลับมาถึงเหมืองขณะที่พวกทาสกำลังถูกให้อาหาร  เขามองตาคาสคา  และผงกศีรษะเล็กน้อย  ยิ้มกริ่มตลอดเวลา    คาสคาได้รู้สึกเกิดความหวังทันทีทันใด  แน่นอน มินิเตอร์เห็นชัดว่าได้พบอะไรบางอย่างที่ทำให้เหตุของการเป็นอิสระภาพของเขา  เขารู้สึกยากที่จะชิมและกินขนมปังเนื้อแข็งความคิดของเขาฟื้นกลับมาเมื่อต่อมาเขาสามารถพูดคุยกับเพื่อนของเขา และพบว่าเรื่องดำเนินไปอย่างไร

แต่ ยังมีงานที่ต้องทำ  เขาเข้ารับหน้าที่กับผู้ตรวจสอบงานมอบหมาย  และถูกส่งไปทำงานที่อุโมงชั้นบน เป็นคนแบกน้ำแจกจ่ายแก่กลุ่มทาส  วันเวลายืดยาวมาก  แต่ดวงอาทิตย์รู้สึกว่าดีเมื่อกระทบหลังที่เปลือยเปล่าของเขา ขณะที่เคลื่อนไหวเพื่องานมอบหมาย  คือแบกถุงหนังแพะเตมด้วยน้ำไปแจกให้กลุ่มทาสที่กระหายน้ำ  มันเป็นงานประจำที่มื่อลื่อทื่อ แต่ก็น่าชื่นชมเล็กๆ  เขาเดินไปหาทาสคนแล้วคนเล่าจนน้ำเกลี้ยงถุงหนังแพะ  แล้วก็เดินขึ้นเนินประมาณครึ่งไมล์ ตรงที่มีน้ำพุ  เขาจะเติมน้ำจนเต็มถุงและซ้ำการกระทำครั้งแล้วครั้งเล่าจนวันจบลง  คาสคาทำให้จิตของเขาแข็งแกร่งเมื่อเห็นความน่าสงสารของเหล่าทาส  ความรู้สึกทรมานเป็นสินค้าที่ที่เขาหาได้อย่างไม่สู้ดีนักตอนนี้  นอกเหนือจากนั้น  เขาไม่เคยเป็นคนชนิดที่เห็นอกเห็นใจใครเป็นพิเศษที่จะเริ่มปฏิบัติ.

ดวงอาทิตย์ของประเทศกรีกยังคงเผาไหม้ผิวเขาให้ยิ่งทียิ่งดำลง  เพียงแผลเป็นของเขาเท่านั้นที่แสดงสีที่จางกว่าเล็กน้อย  ขณะที่ทำงานปากของเขาไม่สามารถเม้มปิสนิทเนื่องจากมีดของไอ้เลวปาดออกเมื่อนานมาแล้ว
 
วันจบลง  กลุ่มทาสที่ยั้วเยี้ยไม่มีปลายแถว ยังคงรับการเลี้ยงอาหาร จนกระทั่งมีเสียงนกหวีดจากผู้ดูแลเหมืองดังขึ้นเพื่อมีการเปลี่ยนกะทำงาน.

หน้า 33
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 31 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2018, 09:58:54 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 31

                                                                                          CASCA :The Eternal Mercenary  page 31

คาสคาจบเรื่องเล่าของเขา  ลูชีอูส มินิเตอร์ นั่งเงียบ ตาเบิกกว้าง  คาสคา มองเขาและแยกเขี้ยวยิ้มอย่างมีเลศนัย.......เป็นครั้งแรกที่เขายิ้มในช่วงยี่สิบปี  การใช้กล้ามเนื้อหน้าที่ไม่คุ้นเคย ทำให้เขาดูเทอะทะ 
“น่าจำไว้นะ” มินิเตอร์พึมพัม   “คุณจะตัองมีชีวิตตลอดไป  คุณจะไม่มีวันตาย  หรืออย่างน้อยจนกว่าคุณจะพบคนยิวอีก  และใครจะรู้เมื่อใดจะเกิดขึ้น  บางทีอาจจะไม่เกิดเลย เพื่อน”
“แต่ถ้าสิ่งที่คนยิวกล่าวไว้เป็นความจริง  ฉันต้องเป็นอิสระให้ได้  ฉันไม่สามารถทนทรมานแบบนี้ได้  บางอย่างต้องเกิดจนว่าฉันจะสามารถได้อิสระภาพของฉัน  แต่เมดิเตอเรเนียนเป็นทะเลสาบโรมัน  และถ้าไม่มีเงิน ฉันก็ไม่มีโอกาสที่แท้จริงในการหลบหนีได้ .”

ลูชีอูส มีนิเตอร์ คิดสักครู่  เขารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ใกล้ชิดอย่างนี้กับคนหนึ่ง ซึ่งถูกแตะต้องจากเทวะ แม้จะเป็นพระของยิวองค์หนึ่งก็ตาม  เขาได้เล่าให้คาสคาฟังถึงความเติบโตของลัทธิของยิว  ... มันแผ่แพร่ไปอย่างไร  แม้ ถูกเบียดเบียนและถูกเข่นฆ่าเป็นกลุ่มๆในสนามกีฬา  พวกเขาก็ยังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น... และก้าวหน้าไปเรื่อยๆ  ดูเหมือนจะมีคนที่เชื่อแบบนั้นที่เป็นสานุศิษย์ของคนยิวในเหมืองนี้ด้วย  แม้จะไม่มากนัก  คงไม่มีปัญหาสำหรับคุณ  แต่ตอนนี้พวกเขามีหลายคน   คุณสามารถรู้จักพวกเขาโดยการสวดภาวนาและร้องเพลงอย่างคงที่ ซึ่งพวกเขาจะหยุดก็ต่อเมื่อได้รับการแตะต้องจากแส้  แต่ทำไม ยิวคนนี้มืได้เป็นพระเจ้า องค์หนึ่ง?  เรื่องทั้งหมด  จักรพรรดิเอากูสตูสจากสวรรค์ ได้เป็นอย่างนั้นหลังจากที่สิ้นพระชนม์  และ ขณะนี้ แม้ แม้ตาแก่เคลาดิอูสมีคนมาไหว้แสดงความนับถือ  และอะไรที่เกี่ยวกับติแบรีอูส?  เขาได้สร้างพระอีกองค์หนึ่งเป็นพระหญิง  สมบูรณ์เพราะมีโบสถ์ของเธอเองและมีภิกษุณีหลายคน

คาสคายิ้ม  ความคิดแล่นผ่านจิตของเขา
พวกพระและพวกพระสงฆ์... คำอวยพรและคำสาบแช่ง  นั่น  ถ้าฉันถูกสาบแช่ง  ฉันจะให้มันชดใช้  ฉันมีที่จะสู้กลับ  ถ้าฉันต้องมีชีวิต  ถ้าอย่างนั้น ด้วยผีทั้งหมดและวิญญาณเลวๆของโลกนี้  ฉันจะมีชีวิตได้.

บทที่ 12

“มินิเตอร์”  คาสคาเริ่ม เสียงของเขาต่ำ  ท่าทางของเขาเหมือนมีอะไรดลใจ “เราต้องทำให้ฉันออกจากที่นี่  มันต้องมีหนทางบ้างที่ฉันจะสามารถได้อิสระภาพ  และกลายเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง “
“ ทุกคนก็ต้องการเป็นอิสระทั้งนั้น “

“ ใช่  แต่ฉันมีหลายปีแล้วที่จะคิดถึงสถานะของฉัน  ถ้าสิ่งทั้งหมด ที่เราคิดเป็นจริงดังที่เราเห็น  ถ้างั้นฉันมีหลายเรื่องที่จะกังวลถึง “  “ แต่ทำไมคุณต้องกังวลด้วยเล่า?”   แน่นอน ทุกอย่างที่คุณต้องทำ ก็คือ รอ  สิ่งทั้งหมด มันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา  ....และในกรณีของคุณ  มันปรากฎว่า คุณมีสิ่งนั้นมากมายในฝ่ายคุณ “

คาสคาหัวเราะอย่างขมขื่น  “ เดี๋ยว  คุณพูดนะเพื่อน  ปีต่างๆของฉันมันถ่วงฉันหนักเหมือนที่มันทำกับคนๆหนึ่ง  แต่ อะไรที่ฉันกลัวมันมีอะไรหลายอย่างที่จะต้องทำมากกว่าเวลาที่ว่า  คิดดูซิ  มันจะเป็นเหมือนอะไรสำหรับฉัน ถ้าฉันพยายามหลบหนีและถูกจับได้  โทษสำหรับทาสที่หลบหนีก็จะเป็นอะไรสักอย่าง เช่น จากการเอาไปตรึงกางเขน ถึงถูกเสียบประจานด้วยหมุดเหล็กแหลมคมเสียบเข้าที่ช่องทวาร  คิดดูซิ มันจะเหมือนอะไรสำหรับฉัน ถ้าฉันไม่สามารถตายได้ “

หน้าของมินิเตอร์ซีดเผือด  เขายกเหล้าองุ่นขึ้นกรอกกลืนลงไปอย่างเร่งรีบ  ส่วนใหญ่วิ่งผ่านช่องลม  เขาสะอึก  จาม และหน้าของเขาแดงก่ำ   คาสคาใช้มือทุบหลังของเขาจนเขาสามารถมีลมในตัวอีกครั้ง 
โดยที่หายใจดังฮืดๆ เขากล่าวว่า “ ฉันไม่เคยคิดถึงมันแบบนั้น  แน่นอน คุณพูดถูก  เราต้องทำให้คุณเป็นอิสระแบบถูกกฎหมาย  แต่ อย่างไรเล่า?” เขากลืนเหล้าองุ่นอีกครั้ง  แล้วส่งความคิดออกมาเป็นเสียงดัง ว่า  ไม่มีหลายทางนักสำหรับทาสที่รัฐเป็นนายอาจรับการปลดปล่อยเป็นทาส  ข้าหลวงประจำแคว้น ที่มีทาสในมือ  ทาสนั้นอาจได้รับอิสระภาพ เนื่องในโอกาสพิเศษ แก่จักรวรรดิ์  แน่นอน ก็มีการขายทาสที่จำนวนเกินของรัฐ  บางคนสามารถซื้อคุณและมอบอิสระภาพให้ วิธีอื่นอีกก็คือต้องไปเป็นนักดาบเอาชนะด้วยดาบไม้ในสนามแข่งขัน แต่เสียดาย คุณไม่ใช่นักดาบ “

เขากรอกเหล้าเข้าปากอีก   ตาของเขาเป็นประกายขึ้นมา  “ สมมุติว่าเราเอาคุณไปขายเป็นทาสเหลือใช้  ถ้าคุณได้รับการประมูลไป  บางทีฉันอาจไปซื้อคุณกลับมาและปล่อยคุณเป็นอิสระเอง  นั่นคืออะไรบางอย่างที่จะเล่าให้หลานเหลนฟัง ว่า ฉันโชคดีพอที่สามารถปล่อยคนอมตะไปสู่อิสระภาพ  มินิเตอร์เปล่งประกายด้วยความคิดอ่าน “ จริงนะ “ เขากล่าว  “วันของอัศจรรย์และความน่าพิศวงยังไม่เกิดขึ้นเลย “

                                           
11  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Pope Francis was claimed : ‘There is no hell’ เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2018, 12:11:22 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                          Pope Francis was claimed : ‘There is no hell’
                                                                                                    โป๊บฟรังซิสถูกอ้างกล่าวว่า : ‘ไม่มีนรก’

‘There is no hell’: Italian publisher claims Pope Francis denied existence of underworld                                                                                                                       ผู้โฆษณาชาวอิตาเลียนอ้างว่าโป๊บฟรังซิสปฏิเสธความมีอยู่ของโลกเบื้องล่าง :’ไม่มีนรก’

Published time: 29 Mar, 2018 20:29 Edited time: 22 May, 2018 12:31

The pope's most famous atheist friend, Eugenio Scalfari, has once again claimed that Pope Francis denied the existence of hell while also alleging that the pontiff doesn’t believe human souls are eternal. เอวเยนีโอ สกัลฟารี เพื่อนอเทวที่มีชื่อเสียงที่สุดของโป๊บ อีกครั้งหนึ่งได้อ้างว่าโป๊บฟรังซิสได้ปฏิเสธความมีอยู่ของนรก ขณะที่กล่าวหาว่าพระสันตะปาปาไม่เชื่อว่าวิญญาณมนุษย์เป็นอมตะชั่วนิรันดร.

"Your Holiness, in our previous meeting you told me that our species will disappear in a certain moment and that God, still out of his creative force, will create new species. You have never spoken to me about the souls who died in sin and will go to hell to suffer it for eternity. You have however spoken to me of good souls, admitted to the contemplation of God. But what about bad souls? Where are they punished?" Scalfari reportedly asked during the fifth meeting between the pair, as cited by CNS News.
“พระองค์ท่าน ในการพบปะของเราครั้งก่อนพระองค์ท่านบอกกระผมว่า พันธุ์มนุษย์เราจะหายไปในเวลาหนึ่งและว่าพระเจ้า ที่ยังไม่มีพลังสร้างของพระองค์ จะสร้างพันธุ์ใหม่  พระองค์ท่านไม่เคยพูดกับกระผมเกี่ยวกับวิญญาณที่ตายในบาปและจะไปสู่นรกเพื่อรับทรมานตลอดนิรันดร  อย่างไรก็ดี พระองค์ท่าน ได้พูดกับกระผมถึงวิญญาณที่ดี  จะถูกรับไปสู่การร่วมชื่นชมของพระเจ้า  แต่อะไรเกิดขึ้นกับวิญญาณไม่ดี?  พวกเขาถูกลงโทษที่ไหน?”  ตามรายงาน สกัลฟ่รีได้ถามโป๊บ ระหว่างการพบกันครั้งที่ห้าระหว่างคนทั้งสอง ตามที่ระบุในสำนักข่าว CNS News.

'I don't know how to use online networks & that kind of thing, not even mobile phones, I don't have one' - Pope https://on.rt.com/8zej
9:25 PM - Feb 18, 2018 Pope Francis says he’s on ‘waiting list’ for sainthood as Chilean sex abuse survivor testifies in...Pope Francis admitted Saturday that he can sometimes struggle with modern technology while joking that both he and his predecessor are on the “waiting list” for sainthood.
‘อาตมาไม่รู้จักวิธีใช้เครือข่ายออนไลน์และสิ่งของชนิดนั้น  ไม่แม้แต่โทรศัพท์มิอถือ ไม่มีแม้แต่เครื่องเดียว’ - Pope https://on.rt.com/8zej  เวลา บ่าย 9:25 – วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2018 โป๊บฟรังซิสกล่าวว่า พระองค์อยู่ในรายชื่อรอ – ‘waiting list’ สำหรับการเป็นนักบุญ ตอนที่ผู้รอดจากการคุกคามทางเพศชาวชิลีมาให้การ... โป๊บฟรังซิสยอมรับเมื่อวันเสาร์ว่า บางครั้งพระองค์สามารถต่อสู้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขณะที่พูดเล่นๆว่าทั้งตัวเองและองค์ที่มาก่อนพระองคืต่างก๋อยู่ใน”รายชื่อรอ” สำหรับรับการเป็นนักบุญ.

Scalfari, 93, was the founder of the Italian daily La Repubblica, where the text of the alleged meeting was first published on Thursday. สกัลฟารี 93 ปี เป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์อิตาลีรายวัน La Repubblica  ที่ข้อความของการพบปะที่ถูกกล่าวอ้างลงพิมพ์ครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดี.

"They are not punished, those who repent obtain the forgiveness of God and enter the rank of souls who contemplate him, but those who do not repent and cannot therefore be forgiven disappear. There is no hell, there is the disappearance of sinful souls," Pope Francis allegedly replied. “พวก(คนบาป)ไม่ถูกลงโทษ คนพวกนั้นที่ใช้โทษก็จะได้รับการอภัยของพระเจ้าและเข้าสู่ชั้นวิญญาณที่เสวยสุขกับพระองค์  แต่ คนเหล่านั้นที่ไม่ใช้โทษบาป ดังนั้นก็ไม่สามารถรับการอภัยก็จะหายไป  ไม่มีนรก มีเพียงการหายไปของวิญญาณที่ทำบาป”  โป๊บฟรังซิสตอบตามที่ถูกกล่าวหา.

Both of these claims run contrary to the central tenets of Catholicism: that the soul is eternal and that hell exists to punish the wicked for denying the word of God. "The teaching of the Church affirms the existence of hell and its eternity. Immediately after death the souls of those who die in a state of mortal sin descend into hell, where they suffer the punishments of hell, ‘eternal fire,’” the Catechism of the Catholic Church states. “The chief punishment of hell is eternal separation from God, in whom alone man can possess the life and happiness for which he was created and for which he longs.” ข้ออ้างทั้งสองข้อนี้ดำเนินไปตรงข้ามกับข้อถือเชื่อกลางของศาสนาคาทอลิก ที่ว่าวิญญาณเป็นอมตะนิรันดร และว่านรกมีอยู่เพื่อลงโทษคนคดโกงที่ปฏิเสธพระวาจาของพระเจ้า  “คำสอนของพระศาสนจักรยืนยันการดำรงอยู่ของนรกและความเป็นนิรันดรของนรก  ทันทีหลังความตาย วิญญาณทั้งหลายของคนที่ตายในสภาวะบาปหนัก ลงไปสู่นรก ที่ซึ่งพวกเขาทนทรมานจากการลงโทษของนรก คือ “ไฟนิรันดร” คำสอนของศาสนจักรคาทอลิกยืนยันเช่นนั้น  “ การลงโทษหลักของนรกคือการแยกชั่วนิรันดรจากพระเจ้า  ซึ่งในพระองค์เท่านั้นที่มนุษย์สามารถได้รับชีวิตและความสุขสำหรับสิ่งที่พวกเขาถูกสร้างมาและสำหรับสิ่งที่พวกเขาโหยหา.

Scalfari’s version of the conversation isn’t quite how the Vatican remembers it, however. The church says that while the two met, no interview took place. อย่างไรก็ดี รายงานของสกัลฟารีเรื่องการสนทนา(ระหว่างเขากับโป๊บ) ไม่เป็นแบบว่าวาติกันจำได้อย่างไร  ศาสนจักรเพียงกล่าวว่าขณะที่คนทั้งสองพบกัน ไม่มีการให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด.

"What is reported by the author in today’s article [in La Repubblica] is the result of his reconstruction, in which the textual words pronounced by the Pope are not quoted,” a statement from the Vatican said. “No quotation of the aforementioned article must therefore be considered as a faithful transcription of the words of the Holy Father.” อะไรที่รายงานโดยผู้เชียนข่าวในบทความของวันนี้ [ใน La Repubblica] เป็นผลจากการแต่งขึ้นใหม่  ซึ่งในนั้นคำที่เป็นข้อความที่อ้างว่าโป๊บเป็นผู้กล่าวไม่มีอ้างถึง”  นี่คือคำยืนยันจากวาติกัน  “ ไม่มีการอ้างบทความที่กล่าวอ้างมาก่อนนั้น ที่จะพิจารณาได้ว่าเป็นการนำที่สัตย์จริงของคำพูดของบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์”

Scalfari previously claimed that Pope Francis denied the existence of hell in 2015. There was a similar controversy following a November 2013 meeting between the pair. “If there are no words published by the Holy See press office and not officially confirmed, the writer takes full responsibility for what he has written,” Federico Lombardi, a former papal spokesperson, said in 2014 as cited by CruxNow. ก่อนนั้น สกัลฟารีได้อ้างว่าโป๊บฟรังซิสได้ปฏิเสธการมีอยู่ของนรกในปี 2015  ได้มีการออกความเห็นแย้งคล้ายคลึงกันต่อจากการพบปะกันของคนคู่นี้เดือนพฤศจิกายน 2013  “ถ้าไม่มีข้อความลงพิมพ์โดยสำนักข่าวสันตะสำนักและไม่มีการยืนยันเป็นทางการ  ผู้เขียนรายงานข่าวต้องรับผิดชอบสำหรับสิ่งที่เขาได้เขียน “ คุณพ่อเฟเดริโก ลอมบาร์ดี อดีตโฆษกสันตะปาปากล่าวในปี 2014 ตามที่ระบุโดยสำนักข่าว CruxNow.

In addition, Francis has publicly referred to the existence of hell while calling on mafiosos to abandon their lives of crime. “While there is still time, so that you do not end up in hell. That is what awaits you if you continue on this path,” the pope said, as cited by The Catholic News Agency.  ที่เพิ่มเติมคือ โป๊บฟรังซิสได้อ้างอย่างเป็นทางการถึงการมีอยู่ของนรก ขณะที่เรียกร้องพวกมาเฟียให้ละทิ้งชีวิตประกอบอาชญากรรม “ ขณะที่ยังมีเวลา  เพื่อว่าพวกคุณจะได้ไม่จบชีวิตในนรก  นั่นคือสิ่งที่รอพวกคุณถ้าพวกคุณยังคงเดินตามทางนี้” โป๊บกล่าว ตามที่ระบุโดยสำนักข่าว The Catholic News Agency.

Think your friends would be interested? Share this story!


 
12  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / โป๊บยอห์นปอล 2 จัดปูทางสู่ความเป็นนักบุญของตนไว้ล่วงหน้าอย่างไร เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2018, 08:45:41 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                              โป๊บยอห์นปอล 2 จัดปูทางสู่ความเป็นนักบุญของตนไว้ล่วงหน้าอย่างไร
                                                                                  How Pope John Paul II organized his own sainthood

Vati Leaks - Sunday, July 29, 2012
Comment on this Article
by Tony Bushby

                                                                                           Without prejudice  ปราศจากอคติใดๆ

      Most Catholics are unaware that Pope John Paul II personally engineered his rapid elevation to sainthood. He made his first move in 1983, when, without notice, he abolished the office of the Devil’s advocate. His second move came in 1999 when he realized that his health was declining, and he then waived the condition that prevented the process of canonization from beginning until five years after a candidate’s death. Hence, the rule that had traditionally been used to allow for a more objective look at a person’s life and achievements no longer applied, and Pope John Paul II’s canonization process started just a few weeks after his death. As a result of his own rule changes, John Paul II is now soaring toward sainthood faster than any person in Catholic history.

คาทอลิกส่วนใหญ่ไม่นึกว่าโป๊บยอห์นปอล 2 โดยตนเองนั่นแหละที่จัดให้ตนเองได้รับแต่งตั้งเป็นนักบุญเร็วๆ  เขาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ครั้งแรกในปี 1983 โดยไม่มีใครทันสังเกต เขาได้ยกเลิกสำนักงานทนายฝ่ายค้าน หรือที่เรียกว่า Devil’s Advocate ( ดูคำอธิบายต่อไปว่าคือผู้มีหน้าที่อะไร)  การเคลื่อนไหวที่สองของเขามีอีกในปี 1999 เมื่อเขาคิดได้ว่าสุขภาพของตนกำลังแย่ลง เขาจึงยกเลิกเงื่อนไขที่ขัดขวางกระบวนการแต่งตั้งนักบุญ จากให้เริ่มได้ในห้าปีหลังความตายของผู้ที่จะได้รับการพิจารณา  ที่นี่  กฎที่ว่าดั้งเดิมเคยอนุญาตสำหรับการพิจารณาชีวิตของของบุคคลที่เสนอมาและความสำเร็จในชีวิตของเขา ไม่ต้องนำมาพิจารณาอีกแล้ว  และกระบวนการแต่งตั้งเป็นนักบุญของโป๊บยอห์นปอล 2 ได้เริ่มขึ้นไม่กี่สัปดาห์หลังความตายของเขา  โดยที่เป็นผลจากการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของเขาเอง  ขณะนี้ ยอห์นปอล 2 กำลังโด่งขึ้นสู่ความเป็นนักบุญ เร็วกว่าใครๆในประวัติศาสตร์คาทอลิก.

Origin of the concept of the Devil’s advocate (ทนายฝ่ายค้าน)
กำเนิดแนวความคิดทนายฝ่ายค้าน – Devil’s Advocate

Originally, Pope John XV (sometimes designated Pope John XVI, 985-996) developed the canonization process, and ordered it to be applied to himself immediately after his death. Then, in 1587, and because of growing criticism and abuse of the procedure, Pope Sixtus V (1585-90) added to the canonization process by establishing an office for a promotor fidei, popularly called the Devil’s advocate (Latin: advocatus diabolus) whose job it was to argue against the canonization of the candidate. He was to publicly take a skeptical view of the candidate’s character, question the evidence, and argue that any miracles attributed to the candidate were fraudulent, etc. For more than four centuries, this process served a useful role in ensuring that canonizations did not proceed without due care, and hence the status of sainthood was not easily achieved. Pope John Paul II made sure that that process didn’t apply to him, and amidst widespread opposition from Catholic groups, he was beatified only six years after his death.

ต้นกำเนิดคือ โป๊บยอห์น 15 (บางครั้งว่าเป็น โป๊บยอห์น 16 , 985-996)  ได้พัฒนากระบวนการแต่งตั้งเป็นนักบุญ  และได้ออกคำสั่งให้ปฏิบัติสำหรับตนเองทันทีหลังความตาย   ดังนั้นในปี 1587 และ เพราะเกิดการวิพากษ์วิจารณ์และการเป็นที่สะดุดกระบวนการดังกล่าว โป๊บซิกซ์ตูส 5 (1585-90) ได้เพิ่มตำแหน่งหนึ่งในกระบวนการ โดยสถาปนาสำนักงานสำหรับผู้ส่งเสริมความเชื่อ – promoter fidei  ที่ตั้งฉายากันแพร่หลายว่า Devil’s Advocate – Advocatus Diabolus- ทนายฝ่ายค้าน นั่นเอง  ซึ่งงานในหน้าที่คือ โต้แย้งถกเถียงต่อการแต่งตั้งเป็นนักบุญของผู้ได้รับการเสนอ   ทนายผู้นี้ ต้องตั้งข้อสงสัยทางสาธารณะถึงนิสัยใจคอของผู้สมัครรอ    สอบถามประจักษ์พยาน และโต้แย้งที่ว่าอัศจรรย์ใดๆที่นำมาเพื่อผู้สมัครรอนั้นหลอกลวงเชื่อไม่ได้  ฯลฯ ต่อเนื่องมากว่าสี่ศตวรรษ  กระบวนการนี้แสดงบทบาทที่เป็นประโยชน์ในการทำให้การประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญแน่ใจได้ว่า มิได้ดำเนินไปโดยปราศจากการเอาใจใส่จริงจัง  และดังนั้น สถานการณ์เป็นนักบุญคงมิได้สำเร็จโดยง่ายดาย  โป๊บยอห์นปอล 2 ได้ทำให้ตนแน่ใจว่ากระบวนการดังกล่าวคงไม่ใช้กับตน  และท่ามกลางการขัดขวางแผ่กว้างออกไปจากคาทอลิกกลุ่มต่างๆ ยอห์นปอลก็ได้รับแต่งตั้งเป็นบุญราศีเพียงหกปีหลังความตายของเขา.

Later in time, his move to abolish the office of the Devil’s advocate was seen as a purposeful act to prevent public scrutiny of his early life after his death. The Catholic groups who openly expressed deep concern about the Vatican’s rush to sainthood, and the media uproar that their comments created, underscored a significant and irrepressible unease amongst millions of everyday Catholics who have no say in the governance of their Church. Just one month before the endless run-up to the beatification of Pope John Paul II, and to offset the growing criticism from its own ranks, Cardinal Angelo Amato, Prefect of the Congregation for Saints’ Causes stated (on April 1st, 2011), that the late Pope was not being beatified because of his pontificate, but because of the way he lived the Christian virtues of faith, hope and love. During a conference at the Pontifical University of the Holy Cross in Rome, the cardinal said; ‘Clearly his cause was put on the fast track, but the process was done carefully and meticulously following the rules Pope John Paul himself issued in 1983’.

ต่อมาอีกไม่นาน ความเคลื่อนไหวของเขาที่เลิกล้มสำนักงานทนายฝ่ายค้าน เห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่หวังผล เพื่อป้องกันการพินิจพิจารณากลั่นกรองสาธารณะในเรื่องชีวิตก่อนนั้นหลังจากที่เขาตายไปแล้ว  กลุ่มตาทอลิกซึ่งแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งเปิดเผยเรื่องที่เกิดการรีบร้อนของวาติกันไปสู่ความเป็นนักบุญ และสื่อมวลชนที่ฮือฮาด้วยบทวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ได้เน้นความไม่สบายใจที่มีความหมายและไม่สามารถระงับได้ ท่ามกลางคาทอลิกหลายล้านในปัจจุบัน ซึ่งพูดไม่ออกในการปกครองของศาสนจักรของพวกเขา   เพียงหนึ่งเดือนก่อนจะมีการวิ่งรอกไม่จบง่ายๆในการประกาศเป็นบุญราศีของยอห์นปอล 2และเพื่อลดการวิจารณ์ที่เพิ่มมากขึ้นจากฝ่ายฐานานุกรมเอง พระคาร์ดินัลอันเจโล อามาโต ผู้เป็นประธานสมณกระทรวงว่าด้วยนักบุญ ได้ประกาศ (เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2011) ว่า โป๊บผู้ล่วงลับยังไม่ได้รับการประกาศเป็นบุญราศีเพราะเหตุจากช่วงเวลาบริหารงานของพระองค์  แต่ เป้นเพราะวิถีดำเนินชีวิตของพระองค์ ที่ปฏิบัติฤทธิ์กุศลแห่งความเชื่อ  ความหวังและความรักแบบคริสตชน  ระหว่างการประชุมที่มหาวิทยาลัย Pontifical University of the Holy Cross ในกรุงโรม  พระคาร์ดินัลกล่าวว่า ‘ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า กรณีของพระองค์ถูกส่งเข้าสู่เส้นทางรวดเร็ว หรือ fast track  แต่กระบวนการทำกันอย่างระมัดระวังและพิถีพิถันโดยทำตามระบบกฎเกณฑ์ที่โป๊บยอห์นปอลเองได้ประกาศใช้ในปี 1983 ‘

What was Pope John Paul II trying to hide?
โป๊บยอห์นปอล 2 กำลังพยายามซ่อนอะไรไว้?

The long-standing rules of the canonization process were specifically changed by Pope John Paul II himself to ensure that he would be glorified in his death and speedily beatified. Cardinal Angelo Amato, during a conference at the Pontifical University of the Holy Cross in Rome on April 1st, 2011, added that ‘a further sign of his personal holiness was the number of biographies published about him’. The Cardinal failed to mention that none of those biographies reveal the truth about John Paul II’s pre-papal years, and vital information was purposely withheld from public knowledge. Some of them are packed with blatant lies about those years, and one of his more famous biographies covered the years from 1938 to 1946¹ in just 72 words, falsely saying that during that time he was piously studying to be a priest From the ages of 18 to 26).

ระเบียบกฏเกณฑ์ที่ใช้มานานของกระบวนการแต่งตั้งเป็นนักบุญ ได้ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นพิเศษ โดยโป๊บยอห์นปอล 2 เอง เพื่อทำให้มั่นใจว่า ตัวเองจะได้รับเชิดชูสิริมงคลหลังจากตายแล้วและได้รับการประกาศเป็นบุญราศีอย่างรวดเร็ว  คาร์ดินัลอันเจโล อามาโต  ระหว่างการประชุมที่ Pontifical University of the Holy Cross ในกรุงโรม เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2011  เสริมว่า ‘ เครื่องหมายต่อไปของความศักดิ์สิทธิ์ส่วนตัวเป็นรายการแสดงประวัติชีวิตที่เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับช่วงเวลาก่อนเป็นสันตะปาปาของยอห์นปอล 2  และข้อมูลสำคัญยิ่งเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวจะได้มาจากความรู้ของสาธารณชน  ข้อมูลบางส่วนเต็มแน่นด้วยการโกหกที่ไม่น่าเชื่อเกี่ยวกับหลายปีในชีวิตเหล่านั้น  และหนึ่งในประวัติชีวิตที่มีชื่อเสียงมากกว่า รวมข้อมูลระหว่างปี 1938 ถึง 1946 เพียง 72 คำ  พูดแบบโกหกพกลมว่า ระหว่างเวลานั้นยอห์นปอลกำลังศึกษาอย่างศรัทธาเพื่อเป็นบาทหลวง จากอายุ 18 ถึง 26 ปี.

 In those biographies, Pope John Paul II purposely distorted the truth about his pre-papal life, and misled millions of Catholics into believing matters about him that were untrue. The Vatican’s presentation of the life of Karol Wojtyla is a deliberate falsification of the facts of history, and the proposal to sanctify him is a cynical priesthood ploy to dishonestly present to the world a vision of devoutness in the leadership of the Catholic Church. It is little-known that there are around 100 sets of Secret Police files in Polish archives that record various aspects of the life of Karol Wojtyla, and the first that is publicly available is dated May 3rd, 1946. At that time, undercover agents claimed that Wojtyla was involved in an anti-Communist demonstration in Kraków that was put down by troops and military tanks. The question to be answered is this; ‘If John Paul II had not abolished the office of Devil’s advocate, would he have ever been beatified?’ The answer is NO and the reasons are revealed in ‘Pope John Paul II’s Dark Secrets’, an upcoming book by Tony Bushby.

ในชีวประวัติเหล่านั้น  โป๊บยอห์นปอล 2 โดยมีวัตถุประสงค์บิดเบือนความจริงเกี่ยวกับชีวิตก่อนเป็นสันตะปาปา  และชักนำคาทอลิกจำนวนหลายล้านให้หลงผิดในการเชื่อเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาที่ไม่จริง  การนำเสนอชีวิตของการอล โวจติลาเป็นการสร้างเรื่องโกหกของความจริงแห่งประวัติศาสตร์  และข้อเสนอที่จะทำให้เขาเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นอุบายสังฆภาพแยบยลเพื่อเสนอแก่โลกอย่างไม่จริงใจ ให้เห็นภาพการอุทิศตนในการเป็นผู้นำของศาสนจักรคาทอลิก  เป็นที่รู้กันน้อยมาก ว่า ประมาณ 100 ชุดของแฟ้มตำรวจลับในห้องเก็บรวบรวมเอกสาร ที่บันทึกแง่มุมต่างๆนาๆของชีวิต การอล โวจติลา  และฉบับแรกที่รู้กันแพร่หลายลงวันที่ 3 พฤษภาคม 1946  ณ เวลานั้น ตัวแทนออกหน้าประกาศว่า โวจติลา มีส่วนร่วมในการเดินขบวนต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่เมืองกราโกว์ ที่ถูกบดขยี้โดยหน่วยทหารและกองกำลังรถถัง

คำถามที่ต้องตอบคือคำถามนี้ “ ถ้ายอห์นปอล2 ไม่ยกเลิกสำนักงานทนายฝ่ายค้าน เขาจะได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศีหรืออย่างไร?  คำตอบก็คือ ไม่  และเหตุผลมีเปิดเผยใน “ความลับดำมืดของ            โป๊บยอห์นปอล 2 “  หนังสือที่กำลังนำออกสู่ตลาด เล่าจาก  โทนี่ บุชบาย.

                                                                                               Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                     E  Pluribus  Unum

                                                                                                       Alan  Petervich



 
13  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / โปรดนำทนายผู้โต้แย้งกลับมาเถิด เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2018, 01:25:09 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                         
โปรดนำทนายผู้โต้แย้งกลับมาเถิด
« เมื่อ: เมษายน 22, 2014, 09:55:44 AM »


   
                                                                                โปรดนำทนายผู้โต้แย้งกลับมาเถิด
                                                                            BRING BACK THE DEVIL’S ADVOCATE 

Martin Mallon  (Ireland)
September 3, 2013   
 มาร์ติน มอลลอน เขียน  3 กันยายน 2013 

       In an article for Vatican Insider Andrea Tornielli writes that John Paul II is to be canonised this year, an "instant saint", but also to be canonized at the same time is John XXIII, the "Good Pope". Read the article here: Many people have questioned the unseemly rush by the establishment to canonize John Paul II, especially in light of his refusal to have Fr Marcial Maciel, the founder and head of the Legionaries of Christ, investigated. This was despite many complaints to the Vatican about the child abuse by Maciel of his own children, abuse of young seminarians and the fact that he had a number of wives.

ในบทความสำหรับ Vatican Insider  อันเดรอา ตอร์นีเอลลี เขียนว่า ยอห์นปอล 2 จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญปีนี้(กำหนดวันเรียบร้อยแล้ว) คงเป็นนักบุญทันที หรือ “ instant saint – subito santo “  และได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญเวลาเดียวกันกับ ยอห์น XXIII ที่เรียกกันติดปากว่า “Good Pope”  อ่านบทความที่นี่ ดังนี้ : ประชาชนมากมายได้สอบถามถึงการรีบร้อนที่ดูเหมือนไม่ใช่ โดยฝ่ายสถาปนาที่แต่งตั้งยอห์นปอลที่สองเป็นนักบุญ  เป็นต้นในแสงแห่งการปฏิเสะของพระองค์ที่มีต่อคุณพ่อมาร์ชีอัล มาร์ชีเอล  ผู้ก่อตั้งและหัวหน้า Legionaries of Christ ถูกสอบสวน  สิ่งนี้ดูไม่คำนึงถึงคำบ่นว่ามากมายต่อวาติกันเกี่ยวกับการละเมิดทางเพศกับเด็ก โดยมาร์ชีเอลกับเด็กของเขาเอง การละเมิดกับหนุ่มเณรน้อยและความจริงที่ว่าเขามีภรรยาจำนวนหนึ่ง

However, as there is no longer a Devil’s Advocate it is much easier to overlook any failings when attempting to canonize someone. What was the devil’s Advocate?For almost 400 years the Church employed an advocatus diaboli to scrutinise candidates for canonisation. The Devil's Advocate was a canon lawyer appointed to pick Causes apart. It was his duty to investigate scurrilous rumours, expose character flaws, debunk miracles and explain why the candidate was generally unworthy of the halo. This office, established by Sixtus V in 1587, was abolished in 1983 by John Paul II.  See this article

อย่างไรก็ดี   ขณะที่ไม่มีทนายฝ่ายโต้แย้งอีกต่อไป  มันเป็นการง่ายมากที่จะมองข้ามการผิดพลาดใดๆเมื่อพยายามที่จะแต่งตั้งใครสักคนเป็นนักบุญ  ทนายฝ่ายโต้แย้งหรือ devil’s Advocate เป็นอะไร?  เป็นเวลาเกือบ 400 ปีมาแล้ว ศาสนจักรได้ว่าจ้างทนายปีศาจ เพื่อกลั่นกรองผู้รอคอยได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญ  ทนายที่ว่านี้เป็นนักกฎหมายศาสนา ได้รับมอบหมายให้ทำเรื่องสาเหตุการเป็นนักบุญแยกต่างหาก   มันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะสอบสวนบรรดาข่าวลือที่หยาบคายต่ำช้า  แสดงความแปลกแยกทางอุปนิสัย  ทำลายชื่อเสียงของอัศจรรย์และอธิบายว่าทำไมผู้เข้าชื่อรอโดยทั่วไปแล้วไม่มีค่าพอจะได้ลำแสงรอบศีรษะ  สำนักงาน  ที่ตั้งขึ้นโดยพระสันตะปาปาซิกส์ตูสที่ 5 ในปี 1587  ถูกยกเลิกในปี 1983 โดยยอห์นปอลที่ 2  (โปรดอ่านบทความพิเศษ)

The question has to be asked, and answered, why was the position of Devil’s Advocate dispensed with? One article, which can be read here , points to Opus Dei as the reason:

คำถามที่ต้องถามกัน และต้องตอบด้วย คือ ทำไมตำแหน่งของ DA ต้องมาทำเรื่องนี้?  บทความหนึ่ง ซึ่งสามารถอ่านได้ที่นี่ ชี้ไปที่ Opus Dei เป็นเหตุผล : คือ

In 2002, Opus Dei’s founder, Josemaria Escriva de Balaguer, was canonized in Rome, Italy on October 6 after having been beatified amidst substantial controversy in 1992. There were many irregularities involved in Escriva’s swift canonization (he died in 1975), including the refusal to accept the testimonies of almost a dozen people who opposed the canonization and knew Escriva personally, including Maria del Carmen Tapia, Father Vladimir Feltzman and John Roche; the elimination of the Devil’s Advocate from the canonization process, a change effected with the participation of Opus Dei’s first prelate, Alvaro del Portillo; and the authentification of miracles by Opus Dei doctors, along with other conflict of interest issues.

ในปี 2002 ผู้ก่อตั้ง Opus Dei  Josemaria Escriva de Balaguer  ได้รับแต่งตั้งเป็นนักบุญในโรม อิตาลี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม หลังจากการได้รับแต่งตั้งเป็นบุญราศีท่ามกลางการให้เหตุผลโต้แย้งอย่างสำคัญในปี 1992  มีความไม่เป็นปกติผิดขั้นตอนเกี่ยวข้องในการแต่งตั้งที่รวดเร็วมาก ( เขาเสียชีวิตในปี 1975)  รวมกับการปฏิเสธที่จะยอมรับการเป็นพยานของคนสิบสองคน ซึ่งต่อต้านการแต่งตั้งเป็นนักบุญและรู้จัก Escriva เป็นการส่วนตัว  ยังรวม Maria del Carmen Tapia  คุณพ่อ Vladimir Felzman และ John Roche   การยกเลิก Devil’s Advocate  ออกจากกระบวนการแต่งตั้งเป็นนักบุญ  เป็นความเปลี่ยนแปลงทีมีผลต่อการมีส่วนร่วมของพระราชาคณะองค์แรกของ Opus Dei  คือ Alvaro del Portillo   และความทำให้เป็นที่น่าเชื่อถือของอัศจรรย์ต่างๆที่จัดการโดยบรรดาแพทย์ของ Opus Dei  ไปพร้อมๆกับความขัดแย้งของเรื่องน่าสนใจอื่นๆ.

So why did Opus Dei wish to do away with the Devil’s Advocate? To ensure Escriva would be canonized. Why did John Paul II agree to this? The answer appears to be money: In 1982 John Paul II created this group as a "personal prelature."  Suspiciously, this act occurred in the same year that the wealthy sect allegedly had transferred almost $1,000,000,000 into the Vatican Bank, bailing it out of an embarrassing bankruptcy.  In a second maneuver that raised eyebrows, the pope placed the founder of Opus Dei on the "fast track" for New Order sainthood, accelerating an often centuries-long waiting-period for canonization to a mere twenty years. See here

ดังนั้น ทำไม Opus Dei ประสงค์ที่จะกำจัด Devil’s Advocate ?  (คำตอบ) ก็เพื่อแน่ใจได้ว่า Escriva จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญนะซี.   ทำไมยอห์นปอลที่ 2 ยินยอมกับเรื่องนี้ ?  คำตอบปรากฏออกมาว่าเป็นเรื่องเงิน : คือ  ในปี 1982  ยอห์นปอลที่ 2 สร้างกลุ่มนี้ขึ้นประหนึ่ง “ กลุ่มราชาคณะส่วนตัว”  อย่างเป็นที่น่าสงสัย  การกระทำนี้เกิดขึ้นในปีเดียวกับที่ว่า ส่วนที่เป็นทรัพย์สินถูกเคลื่อนย้ายไปตามที่มีการกล่าวหาทั้งสิ้นเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์เข้าไปใน Vatican Bank  เป็นการประกันให้ธนาคารวาติกันรอดพ้นจากการล้มละลายที่น่าผิดหวัง  ในการแสดงที่สองที่ทำให้คนเลิกคิ้ว(ตาโต)คือ พระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 วางผู้ก่อตั้ง Opus Dei เข้าสู่ “ ลู่เร็ว – fast track)เพื่อรับการแต่งตั้งเป็นนักบุญตามระบบใหม่  โดยเร่งช่วงรอคอยนานเป็นศตวรรษเพื่อการแต่งตั้งเป็นนักบุญ ให้เหลือเพียงประมาณยี่สิบปี  ดูตรงนี้

No other logical reason has been given for changing a five hundred year old tradition of the church. Currently, not having a Devil’s Advocate is working in John Paul II’s favour; he can be canonised while serious questions, such as those concerning Maciel, will not have to be answered. In addition, to sweeten the sour taste this leaves Good Pope John, who few dispute is a saint and most love, will be canonised at the same time. This same methodology was used when Pius IX and John XXIII were beatified at the same time.

ไม่มีเหตุผลทางตรรกวิทยาที่จะนำมาอธิบายสำหรับการเปลี่ยนแปลงประเพณีโบราณของศาสนจักรที่ใช้กันมานานถึงห้าร้อยปี   ปัจจุบัน  ก็ไม่มี Devil’s Advocate ที่ทำงานเอื้อต่อยอห์นปอลที่ 2   เขาสามารถได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญขณะที่ยังมีปัญหาร้ายแรง  เช่นเรื่องที่เกี่ยวกับ Maciel  ซึ่งคงจะไม่ต้องตอบ   เพิ่มเติม  เพื่อทำให้เกิดความหวานในรสเปรี้ยวนี้ออกไปจาก Good Pope John  ซึ่งมีข้อโต้แย้งเล็กน้อยแต่รักมาก  จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญเวลาเดียวกัน   การวิเคราะห์และประเมินผลแบบเดียวกันนี้ เคยใช้เมื่อพระสันตะปาปาปีโอที่ 9 และยอห์นที่23  ได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศีในเวลาเดียวกัน.

There is a simple means of correcting this position, bring back the position of Devil’s Advocate. At least we can be thankful that Pope John XXIII is, at last, being canonized. We also pray that the canonisation of Pope John Paul II will help many people.   We must remember that every saint was also a sinner, including Padre Pio, Mother Teresa and The Little Flower, as were John XXIII and John Paul II, so if their good advice and example help bring us closer to God, perhaps it is Christian to ignore their faults. Judging is a dangerous game to play.

มีวิธีง่ายๆที่จะแก้ไขสถานะแบบนี้  โดยการนำตำแหน่งของ Devil’s Advocate กลับมา  อย่างน้อย ในที่สุด เราสามารถขอบคุณว่าโป๊บยอห์นที่ 23 ได้รับแต่งตั้งเป็นนักบุญ  เรายังสวดภาวนาขอว่าการประกาศแต่งตั้งโป๊บยอห์นปอลที่ 2 เป็นนักบุญจะช่วยคนเป็นจำนวนมาก  เราต้องจดจำไว้ว่านักบุญทุกองค์ก็เป็นคนบาป  รวมทั้งคุณพ่อ Padre Pio  คุณแม่ Teresa และ The Little Flower (คงหมายถีงนักบุญ St. Therese of Lisieux)  เหมือนดังที่ท่านยอห์น XXIII และท่านยอห์นปอลที่ 2   ดังนั้น ถ้าคำแนะนำและตัวอย่างที่ดีของพวกท่านจะช่วยนำเราให้เข้าใกล้พระเป็นเจ้ามากกว่า  บางทีคงเป็นเพราะคริสตชนไม่ยอมรับรู้ความผิดพลาดของพวกเขาเอง  การพิพากษา เป็นเกมอันตรายมากที่จะนำมาเล่น

Let us pray that Pope Francis listens to the Holy Spirit as he makes decisions in this and other areas.

ขอให้พวกเราสวดภาวนาขอให้พระสันตะปาปาฟรังซีส ฟังพระจิตเจ้า ขณะที่ท่านตัดสินใจในเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆ.

-----------------




 
14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / การเสด็จลงไปในนรกของพระคริสตเจ้า เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2018, 11:36:49 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                        การปลอบโยนของการเสด็จลงไปในนรกของพระคริสตเจ้า
                                                                                        The Consolation of Christ’s Descent Into Hell
STEPHEN BEALE
OCTOBER 29, 2018
https://1mpkoh2uj7ew36r28p3t8kxt11gl-wpengine.netdna-ssl.com/wp-content/uploads/2018/10/1280px-Anastasis_fresco_Chora_Church-660x350.jpg
                                           

He descended into hell… .พระองค์เสด็จลงสู่นรก....

Few lines of the Apostles Creed are as overlooked as this one.
Seen alone, the truth expressed in this simple line ( - Credo in Deum Patrem omnipotentem, Creatorem Caeli et Terrae, et in Jesum Christum….crucifixus, mortuus, et sepultus: descendit ad inferos…)  is shocking: the Church teaches that Christ went to hell. สองสามบรรทัดของบทสัญลักษณ์อัครสาวก เป็นประหนึ่งถูกมองข้ามไปอย่างนี้  มองเรื่องนี้อย่างเดียว ความจริงที่แสดงออกมาในบรรทัดธรรมดานี้เป็นเรื่องที่ทำให้สะดุ้งตกใจแน่คือ พระศาสนจักรสอนว่า พระคริสตเจ้าได้เสด็จไปนรก.

[According to Saint Thomas Aquinas, there are Four Sections to Hell: Gehenna, Purgatory, and Limbo of the Children, and Limbo of the Fathers]

Why would the Church say such a thing? It seems utterly scandalous. But then so is the reality of the cross, not to mention the Incarnation itself. ทำไมพระศาสนจักรจึงพูดสิ่งเช่นนั้น?  มันดูเหมือนเรื่องน่าอดสูอย่างยิ่งยวด  แต่แล้ว ดังนั้นมันเป็นความเป็นจริงของไม้กางเขน  ไม่จำต้องอ้างการรับเอากายของพระองค์เอง.
     But still: why do we affirm that Christ descended to hell? แต่ ยังมี คือ ทำไมพวกเรายืนยันเห็นพ้องว่าพระคริสตเจ้าเสด็จลงไปสู่นรก?

The fundamental answer is that Christ did this to experience our fallen state to its fullest. That means that His death on the cross had to be a true death. And, in death, our bodies are separated from our souls. So while His body rested in the tomb, His human soul descended into hell—all the while still united to His divinity.  คำตอบพื้นฐานคือว่าพระคริสตเจ้าทำสิ่งนี้ เพื่อให้เรามีประสพการณ์กับสภาวะที่พลาดพลั้งของเราให้เต็มที่สุด  นั่นหมายความว่า การสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนต้องเป็นการตายอย่างแท้จริง  และ ในความตาย ร่างกายของพวกเราถูกแยกจากวิญญาณของเรา  ดังนั้น ขณะที่พระกายของพระองค์ถูกพักไว้ในคูหา วิญญาณมนุษย์ของพระองค์ลงไปในนรก—ณเวลาทั้งหมดยังคงรวมอยู่กับพระเทวภาพของพระองค์.

The descent to hell served two further purposes. First, during His three-day sojourn, Christ made proclaimed the gospel. As 1 Peter 3:19 says, He ‘went to preach to the spirits in prison.’ But Christ was also on a rescue mission: Church tradition holds that he rescued the holy fathers from limbo on the edge of hell, bringing them into heaven. This too is biblically grounded. (See for example Ephesians 4, quoted below.)  การเสด็จลงสู่นรกได้ปฏิบัติเพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่นอีกสองประการ  ประการแรก  ระหว่างการพักค้างสามวันของพระองค์ พระคริสตเจ้าได้ทรงประกาศพระวรสาร  เช่นที่ 1 เปโตร 3:19 กล่าว พระองค์’ได้ไปประกาศความรอดพ้นแก่วิญญาณที่ถูกจองจำ.’ แต่พระคริสตเจ้ามีพันธกิจการไถ่กู้ด้วย  ธรรมประเพณีของพระศาสนจักรยึดถือว่าพระองค์ได้ไถ่กู้กลุ่มปิตาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์จากที่กักขังตรงชายขอบนรก(Limbo of the fathers)โดยนำพวกเขาเข้าสู่สวรรค์  สิ่งนี้ด้วยมีพื้นฐานกล่าวไว้ในพระคัมภีร์. (ดูเป็นตัวอย่างที่ เอเฟซัส 4 ระบุข้างล่าง).

As with all aspects of the Passion, Christ’s descent to hell was not only a historical event. It is also something that affects our lives today—just as much as His last breath on the cross, or the piercing of His side. ด้วยแง่มุมทั้งหมดของมหาทรมาน การเสด็จลงสู่นรกไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ประการหนึ่งเท่านั้น  ยังเป็นอะไรบางอย่างที่มีผลกระทบต่อชีวิตของพวกเราทุกวันนี้ด้วย---เพียงมากเท่าที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของพระองค์บนไม้กางเขน หรือ การแทงสีข้างของพระองค์

As Catholics we believe that Christ did more than just pay the penalty for our sins. He gave us the ability to carry our own crosses to that in dying with Him we might also rise again. We are thus called to unite our suffering to His own on the cross. As Christ Himself said, “Come to me, all you who labor and are burdened, and I will give you rest” (Matthew 11:28). ในฐานะคาทอลิกเราเชื่อว่าพระคริสตเจ้าได้ทรงทำสิ่งที่มากกว่าเพียงชดใช้โทษสำหรับบาปของพวกเรา  พระองค์ได้ประทานแก่เราซึ่งความสามารถที่จะแบกกางเขนของพวกเราเองไปถึงสิ่งนั้นในการตายกับพระองค์ที่เราอาจกลับคืนชีพอีก  ดังนั้น เราถูเรียกให้มารวมเอาความทรมานของพวกเรากับของพระองค์เองบนไม้กางเขน  ดังที่พระคริสตเจ้าพระองค์เองได้ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาพบเราเถิด  เราจะให้ท่านได้พักผ่อน” (มัทธิว 11:28).

Christ Himself also comes to us, consoling us by being radically present to us in our own suffering.  พระคริสตเจ้าพระองค์เองยังได้ทรงเสด็จมาหาเรา โดยบรรเทาใจเราด้วยทรงเป็นของประทานอย่างถอนรากแก่เราในการทรมานของเราเอง.

The doctrine of the descent to hell gives us the assurance that there is no darkness, no suffering, no horror, and no fear that Christ cannot touch. As the future Pope Benedict XVI put it in his Introduction to Christianity, “This article thus asserts that Christ strode through the gate of our final loneliness, that in his Passion he went down into the abyss of our abandonment. Where no voice can reach us any longer, there is He.” คำสอนของการเสด็จลงสู่นรก ให้ความั่นใจแก่เราว่า ไม่มีความมืด ไมมีการทรมาน ไม่มีความน่ากลัวสยดสยอง และไม่มีความกลัวว่าพระคริสตเจ้าไม่สามารถแตะต้อง  เหมือนดังที่โป๊บเบเนดิกต์ที่ XVl กล่าวไว้ในสาร Introduction to Christianity ของพระองค์ว่า “บทความนี้ ด้วยประการฉะนี้ ยืนยันว่าพระคริสตเจ้าได้ก้าวอย่างองอาจผ่านประตูแห่งความโดดเดี่ยวสุดท้ายของพวกเรา ที่ ในพระทรมานของพระองค์ๆได้ทรงลงสู่ความลึกล้ำสุดของการทอดทิ้งพวกเรา  ที่ใดที่ไม่มีเสียงสามารถมาถึงเราอีกต่อไป  ที่นั่นแหละจะมีพระองค์”

Christ’s descent to hell shows us that Christ words reach us and touch us even in our moments of deepest despair. As Psalm 139 puts it, even if we tried to we could not escape His presence: การเสด็จลงสู่นรกของพระคริสตเจ้าแสดงให้พวกเราเห็นว่า พระวาจาของพระคริสตเจ้ามาถึงเราและแตะต้องเราแม้ในช่วงเวลาของความสิ้นหวังอย่างลึกซึ้งที่สุด  ดังที่เพลงสดุดี 139 ใส่เข้าไว้ แม้ถ้าพวกเราพยายามทำ เราก็ไม่สามารถหลบพ้นการสถิตย์อยู่ของพระองค์ได้
Behind and before you encircle me พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์อยู่ทั้งข้างหลังและข้างหน้า
and rest your hand upon me. และทรงวางพระหัตถ์บนข้าพระองค์
Such knowledge is too wonderful for me, ความรู้อย่างนี้อัศจรรย์เกินข้าพระองค์
far too lofty for me to reach. สูงนัก ข้าพระองค์เอื้อมไม่ถึง

Where can I go from your spirit?  ข้าพระองค์จะไปไหน ให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้?
From your presence, where can I flee? หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์
If I ascend to the heavens, you are there; ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตย์ที่นั่น
if I lie down in Sheol, there you are (verses 5-8). ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย พระองค์ทรงสถิตย์ที่นั่น (บทสดุดีที่ 5-8)

But something wonderful happens during the descent. Traditional doctrine holds that the descent was a glorious event. Traditional icons and frescoes depicting it tend to show Christ not on the cross, but carrying it as a sort of trophy. He breaks down the gates of hell, tramples Satan, and lifts Adam and Eve out of their tombs. In one traditional image, Christ is surrounded by the white mandala. In a more recent paintinga halo of light encircling Him shines into the darkness of hell. แต่บางอย่างที่น่าประหลาดเกิดระหว่างการลงสู่นรก  คำสอนตามธรรมประเพณียึดถือว่า การลงสู่นรกเป็นเหตุการณ์ที่รุ่งโรจน์ประการหนึ่ง  ภาพปรากฎและภาพวาดสีปูนเปียกแบบธรรมประเพณีวาดโดยแสดงแนวโน้มพระคริสตเจ้ามิได้อยู่บนไม้กางเขน  แต่กำลังแบกอยู่ประหนึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับ  พระองค์พังทุกประตูนรกลง ปราบซาตาน และยกอาดัมและเอวาออกจากคูหาฝังพวกเขา  ในภาพเขียนดั้งเดิมภาพหนึ่ง พระคริสตเจ้ากำลังถูกล้อมรอบโดยจักรวาลรูปวงกลมสีขาว ในภาพเขียนที่ใหม่กว่าภาพหนึ่ง ร้ศมีชองแสงที่ฉายรอบพระองค์ส่องเข้าไปในความมืดของนรก.

This perspective is confirmed the account of Ephesians 4, which makes it clear that the ascent was predicated on a descent—almost defining the ascent in terms of the descent:
Therefore, it says: ดังนั้น ก็กล่าวว่า:  “He ascended on high and took prisoners captive;he gave gifts to men.”                  What does “he ascended” mean except that he also descended into the lower regions of the earth? “พระองค์ได้เสด็จสูงขึ้นไปและได้ทรงนำผู้ถูกจำขังไปด้วย  พระองค์ทรงประทานสิ่งของให้แก่มนุษย์”  อะไรที่ว่า “พระองค์เสด็จสูงขึ้นไป” หมายความว่าพระองค์ได้เสด็จลงสู่ดินแดนของโลกที่ต่ำกว่ามิใช่หรือ?

The one who descended is also the one who ascended far above all the heavens, that he might fill all things (verses 8-10).  ผู้ที่ลงต่ำก็คือผู้ที่ขึ้นสูงไกลลิบเหนือสวรรค์ทุกชั้นฟ้า  ที่ผู้นั้นอาจทำให้ทุกสิ่งอย่างเสร็จสมบูรณ์ไป. (บทที่ 8-10)

In the Greek tradition, Christ’s descent to hell is known as the Anastasis, which means resurrection. This might seem like an oxymoron, since we typically think of the resurrection as happening on the third day. But the term speaks to a deep truth: Christ’s resurrection begins in hell. ในธรรมประเพณีกรีก การเสด็จลงสู่นรกของพระคริสตเจ้าเป็นที่ทราบกันว่าคือ Anastasis  ซึ่งหมายถึงการกลับคืนชีพ   คำนี้อาจดูเหมือน 0xymoron  โดยที่พวกเราคิดอย่างเป็นแบบแผนถึงการกลับคืนพระชนม์ชีพตามที่เกิดในวันที่สาม  แต่คำศัพท์ที่พูดถึงความจริงลึกล้ำ ก็คือ การกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้าเริ่มในนรก.

This, then, is the ultimate consolation of the Church’s teaching on the descent to hell. The source of all our hope has its roots deep in the land of despair. Indeed, one traditional view of hell that it is the place we all who enter should abandon hope. This is because hell is defined as the absence of God’s presence—a sort of antithesis to what heaven will be. ดังนั้น ข้อนี้เป็นการปลอบโยนท้ายสุดของคำสอนของพระศาสนจักรว่าด้วยการเสด็จลงสู่นรก แหล่งข้อมูลของความหวังทั้งหมดของเรามีรากเหง้าลึกลงไปในดินแดนแห่งความสิ้นหวัง  จริงๆ  ทัศนะทางธรรมประเพณีอย่างหนึ่งของนรกที่เป็นสถานที่ ที่เราทุกคนต้องเข้าไปน่าจะเป็นตอนที่ละทิ้งความหวัง  นี้เป็นเพราะว่านรกถูกจำกัดความว่าเป็นประหนึ่งการขาดการประทับอยู่ของพระเจ้า—ชนิดหนึ่งของการใช้ถ้อยคำที่ความหมายกลับกัน (ที่เรียกว่า antithesis) ต่อสิ่งที่สวรรค์น่าจะใช่.

And yet, God did go to hell. Thanks to Christ, there is no chasm too wide or despair too deep for God’s love to reach us. That is the enduring significance of His descent to hell. และ จนบัดนี้ พระเจ้าได้ลงสู่นรก  ขอบพระคุณพระคริสตเจ้า ไม่มีช่องว่างที่เปิดกว้างเกินไปหรือความสิ้นหวังที่ลึกล้ำเกินไปสำหรับความรักของพระเจ้าที่จะมาถึงพวกเรา  นั่นคือความหมายที่ยืนยงชั่วกาลนานของการเสด็จลงสู่นรกของพระองค์.

          Alan Petervich : โปรดติดตามโพสต์เรื่อง Pope Francis and The Hell ในโพสต์ต่อไป.


15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ขุดคลองไทย 9A เชื่อมอ่าวไทย--อันดามัน เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2018, 06:49:10 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                  ขุดคลองไทย 9A เชื่อมอ่าวไทย--อันดามัน
                                                                                            https://www.naewna.com/politic/374598

แนวหน้า วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 09.33 น.

4 พ.ย.61 สมาคมคลองไทยเพื่อการศึกษาและพัฒนา สาขาจังหวัดตรัง นำโดยนายทัศชัย อินทรวิเศษ นายกสมาคมคลองไทยเพื่อการศึกษาและพัฒนา สาขาจังหวัดตรัง นายระพี อินทรวิเศษ  อุปนายกสมาคมฯ นายสมหมาย หมาดทิ้ง กำนันตำบลเขาไม้แก้ว อ.สิเกา จ.ตรัง นายชัยฤทธิ์ ถ่ายย้วน นายกสมาคมปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง และคณะกรรมการสมาคมฯ จัดให้มีการเสวนาทาง “ปากคลองไทยคิดอย่างไร หากขุดคลองไทย 9A” ณ ลานสนามท่าเรือบ่อม่วง หมู่ 4 บ้านบ่อม่วง ต.ทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ โดยมี พล.อ.พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อุปนายกสมาคมคลองไทยเพื่อการศึกษาและพัฒนา ร่วมเสวนา มีคณะกรรมการสมาคมฯจังหวัดตรัง-กระบี่ ชาวประมงพื้นบ้าน ชาวบ้านร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

สำหรับการจัดเสวนา“ปากคลองไทยคิดอย่างไร หากขุดคลองไทย 9A” ในครั้งนี้ชุมชนบ่อม่วงได้จัดกิจกรรม งาน OTOP นวัตวิถี สมาคมคลองไทยร่วมใจชุมชน ท่องเที่ยวอำเภอคลองท่อม เพื่อการกุศลมัสยิดบ้านบ่อม่วง มีนายสิทธิชัย บ่อม่วง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.ทรายขาว พร้อมชาวบ้านบ่อม่วงร่วมกิจกรรมปั่นจักรยาน การแสดงบนเวที การแข่งโล้กระทะ และการแข่งเรือ บรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนานและคึกคัก

                           


นายทัศชัย กล่าวว่า เมื่อมีการจุดประกายให้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาขุดคลองไทย แนว 9A ส่วนหนึ่งมีการวิจารณ์กันว่า ถ้ามีการขุดคลองไทยแล้วชาวบ้านที่อาศัยอยู่สองฝั่งคลองจะได้รับความเดือดร้อน เหล่านี้ตนฟังคนในระดับผู้แทนราษฎรพูดว่า สวนยางยางพาราอยู่ด้าน บ้านอยู่ด้าน ชาวบ้านอาศัยอยู่คนละด้าน แต่สิ่งที่มองไม่เห็นว่าสังคมเรากำลังเกิดขึ้นคือ ภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด เกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ปลาในทะเลไม่มี ยางพารา ปาล์มน้ำมันราคาตกต่ำ จนเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก

“ แม้จะมีการเรียกร้องแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการช่วยเหลือแต่อย่างใด อาชีพทำสวนยางพาราและปาล์มแทบจะไม่มีอนาคตแล้ว ลูกหลานต้องอพยพเข้าทำงานในกรุงเทพฯ ไปทำงานบนเกาะใหญ่ เช่น เกาะพีพี ลันตา และภูเก็ต เราอยากเห็นลูกหลานกลับมาอยู่บ้าน โดยมีรายได้มีความมั่นคงในชีวิต มั่งคั่ง ดูแลครอบครัวพ่อแม่ ป่า ตายาย เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมีความสุขเหมือนในอดีต หากมีการขุดคลองไทย ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เงินสะพัด ชาวบ้านมีรายได้ลูกหลานไม่ต้องดิ้นรนไปหางานทำในเมืองหลวง สุดท้ายอายุ 50-60 ปีจะกลับบ้านเกิดแต่กลับมาอยู่ในภาวะที่น่าเห็นใจ คลองไทยจะฝากเป็นสมบัติให้กับลูกหลานรุ่นต่อๆไป” นายทัศชัย กล่าว

พล.อ.ธวัชชัย กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้คณะกรรมการพัฒนาการสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาแล้ว ซึ่งอยู่ในระหว่างการเตรียมคณะทำงานว่าจะมีส่วนไหนบ้างที่จะมาดำเนิน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการไปแล้ว ส่วนจะใช้คณะกรรมการศึกษาจำนวนเท่าไหร่ อยู่ที่ 2 หน่วยงานดังกล่าว  แต่ในฐานะสมาคมคลองไทยเพื่อการศึกษาและพัฒนา จะเข้าร่วมด้วยเนื่องจากได้ศึกษามานาน จริงๆแล้วเรื่องนี้ได้มีการศึกษามาหลายครั้งมีรายละเอียด เพียงแต่ว่าถ้ารวบยอดคงใช้เวลาไม่นาน เพียงแต่ว่าจะมีการลงรายละเอียดอย่างไร กับชาวบ้านที่เสียพื้นที่ดินไปจะได้ประโยชน์อย่างยั่งยืนอย่างไร
 
พล.อ.ธวัชชัย กล่าวอีกว่า ในส่วนของสมาคมคลองไทยเพื่อการศึกษาและพัฒนาในจังหวัดที่คลองไทยพาดผ่าน จะส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมด้วย เพราะว่ารู้ว่าประชาชนต้องการอะไร จุดที่จะศึกษาพื้นที่คลองไทย 9A จะเป็นจุดที่มีประโยชน์สูงสุดเพราะว่าเป็นเส้นทางตรง ที่ลากจากประเทศศรีลังกามาจุดนี้และผ่านไปยังจีนและเกาหลี ระยะทางจะสั้นที่สุด ที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน 5 จังหวัด ให้การสนับสนุนร้อยเปอร์เซ็นต์ ทีมงานที่ทำงาเข้าถึงประชาชนมานาน ไม่ใช่ว่าจะมาปั้นแต่งขึ้น บางครั้งไม่มีงบประมาณชุดทำงานก็เต็มใจทำให้กับลูกหลาน

“เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการศึกษาขึ้นมา ด้วยความคิดของตนอยากจะให้เร็ว แต่ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจ อยู่ที่รัฐบาล และมั่นใจว่าเมื่อคณะกรรมการศึกษาทำงาน มีความมั่นใจว่าจะได้ขุดคลองไทย แนว 9A ได้อย่างแน่นอน ที่ผ่านมาประเทศไทยเสียโอกาสมานานถึง 342 ปี ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช ทางสมาคมฯเองได้มีการทำงานกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ล่าสุดทำที่ภาคอีสานและกำลังลงภาคเหนือ เป็นงานระดับโลกที่ต้องทำประชามติทั่วทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้เท่านั้น ซึ่งได้ผลตอบรับดีไม่มีใครค้าน ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นตัวแทนที่จะช่วยกันทำงานในเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตามทางสมาคมฯ เฝ้าติดตามการทำหากล่าช้ายังไงก็จะมีการเคลื่อนไหวต่อไป และขอฝากประชาชนว่า ช่วงการหาเสียงเลือกตั้งพรรคการเมืองไหนไม่มีนโยบายให้ขุดคลองไทย อย่าไปเลือก เพราะไม่นึกถึงประโยชน์ของประชาชน” พล.อ.ธวัชชัย กล่าว

          Credit : แนวหน้า ออนไลน์



หน้า: [1] 2 3 ... 136