หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2021, 05:46:33 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                 ซีนอดแห่งบิสชอปคราวหน้าในปี 2022 ;แนวของเรื่องโป๊บเป็นผู้ตัดสินใจ
                                                   Next Synod of Bishops in 2022; theme to be decided by Pope

24  September 2021
At a meeting of the Secretariat of the Synod of Bishops, Pope Francis decided that the 16th Ordinary General Assembly of the Synod of Bishops will be held in two years’ time, in autumn. He will decide on one of three themes presented to him.
 ในการประชุมของฝ่ายสำนักเลขาของซีนอดบิสชอป โป๊บฟรังซิสได้ตัดสินใจว่า การประชุมปกติทั่วไปของซีนอดบิสชอป จะจัดขึ้นในช่วงเวลาสองปี ในฤดูใบไม้ร่วง  พระองค์จะตัดสินเลือกเอาแนวของเรื่องหนึ่งแนวจากสามแนวที่เสนอถึงพระองค์.

By Robin Gomes  ข่าวเสนอโดยโรบิน โกเมศ

The next ordinary General Assembly of the Synod of Bishops has been scheduled for "for autumn 2022", to ensure a "greater involvement" of the whole Church "in the preparation and celebration" of the synod, said a note from the General Secretariat of the Synod of Bishops.
บันทึกจากสำนักเลชาธิการกลางของซีนอดของบิสชอปกล่าวว่า การประชุมทั่วไปครั้งถัดไปของซีนอดของบิสชอป ได้ถูกกำหนดขึ้นสำหรับ“ฤดูใบไม้ร่วง 2022”เพื่อมั่นใจ”การเกิดส่วนร่วมยิ่งใหญ่กว่า” ของศาสนจักรทั้งครบ “ในการเตรียมการและเฉลิมฉลอง” ของซีนอดของบิสชอป.

Pope Francis decided on the time while presiding over the afternoon session of the first meeting of the 15th Ordinary Council of the General Secretariat of the Synod of Bishops on 6 February.
โป๊บฟรังซิสได้ตัดสินใจณ เวลาขณะเป็นประธานการประชุมภาคบ่ายของการประชุมครั้งแรกของสภาสามัญที่ 15 ของสำนักเลชาธิการของซีนอดบิสชอป เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์.
 
The topics on the agenda หัวข้อการพูดคุยในกำหนดการ
The working session, which took place on 7 February, suggested to the Pope possible themes to be dealt with at the upcoming synod.  The meeting also reviewed other issues, such as the steps taken after the Synod on Youth in 2018 and the feedback to the post-synodal Apostolic Exhortation, “Christus vivit”.
การประชุมทำงาน ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ถูกนำเสนอแก่โป๊บซึ่งแนวเรื่องที่เป็นไปได้ ที่นำไปสู่ซีนอดที่กำลังจะมาถึง  การประชุมได้มีการทบทวนเรื่องอื่นๆด้วย อย่างเช่น ก้าวเดินต่อไปหลังซีนอดเยาวชน ในปี 2018 และเสียงสะท้อนกลับมาสู่งานแสดงน้ำใจของสันตะปาปาหลังซีนอด ที่ชื่อ “Christus vivit” .

The concern for migrants เรื่องที่เกี่ยวกับผู้อพยพ
The Pope was presented with "a trio of possible themes" for the 2022 synod.  The working session noted that there was also "an urgent need to express solidarity with the brothers and sisters involved in the drama of forced migration".
โป๊บถูกนำเสนอด้วย “ไตรแนวเรื่องที่เป็นไปได้” สำหรับซีนอด 2022   วาระการทำงานให้ข้อสังเกตุว่า มีด้วยซึ่ง”ความจำเป็นรีบด่วนที่จะแสดงความเป็นพี่น้องกับบรรดาพี่น้องชายและพี่น้องหญิง ที่เกี่ยวข้องในดรามาของการอพยพที่ถูกบังคับ

The meeting began with Cardinal Lorenzo Baldisseri, General Secretary of the General Secretariat of the Synod of Bishops, announcing that following the nomination of Filipino Cardinal Luis Antonio Tagle as Prefect of the Congregation for the Evangelization of Peoples, Pakistani Cardinal Joseph Coutts, Archbishop of Karachi, Pakistan, takes over as a new member of the Ordinary Council.
การประชุมเริ่มด้วยคาร์ดินัลลอเรนโซ บัลดิสเซรี ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการทั่วไปของสำนักงานเลขาธิการแห่งซีนอดของบิสชอป ที่ประกาศว่า โดยเดินตามการระบุนามของคาร์ดินัลหลุยส์ อันโตนีโอ ทัคเล ชาวฟิลิปปินส์ เป็น สมณประธานของสมณกระทรวงเพื่อเผยแพร่พระวรสารของประชาชน   คาร์ดินัลโจเซฟ เคาทส์ ชาวปากีสถาน อาร์คบิสชอปแห่งการาจี ปากีสถาน รับตำแหน่งเป็นสมาชิกใหม่ของสภาสามัญ

During the meeting, Cardinal Lorenzo Baldisseri, General Secretary of the General Secretariat of the Synod of Bishops, presented the results of the consultations carried out in 2019 by his office on possible issues for discussion at the next synod.  The consultations involved the Episcopal Conferences, the Synods of the Eastern Catholic Churches sui iuris, the Dicasteries of the Roman Curia and the Union of Superiors General.
 ระหว่างการประชุม คาร์ดินัล ลอเรนโซ บัลดิสเซรี เลขาธิการทั่วไปแห่งซีนอดของบิสชอป ได้เสนอผลลัพท์ของการปรึกษาหารือ ที่ทำกันในปี 2019 โดยสำนักงานของเขา ว่าด้วยเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับการปรึกษาหารือในซีนอดคราวหน้า  การปรึกษาหารือรวมทั้งการประชุมสภาบิสชอป  ซีนอดของศาสนจักรคาทอลิกตะวันออกที่อยู่ในเกณฑ์  สำนักงานย่อยของ Roman Curia และสหภาพอธิการใหญ่.

Cardinal Kevin Joseph Farrell, Prefect of the Dicastery for the Laity, Family and Life, also presented the post-synodal activities that the Youth Section is carrying out to help implement the post-synodal Apostolic Exhortation “Christus vivit”.
 คาร์ดินัลเควิน โยเซฟ ฟาร์เรลล์ สมณประธานสำนักงานย่อยเพื่อฆราวาส ครอบครัวและชีวิต  ได้เสนอด้วยถึงกิจกรรมหลังซีนอด ที่ภาคเยาวชนกำลังดำเนินการเพื่อช่วยให้ครบบริมูรณ์ ซึ่ง ผลลัพท์ที่ทางศาสนจักรหลังซีนอด” Christus vivit”.

Credit  :  Vatican News
                                                                                                                                                                               


 

 2 
 เมื่อ: กันยายน 24, 2021, 10:41:48 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                     วาติกันกำลังใช้เงินบริจาคเพื่อคนจนไปสู้กับการขาดดุลงบประมาณ
                                                 Vatican is using donations for the poor to fight its budget deficit

The Vatican is using donations for the poor to fight its budget deficit, report says                                                                     
รายงานกล่าวว่า วาติกันกำลังใช้เงินบริจาคเพื่อคนยากจนต่อสู้กับการขาดดุลงบประมาณของตน

PUBLISHED WED, DEC 11 2019  1:52 PM EST                                                                                                                           
UPDATED WED, DEC 11 2019  8:11 PM EST
Dan Mangan@_DANMANGAN

KEY POINTS จุดหลัก

As little as 10% of donations by Roman Catholics that are specifically advertised as helping the poor and suffering actually go toward charitable work, The Wall Street Journal reports. About two-thirds of the rest of the $55 million in annual donations for Pope Francis’ charitable appeal, known as Peter’s Pence, is used to fill the Vatican’s administrative budget deficit, the report says. The Holy See’s deficit in 2018 doubled to more than $76 million on a budget of around $333 million.  This sermon doesn’t amount to much, apparently.

เงินบริจาคเล็กน้อยเพียง 10% ของเงินบริจาคจากคนโรมันคาทอลิก ที่โฆษณาเป็นพิเศษว่าช่วยคนยากจนและความทรมาน ปัจจุบันใช้ในงานเมตตาธรรมนั้น  สำนักช่าว The Wall Street Journal รายงาน ประมาณ สองในสามของเงินที่เหลือ 55 ล้านดอลลาร์ในการบริจาคประจำปีสำหรับงานเมตตาธรรม ที่รู้กันว่าคือ Peter’s Pence  ถูกนำไปเติมเต็มการขาดดุลงบประมาณบริหารของวาติกัน  การขาดดุลของ สำนัก Holy See ในปี 2018 สูงเป็นสองเท่าตัวเลขมากกว่า 76 ล้านดอลลาร์ตามตัวเลขงบประมาณ $333 ล้านดอลลาร์  รายงานนี้ไม่อยากกล่าวถึงมากนัก  เท่าที่ปรากฎ.

The newspaper said that the use of Peter’s Pence for the budget “is raising concern among some Catholic Church leaders that the faithful are being misled about the use of their donations, which could further hurt the credibility of the Vatican’s financial management under Pope Francis.”

หนังสือพิมพ์กล่าวว่า การใช้เงิน Peter ‘s Pence เพื่องบประมาณ  ” กำลังก่อให้เกิดความห่วงใยท่ามกลางผู้นำศาสนจักรคาทอลิกบางคนว่า สัตบุรุษบางคนกำลังถูกชักนำให้หลงผืดเกี่ยวกับการใช้เงินบริจาคของพวกเขา  ซึ่งสามารถทำลายต่อำปถึงความเชื่อถือในการจัดการการบริหารทางการเงินของวาติกัน ภายใต้การบริหารของโป๊บฟรังซิส.”

A spokesman for the Vatican’s mission to the United Nations did not immediately respond to a request for comment from CNBC about the Journal’s report. The article noted that under church law, a pope can use Peter’s Pence in any manner that serves his ministry.  The Journal, citing people familiar with the funds’ use, said that the assets of Peter’s Pence have dwindled since Francis became pope in 2013 from more than $775 million to $665 million. Meanwhile, the Holy See’s deficit in 2018 doubled to more than $76 million on a budget of around $333 million.

โฆษกคณะกรรมาธิการวาติกันประจำสหประชาชาติ ไม่โต้ตอบทันทีทันใดต่อความต้องการการวิจารณ์จากสำนักงาน CNBC เกี่ยวกับรายงานของหนังสือพิมพ์ BJN  บทความตั้งข้อสังเกตุว่าภายใต้กฎหมายพระศาสนจักร โป๊บองค์หนึ่งสามารถใช้เงิน Peter’s Pence ได้ในการบริหารงานของเขา  หนังสือพิมพ์ BJN ชี้ว่า ประชาชนคุ้นเคยกับการใช้เงินกองทุน  ได้เสนอว่า สินทรัพย์ Peter’s Pence ได้ลดน้อยลงตั้งแต่ฟรังซิสได้มาเป็นโป๊บ ในปี 2013  จากจำนวนมากกว่า  $775 ล้านดอลลาร์เหลือ $665 ล้าน  ในขณะเดียวกัน การขาดดุลของ Holy See ในปี 2018 โตขึ้นสองเท่าเป็นจำนวนมากกว่า $76 ล้านในตัวเลขงบประมาณ $333 ล้านดอลลาร์.

Last month, Francis replaced the Vatican’s top financial regulator on the heels of a financial scandal involving the church’s London real estate investments.      Peter’s Pence is a special collection from Roman Catholics every June.    According to the collection’s website, it is “A Day for the Works of Charity.”

เดือนที่แล้ว ฟรังซิสได้จัดคนแทนผู้ควบคุมทางการเงินสูงสุด ท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวทางการเงิน ที่รวมเอาการลงทุนทางหลักทรัพย์แห่งลอนดอน  กองทุน Peter’s Pence เป็นการรวบรวมเงินแบบพิเศษจากชาวโรมันคาทอลิกทุกเดือนมิถุนายน  ตามที่ปรากฎในเว็บไซต์การหาทุน  จะประกาศว่า มันคือ “วันหนึ่งสำหรับงานมุธิตาจิต “

“These collections and donations by the individual faithful or entire local churches raise the awareness that all the baptized are called to materially sustain the work of evangelization and at the same time to help the poor in whatever way is possible,” the site says.

“การรวบรวมเงินและการบริจาคเงินเหล่านี้ โดยสัตบุรุษแต่ละคนหรือโดยวัด้องถิ่นทั้งหมด ก่อให้เกิดความกังวลว่า ผู้รับศีลล้างบาปถูกเรียกมาแบกรับภาระงานของการประกาศพระวรสารและในเวลาเดียวกันก็ช่วยคนยากจนในทางใดที่สามารถทำได้” ศูนย์กลางรายงาน.

″It is an ancient practice which began with the first community of the apostles. It continues to be repeated because charity distinguishes the disciples of Jesus,” the site says.  The site then quotes Jesus’ words in the Gospel of John, “From this, they will all know that you are my disciples, if you have love for one another.”

“มันเป็นการกระทำแบบโบราณ ซึ่งเริ่มด้วยชุมชนแรกของบรรดาอัครสาวก  มันยังคงต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะว่าความรักเมตตาชี้ให้เห็นว่าใครเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า “ ศูนย์กลางกล่าว.  แล้วศูนย์กลางได้ยกพระวาจาของพระเยซูตามที่ปรากฎในพระวรสารนักบูญยอห์นว่า “ ตั้งแต่นี้ไป พวกเขาจะทราบทั้งหมดว่าท่านคือศิษย์ของเรา ถ้าท่านรักซึ่งกันและกัน. “

WATCH NOW  VIDEO04:09   Vatican issues statement criticizing Wall St.
Shepard Smith   WATCH LIVE logo
                                                                          Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                Alan Petervich -- Peter Vichitr Thongthua
                                                                        Updated  23 September 2021


 3 
 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2021, 07:32:38 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                       Will He Resign? โป๊บจะลาพักหรีอ?
by Chris Ferrara
NEWS & VIEWS Friday August 27th, 2021
 
Let Us Pray for an End to this Pontificate. ให้เราภาวนาเพื่อการสิ้นสุดสมณสมัยนี้

Rumors are swirling to the effect that Pope Bergoglio’s recent colon surgery was not due to mere obstructive diverticulitis but rather colon cancer, that his condition is progressive and degenerative, and that, according to Antonio Socci, Francis has suggested that by next spring there may be a new Pope due to his resignation on account of health. That would create an unheard-of triad of Popes: one in office after the next conclave and two still-living Popes emeritus. At that rate, the Vatican would need to establish a 401K account for “retired” Roman Pontiffs.
ข่าวลือกำลังหมุนติ้วกับประสิทธีผลว่า การผ่าตัดลำไส้เมื่อเร็วๆนี้ มิได้เป็นการทำให้เขวที่เป็นเพียงสิ่งปกป้อง แต่ ดูจะเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ที่อาการมันลุกลามและเสื่อมทรามลงตามลำดับต่างหาก  และนั่นแหละ ตามรายงานของอันโตนีโอ ซอคกี  ฟรังซิสได้เสนอว่า ฤดูใบไม้ผลิหน้า อาจจะมีโป๊บใหม่ เนื่องจากการลาออกของเขาเพราะเรื่องสุขภาพ  นั่นจะก่อให้เกิดกลุ่มโป๊บสามองค์ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน คือ องค์หนึ่งอยู่ในที่ทำงานหลังจากการเลือกครั้งที่แล้ว และสององค์ยังคงมีชีวิตเป็นโป๊บกิตติคุณ  ที่เกืดเช่นนี้ วาติกันควรจำเป็นต้องตั้งบัญชีเงินงบประมาณถึง 401K สำหรับพระสังฆราชโรมันที่ “เกษียณ”

On that score, another rumor is circulating: according to Bussola Quotidiana, Francis will launch another motu proprio essentially doing away with the novelty of the “emeritus” Pope (certainly not a bad thing) and perhaps even establishing a mandatory papal retirement age of 85 (definitely a bad thing).
ในเรื่องดังกล่าว มีข่าวลืออีกเรื่องกำลังหมุนเวียนอยู่ คือ ตามข้อมูลของบูสโซลา โกวติดิอานา ฟรังซิสจะออกหนังสือเวียน motu proprio อีกฉบับที่จัดการอย่างสำคัญกับเรื่องใหม่ของ โป๊บ”กิตติคุณ” (แน่นอนไม่ใช่เรื่องไม่ดี) และบางทีถึงกับสถาปนาการเกษียณของสันตะปาปาภาคบังคับอายุ 85 (เรื่องเลวแน่นอน).

At any rate, Bergoglio’s departure is a consummation devoutly to be wished! For with Bergoglio, we have a man in a great hurry to inflict as much damage on traditional Catholicism as he can while he is still in office. Consider this take on Traditionis custodes in an article by Jason Horowitz, a religion correspondent for The New York Times. It begins with the following inadvertent bit of exquisite irony: “Pope Francis took a significant step toward putting the Roman Catholic Church’s liturgy solidly on the side of modernization on Friday by cracking down on the use of the old Latin Mass, essentially reversing a decision by his conservative predecessor.”
จะอย่างไรก็ตาม การจากไปของแบร์โกกลิโอเป็นการบรรลุจุดสุดยอดอย่างศรัทธาที่ปรารถนา! เพราะกับแบร์กกกลิโอ เรามีชายคนหนึ่งที่กำลังรีบร้อนจัดไปสู่การลงโทษโดยที่ความเสียหายมากกับคริสตชนนิยมประเพณีเดิม โดยที่เขาสามารถทำได้ในช่วงที่ยังทำงานอยู่  จงพิจารณาเรื่องนี้ใน motu proprio Traditionis custodes ในบทความของเจสัน ฮอโรวิธซ์ ผู้วิจารณ์ข่าวศาสนาของ New York Times  มันเริ่มด้วยชิ้นข่าวการขาดความสนใจที่ตามมาของการถากถางเหน็บแนมที่ปราณีตยอดเยี่ยม คือ “โป๊บฟรังซิสย่าง ก้าวที่มีความหมายไปสู่การยกเลิกพิธีกรรมของศาสนจักรโรมันคาทอลิกอย่างแข็งขัน เพื่อเข้าข้างกระบวนการสมัยนิยมใหม่ โดยสับแหลกการใช้พิธีมิสซาลาตินแบบเก่าดั้งเดิม  ย้อนสวนทางอย่างเอาจริงเอาจังกับการตัดสินใจ โดยโป๊บผู้ยึดถือจารีตนิยมที่มาก่อนเขา.”

Yes, Horowitz is serious. The last fifty years of ruinous “modernization” of the Church in general and the liturgy in particular appear to have escaped his notice. Is it too much to ask that the Times’ correspondent on Church affairs actually know something about the Church and her recent history?
ใช่ ฮอโรวิธซ์เอาจริง  ห้าสิบปีที่แล้วของ”ความนิยมสมัยใหม่” ที่ก่อหายนะของพระศาสนจักรโดยทั่วไป และพิธีกรรมเป็นต้น ปรากฎว่าได้รอดพ้นการสังเกตุเห็นของเขา  มันมากเกินไปไหมที่จะถามว่า นักข่าวไทมส์เกี่ยวกับเรื่องกิจกรรมของศาสนจักรปัจจุบัน รู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับพระศาสนจักรและประวัติศาสตร์เมื่อเร็วๆนี้ของศาสนจักร์?

Another embarrassing example of Horowitz’s profound ignorance of his subject: “In 2016, when Cardinal Sarah called for priests to celebrate Mass with their backs to the congregation, Francis issued an unusual public rebuke.” Of course, what Cardinal Sarah actually called for was Mass with both the people and the priest facing God. The fifty-year-old novelty of facing the congregation, not the object of worship, is about as absurd as a bus driver facing his passengers.
ตัวอย่างที่น่าผิดหวังอีกอย่างของความไม่รู้ลึกของเรื่องที่เขาทำ คือ “ ในปี 2016 เมื่อพระคาร์ดินัลซาร่าเรียกร้องบรรดาบาดหลวงให้ถวายมิสซาหันหลังให้ผู้เข้าร่วมพีธี ฟรังซิสได้ออกข้อตำหนิสาธารณะที่ไม่เคยทำ “แน่นอน อะไรที่คาร์ดินัลซาร่าเรียกร้องตอนนั้นเป็นพิธีมิสซาที่ทั้งประชาชนและผู้ถวายหันไปหาพระเจ้า  เรื่องใหม่ที่นานถึงห้าสิบปีหันไปเผชิญหน้าผู้ร่วมพิธี  มิใช่วัตถุประสงค์ของการนมัสการ มันเป็นเรื่องปกติจริงจังเหมือนกับคนขับรถบัสหันหน้าไปทางผู้โดยสารอย่างนั้นหรือ.

Continuing to blunder about in matters of which he knows nothing, Horowitz quotes some horrified reactions of tradition-minded Catholics to Francis’ declaration of war on the Latin Mass (e.g., the headline “FRANCIS WILL DIE, THE LATIN MASS WILL LIVE FOREVER.”), and then writes that “Supporters of Francis said such overblown statements by opponents demonstrated the necessity of a correction to Benedict’s policies.” Massimo Faggioli, that reliable apologist for every destructive novelty of this catastrophic pontificate, is quoted for that proposition that “What they [traditionalists] are saying about Pope Francis’ decision makes a very good argument for Pope Francis’ decision.”
ขอต่อด้วยการผิดพลาดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งที่เขาไม่รู้อะไรเลย ฮอโรวิชซ์ยกบางปฏิกิริยาที่น่าสยองของคาทอลิกหัวยึดมั่นในประเพณี ถึงการประกาศสงครามกับมิสซาลาตินของโป๊บฟรังซิส (เช่นตัวอย่าง จั่วหัวข่าวว่า “FRANCIS WILL DIE, THE LATIN MASS WILL LIVE FOREVER.ฟรังซิสจะตาย มิสซาลาตินจะมีชีวิตยืนยงตลอดกาล”) และแล้วก็เขียนว่า “ พวกสนับสนุนฟรัง ซิสกล่าวถ้อยคำที่บานเกินไปเลยสมัยแล้ว โดยฝ่ายตรงข้ามได้แสดงความจำเป็นต้องแก้ไขให้ถูกตามนโยบายของโป๊บเบเนดิกต์”  มาสซีโม ฟัคจิโอลี ที่เป็นผู้เห็นใจจริงสำหรับเรื่องสมัยที่ทำลายทุกอย่างของสมณสมัยเหตุการณ์หายนะร้ายแรงนี้ ได้ยกข้อความเพื่อวัตถุประสงค์นั้นว่า “อะไรที่พวก(ยึดมั่นในประเพณีเดิม) กำลังกล่าวถึงการตัดสินใจของโป๊บฟรังซิส ทำให้เกิดข้อโต้แย้งที่ดีสำหรับการตัดสินใจของโป๊บฟรังซิส”

In other words, tradition-minded Catholics should not be outraged by Bergoglio’s attempt to exterminate the Mass of the Ages, the bedrock of Christian civilization, which even atheists defend as an essential element of culture. Their very outrage over Bergoglio’s outrageous act justifies the outrageous act! The closed loop of that reasoning is reflective of the closed mind of the same Pope who constantly denounces the rigidity of others.
กล่าวอีกอย่าง คาทอลิกหัวยึดมั่นในประเพณี ควรไม่ถูกทำร้ายรุนแรงโดยความพยายามของแบร์โกกลิโอ ที่จะทำลายมิสซาแห่งยุค หินรองรับความซิวิไลคริสตชน ซึ่งแม้แต่พวกอเทวะยังปกป้องเป็นประหนึ่งสาระสำคัญของวัฒนธรรม  การทำรุนแรงมากของพวกเขาต่อการกระทำที่ร้ายแรงของแบร์โกกลิโอพอสมควรกับการกระทำแบบชั่วร้าย! การขมวดกลับเพื่อปิดสิ่งที่การให้เหตุผลน่าจะสะท้อนจิตใจที่ปิดมิดของโป๊บองค์เดียวกันนี้ ที่ดูถูกอย่างไม่ยอมแพ้ของผู้อื่น.

Will Francis resign? Let’s be real: His papacy will end only when his life ends. Like the Democrat governors who continue to tyrannize millions with their nonsensical, socially destructive COVID-19 restrictions on human existence, Bergoglio will never relinquish his power until it is wrested from his hands by death or some other divine intervention. For which we the faithful have every right, indeed a duty, to pray, failing the miracle of this Pope’s conversion.
ฟรังซิสจะลาออกไหม? ให้เราพูดกันจริงๆ ว่า ความเป็นสันตะปาปาของเขาจะสิ้นสุดเพียงเมื่อชีวิตของเขาจบลงเท่านั้น  เหมือนกับผู้ปกครองพรรคดีโมแครด ที่ยังคงปล้นเบียดเบียนเงินหลายล้าน ด้วย COVID-19ที่ทำลายสังคมความเป็นอยู่ของมนุษย์ไม่รู้สึกรู้สาของมัน แบร์โกกลิโอจะไม่เคยทอดทิ้งอำนาจของเขาจนกระทั่งถูกคร่าไปด้วยมือของความตาย หรือการเข้าแทรกแซงของพระเจ้า  สำหรับสิ่งที่พวกเราคริสตชนมีสิทธิทุกประการ จริงๆเป็นหน้าที่ด้วย ที่จะสวดภาวนา จะได้ไม่พลาดอัศจรรย์ของการกู้คืนโป๊บ.

ความเห็นของ Alan Petervich
Vichitr thongthua ในฐานะ admin ชมรมคนโสดคาทอลิก ขอแสดงความคิดเห็นเล็กน้อยเกี่ยวกับโป๊บฟรังซิส  ที่เป็นเรื่องที่คริสตชนคาทอลิกอยากแสดงความคิดเห็นเพื่อแสดงความจริงใจของพวกเขา  เราเปิดทางให้อยู่แล้ว  แต่ การออกความคิดเห็น บางครั้งน่าจะไม่เกิดประโยชน์อะไร  อย่างเช่นกรณีนี้
เมื่อพูดถึงความต้องการของคริสตชนฝ่ายที่ถือมั่นในขนบประเพณีดั้งเดิม คงเป็นกลุ่มที่ 1 ที่อยากให้โป๊บมีอันเป็นไป แล้วจะได้โป๊บองค์ใหม่  แต่อย่าลืมว่า พวกเรามิใช่คนเลือกโป๊บ เกิดได้โป๊บที่มีความต้องการเหมือนโป๊บฟรังซิส ก็จบเห่ (ใช่ไหมครับ)
เมื่อพูดถึงคริสตชนที่อยากเป็นกลุ่มคนที่เห็นว่า น่าจะเดินตามสังคายนาวาติกันที่ II คือใช้พิธีกรรมมิสซาใหม่ หรือ พืธีบูชาขอบพระคุณที่กำหนดใหม่จากคณะกรรมการที่ VCII รับรองก็ให้โป๊บฟรังซิสทำเช่นนั้นต่อไป
สุดท้าย  เป็นกลุ่มคนที่เชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้า  ภาวนาขอให้พระองค์จัดการ ตามที่เห็นเหมาะสมสำหรับมนุษย์  กลุ่มนี้ไม่จำเป็นจะบีบบังคับพระผู้เป็นเจ้า  เพราะทำไม่ได้ ตามน้ำพระทัยเทอญ
                                                                  Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                      Alan Petervich  -- Peter  Vichitr  Thongthua
                                                                            31  August  2021

   

 4 
 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2021, 08:27:00 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
          “ข้อ 6 ที่ดินของมิซซัง นั้นให้แบ่งเป็นสองอย่างตามที่ใช้การในที่ดินนั้นๆ อย่างที่ 1 นั้น คือที่ดินที่ใช้เป็นวัดโรงเรือน ตึกราม วัดบาทหลวง อย่างที่ 2 นั้น คือที่ดินเพื่อทำประโยซนโห้แก่มิซซัง"

"ข้อ 10 มิซซังจะหาที่ดินแห่งใดๆ เพื่อใช้ในการตั้งสถานวัดบาทหลวง หรือสถานพัก สอนศาสนาขึ้นใหม่มีขนาดที่ดินตามที่ต้องการใช้เฉพาะเพื่อประโยชน์ที่กล่าวนี้ ก็ทำได้ตามปรารถนา

แต่ว่าเมื่อมิซซังประสงค์จะตั้งวัดบาทหลวงขึ้นใหม่ในเมือง ซึ่งยังไม่ได้มีอำนาจ ที่จะถือที่ดินสำหรับทำประโยชน์ให้แก่มิซซังนั้นแล้ว ก่อนที่จะตั้งสถานวัดบาทหลวงขึ้นนั้น ให้ทำเรื่องราวฉบับ 1 ร้องขอต่อรัฐบาล ชี้แจงข้อความตามประสงค์ที่จะตั้งสถานนั้น
การที่จะอนุญาตให้ตั้งสถานวัดบาทหลวงเช่นนี้ อย่าให้งดไว้โดยไม่มีเหตุอันสมควร ที่จะงดและให้เสนาบดีเจ้ากระทรวงในท้องที่นั้นตอบคำร้องของมิซซังเป็นเด็ดขาดภายในกำหนดสี่เดือน”

“ข้อ 13 จำนวนที่ดินซึ่งมิซซังจะมีได้ ในจำพวกที่ดินสำหรับทำประโยชน์ให้มิซซังนี้ ให้มีกำหนด "ไม่เกินกว่าเมืองละสามพันไร่" ไม่ว่าสถานวัดบาทหลวงที่ตั้งอยู่ในเมืองนั้นมีอยู่กี่แห่ง และที่ดินอย่างนี้ ไม่ให้คิดจำนวนเนื้อที่ซึ่งตั้งสถานวัดบาทหลวง หรือสถานพักสอนศาสนานั้นเข้ามารวมด้วย”

อีกฉบับ เป็นประกาศพระราชกฤษฎีกาให้ใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยลักษณะฐานของวัดบาดหลวงโรมันคาธอลิกในกรุงสยาม แก่วิกาลิอาโตอาปอสตอสิโก แห่งหนองแสง

“มาตรา 2 จำนวนที่ดินซึ่งมิซซังจะครอบครองหรือถือเอาสำหรับทำประโยชน์นั้นให้ มีกำหนดไม่เกิน 1,000 ไร่ ต่อหนึ่งจังหวัด ตามที่มีอยู่ ณ บัดนี้ ไม่ว่าสถานวัดบาดหลวงซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นๆ จะมีอยู่กี่แห่ง และไม่ให้คิดจำนวนเนื้อที่ ซึ่งตั้งสถานวัดบาทหลวง หรือสถานพักสอนศาสนานั้นเข้ามารวมด้วย”

ขณะที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 84 กำหนดให้ “การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก มูลนิธิ เกี่ยวกับคริสตจักร หรือมัสยิดอิสลาม ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี และให้ได้มาไม่เกิน 50 ไร่ ในกรณีที่เป็นการสมควรรัฐมนตรีจะอนุญาตให้ได้มา ซึ่งที่ดินเกินจำนวนที่บัญญัติไว้ในวรรคแรกก็ได้

บทบัญญัติใน มาตรานี้ ไม่กระทบกระเทือนการได้มาซึ่งที่ดินที่มีอยู่แล้ว ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ และการได้มาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม โดยทางบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามในจังหวัดที่มี ตำแหน่งดะโต๊ะยุติธรรม”

ขณะเดียวกัน มีการรายงานข้อมูลเพิ่มเติม ให้ ครม.รับทราบว่า การจัดตั้งวัดคาทอลิก แต่เดิมมีปัญหาอุปสรรค ที่ต้องมีระเบียบใหมคือ ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ของกระทรวงและกรมในการกำกับดูแลกิจการด้านศาสนาแตกต่างไปจากอดีต ทำให้หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการพิจารณาคำขอจัดตั้งวัดยังไม่มีความไม่ชัดเจน ระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์ วิธการและเงื่อนไข ในการขออนุญาตจัดตั้ง วัดและการรับรองวัดให้มีสถานะเป็นวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกตามพระราชบัญญัติยังไม่มีความชัดเจน

ทำให้ ปัจจุบันมิชซังไม่สามารถขออนุญาตจัดตั้งวัดขึ้นใหมได้ตามพ.ร.บ. รวมทั้งไม่สามารถขอให้หน่วยงานรัฐพิจารณารับรองวัดที่เกิดขึ้นใหม่แล้วตามข้างต้น ให้มีสถานะเป็นวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ตามพ.ร.บ. และยังมีผลกระทบต่อการขออนุญาตได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งของวัดต่อกรมที่ดิน ของมิซซังด้วย

สุดท้าย ของข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า ที่ผ่านมามิซซังได้เคยขออนุญาตตั้งวัดต่อกรมที่ดิน แต่ รมว.มหาดไทย "ไม่พิจารณาอนุญาตตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน" ด้วยเหตุผลในการพิจารณา หลายๆด้าน ทั้งข้อเท็จจริงในเรื่องจำนวนการครอบครองที่ดินของมิซซัง และนโยบายของรัฐในขณะนั้น

ในปัจจุบัน "วัดคาทอลิก" ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยลักษณ ฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ตามกฎหมาย ร.ศ.128 มีจำนวน 52 แห่ง โดยวัดตั้งอยู่บนที่ดินในจังหวัดที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งวัดได้ จำนวน 26 จังหวัด

ขณะที่ มิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพ ถือครอง 45,599 ไร่ และมิซซังโรมันคาทอลิกแห่งหนองแสง ถือครอง 1,697 ไร่
โดยมี วัดใหม่ที่เพิ่มขึ้น อีก 440 แห่ง ตั้งอยู่บนที่ดินในจังหวัดที่ พ.ร.บ. ยังไม่อนุญาตให้ตั้งวัดและถือที่ดินเพื่อทำประโยชน์แก่มิซซังอีก 48 จังหวัด เหลืออีก 3 จังหวัด ที่ยังไม่มีวัดตั้งอยู่ แต่ต่อไปมิซซังอาจขออนุญาตจัดตั้งวัดขึ้นในจังหวัดนั้นได้

ทั้งนี้ หากวัดที่จัดตั้งขึ้นแล้ว 440 แห่ง ได้รับการรับรอง หรือกรณีมีการอนุญาตให้จัดตั้งวัดขึ้นใหม่ ย่อมมีผลต่อสิทธิในการถือที่ดินอันเป็นที่ตั้งวัด และที่ดินเพื่อทำประโยชน์แก่มิซซังตามพ.ร.บ. ดังต่อไปนี้

ที่ดินของวัดที่จัดตั้งขึ้นแล้ว และที่ดินของวัด ที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่ดังกล่าว ไม่ว่าบุคคลใดจะมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น จะต้องเปลี่ยนเป็นชื่อของมิซซังตามที่กำหนดในพ.ร.บ. โดยถือได้แห่งละไม่เกิน 50 ไร่ ตามที่กำหนดในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 84 ซึ่งอาจเกิดผลกระทบต่อกรมที่ดินในการปฏิบัติตามแนวนโยบายของรัฐ

ต่อไปในภายหน้า "มิซซัง" ย่อมมีสิทธิถือที่ดินเพื่อทำประโยชน์ แก่มิซซังใน 48 จังหวัดนั้นได้ เพิ่มขึ้นอีกจำนวนจังหวัดละไม่เกิน 3,000 ไร่ หรือไม่เกิน 1,000 ไร่ แล้วแต่กรณี ตามที่กำหนดในพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตของ"สำนักข่าวกรองแห่งชาติ" ระบุถึงผลกระทบ ต่อร่างฉบับนี้

กรณี "มิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพ และมิซซังโรมันคาทอลิกแห่งหนองแสง" ซึ่งอาจมีสถานะเป็นองค์กรของต่างประเทศ หรือมีลักษณะเป็นกิจการของต่างประเทศ มีสิทธิถือที่ดินสำหรับจัดตั้งวัดในจังหวัดที่พ.ร.บ.ยังไม่อนุญาต เพิ่มขึ้นอีกแห่งละไม่เกิน 50 ไร่

และมีสิทธิถือที่ดินเพื่อทำประโยชน์แก่มัซซังในจังหวัดที่พ.ร.บ.ยังไม่อนุญาต เพิ่มขึ้นอีกจำนวนจังหวัดละไม่เกิน 3,000 ไร่ หรือไม่เกิน 1,000 ไร่ แล้วแต่กรณี รวม 48 จังหวัด
จะมีผลกระทบต่อแนวนโยบายของรัฐ ที่ยังคงไว้ในการพิจารณาไม่อนุญาตให้ "มิซซังถือที่ดิน" จัดตั้งวัดและที่ดินเพื่อทำประโยชน์แก่มิซซัง เช่น หลักการไม่ให้มิซซังขยายตัวไปจังหวัดอื่น หรือการสงวนที่ดิน กสิกรรมไว้ให้คนไทยตามที่รัฐบาลไทยได้ทำความตกลงไวักับรัฐบาลฝรั่งเศส เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ร่างระเบียบดังกล่าวนี้ ครม.เห็นชอบในหลักการไปแล้ว!

Credit  :   ผู้จัดการ ออนไลน์



 5 
 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2021, 08:20:04 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                    รัฐไทยอำนวยความสะดวกตั้ง"วัดคาทอลิก"

รัฐไทยอำนวยความสะดวกตั้ง"วัดคาทอลิก" จ่อตัดประเด็น"ปัญหาถือครองที่ดิน"กม.ร.ศ.128

เผยแพร่: 19 ธ.ค. 2563 02:57   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 ผู้จัดการสุดสัปดาห์- หลายวันก่อน คณะรัฐมนตรีเพิ่งเห็นชอบ ร่าง ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยแนวทางพิจารณาในการจัดตั้งวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ ก่อนส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา
ถือเป็นแนวทางการพิจารณาจัดตั้ง "วัดคาทอลิก" ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยลักษณ ฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ตามกฎหมาย ร.ศ. 128

ร่างฉบับนี้ให้อำนาจ“คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองคำขอจัดตั้งวัดคาทอลิก”เป็นผู้อนุญาต มีรมว.วัฒนธรรมและกรรมการจากข้าราชการ 6 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เกิน 3 คน และอธิบดีกรมการศาสนา มีอำนาจพิจารณาการขอตั้งวัดคาทอลิกที่จะต้องเป็นสถานที่ที่สมควรเป็นที่พำนักของบาทหลวง และเพื่อการประกอบศาสนกิจอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ ,ตั้งอยู่ห่างจากวัดคาทอลิกอื่นโดยรอบ ไม่น้อยกว่า 20 กม. มีบาทหลวงพำนักอยู่เป็นประจำอย่างน้อย 2 คน ต้องเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่น โดยตั้งอยู่ในเขตชุมชนที่มีคริสต์ศาสนิกชนอาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 200 คน

โดยต้องมีเหตุผลที่จะสนับสนุนได้ว่า เมื่อตั้งวัดคาทอลิกแล้วจะได้รับการทำนุบำรุง ส่งเสริมและอุปถัมภ์จากประชาชนในพื้นที่ โดยอาจดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่อาศัยอยู่โดยรอบบริเวณที่ตั้งวัดคาทอลิก และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ข้อกำหนดอื่นๆ เช่น แผนที่แสดงเขตที่ตั้งและสถานที่ใกล้เคียงโดยรอบ เส้นทางคมนาคมโดยสังเขป หนังสือรับรองให้จัดตั้งวัดคาทอลิก จากสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย เป็นต้น

ตามขั้นตอนการยื่นขอจัดตั้ง ให้ "มิซซัง" ยื่นคำขอจัดตั้ง ณ กรมการศาสนา ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วน ก่อนเสนอคณะกรรมการชุดนี้ รมว.วัฒธรรม และคณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อประกาศการจัดตั้งวัดคาทอลิกในราชกิจจานุเบกษา
โดยกรมศาสนาต้องรวบรวมข้อมูลวัดคาทอลิกเพื่อจัดทำเป็นทะเบียน และรวบรวมข้อมูลจัดส่งให้กระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี ส่วนวัดที่ได้จัดตั้งอยู่ก่อนวันที่ระเบียบฉบับนี้ใช้บังคับ หากมิซซังร้องขอให้รับรองวัดคาทอลิก ให้เสนอ กรมศาสนา ตามลำดับ

ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นคณะกรรมการอาจเสนอต่อครม. เพื่อพิจารณายกเว้นหลักเกณฑ์หรือเอกสารบางประเภทได้ตามเหตุผลและความจำเป็นข้างต้นเป็นสรุปร่างระเบียบ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ต้องพิจารณาก่อนรายงาน ครม.อีกครั้ง

ทีนี้มาดูว่า เหตุผล?? ทำไมต้องนำเสนอครม. ร่างระเบียบใหม่

ย้อนกลับไปเมื่อ ก.พ.61 พระคารดินัลฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย มีหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธิ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอเข้าพบหารือเกี่ยวกับสถานภาพทางกฎหมายของพระศาสนจักรคริสต์คาทอลิกในประเทศไทย ร.ศ. 128
ขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม รอนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้กระทรวงวัฒนธรรมจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาแก้ไขปรับปรุงพ.ร.บ.ว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ตามกฎหมายดังกล่าว

ต่อมา คณะทำงานฯ ได้หารือกับสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิก เพื่อยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม ได้มีความเห็นจาก "กรมที่ดิน และกรมการศาสนา" จำเป็นต้องยกร่างระเบียบใหม่ โดยเฉพาะประเด็น "การได้มาของที่ดิน" ให้ตัดประเด็นที่เกี่ยวกับการได้มาของที่ดินของวัดคาทอลิก

นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรม ให้เหตุผลว่า เนื่องจากในปี 2562 เป็นปีแห่งการสถาปนามิซซังสยาม ครบรอบ 350 ปี ที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับนครรัฐวาติกัน ตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเมื่อปี พ.ศ. 2205 คณะมิชชันนารีชุดแรกเดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยา อีกทั้ง ประเทศไทยและนครรัฐวาติกัน เริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 และจะครบรอบ 50 ปีในปี พ.ศ. 2562

สำหรับ "การตัดประเด็นที่เกี่ยวกับการได้มาของที่ดินของวัดคาทอลิก" ตามร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับนี้
สถานภาพทางกฎหมายเดิม เริ่มจาก "พ.ร.บ.ว่าด้วยลักษณ ฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาธอลิกในกรุงสยาม ตามกฎหมาย ร.ศ. 128" ระบุไว้ว่า
“ข้อ 1 คณะโรมันคาทอลิก ในกรุงสยามนี้ ไม่เลือกว่ามิซซังและบาทหลวงจะเป็นคนชาติ ภาษาใด ๆ ได้รับอนุญาตตามกฎหมายฝ่ายสยาม ให้เป็นบริษัทอันหนึ่งเฉพาะวิการิโอ อาปอสตอลิโกแห่งหนึ่ง เพื่อให้มีอำนาจถือที่ดินสำหรับประโยชน์มิซซัง ตามข้อความที่กำหนดไวในพระราชบัญญัตินี้”

“ข้อ 3 ในภายหน้าห้ามไม่ให้บาทหลวงโรมันคาทอลิก ผู้ซึ่งยังอยู่ในมิซซัง ถือที่ดินในชื่อของตนเองได้"

 6 
 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2021, 06:07:08 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                              ครม.เห็นชอบหลักการตั้งวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก

ครม.เห็นชอบหลักการตั้งวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก
ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยแนวทางพิจารณาในการจัดตั้งวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก พ.ศ. ....
 Facebook
 
ข่าวการเมือง Tuesday December 8, 2020 17:47 —มติคณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยแนวทางพิจารณา ในการจัดตั้งวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นและข้อสังเกตของสำนักข่าวกรองแห่งชาติและ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี รวมทั้งข้อเสนอแนะของสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทยตามที่ วธ. เสนอ ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้ วธ. รับความเห็นของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

ทั้งนี้ ร่างระเบียบที่ วธ. เสนอ เป็นการกำหนดแนวทางการพิจารณาจัดตั้งวัดคาทอลิก ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ตามกฎหมาย ร.ศ. 128 ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการยื่นคำขอจัดตั้งวัดและคำขอให้รับรองวัดจากมิซซัง โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองคำขอจัดตั้งวัดหรือรับรองวัด เพื่อเป็นกลไกในการพิจารณาจัดตั้งวัดของมิซซัง ขึ้นใหม่และรับรองวัดคาทอลิกที่ได้จัดตั้งขึ้นโดยที่ไม่ได้มีสถานะเป็นวัดคาทอลิกที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้ง การพิจารณากำหนดคำขอจัดตั้งวัดและคำขอให้รับรองวัดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
สาระสำคัญของร่างระเบียบ

1. กำหนดให้มี ?คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองคำขอจัดตั้งวัดคาทอลิก? ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวน 6 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกิน 3 คน และอธิบดีกรมการศาสนา เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาคำขอจัดตั้งวัดต่อรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยให้กรมการศาสนาทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการ

2. กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการพิจารณาคำขอจัดตั้งวัดคาทอลิกจากมิซซัง ดังนี้
(1) เป็นสถานที่ที่สมควรเป็นที่พำนักของบาทหลวงและเพื่อการประกอบศาสนกิจ อย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ
(2) ตั้งอยู่ห่างจากวัดคาทอลิกอื่นโดยรอบ ไม่น้อยกว่า 20 กิโลเมตร
(3) มีบาทหลวงพำนักอยู่เป็นประจำอย่างน้อย 2 คน
(4) เป็นประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่น โดยตั้งอยู่ในเขตชุมชนที่มีคริสต์ศาสนิกชนอาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 200 คน
(5) มีเหตุผลที่จะสนับสนุนได้ว่า เมื่อตั้งวัดคาทอลิกแล้วจะได้รับการทำนุบำรุง ส่งเสริมและอุปถัมภ์จากประชาชนในพื้นที่ โดยอาจดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่อาศัยอยู่โดยรอบบริเวณที่ตั้งวัดคาทอลิก และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

3. กำหนดรายละเอียดเอกสารในการขอจัดตั้งวัดคาทอลิก เช่น แผนที่แสดงเขตที่ตั้งวัดคาทอลิก วัดคาทอลิกและสถานที่ใกล้เคียงโดยรอบ และเส้นทางคมนาคมโดยสังเขป หนังสือรับรองให้จัดตั้งวัดคาทอลิกจากสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย เป็นต้น โดยให้มิซซังยื่นคำขอจัดตั้ง ณ กรมการศาสนา เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้พิจารณาคำขอ และตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของคำขอและเอกสารประกอบคำขอแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป

4. กำหนดให้เมื่อคณะกรรมการพิจารณาคำขอจัดตั้งวัดคาทอลิกแล้ว ให้เสนอคำขอพร้อม ความเห็นประกอบไปยังรัฐมนตรีเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป และเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จัดตั้งวัดคาทอลิกแล้ว ให้รัฐมนตรีประกาศการจัดตั้งวัดคาทอลิกในราชกิจจานุเบกษา

5. กำหนดให้รวบรวมข้อมูลวัดคาทอลิกเพื่อจัดทำเป็นทะเบียน และให้กรมการศาสนารวบรวมข้อมูลจัดส่งให้กระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี

6. กำหนดให้วัดที่ได้จัดตั้งอยู่ก่อนวันที่ระเบียบฉบับนี้ใช้บังคับ หากมิซซังร้องขอให้ รับรองวัดคาทอลิก ให้เสนอคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองคำขอจัดตั้งวัดคาทอลิก รัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาต่อไป ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นคณะกรรมการอาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณายกเว้นหลักเกณฑ์หรือเอกสารบางประเภทได้ตามเหตุผลและความจำเป็น

ที่มา: ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 8 ธันวาคม 2563
________________________________________
แท็กสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม โรมัน

 

 7 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2021, 10:33:25 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
         That conservatism, often hysterical and bizarre, is the key to all this. No doubt there can be a certain beauty in the Latin ceremony, but if it were all about aesthetics it would hardly matter. While not all Latin Mass worshippers are right-wing, an entire culture has developed around the old rite, layered with atavistic values and aspirations that are directly contrary to the progressive ethos and policies of Francis and many senior clerics. Spend time on any traditionalist message board or website and you’ll be shocked.
ลัทธิจารีตนิยมนั้น บ่อยมากที่ตีโพยตีพายประสาทกินและประหลาดวิตถาร เป็นกุญแจสำหรับเรื่องต่างๆที่กล่าวมานี้  ไม่ต้องสงสัย ยังมีความสวยงามแท้ๆในจารีตพิธีกรรมลาติน  แต่ มันทั้งหมดเกี่ยวข้องกับหลักความงามที่ยากจะหาได้  ขณะที่ไม่ใช่ผู้ร่วมพิธีมิสซาลาตินทั้งหมดจะเป็นกลุ่มปีกคนขวาจัด  วัฒนธรรมทั้งครบได้พัฒนาควบคู่มากับพิธีดั้งเดิม  พราวด้วยคุณค่าสุดเสมอเหมือนและการยอมรับว่า ตรงข้ามกับขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อที่ก้าวหน้าและนโยบายของฟรังซิสและพระคุณเจ้านักบวชสูงวัยมากมาย  ใช้เวลาเกี่ยวกับกรรมการส่งสารกลุ่มประเพณีดั้งเดิมใดๆ หรือเว็บไซตต่างๆแล้วคุณจะช๊อค

Hyperbole and anger aside, the pious paradox here is that the very people who most loudly proclaim papal authority when rejecting progressive Catholics arguing for the ordination of women or the acceptance of same-sex marriage now condemn that same authority and dismiss the Pope as a heretic.
คำพูดที่ขยายเกินความจริงและความโกรธฉุนเฉียววางไว้  คำพูดที่ตรงข้ามกับความรู้สึกของคนทั่วไปที่แสดงศรัทธาที่นี่คือว่า ประชาชนทั้งนั้นซึ่งอ้างอำนาจบริหาร โป๊บเสียงดังเมื่อกำลังละทิ้งคาทอลิกหัวก้าวหน้า กำลังโต้แย้งสำหรับการบวชสตรีเป็นพระสงฆ์ หรือการรับการแต่งงานเพศเดียวกัน ตอนนี้ประนามว่า อำนาจบริหารเดียวกันนี้แหละไล่โป๊บองคนี้ออกไปเพราะเป็นเฮเรติก.

Jesus, of course, spoke Aramaic. The people who crucified him spoke Latin. Or Greek, the language of the Eastern Empire, of educated Romans, and of the earliest Christian services. Church Latin was introduced relatively late, and the Latin Mass people are so determined to defend developed many centuries after that.
พระเยซูเจ้าแน่นอน พูดภาษาอาราเมอิค ประชาชนที่ตรึงกางเขนพระองค์พูดภาษาลาติน  หรือกรีก ภาษาของจักรพรรดิตะวันออก ภาษาของคนโรมันผู้ได้รับการศึกษา และของการทำพิธีกรรมแบบคริสตชนรุ่นแรกๆ  ภาษาลาตินของศาสนจักรถูกนำเข้ามาใช้ค่อนข้างจะช้าไป และมิสซาลาตินประชาชนตั้งใจว่าจะมีการปกป้องพัฒนาหลายศตวรรษถัดจากนั้น.

It’s perhaps illustrative of the contemporary crisis of the church that while the Pope continues to refuse to address the deep involvement of his church in the residential schools horror with any depth of contrition or authentic ownership, he gallops forth on a subject like this, and people react with such ferocity. Fiddling while Rome burns? Mea culpa.
บางทีสามารถแสดงให้เห็นภาพของวิกฤติการณ์เวลาปัจจุบันของพระศาสนจักร ที่ ขณะโป๊บคงปฏิเสธต่อไปที่จะกล่าวถึงการมีส่วนร่วมลึกซึ้งของพระศาสนจักร ในความสยศสยองในโรงเรียนประจำต่างๆ ด้วยความลึกล้ำใดๆของความเป็นทุกข์หรือความเป็นเจ้าของอำนาจบริหาร  โป๊บนั้นควบเยาะๆด้วยเรื่องเหมือนอย่างนี้ และประชาชนตอบโต้ด้วยความดุร้าย  เที่ยวทำเรื่องไม่เป็นโล้เป็นพายขณะที่กรุงโรมไฟลุกไหม้อย่างนั้นหรือ? (ทุบอก) Mea culpa” “

Keep your Opinions sharp and informed. Get the Opinion newsletter. Sign up today.

Credit  :  THE GLOBE AND MAIL

               ข้อคิดนำเสนอพระคุณเจ้า บิสชอปและคุณพ่อบาดหลวงทุกท่านครับ!

ผู้นำเสนอความคิดหลังตรวจสอบข้อมูลโต้กลับจากประเทศต่างๆ เกี่ยวกับ Motu Proprio <Traditionis Custodes> โดยข้อมูลนั้นได้รับจากหลายประเทศที่ประชาชนเป็นคาทอลิกและผู้บริหารสังฆมณฑลคือพระสังฆราชคาทอลิก ที่ประเทศไทยปัจจุบันเรียกว่า Bishop – บิสชอป

เพราะในสารส่วนพระองค์จะกล่าวถึงพระบาดหลวงเท่านั้น  แต่ก็คงรวมพระคุณเจ้าพระสังฆราชหรือบิสชอปด้วย  เพราะพระคุณเจ้าที่เป็นลืสชอปนั้น ต้องเป็นบาดหลวงก่อนทุกท่านครับ

ผลลัพท์ที่ Peter Vichitr Thongthua  อยากแจังให้ทราบก็คือ :

1.   หลายประเทศโกรธมากกับการทำเช่นนี้ของโป๊บฟรังซิส  อย่างน้อยเพราะเห็นหักหลังโป๊บเบเนดิกต์ที่ประกาศ motu proprio Summorum Pontificum อนุญาตให้มีการถวายมิสซาลาตินที่ใช้ Missale Romanum 1962 ได้ทุกครั้งที่มีการถวายมิสซา อยู่แล้ว

2.   เมื่อโป๊บฟรังซิสประกาศรัวๆทำนองไม่ให้เกียรติพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นี้  ก็ไม่เห็นด้วย แต่เพราะเป็นประกาศจากระดับหัวหน้าสูงสุด และดูยังบอกด้วยว่า  อะไรที่จะเปลี่ยนแปลงนั้น  ต้องแล้วแต่บิสชอป (พระคุณเจ้าพระสังฆนายก) ของสังฆมณฑลที่บริหารอยู่แล้ว

3.   เราที่เป็น admin และ เจ้าของ blog นี้ ได้รวบรวมการตัดสินใจของหัวหน้าสภามุขนายกของประเทศต่างๆ ได้ผลลัพท์ที่น่าสนใจคือ

3.1   ฟิลิปปินส์  ทุกสังฆมณฑล ยอมรับเพื่อทำตาม คือทำแบบที่ทำอยู่ขณะนี้
3.2   ประเทศไทย ไม่มีมิสซาลาตินมาตั้งแต่จบสังคายนาวาติกันที่ II
3.3   UK สหราชอาณาจักร์  กำลังทำความเข้าใจกับ motu proprio แต่คงไม่มีปัญหา
3.4   เอเซียและอาฟริกา อาหรับ ไม่ค่อยมีมิสซาลาติน
3.5   อเมริกาใต้ ทำตามโป๊บสั่งแน่นอน
3.6   สหรัฐอเมริกา  โป๊บสั่งอะไรไม่มีปัญหาแน่  เพราะเคยทำอย่างไรก็ทำเหมือนเดิม

เป็นอันว่า  ที่ใครๆเข้าใจผิด เพราะอ่านภาษาต่างประเทศเป็นต้นภาษาลาตินไม่เข้าใจ  ก็ถูไถตามสหรัฐไปด้วยก็จบเรื่องครับ!

                                                                                     Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                            Alan  Petervich - Peter Vichitr Tongthua
                                                                                                9  August  2021

 8 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2021, 10:25:40 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                              การย้อนหลังกับมิสซาลาตินแสดงการแตกแยกโกรธเกรี้ยวในศาสนจักรคาทอลิก
                                                     The Pope’s reversal on Latin Mass shows the angry split inside the Catholic Church

THE GLOBE AND MAIL  2  August  2021
 
Many Catholics reacted strongly to the promulgation of “Traditionis custodes,” a  motu proprio signed by Pope Francis on July 16, offering pithy comments on Twitter as well as more detailed takes.

 Pope Francis celebrates a mass to mark the feast of apostles Peter and Paul, patrons of Rome, on June 29 in St. Peter's Basilica at the Vatican. โป๊บฟรังซิสฉลองมิสซาในโอกาสฉลองอัครสาวกเปโตรและเปาโลองค์อุปถัมภ์ของโรม29 มิ.ย.ในวิหารเซนต์ปีเตอร์วาติกัน

FILIPPO MONTEFORTE/AFP/GETTY IMAGES

Michael Coren is an author who is ordained in the Anglican Church of Canada.ไมเกิล โคเรนเป็นผู้เขียนเรื่องที่ได้รับการบวชในคริสตจักรอังกลิกันแห่งแคนาดา.
It may be considered a dead language, but Latin seems to be very much alive, and kicking rather aggressively, if the past week is any indication. On July 16, Pope Francis reversed one of his predecessor’s most significant policies by reintroducing (and increasing) strict restrictions on celebrating the Latin Mass – or, to be more precise, the revised Tridentine rite so beloved of traditionalists and conservatives. He argued that this version of the mass was causing division within the church and being exploited by critics of the Second Vatican Council. 
อาจจะถือว่าเป็นภาษาตาย แต่ลาตินดูเหมือนมีชีวิตอยู่มากกว่า และ ด้วยการเตะค่อนข้างจะก้าวร้าว ถ้าสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นตัวชี้อย่างหนึ่ง  วันที่ 16 กรกฎาคม โป๊บฟรังซิสได้ทำถอยหลังหนึ่งในนโยบายที่มีความหมายที่สุดของพระสันตะปาปาองค์ที่ดำรงตำแหน่งมาก่อน(โป๊บเบเนดิกต์) ด้วยการนำประกาศ(และด้วยการเพิ่ม) ข้อผูกมัดเข้มงวดหลายประการ เกี่ยวกับการถวายมิสซาลาติน – หรือ รวบรัดกว่า จารีตไตรเด็นไต(Tridentine rite)ที่สุดรักของกลุ่มผู้ถือประเพณีดั้งเดิมและกลุ่มจารีตนิยมทั้งหลาย โป๊บโต้แย้งว่า พิธีแห่งมิสซานี้แหละที่กำลังเป็นสาเหตุการแบ่งกลุ่มภายในพระศาสนจักรและแสวงหาประโยชน์ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์สังคายนาวาติกันที่สอง.

Vatican II, as it’s more commonly known, introduced some long overdue reforms into the church in the 1960s and allowed for a new, more participatory and, some would claim, more historically accurate mass, in the vernacular. Latin wasn’t outlawed but became increasingly difficult to find.
วาติกัน II, ตามที่รู้จักกันทั่วไปมากขึ้น ได้นำเสนอการฟื้นฟูที่เลยกำหนดนานแล้วเข้าสู่ศาสนจักรในช่วงปี 1960 และได่อนุญาตให้เกิดการเข้ามีส่วนร่วมมากขึ้นและใหม่กว่าและ บางคนอาจอ้าง มิสซาตรงตามประวัติศาสตร์มากกว่าในภาษาถิ่น    ภาษาลาตินไม่ใช่ผิดกฎหมาย  แต่ได้กลายเป็นสิ่งหายากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

When the new service was introduced it certainly surprised people, but opposition was limited and relatively brief. J.R.R. Tolkien, author of The Lord of the Rings, loudly responded in Latin to show his displeasure. Writer Evelyn Waugh even asked to be excused from mass – but Evelyn Waugh would do that, wouldn’t he?
เมื่อพิธีแบบใหม่ถูกนำเข้ามา แน่นอนมันทำให้ประชาชนแปลกใจ  แต่ฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนจำกัดและก็ทำสั้นด้วย   เจ.อาร์.อาร์.ตอลเกียน (J.R.R. Tolkien) ผู้ประพันธ์ Lord of the Rings ได้ตอบโต้เสียงดังในภาษาลาตินเพื่อแสดงความไม่พอใจของเขา นักประพันธ์ Evelyn Waugh แม้จะขอ ปลีกตัวจากมิสซา – แต่ Evelyn Waugh จะทำอย่างนั้นหรือ ใช่ไหม?

The Latin Mass enjoyed a renaissance during the pontificate of John Paul II, even though he wasn’t a particular devotee. There are now parishes that celebrate in Latin all over the world. Most also offer the service in the local language – but not always willingly or enthusiastically.
มิสซาลาตินทำให้กลุ่มเกิดใหม่ชื่นชมระหว่างสมณสมัยของพระสันตะปาปาจอห์นปอล II แม้ทว่าพระองค์มิใช่คนศรัทธาพิเศษ  ปัจจุบัน มีวัดเจ้าอาวาสมากที่ถวายมิสซาลาตินทั่วโลก ส่วนมากที่สุดจะทำพิธีเป็นภาษาถิ่น – แต่ไม่ค่อยเต็มใจหรือไม่กระตือรือร้นเลย.

Is belief still relevant in these modern times?   ความเชื่อยังคงปรากฎในยุคใหม่เหล่านี้หรือ?

Under Pope Francis’s new policy, the old rite has to receive the approval of the bishop in each diocese, and newly ordained priests require permission to lead such services, with the Vatican also being consulted. The bishop must also ascertain if Latin Mass leaders and participants accept Vatican II, which will be extremely difficult to do, and there is ambiguity about where they may worship – whether they will be allowed to do so in churches. 
ภายใต้นโยบายใหม่ของโป๊บฟรังซิส จารีตพิธีดั้งเดิมต้องได้รับการอนุมัติของบิสชอปในแต่ละสังฆมณฑล และบรรดาบาดหลวงบวชใหม่ต้องได้คำอนุญาตเพื่อทำพิธีเช่นนั้น พร้อมกับต้องขออนุญาตจากวาติกันด้วย  บิสชอปต้องแน่ใจด้วยว่า ผู้ทำและผู้ร่วมงานมิสซาลาตินได้ยอมรับสังคายนาวาติกัน II  ซึ่งจะยากสุดๆที่จะทำเช่นนั้น และเกิดความกำกวมเกี่ยวกับสถานที่ทำพิธี –นอกจากพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติเช่นนั้นในวัดต่างๆ.

It is, frankly, a bit of a mess. It’s also extraordinary that Francis would have done this while his predecessor Benedict is still living, and many see it as an unprecedented insult. In Britain’s The Spectator, the highly regarded Tim Stanley immediately wrote an article under the headline “The Pope’s merciless war against the Old Rite.” He stated, “Why does this matter for Catholics and non-Catholics alike? Because it’s a lesson in how liberalism in this gerontocratic, Brezhnev-esque stage behaves – utterly intolerant of anyone who breaks from the party line. It is not enough to be quiet or even submit. You must conform.”
เป็นความสัตย์ มันค่อนข้างจะยุ่งเล็กน้อย  มันเป็นเรื่องพิเศษที่ว่า ฟรังซิสน่าจะทำแบบนี้ตอนที่โป๊บเบเนดิกต์ผู้มาก่อนยังมีชีวืตแข็งแรงอยู่  และคนหลายคนเห็นมันเป็นการดูถูกที่ไม่เคยเกิดขึ้น  นสพ.The Spectator ของอังกฤษ Tim Stanley ผู้น่านับถือเป็นอย่างสูง ได้เขียนบทความทันทีในหัวข้อ “สงครามที่ไม่ปราณีของโป๊บต่อจารีตพิธีดั้งเดิม” เขายืนยันว่า “ ทำไมเรื่องนี้มันเกี่ยวกับทั้งคาทอลิกและไม่ใช่คาทอลิกด้วย? เพราะว่า มันเป็นบทเรียนในเรื่องที่ว่าลัทธิเสรีนิยมนั้นอยู่ในกลุ่มคนปกครองที่เป็นคนชรา  บทบาทแบบ Brezhnev-esque ออกฤทธิ์ –ไม่อดกลั้นผ่อนปรนผู้ใดที่แตกแถวออกจากเส้นทางเดินของพรรคพวก  มันไม่พอที่จะอยู่เงียบๆหรือแม้ส่งเรื่องนี้ คุณต้องปฏิบัติตาม.

Actually, it doesn’t really matter to non-Catholics at all, nor to the vast majority of Catholics either. But the reaction exposes how sensitive conservative Catholics have become around this issue. The influential Rorate Caeli blog went a little further: “Francis HATES US. Francis HATES Tradition. Francis HATES all that is good and beautiful.” A Canadian blog screamed of Francis, “You are evil, perfectly possessed and a filthy hypocrite. Your time is short, Bergoglio and the gates of Hell are open-wide.”
เท่าที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องของคนที่ไม่ใช่คาทอลิกเลย  หรือก็ไม่เกี่ยวกับจำนวนมหาศาลของคาทอลิกด้วย  แต่ ปฏิกริยาแสดงออกกับคาทอลิกจารีตนิยมที่ไวต่อความรู้สึกอย่างไรต่างหากที่กลายเป็นเรื่องนี้  Rorate Caeli blog ที่ทรงอิทธิพลไปไกลกว่านี้หน่อยที่ว่า “Francis HATES US.  Francis HATES Tradition. Francis HATES all that is good and beautiful.”  A Canadian blog หวีดร้องใส่ฟรังซิส “ แกเป็นปีศาจ  ถูกสิงอย่างสมบูรณ์และเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกสกปรกโสมม  เวลาของแกสั้นลงแล้วแบร์โกกลิโอ และประตูทุกบานของนรกเปิดกว้างรับแกแล้ว”


 9 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2021, 09:16:16 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 :                                               โป๊บฟรังซิสเสี่ยงอำนาจบริหารของเขาด้วย Motu Proprio เกี่ยวกับมิสซาลาตินหรือเปล่า
                                               Has Pope Francis risked his authority with the motu proprio over the Latin Mass?

PhotoStock-Israel / Alamy
02 AUGUST 2021, THE TABLET
 
An outspoken conservative Dutch bishop says Pope Francis’s motu proprio limiting the Latin Mass and difficulties with Church hierarchies in Germany and the United States are signs that he is losing his authority.
บิสชอบจารีตนิยมชาวฮอลันดาที่เลื่องชื่อ กล่าวว่า motu proprio ของโป๊บที่จำกัดขอบเขตมิสซาลาตินและสร้างความยุ่งยากกับคณะพระคุณเจ้าของศาสนจักรในเยอรมันและสหรัฐ เป็นเครื่องหมายว่าเขากำลังสูยเสียอำนาจบริหาร

Auxiliary Bishop Rob Mutsaerts of ’s-Hertogenbosch, who has criticised the pontiff over other issues in the past, said Francis issued the “malicious ukase” without consultation, in contradiction to his stated goal of synodality where all can speak up.
บิสชอปผู้ช่วย Rob Mutsaerts แห่ง s-Hertogenbosch ผู้ซึ่งวิจารณ์สันตปาปา เกี่ยวกับเรื่องต่างๆในอดีต กล่าวว่า ฟรันซิสได้ออก”กฤษฎีกาของรัฐบาลรุสเซียสมัยพระเจ้าซาร์ที่ผูกพยาบาทประสงค์ร้าย” โดยมิได้มีการปรึกษาหารือผู้ใด ในการกล่าวขัดแย้งกับเป้าประสงค์ที่เจ้าตัวยืนยันเกี่ยวกับการประฃุมสภาสงฆ์ที่ทุกคนสามารถพูดได้.

This came after the German bishops “took no notice of the Pope’s advice regarding the synodal process” and the US bishops went ahead with their political fight over Communion despite Vatican warnings, he wrote in his blog.
เรื่องนี้มีมาหลังจากที่บรรดาบิสชอปเยอรมัน “ไม่ตั้งข้อสังเกตุการแนะนำของโป๊บ เกี่ยวกับกระบวนการบรรดาบิสชอป” และบรรดาบิสชอปสหรัฐดำเนินการต่อด้วยการต่อสู้ทางการเมืองกับกลุ่มคริสตชนโดยไม่เชื่อคำเตือนของโป๊บ เขาเขียนในบล๊อกของเขา.

All this “indicated that he is losing authority”, Bishop Mutsaerts said. “I think Francis is shooting himself in the foot with this motu proprio. This will turn out to be good news for the Fraternity of Saint Pius X.”
บิสชอป Mutsaertsd กล่าวว่า ทั้งหมดนี้ “ชี้ว่าเขากำลังสูญเสียอำนาจบริหาร อาตมาคิดว่าฟรังซิสกำลังยิงปืนโดนเท้าตัวเองด้วยmotu proprio นี้  สิ่งนี้จะกลับเป็นข่าวดีสำหรับชมรม FSPX”

The SSPX is the most hardline traditionalist group defending the Tridentine Latin Mass and its bishops were excommunicated for two decades for defying the Vatican. Pope Francis tightly restricted use of that Mass because too many traditionalists said it was superior to the reformed rite after Vatican II.

ชมรม SSPX เป็นกลุ่มผู้ยึดถือธรรมประเพณีที่ถือมั่นที่สุด ที่ปกป้องมิสซาลาตินแบบดั้งเดิมและบรรดาบิสชอปของกลุ่มนี้ถูกตัดขาดจากพระศาสนจักรสองทศวรรษมาแล้วจากการที่ท้าทายขัดขืนวาติกัน  โป๊บฟรังซิสตั้งกฎเกณฑ์เข้มงวดในการใช้มิสซานั้น เพราะว่าพวกยึดมั่นในประเพณีดั้งเดิมมากเกินไปที่กล่าวว่า การใช้พิธีดังกล่าวเหนือกว่าจารีตที่ฟื้นฟูหลังสังคายนาวาติกัน II

Bishop Mutsaerts, 63, did not mention last year’s Vatican global survey of bishops, which Francis said showed that Pope Benedict XVI’s 2007 decision to allow wider use of the older rite had led to divisions within the Church.
บิสชอป Mutsaerts อายุ 63 ,มิได้อ้างถึงการทำสำรวจบรรดาบิสชอปทั่วโลก ซึ่งฟรังซิสกล่าวว่า ได้แสดงว่า การตัดสินใจของโป๊บเบเนดิกต์ XVI ในปี 2007 ที่อนุญาตให้มีการใช้จารีตพิธีกรรมเก่าแก่อย่างกว้างขวาง นำไปสู้การแตกแยกภายในพระศาสนจักร.
 
“The language is very similar to a declaration of war,” he wrote in his blog Paarse Pepers (Purple Peppers), where his posts are called pepertjes (little peppers).
“ภาษาที่ใช้คล้ายคลึงมากกับการประกาศสงคราม”  เขาเขียนในบล๊อก Paarse Pepers (Purple Peppers) ของเขา  ที่ซึ่งโพสต์ของเขาเรียกว่า pepertjes (little peppers).

“Francis slams the door hard with Traditionis Custodes,” he continued. “It feels like a betrayal and is a slap in the face of his predecessors. The Church has never abolished liturgies. Not even Trent. Francis completely breaks with this tradition.”
“ฟรังซิสทุบประตูเสียงดังด้วย motu proprio Traditionis Custodes” เขากล่าวต่อ  “ มันทำให้รู้สึกเหมือนการทรยศและเป็นการตบหน้าโป๊บที่มาก่อนท่าน พระศาสนจักรไม่เคยถอดทิ้งพิธีกรรมทางศาสนาเลย  ไม่แม้แต่กรุงเทร็น  ฟรังซิสทำลายธรรมประเพณีนี้โดยสิ้นเชิง.”

Vatican II was conservative but its implementation was “far removed from the council documents”, the bishop said. Pretending this was in line with tradition “completely contradicts reality … liturgy is not a toy of popes, but the heritage of the Church”. “The Pope should be the guardian of tradition. The Pope is the gardener, not the manufacturer.”
สังคายนาวาติกัน II ถือความเป็นจารีตนิยม แต่ การจัดแบบนั้นมันถูกถอดถอนออกไปไกลจากเอกสารของสังคายนา  “ บิสชอปกล่าว  การแกล้งพูดเช่นนี้เข้าเส้นสายกับธรรมเนียมประเพณี ที่”ขัดแย้งโดยสมบูรณ์กับความเป็นจริง ... พิธีกรรม ไม่ใช่ของเล่นของโป๊บทุกคน แต่เป็นมรดกตกทอดของพระศาสนจักร.” “โป๊บควรเป็นผู้ปกปักษ์รักษาประเพณี  โป๊บเป็นชาวสวน ไม่ใช่เจ้าของโรงงาน.

Bishop Mutsaerts said Francis acted not out of a concern for evangelisation or mercy, but out of “ideology and malice”. He made it almost impossible to say a Mass that a small group of Catholics loved while promoting a reformed rite often celebrated with many liturgical abuses.
บิสชอป Mutsaerts กล่าวว่า ฟรังซิสแสดงท่าทางไม่พ้นการเกี่ยวข้องการเผยแพร่พระวรสารหรือพระเมตตา แต่หลุดพ้นจาก” ความรู้สึกนึกคิดและความประสงค์ร้าย”  เขาทำมันเกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะถวายมิสซากัน ที่ คริสตชนคาทอลิกกลุ่มเล็กรัก ขณะส่งเสริมจารีตพิธีฟื้นฟูถวายบ่อยด้วยการกล่าวร้ายด่าทอพิธีกรรมอื่นๆมากมาย.
 
“How dictatorial, how unpastoral, how merciless can you get?” he asked. “If you really want to evangelise, really show mercy and support Catholic families, then you honour the Tridentine Mass,” he wrote.
เขาถามว่า “ คุณผู้เผด็จการอย่างไร ไม่ทำหน้าที่บริหารวัดอย่างไร คุณสามารถกลายเป็นคนไร้เมตตาอย่างไร?” “ ถ้าคุณต้องการจริงๆที่จะประกาศพระวรสาร  ต้องการจริงๆที่แสดงความเมตตาและสนับสนุนครอบครัวคาทอลิก  ถ้างั้นคุณควรให้เกียรติมิสซาดั้งเดิม-Tridentine Mass

Credit  :  The Tablet
                                                                                      Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                            Alan  Petervich – Peter Vichitr Thongthua
                                                                                             8  August  2021
                                                           

 10 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2021, 11:43:14 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
          Article 3, number 2 notes that the bishop of the diocese is to designate one or more locations where the faithful adherents of these groups [which celebrate according to the Missal antecedent to the reform of 1970] may gather for the Eucharistic celebration, not taking place in the parochial churches and not erecting new personal parishes. This remains unclear legally, as it could merely be implied as a restriction placed upon the 1965 editio typica. While the text indicates that these groups may gather “not in the parochial churches and without the erection of new personal parishes”, there remain any number of other locations where such celebrations may take place.
เรื่องที่ 3 หมายเลข 2 ตั้งข้อสังเกตุว่า บิสชอปแห่งสังฆมณฑลถูกมอบหมายให้ดูแลสถานที่แห่งหนึ่งหรือหลายแห่ง ที่คริสตชนรวมกลุ่มก้อนกัน [ซึ่งร่วมพิธีตามหนังสือคู่มือมิสซาที่ใช้มาก่อนการฟื้นฟู ปี 1970]  อาจรวมตัวกันเพื่อร่วมพิธีมิสซา ไม่ใช่ไปยึดสถานที่ในวัดโบสถ์ที่มีเจ้าอาวาส และยังมิได้ยกขึ้นเป็นวัดส่วนตัวหลังใหม่  เรื่องนี้ยังคงถูกกฎหมายหรือไม่ไม่ชัดเจน  โดยที่อาจเป็นเพียงข้อกำหนดที่มีตอนใช้หนังสือปีพิมพ์ 1965 –editio typica.  ขณะที่ข้อความชี้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้อาจรวมตัวกัน “ไม่ใช่ในวัดที่มีเจ้าอาวาสและไม่ได้รับการเสกเป็นวัดส่วนตนหลังใหม่”  ก็ยังคงเหลือสถานที่อื่นๆจำนวนหนึ่ง ที่การถวายมิสซาอาจทำได้.

Article 3, number 3 indicates that the bishop can establish the days on which Eucharistic celebrations are permitted according to the 1962 Missal. There is no indication given that the right of a priest to do so is infringed. The bishop also can make such a designation. And as is the case in virtually all communities where the Extraordinary Form is celebrated, the readings are typically proclaimed in the vernacular according to the provisions established in Universae Ecclesiae 26: “As foreseen by article 6 of the Motu Proprio Summorum Pontificum, the readings of the Holy Mass of the Missal of 1962 can be proclaimed either solely in the Latin language, or in Latin followed by the vernacular or, in Low Masses, solely in the vernacular.”
เรื่องที่ 3 หมายเลข 3 ชี้ว่า บิสชอปสามารถสถาปนาวันที่การทำพิธีมิสซา ได้รับอนุญาต ตามหนังสือมิสซา 1962  ไม่มีการระบุว่าสิทธิของบาดหลวงที่จะทำพิธีนั้นคืออย่างไร  บิสชอปด้วยสามารถทำการแต่งตั้งเองได้  และดังที่เคยมีกรณีเกิดขึ้นในชุมชนต่างๆที่มิสซาแบบยกเว้นพิเศษถวาย บทอ่านได้มีการอ่านตามที่พิมพ์ไว้ในภาษาถิ่น ตามเงื่อนไขที่ระบุใน Universae Ecclesiae 26: “As foreseen by article 6 of the Motu Proprio Summorum Pontificum, the readings of the Holy Mass of the Missal of 1962 can be proclaimed either solely in the Latin language, or in Latin followed by the vernacular or, in Low Masses, solely in the vernacular.” ดังที่เห็นกันในเรื่องที่ 6 ของสารตรา Summorum Pontificum  บทอ่านประจำมิสซาของหนังสือคู่มือ 1962 สามารถอ่านเป็นภาษาลาตินอย่างเดียว หรืออ่านเป็นลาตินตามด้วยการอ่านเป็นภาษาถิ่น หรือ ในมิสซาน้อย อ่านเป็นภาษาถิ่นก็พอ

 Number 4 indicates that a priest should be appointed who is “suited for this responsibility”, and gives examples of the positive characteristics which should be inherent in such a priest.
หมายเลข 4 ชี้ว่า บาดหลวงองค์หนึ่งควรได้รับแต่งตั้ง ว่า เป็น “ผู้หมาะสมเพื่อความรับผิดชอบนี้ “ และให้ตัวอย่างของคุณลักษณะด้านบวก ซึ่งควรเป็นตัวแทนในสงฆ์เช่นนั้น

Article 3, number 5 and 6 describe how the bishop is to positively guide the growth of such communities and parishes, namely to ensure that they are “effective for their spiritual growth” and to “determine whether or not to retain them.” Of course, the accent here is on the positive: bishops should encourage the effectiveness of the growth of such communities and parishes. The following subsection notes that there is also no strict forbidding of bishops to authorize the establishment of new groups, but rather merely to “take care” not to authorize their establishment.
เรื่องที่ 3 หมายเลข 5 และ 6 บรรยายว่าบิสชอปนั้นทำอย่างไรจึงเป็นผู้นำทางบวกให้เกิดความเจริญของชุมชนต่างๆและวัดที่มีเจ้าอาวาส คือให้มั่นใจว่า พวกเขาเป็น” ผู้มีประสิทธิภาพสำหรับความเติบโตทางจิตวิญญาณของคนในชุมชน” และเป็น”ผู้ตัดสินใจว่าจะเก็บพวกเขาไว้”  แน่นอน น้ำเสียงที่นี่เป็นบวก: บรรดาบิสชอปควรกระตุ้นความมีประสืทธิภาพของการเติบโตของชุมชนและวัดที่มีเจ้าอาวาส  หมวดย่อยต่อไปนี้ให้ข้อสังเกตุว่า ยังไม่มีการห้ามจริงจังให้บรรดาบิสชอปมีอำนาจสถาปนาคนกลุ่มใหม่  แต่ค่อนข้างจะให้”ดูแลเอาใจใส่” ไม่ใช่มีอำนาจเหนือสถาบันของพวกเขา

Article 4 establishes a distinction between those ordained subsequent to 16 July 2021 who “should” submit a request to the diocesan bishop, who will consult the Apostolic See, and those ordained previously. There is no indication that these newly ordained priests must do so, and no indication of penalties to which they would be subject if they were not to do so. This is a hortatory, not a compulsory, statement. Similarly, those ordained prior to 16 July 2021 are also encouraged in article 5 to request from the diocesan bishop the faculty to continue to celebrate according to the traditional Missal. Again, these two (2) articles should be read in a way which, in accordance with the express aims of the present motu proprio, would foster the positive growth and understanding in communion between priests and their bishops.
เรื่องที่ 4 แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างคนพวกนั้นที่บวชถ้ดจากวันที่ 16 กรกฎาคม 2021 ซึ่ง”ควร”ส่งคำขอไปยังบิสชอปสังฆมณฑล ซี่งจะปรึกษากับสันตะสำนัก และบรรดาคนที่บวชก่อน  ไม่มีข้อชี้ว่าสงฆ์ที่บวชใหม่เหล่านี้ต้องทำเช่นนั้น และ ไม่มีการบ่งชี้ถึงโทษทัณฑ์ที่พวกเขาต้องได้รับถ้าไม่ทำตาม นี่คือการหนุนนำ ไม่ใช่การบังคับ คำยืนยัน    ในลักษณะเดียวกัน บาดหลวงที่บวชก่อนวันที่ 16 กรกฎาคม 2021 ถูกกระตุ้นในเรื่องที่ 5 ให้ขอจากบิสชอปสังฆมณฑลซึ่งคณะปฏิบัติการเพื่อต่อเนื่องการถวายมิสซาตามหนังสือคู่มือประเพณีเดิม  และ บทความสองเรื่องนี้ควรได้อ่านในระบบวิธีซึ่ง ในทำนองเดียวกันกับการแสดงเป้าหมายของสารตราปัจจุบัน ซึ่งควรส่งเสริมความเติบโตและความเข้าใจด้านบวกในกลุ่มระหว่างบรรดาบาดหลวงและบิสชอปของพวกเขา

Article 6 asserts that the institutes of consecrated life and societies of apostolic life previously under the purview of the Pontifical Commission Ecclesia Dei now are under the jurisdiction of the Congregation for Institutes of Consecrated Life and Societies of Apostolic Life, and article 6 asserts the competence of the Congregation for Divine Worship and the Discipline of the Sacraments, as well as the aforementioned Congregation, over the observance of these provisions.
เรื่องที่ 6 บอกไว้ว่า บรรดาสถาบันของชีวิตนักบวชและคณะผู้ถือชีวิตศิษย์พระคริสต์ก่อนนั้น ภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมาธิการสันตะสำนัก Ecclesia Dei ตอนนี้อยู่ภายใต้กฎข้อบังคับของสมณกระทรวงเพื่อสถาบันชีวิตถวายและคณะชีวิตนักบวช และ เรื่องที่ 6 ระบุความมีอำนาจของสมณกระทรวงจัดการนมัสการพระเจ้าและกฎเกณฑ์ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ  เช่นเดียวกับสมณกระทรวงที่ระบุมาก่อนนี้ ว่าด้วยการถือตามเงื่อนไขต่างๆเหล่านี้

While the final article of this motu proprio appears rather sweeping in its abrogation of “previous norms, instructions, permissions and customs that do not conform to the provisions of the present Motu Proprio”, it should be reiterated that the provisions of this present motu proprio are restrictions which demand strict interpretation.
ขณะที่เรื่องสุดท้ายของสารตราฉบับนี้ ปรากฎค่อนข้างจะกวาดเอาข้อห้ามของ “previous norms, instructions, permissions and customs that do not conform to the provisions of the present Motu Proprio” ออกไป  มันควรจะทบทวนว่าเงื่อนไขของสารตราเฉพาะฉบับนี้ เป็นข้อห้ามที่ต้องการการตีความแบบเฉพาะเจาะจง.

*Pseudonym for a Priest and Canon Lawyer in the Latin Church                                         *นามแฝงสำหรับบาดหลวงคนหนึ่งและนักกฎหมายศาสนจักรในศาสนจักรลาติน

Miles Mariae ทหารของแม่พระมารี
Zachary Payne 1 day ago (edited) : It's to single out traditional bishops, and they have to get permission from Rome.. devisive and too regid..he's doing it to push out the most faithful Catholics..he is doing it on purpose สารตราฉบับนี้ต้องการคัดบิสชอปผู้ถือประเพณีออกไป และพวกเขาต้องได้รับการอนุญาตจากกรุงโรม ..เป็นการแบ่งแยกและแข็งกร้าวเกินไป...โป๊บองค์นี้กำลังทำที่จะผลักดันชาวคาทอลิกที่สัตย์ซื่อที่สุดออกไป..เขากำลังทำตามความมุ่งหมายของเขา.

Ancient One  1 day ago : Seems to me that the words of our Lady of La Salette shape into reality ROME WILL LOSE THE FAITH. สำหรับฉันดูเหมือนว่า ถ้อยคำของแม่พระแห่งลาซาแล็ทปรากฎเป็นความจริง คือ โรมจะสูญเสียความเชื่อ

Miss S.O.J. 20 hours ago : "Attached" to the Latin Mass? Like it's a freaking SECURITY blanket? Wrong take. Latin Mass is THE Mass. “ยึดติด” อยู่กับมิสซาลาตินหรือ?  รู้สึกว่าผ้าคลุมแห่งความปลอดภัยกำลังมีรอยแตกแล้ว? มิสซาลาตินคือ THE MASS – มิสซา

Al Ka 1 day ago (edited) : Well intentioned Catholic Priests of the Dioceses or Fraternities such as the FSSP, should leave the concilliar structure, get themselves conditionally ordained and act within the framework of tradition. The worlds handful of non Diocesan Bishops across the globe need to get organised, and serve as beacons for the well intentioned Diocesan Religious and Laity alike. The concilliar structure is NOT Catholic, even if you find

หน้า: [1] 2 3 ... 10