หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2019, 11:25:19 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                 เกิดอะไรกับกลุ่มเลอแฟบวร์ ผู้ยึดมั่นในมิสซาลาตินดั้งเดิม
Pope Report
20 SEPTEMBER 2011
Alan Petervich
Update 1 August 2014

      วันพุธที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา สายตาของคนที่ตามข่าวพระศาสนจักรคาทอลิกระดับโลก ต่างจับจ้องไปที่วาติกัน เพราะวันดังกล่าวเป็น “การเจรจาครั้งสุดท้าย” ระหว่างวาติกันกับสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 (กลุ่มเลอแฟ๊บวร์) การเจรจานี้ ยืดเยื้อมาตั้งแต่ค.ศ.2009 และคาดว่า อีกไม่เกิน 2-3 เดือนต่อจากนี้ จะได้บทสรุปว่า กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ จะได้กลับเข้าสู่พระศาสนจักรคาทอลิกแบบเต็มตัวหรือไม่ 

      ก่อนลงลึกถึงรายละเอียด ผมมั่นใจว่า คริสตังไทย 95 เปอร์เซ็นต์ “ไม่เคย” รู้เรื่องความแตกแยกในพระศาสนจักรคาทอลิกระหว่างวาติกันกับกลุ่มเลอแฟ๊บวร์ ดังนั้น ผมขอเล่าเบื้องหลังสักเล็กน้อย เพื่อจะได้เข้าใจและลำดับเหตุการณ์ได้ถูกต้อง

การแตกหักอย่างเป็นทางการระหว่างวาติกันกับกลุ่มเลอแฟ๊บวร์ เกิดใน ค.ศ.1988 (23 ปีที่แล้ว) เมื่อพระสังฆราช มาร์กเซล เลอแฟ๊บวร์ ผู้ก่อตั้งสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 จัดการอภิเษกสังฆราชใหม่ 4 องค์ โดยไม่ผ่านการอนุมัติจากพระสันตะปาปา การกระทำดังกล่าวถือเป็นการผิดกฏหมายพระศาสนจักรคาทอลิกอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ ยังเป็นพวกอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว พวกเขาจะถวายมิสซาจารีตลาติน (สงฆ์หันหลังให้สัตบุรุษ แบบก่อนสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2) หลายครั้ง พวกเขาออกมาวิจารณ์สังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 ว่าเป็นสังคยานาที่เกิดจากการดลใจของปีศาจ คำวิจารณ์นี้เป็นการพาดพิงไปยังสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ที่ 23 (ปัจจุบันเป็นบุญราศี) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากพระองค์เป็นคนเรียกประชุมสังคยานานี้เอง ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ ยังวิจารณ์พระสันตะปาปาทุกองค์ที่ได้รับเลือกตั้งหลังสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 (คนที่โดนกลุ่มเลอแฟ๊บวร์ อัดหนักๆ ได้แก่ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ที่ 23 และ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2) 

ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเลอแฟ๊บวร์กับพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เรียกว่า “มองหน้ากันไม่ติด” ก็ว่าได้ หนึ่งในประเด็นที่กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ยังออกมาตำหนิพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 จนถึงทุกวันนี้ ก็คือ “การจัดงานภาวนาเพื่อสันติภาพ” ที่เมืองอัสซีซี ประเทศอิตาลี เมื่อค.ศ.1986 งานดังกล่าว พระสันตะปาปาทรงเชิญผู้นำทุกศาสนามาร่วมภาวนากับพระองค์ หนึ่งในนั้นมี “องค์ดาไลลามะ” ด้วย ... ปีนี้ จะครบรอบ 25 ปีของงานดังกล่าว (1986-2011) พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงจัดงานดังกล่าวขึ้นอีกครั้งที่เมืองอัสซีซีในวันที่ 27 ตุลาคม และทรงเชิญผู้นำทุกศาสนามาร่วมภาวนาพร้อมพระองค์ (องค์ดาไลลามะ จะมาร่วมอีกครั้ง) ครั้งนี้ กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ ยังไม่เลิกวิจารณ์ โดยออกแถลงการณ์ในเว็บไซต์ของตนว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมที่จะไปร่วมภาวนากับศาสนาอื่นๆ (เลอแฟ๊บวร์ มองว่าไม่เหมาะสม เพราะเขายังยึดติดกับแนวทางดั้งเดิมก่อนสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 ที่ไม่เน้นศาสนสัมพันธ์ ... พูดง่ายๆ ปิดตัวเอง ไม่สุงสิงกับใคร)

ที่กล่าวมาเป็นการแตกหักอย่างรุนแรงระหว่างวาติกันกับกลุ่มเลอแฟ๊บวร์ กระทั่งวันที่ 24 มกราคม 2009 สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงลงนาม “ยกเลิก” โทษขับไล่สมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 ออกจากพระศาสนจักรคาทอลิก สาเหตุที่พระสันตะปาปาทรงยกเลิกโทษขับไล่นั้น เกิดจาก พระสังฆราช แบร์กนาร์ แฟลเลย์ อธิการกลุ่มเลอแฟ๊บวร์คนปัจจุบัน ได้เขียนจดหมายถึงพระสันตะปาปาเพื่อขอให้พระองค์ยกเลิกโทษขับไล่ เพราะหลังจากถูกขับออกจากพระศาสนจักร กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ต้องดำเนินชีวิตอย่างทุกข์ทรมานมาก (ขาดการสนับสนุนหลายอย่าง) ประกอบกับ พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เคยประกาศไว้ในวันแรกที่พระองค์ได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาว่า “จะทำทุกทางเพื่อให้เกิดความปรองดองในพระศาสนจักรคาทอลิก” เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์จึงตัดสินพระทัยอภัยโทษให้กับกลุ่มเลอแฟ๊บวร์ โดยให้เหตุผลว่า “พระศาสนจักรคาทอลิกแตกแยกมาพอแล้ว ตอนนี้ ถึงเวลาที่เราต้องสร้างเอกภาพในกลุ่มคริสตชนคาทอลิกให้เกิดอย่างจริงจังเสียที” 

กระนั้นก็ดี พระสันตะปาปาทรงยื่นเงื่อนไขว่า พระองค์ทรงอภัยโทษและอนุญาตให้กลุ่มเลอแฟ๊บวร์กลับเข้าสู่พระศาสนจักรคาทอลิกได้ แต่ทั้งนี้ กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ไม่มีสิทธิ์ทำงานอภิบาล รวมทั้งบวชสงฆ์ใหม่ ถ้าหากยังไม่ยอมรับอำนาจของสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 และยอมรับอำนาจของพระสันตะปาปาทุกองค์หลังสังคยานาดังกล่าว (พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ต้องการให้กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ ยอมรับ-เคารพ-หยุดวิจารณ์ พระสันตะปาปา จอห์น ที่ 23 และ พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ได้แล้ว)

เงื่อนไขนี้ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ทรงยื่นให้กลุ่มเลอแฟ๊บวร์พิจารณาตั้งแต่ปี 2009 แต่กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ ยังไม่ยอมรับง่ายๆ การเจรจาใช้เวลานานถึง 2 ปี จนดูเหมือนว่า พระสันตะปาปาและวาติกัน จะหมดความอดทนกับท่าทีของกลุ่มเลอแฟ๊บวร์ ที่สุดแล้ว วันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา วาติกันได้เรียก พระสังฆราช แบร์กนาร์ แฟลเลย์ อธิการกลุ่มเลอแฟ๊บวร์ มาพบเพื่อหารือกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะยื่น “ข้อเสนอสุดท้าย” ให้กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ไปพิจารณาว่าจะยอมรับหรือไม่ ถ้าไม่ยอม ก็จบกันเหมือนเดิม

ในข้อเสนอสุดท้ายที่ พระคาร์ดินัล วิลเลี่ยม เลวาด้า ประธานสมณกระทรวงหลักความเชื่อ ซึ่งเป็นผู้แทนพระสันตะปาปาและวาติกัน ในการเจรจากับ พระสังฆราช แบร์กนาร์ แฟลเลย์ ผู้นำคนปัจจุบันของกลุ่มเลอแฟ๊บวร์นั้น ใจความสำคัญอยู่ที่ ...

“สมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 (กลุ่มเลอแฟ๊บวร์) จะต้องยอมรับข้อความเชื่อหลักๆที่เป็นผลจากสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ข้อความเชื่อหลักๆนี้ ไม่มีสิทธิ์นำไปตีความต่อและไม่สามารถยืดหยุ่นได้ นอกจากนี้ สมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 ต้องยอมรับอำนาจและแสดงความนบนอบต่อพระสันตะปาปาทุกองค์ เฉพาะอย่างยิ่ง พระสันตะปาปาที่ได้รับเลือกหลังสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 ถ้าหากสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 ยอมรับเงื่อนไขที่กล่าวมา สันตะสำนักจะประกาศรับรองสถานะของสมาคมให้ถูกต้องตามกฏหมายพระศาสนจักร โดยสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 จะได้รับการรับรองสถานะเป็นองค์กรส่วนบุคคล (PERSONAL PRELATURE)”

นี่คือแถลงการณ์จากวาติกันถึงการยื่นคำขาดให้กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ไปตัดสินใจ ... ดูรายละเอียดในแถลงการณ์แล้ว คริสตังไทย 99 เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้เรื่องแน่นอนว่า “องค์กรส่วนบุคคล” (PERSONAL PRELATURE) คืออะไร

องค์กรส่วนบุคคลเป็นหน่วยงานที่มีการระบุไว้กฏหมายพระศาสนจักรคาทอลิก ลักษณะขององค์กรส่วนบุคคลจะประกอบไปด้วยอธิการเจ้าคณะ (ระดับคาร์ดินัลหรือสังฆราช), สงฆ์, นักบวช และฆราวาสแพร่ธรรม (คณะนักบวชส่วนมาก จะไม่มีสมาชิกหลากหลายถึงเพียงนี้ ทุกคณะจะมีแค่อธิการเจ้าคณะ, สงฆ์, นักบวช แต่ไม่มีฆราวาสแพร่ธรรม ... ที่ไม่มีเพราะ ฆราวาสแพร่ธรรม ต้องถวายคำปฏิญาณตนด้วย) ปัจจุบัน พระศาสนจักรคาทอลิกมีองค์กรส่วนบุคคลเป็น 1 องค์กรเท่านั้น ได้แก่ “โอปุส เดอี” องค์กรชื่อดังจากสเปน (สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ทรงมอบสถานะองค์กรส่วนบุคคุลให้โอปุส เดอี ในปี 1982) ถ้าหากสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 ยอมรับเงื่อนไขที่วาติกันยื่นให้ เราก็จะได้เห็นพวกเขายกระดับสถานะตัวเองขึ้นเป็นองค์กรส่วนบุคคล อย่างเป็นทางการ

พูดถึงการให้สถานะองค์กรส่วนบุคคล ต้องยอมรับว่า พระสันตะปาปาและวาติกัน “ใจถึงมากๆ” เพราะองค์กรส่วนบุคคลมีสถานะเท่ากับ “สังฆมณฑล” เลยทีเดียว จะต่างกันก็แค่สังฆมณฑลมี “ขอบเขตภูมิศาสตร์จำกัด” (อาทิ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ครอบคลุมกี่จังหวัดก็ว่ากันไป) แต่องค์กรส่วนบุคคล ไม่มีการจำกัดขอบเขต ดังนั้น พวกเขาสามารถดำเนินงานได้ทั่วโลก นอกจากนี้ การได้รับสถานะองค์กรส่วนบุคคล หมายความว่า เวลาเกิดปัญหาใดๆก็ตาม สมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 สามารถเข้าไปปรึกษากับพระสันตะปาปาได้โดยตรง สิ่งนี้ จะต่างจากพวกคณะนักบวชที่มีโครงสร้างสังกัดสมณกระทรวงในวาติกัน (เวลามีปัญหา คณะนักบวชต้องไปปรึกษาพระคาร์ดินัลเจ้ากระทรวงก่อน แล้วค่อยไปถึงพระสันตะปาปา แต่องค์กรส่วนบุคคลเข้าหาพระสันตะปาปาได้เลย)

ในมุมมองของผม คิดว่า กลุ่มเลอแฟ๊บวร์น่าจะต่อรองขอให้ตนเองได้สถานะองค์กรส่วนบุคคล เพราะพวกเขาไม่เป็นมิตรกับหลายฝ่ายในวาติกัน ถ้าจะให้สถานะแค่คณะนักบวช คงเป็นเรื่องยากที่จะพูดกันรู้เรื่อง ส่วนพระสันตะปาปาคงพิจารณาแล้วว่า ถ้าจะให้กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ยอมรับเงื่อนไขเหล่านั้น (ซึ่งยากมากที่กลุ่มเลอแฟ๊บวร์จะยอมรับ เพราะมันเป็นสิ่งที่พวกเขาต่อต้านมาตลอด) ก็คงต้องแลกด้วยสิ่งที่พวกเขาต้องการ การได้สถานะองค์กรส่วนบุคคล ถ้าองค์กรได้รับสถานะเป็นกลุ่มที่นบนอบเชื่อฟังพระสันตะปาปา ก็ปกครองง่ายไม่เกิดปัญหา แต่ถ้าคุมไม่ได้ เรื่องปวดหัวจะตามมาเพียบ

... 23 ปีแห่งความแตกหักอย่างรุนแรง วาติกันกับกลุ่มเลอแฟ๊บวร์จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ต้องติดตามกันต่อ งานนี้ วาติกันไม่ได้กำหนดเดดไลน์ว่าจะต้องให้คำตอบเมื่อไหร่ แค่บีบอ้อมๆว่า ถ้าจะให้ดี 2-3 เดือน ก็ควรจะได้คำตอบแล้ว เท่ากับว่าไม่น่าจะเกินสิ้นปี เราคงจะทราบอย่างเป็นทางการว่า ข้อเสนอสุดท้ายกับโอกาสสุดท้ายของสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 ที่จะได้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักรคาทอลิกนั้น จะเกิดขึ้นจริง หรือจะเป็นคู่ขนานต่อไป ...

AVE   MARIA
 
          ความคิดเห็นจาก Alan Petervich :

          ก่อนอื่น  ต้องขอขอบคุณ AVE MARIA ที่เป็นผู้ดูแลเว็บไซต์  Pope Report  เกาะติดพระสันตะปาปาและงานของพระสันตะปาปาทุกองค์ที่ได้รับการเลือกตั้งจาก Conclaves  ที่คณะพระคาร์ดินัลใช้พักอาศัยเพื่อมาลงคะแนนเลือกคาร์ดินัลองค์หนึ่งที่พวกท่านเหล่านั้นเห็นเหมาะสม  ที่พูดนี้สั้นๆนะครับ  ความจริงเรื่องการเลือกตั้งพระสันตะปาปาแทนที่ว่างนั้น เรื่องมันยาวเหยียดและชิงไหวชิงพริบ ใช้เล่ห์กระเท่ห์สารพัด เพื่อยกคาร์ดินัลองค์หนึ่งขึ้นเป็นสันตะปาปา  ฟังแค่นี้ก็พอจะนึกออกแล้วว่า  มันไม่ต่างจากการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีในทางการเมืองของโลกแต่ประการใด  แล้วที่สำคัญก็คือ  หน้ามือเป็นหลังมือแว๊บเดียว  ก็ส่งคนๆหนึ่งที่ ดี หรือ ไม่ดี  เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ไม่เน้น  เน้นเพียงประกาศว่า เป็นการดลใจของพระจิตเจ้า  เพื่อจะได้งดการวิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างลงจนหมดสิ้น แล้วดำรงตนเป็นประมุขสูงสุดทรงอำนาจแต่ผู้เดียวในพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกต่อไป  ใครมาขวางย่อมผิดมหันต์  เอากันแบบนีแหละครับ  แล้ว ตกลงได้คนที่ดีและศักดิ์สิทธิ์มาเป็นผู้สืบต่อนักบุญเปโตรหรือไม่ ไม่มีใครฟังเสียงใคร  เพราะได้รับการเลือกมาตามแบบพิธีการที่ถูกต้องตามกฎระเบียบและประเพณีก็แล้วกัน

          กลุ่มของพระอัครสังฆราชเลอแฟบวร์ได้ก่อตั้งสมาคมนักบุญปีโอที่ 10  ยึดมั่นในหลักการที่ว่า  ไม่มีผู้ใดสามารถล้มล้างพิธีการที่ถูกต้องตาม dogma ที่พระสันตะปาปาหลายพระองค์ระบุห้ามไว้  พูดก็พูดเถอะ  สัตบุรุษทำอะไรผิดนิดผิดหน่อยไม่ได้  บาปหนาสากรรจ์หมด  แต่บรรดาท่านพระคาร์ดินัลทั้งหลาย รวมทั้งตัวพระสันตะปาปาเอง - ดูจะเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือบาป อะไรไม่ใช่บาป กลับตัดสินเอาง่ายๆเพื่อตัวเองและพรรคพวก  ไม่ใช่ไม่มีบาปเท่านั้น  แต่งตั้งเป็นบุญราศีและประกาศให้เป็นนักบุญเสียเลย  ท่านอ้างว่าท่านเป็นโป๊บ  มีสิทธิทำได้ทุกอย่าง เพราะเป็นผู้แทนพระเป็นเจ้า  มีสิทธิล้นฟ้า  ใครอย่างมาขวางเป็นอันขาด

          ตกลง  เรื่องมิสซาลาตินนั้น อดีตพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ก็ตั้งใจจะอนุญาตรื้อฟื้นมาให้ได้  เพราะยังมีผู้ศรัทธาจำนวนมหาศาลในพิธีนี้  แล้วมันเกิดอะไรขึ้น  การ " ข่มขู่ " กลุ่มเลอแฟบวร์ สมาคมนักบุญปีโอที่ 10  ในเรื่อง " เด็ดหัว " แบบเยซูอิตจะปฏิบัติ  คงไม่ใช่วิธีการที่ชาวคาทอลิกยอมรับนะครับ  ถ้าพอมีลู่ทางผ่อนปรนหรือรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแนว dogma ของศาสนจักรโรมันคาทอลิก ก็ประกาศไปเลยไม่ดีหรือ  ขนาดโปรเตสตันท์ที่ความเชื่อ - dogma บางข้อเขาไม่ยอมรับ  ยังรับพวกเขาให้กลับเข้ามาร่วมกับคาทอลิกเลย  แล้วนี่ พวกเราจารีตดั้งเดิม มีความผิดอะไรร้ายแรงจนพูดกันไม่ได้อย่างนั้น  มันเพราะอะไร  โปรดอธิบายให้เข้าใจมากกว่านี้  ไม่ดีหรือครับ   

                                                                                Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                             Semper vigilo paratus et fidelis

                                                                                        Alan  Petervich


 2 
 เมื่อ: สิงหาคม 07, 2019, 02:52:55 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                            ภาษาศักดิ์สิทธิ์ของโรมันคาทอลิก : ลาติน  กรีก และเฮบริว
                                                          SACRED LANGUAGES:  LATIN, GREEK, AND HEBREW
« เมื่อ: กันยายน 24, 2012, 10:39:07 PM »

         พระศาสนจักรถือว่าสาม-สามภาษาเท่านั้นเป็นภาษา” ศักดิ์สิทธิ์ “ ภาษาเหล่านี้ ดังที่อ้างอิงหลายครั้งในพระคัมภีร์ ( Luke 23:38 , John 19:20 , Apocalypse 9:11) คือภาษาเฮบริว  กรีก  และลาติน  ดังที่ประวัติศาสตร์แสดงไว้ชัดเจน  พระสัพพัญญูได้ทำให้สามภาษานี้ศักดิ์สิทธิ์ไป ณ ช่วงยุคเวลาแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของพระเป็นเจ้า  แต่ละภาษา  ในรูปแบบของตน ได้รับการอุทิศเป็นพิเศษเพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนาเพื่อมิให้ขัดแย้งกับภาษาพื้นเมือง

         เป็นการเข้าใจผิดธรรมดาๆที่ว่า คนยิวสมัยพระคริสตเจ้าพูดภาษาเฮบริว  ไม่ใช่เลย  เมื่อพวกยิวกลับจากการถูกจับเป็นทาสของชาวบาบิโลเนียนในปี  538 B.C.  พวกเขาพูดภาษาแบบซีเรีย ( Syriac) ซึ่งบางทีเรียกว่าภาษาอารามาอิค(Aramaic) เป็นภาษาพื้นเมืองของพวกเขา  ภาษาเฮบริวได้กลายเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ภาษาพื้นเมือง โดยได้รับการสงวนไว้เพื่อพิธีกรรมทางศาสนาและการสอนของพวกสอนศาสนา( rabbis)  มากเท่ากับภาษาลาตินที่ถูกนำมาใช้ในศาสนจักรโรมันคาทอลิก  ( ภาษาเฮบริวสัมพันธ์กับภาษา Syriac – ภาษาที่ใช้ในประเทศซีเรีย – ในบางประการเช่นเดียวกับภาษาฝรั่งเศสสัมพันธ์กับภาษาอิตาเลียน  เพราะภาษาเหล่านี้มีรากเดียวกัน แต่ผู้พูดภาษาหนึ่งไม่สามารถเข้าใจอีกภาษาหนึ่งง่ายนัก )

        บางครั้งมีคำถามเกิดขึ้น คือ พระคริสตเจ้าพูดภาษาอะไร ?   มันมีเหตุผลมากที่จะคิดว่าพระองค์พูดภาษา Syriac ที่เป็นภาษาพื้นเมือง แต่ใช้ภาษาเฮบริวที่เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ในโรงธรรมต่างๆ ที่ซึ่งพระองค์สอนท่ามกลางพวกรับไบ  และ  ในวันปาสกา (Passover) มีเหตุผลแน่นหนาที่จะคิดว่าพระองค์ใช้ภาษาเฮบริวสำหรับพิธี Seder ซึ่งเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวยิว.

        และ ภาษาอะไรที่พระคริสตเจ้าตรัสต่อหน้า ปอนติอัสปิลาต( หรือแม้กับนายทหารโรมันก่อนหน้านั้น )?   นี่ยิ่งเป็นคำถามยากมากขึ้นอีก  มันดูเหมือนไม่ใช่แบบที่ว่า ปิลาต เจ้าหน้าที่โรมัน  อาจจะลดตัวลงมาพูดภาษาของประชาชนเมืองขึ้นในธุรกิจทางราชการ   พระวรสารต่างๆมิได้เอ่ยถึงการอยู่ตรงนั้นของล่าม  แม้ความจริงนี้ผู้นิพนธ์พระวรสารอาจละเลยในรายละเอียดที่ไม่มีความหมายนัก  ดังนั้น  เป็นไปได้ว่าทั้งสองคนอาจปราณีประนอมใช้ภาษากรีกกัน  ซึ่งปกติจะใช้ในจักรภพโรมันตะวันออก  แม้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการ เช่นภาษาชนิด linqua franca”

         อย่างไรก็ดี ไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่า ทั้งสองไม่ใช้ภาษาลาติน  มีเหตุผลสมควรบางประการที่จะคิดเช่นนั้น  เป็นที่ทราบกันว่าจักรพรรดิโรมัน Tiberius (14 – 37 A.D.) หลงใหลภาษาลาตินมาก และจำเลยในศาลโรมันคงต้องถูกบังคับให้แถลงต่อศาลเป็นภาษาลาติน  จักรพรรดิ Claudius (41 – 54 B.C.) “ ไม่เพียงแต่เข้มงวดรายชื่อคณะลูกขุนให้เป็นคนเกิดในตระกูลสูง เป็นพลเมืองชั้นนำในแคว้นต่างๆของกรีก  เพราะพระองค์ไม่รู้ภาษาลาติน แต่ แม้กระทั่งตัดสิทธิพระองค์ในการเป็นพลเมือง  พระองค์จึงไม่อนุญาตให้ผู้ใดปฏิบัติทางกฎหมายปกป้องชีวิตของตนยกเว้นด้วยถ้อยคำของตนเอง  เช่นที่พระองค์สามารถทำได้  โดยปราศจากความช่วยเหลือของนักกฎหมาย ( Suetonius, Divus Claudius , XVI.2)  แม้แต่ Cleopatra (51-30 B.C.) ได้ศึกษาภาษาลาตินเพื่อจะติดต่อสัมพันธ์กับ Marc Anthony ( 83-30 B.C.)  ทั้งๆที่คนทั้งสองสามารถใช้ภาษากรีกได้อย่างง่ายดาย.

        ยิ่งกว่านั้น ปิลาตเป็นที่รู้จักกัน ทั้งในพระคัมภีร์และในประวัติศาสตร์โลก  ที่กระทำอย่างหนักมือของโรมเหนือการลุกฮือของชาวยิว  ดังนั้น  ปิลาตอาจตั้งกฎเกณฑ์บังคับใช้ภาษาของโรมในการบริหารของเขา  พระคริสตเจ้า  จากพระธรรมชาติมนุษย์ของพระองค์  แน่นอน คงต้องใช้ภาษาลาตินบ้าง  แม้จะเป็นจักรภพตะวันออก  มีความหมาย  เมื่อใครคนหนึ่งอ่านพระคัมภีร์ภาษาลาติน  ว่า  ในพระวรสารถ้อยคำลาตินของการสนทนาระหว่างพระคริสตเจ้ากับปิลาตน่าจะเป็นบันทึกต้นฉบับ  ซึ่งมีการแปลเป็นภาษากรีกเมื่อบันทึกลงในพระคัมภีร์

        เราเรียนรู้จากบทจดหมาย Epistle XII ของ Seneca นักปรัชญาและรัฐบุรุษโรมัน ถึงนักบุญเปาโล  หนึ่งในจำนวนจดหมายสิบสี่ฉบับระหว่างคนทั้งสอง ที่นักบุญเปาโล ระหว่างถูกจับกุมที่กรุงโรม  เขียนเป็นภาษาลาติน และเป็นภาษาลาตินดีมากในยุคนั้น   ภาษาลาตินของนักบุญเปาโลเพิ่มจังหวะจะโคนในเนื้อแท้ของภาษา “ เสียงอวัยวะของความเป็นลาติน ( the organ tone of  Latinity )

        ความเข้าใจผิดอีกอย่างก็คือว่า พระศาสนจักร แม้ในโรมและอิตาลี ใช้ภาษากรีกภาษาถิ่นในช่วงสองสามศตวรรษแรก  แล้ว เปลี่ยนเป็นภาษาท้องถิ่นลาติน  จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้  ข้อนี้ได้เป็นความคิดเห็นปกติของนักปราชญ์ทั้งหลาย

        อย่างไรก็ดี ประจักษ์พยานเร็วๆนี้มากมาย ในรูปแบบบันทึกภาษาลาติน ประมาณปี 79 A.D.  พบในปี 1862 ที่เมืองปอมเปอี  ชี้ถึงการใช้ภาษาลาตินในพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว  เราทราบจากกิจการอัครสาวก (Acts of he Apostles 28:13) ว่านักบุญเปาโลได้ไปเยือนนคร Puteoli ที่อยู่ใกล้ๆเป็นเวลาเจ็ดวัน   ซึ่งณที่นั้น มีชุมชนคริสตชนที่พูดภาษาลาตินแล้ว  ในบันทึก 1800 ชิ้นที่จัดลงทะเบียนไว้ในเมืองนั้น  ทั้งหมดปรากฎเป็นภาษาลาติน  ไม่มีภาษากรีกเลย.

        ในพื้นฐานการวิจัยทางวิชาการของประจักษ์พยานนี้  เป็นที่แสดงให้เห็นว่า ภาษาของพิธีกรรมคริสตชนที่โรม  จากเส้นพื้นแรกของการมีอยู่นั้น เป็นภาษาลาตินไม่ใช่ภาษากรีก.....ภาษาที่ใช้ดำเนินงานสมัยอัครสาวกไม่ใช่ภาษากรีก แต่เป็นภาษาลาติน “ (Paul Berry , The Christian Inscription at Pompeii [ Lewiston : Edwin Mellen, c. 1995])

         เป็นที่คำนึงน่าจะไม่ใช่ว่าคนโรมันอาจมีส่วนร่วมในพิธีกรรมคริสตชนที่ฉลองเป็นภาษากรีก  แม้แต่คำกรีก  Kyrie Eleison ก็ไม่ได้เติมเข้าเป็นทางการในพิธีกรรมจนถึงสิ้นศตวรรษที่ ห้า   การขับร้องเพลง สรรเสริญ Sanctus, Sanctus, Sanctus  สามารถตามรอยย้อนถึงสมัยก่อนพระสันตะปาปา Clement (91-100) และภาษาลาตินที่เข้ามาสู่คริสตชน ย้อนกลับไปสู่ยุคลาตินคลาสสิคเป็นทางการ ได้มีการเริ่มสงวนเพื่อใช้ทางศาสนาและพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์แล้ว.

Original Text in Latin >>>>>                  Sacred Languages: LATIN, GREEK, AND HEBREW

The Church regards three, and only three, languages as "sacred." These, as referred to several times in Sacred Scripture (Luke 23:38, John 19:20, Apocalypse 9:11), are Hebrew, Greek, and Latin. As history clearly shows, Providence consecrated these three languages at different periods to divine purposes. Each of these languages was, in some form, specially dedicated to religious purposes in contrast to the vernacular.

It is a common misconception that the Jews of Christ's time spoke Hebrew. They did not. When the Jews returned from the Babylonian
captivity in 538 B.C., they were speaking a form of Syriac, sometimes called Aramaic, as their vernacular. Hebrew had become a sacred language, not a vernacular, reserved for religious services and the teaching of the rabbis, much as Latin came to be used in the Roman Catholic Church. (Hebrew is related to Syriac in somewhat the same way  as French to Italian. They have a common ancestor, but the speaker of one would not easily understand the other.)

The question sometimes arises: what language did Christ speak? It seems most reasonable to think that He spoke Syriac as a vernacular, but used the sacred language Hebrew in the synagogues where He taught among the rabbis. Again, at the Passover it is most reasonable to think that he used Hebrew for the Seder, which was a sacred service for the Jews.

What language did Christ speak before Pontius Pilate (and even with the Roman centurion earlier)? This is a more difficult question. It is unlikely that Pilate, a Roman official, would have condescended to speak the language of a subject people for official business. The Gospels do not mention the presence of translators, though this fact might have been omitted as a detail of insignificance, so it would have been possible for the two to have compromised on Greek, which was commonly used in the Eastern Empire, even for official purposes, as a kind of lingua franca.

However, there is no reason to believe that the two could not have used Latin. There would be some justification for this assumption. It is known that the Roman emperor Tiberius (r. A.D. 14-37) was passionate about the Latin language, and defendants could be forced to address the courts in Latin. The emperor Claudius (r. 41-54) "not only struck from the list of jurors a man of high birth, a leading citizen of the province of Greece, because he did not know Latin, but even deprived him of the rights of citizenship, and he would not allow anyone to render at law a defense of his life except in his own words, as well as he could, without the help of a lawyer" (Suetonius, Divus Claudius, XVI.2). Even Cleopatra (51-30 B.C) studied Latin in order to negotiate with Marc Anthony (ca. 83-30 B.C), although the two could easily have used Greek.

Moreover, Pilate was known, both in the Sacred Scripture and in the  secular historians, to have laid the heavy hand of Rome upon Jewish insurrectionists. Pilate may, therefore, have been disposed to enforce the language of Rome upon his administration. Christ, from His human nature, would certainly have been exposed to at least some Latin, even in the eastern empire. There is a sense, when one reads the Latin Bible, that in the Gospels the Latin quotations of the colloquy between Christ and Pilate could  be the original, which were only afterward translated into Greek when written down.

We learn from Epistle XII of the Roman philosopher and statesman Seneca to St. Paul, one of fourteen letters between the two, that St. Paul, during his captivity in Rome, wrote in Latin, and good Latin at that. St. Paul's Latin ad a cadence intrinsic to the language, "the organ tone of
Latinity."

Another misconception is that the Church, even in Rome and Italy, used a Greek vernacular exclusively for the first two or three
centuries, then changed to a vernacular Latin. Until recently, this had been the common scholarly opinion.

More recent evidence, however, in the form of a Latin inscription of ca. A.D. 79, discovered in 1862 at Pompeii, indicates already the
liturgical use of Latin. We known from the Acts of the Apostles (28:13) that St. Paul visited the nearby city of Puteoli for seven days, where there already existed a community of Latin-speaking Christians. Of the 1800 inscriptions cataloged in that city, all appear in Latin, none in Greek.

On the basis of a scholarly analysis of this evidence, it has been demonstrated that the language of the Christian ritual at Rome, from the groundline of its existence, was Latin and not Greek.... The language that mattered in the Apostolic Age was not Greek, but Latin" (Paul Berry, The Christian Inscription at Pompeii [Lewiston: Edwin Mellen, c. 1995]).

It is regarded as highly unlikely that a Roman would participate in a Christian ritual celebrated in Greek. Even the Greek of the Kyrie
Eleison was not officially added to the liturgy until the close of the fifth century. The chanting of the Latin hymn Sanctus, Sanctus, Sanctus can be traced to a time before the papacy of Pope Clement (91-100), and a Christianized Latin, harkening back to a formal, classical Latin, was already beginning to be reserved for religious and sacred use.
 
                                                                   ลาติน :  ปัจจัยที่ขาดมิได้ของความเป็นเอกภาพ
                                                                   Latin: An Indispensable Factor of Unity
Marian T. Horvat, Ph.D.
        แจนส่งคำถามนี้ถึงดิฉัน ถามว่า : ทำไมภาษาลาตินควรจะเป็นภาษาของพิธีกรรมคาทอลิก ?
                                                                     http://tv.catholic.or.th/vdo/?id=991
        ขอให้ดิฉันตั้งสมมุติฐานบางอย่างก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน  จารีตพิธีกรรมสากลของพระศาสนจักรคาทอลิกเป็นจารีตลาติน  นี้หมายความว่าพิธีทางศาสนาทั้งหมดที่มีมาจนถึงวาติกันที่สอง – มิสซา  ศีลศักดิ์สิทธิ์  บทสดุดี บทขับทางการ ฯลฯ –จะใช้ภาษาลาตินทั้งหมด  ความจริง ภาษาลาตินมีคุณสมบัติทุกประการที่จะเป็นภาษาสากลภายในพระศาสนจักร   ในสมัยโรมัน  ภาษานี้ทำให้เกิดการรวมตัวเป็นกลุ่มชนขนาดใหญ่  ได้รับการยอมรับโดยศาสนจักรเริ่มแรกจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพ ระหว่างชาวคาทอลิกทั่วยุโรป  มันไม่ใช่สินส่วนตัวเป็นพิเศษของชาติใด  มันยังมีคุณลักษณะอื่นๆของความเป็นสากล  ลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงที่ปกป้องความบริสุทธิ์ของคำสอนของพระศาสนจักร เช่นเดียวกับรูปแบบยิ่งใหญ่ที่เหมาะกับความศรัทธาและการนมัสการพระเป็นเจ้า.

                                                                                     บทสวดภาษาลาติน
         ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ต่างกัน  พระศาสนจักรมีจารีตพิธีอื่นต่างกันอีก แล้วแต่กลุ่มคน  จารีตมารอนไนต์และเมลไคต์จะทำพิธีมิสซาเป็นภาษากรีก  กลุ่มอื่นเช่นพวกคัลเดียน คอปต์ อูเครเนียน และรัสเซียน จะใช้ภาษาของพวกเขาเองตามลำดับ   เป็นการยกเว้นที่สวยงามจากกฎเกณฑ์สำคัญ  คือ จารีตพิธีสากลของพระศาสนจักรคาทอลิกคือจารีตลาติน  สำหรับการยกเว้นทั้งหมด พวกเขายืนยันกฎเกณฑ์เข้มแข็งแทนที่จะทำให้กฎดังกล่าวอ่อนลง.

         ตั้งแต่สังคายนาวาติกันที่สองเป็นต้นมา  ภาษาลาตินถูกยกเลิกอย่างแท้จริงจากจารีตลาติน – การกระทำที่ขัดแย้งกับคนทั่วไปอย่างน่าเอาใจใส่ ใช่ไหม?  มันได้รับการแทนที่ด้วยภาษาชาวบ้าน – ภาษาของท้องถิ่น – ในพิธีมิสซาและส่วนใหญ่ในพิธีกรรมอื่นๆ มีผลลัพท์ที่ตามมาเป็นภัยพิบัติมากมายจากมาตรการที่คิดผิดนี้    ตรงนี้ขอให้ฉันตรวจสอบเรื่องหนึ่ง  ความเสียหายต่อเครื่องหมายที่สำคัญและใช้กันมานานของพระศาสนจักร นั่นคือ ความเป็นเอกภาพ.

                                                                    มิสซาใหม่ทำตรงไหนก็ได้ ไม่ต้องมีแบบแผน
                                                                    ใช้เครื่องดนตรีแบบไหนก็ได้ ไม่ต้องใช้ออร์แกน

          ก็เพราะสังคายนาวาติกันที่สองนั่นเอง  ที่ทำให้มิสซาดั้งเดิมที่ชวนศรัทธา พังทะลายลง  จนขณะนี้ แม้พระสันตะปาปาเบเนดิกต์จะพยายามฟื้นฟู  ในการใช้ภาษาลาตินทั่วศาสนจักรโรมันคาทอลิก  แต่ ต้องพยายามเป็นอย่างมากและไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากคาทอลิกรุ่นใหม่ปัจจุบันนี้  เนื่องจากคนรุ่นใหม่นี้ ไม่ประสีประสากับภาษาลาติน ของพิธีกรรมทางศาสนาดั้งเดิมเลย หนทางดียวที่จะกลับมาเข้มแข็งเพื่อแสดงเอกภาพความเป็นหนึ่งอีกครั้ง  คงต้องใช้เวลาอีกนาน - นานเท่าใดไม่มีใครเดาได้ - ครับ.
                                                                             ช๊อบปิงหามิสซาสมบูรณ์ครบครัน
                                                                           Shopping for the perfect Mass

        ในมือฉัน มีบทความ “ ช๊อบปิงหามิสซาสมบูรณ์ครบครัน “ ผู้เขียนคือ Msgr.Owen Campion แสดงหัวข้อเรื่องของความเป็นเอกภาพ  ท่านบ่นว่า ในวัดศูนย์กลางเมืองหลวงขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง  ประขาชนจาก 30 หัวเมืองรอบๆ มาร่วมพิธีมิสซาในวัดเก่า เพราะว่าพระสงฆ์ถวายมิสซาใหม่(Novus Ordo Mass)” แบบจารีตดั้งเดิม “ ด้วยดนตรีศักดิ์สิทธิ์ สง่างาม  หลายคนขับรถมาไกลหลายไมล์มาที่นั่น  ขับผ่านวัดหลายวัดในท้องที่ต่างๆโดยไม่คิดคำนึงอะไรอีก  เรื่องนี้ทำความไม่สบายใจแก่ Msgr. Campion ที่สุด  ท่านชี้ว่า หลายชั่วอายุคน  ชาวคาทอลิกในประเทศนี้จะไปฟังมิสซาตามวัดทางภูมิศาสตร์ของเขาเป็นประจำ

         ข้อนี้ออกจะจริง   ฉันจำสตรีโปแลนด์สามคนในเมือง Kansas City ได้ พวกเธอโชคไม่ดีที่มาอยู่อาศัยห้องหลายห้อง นอกขอบเขตของขอบเขตสังฆมณฑลสำหรับวัดโปแลนด์คือวัด St. Benedict   และดังนั้น  โดยหน้าที่ พวกเธอ น่าเสียใจ  ต้องกลายเป็นสมาชิกของวัดเยอรมันแห่ง St. Anthony  ซึ่งพรมแดนทางภูมิศาสตร์ทำให้พวกเธอต้องเข้าไปสังกัดวัดนั้น  แต่ พูดก็พูดเถอะ  มิสซาก็เหมือนกันทุกแห่งในโลก.

        ไม่ว่าวัดจะเป็นโปแลนด์ หรือเยอรมัน หรือฝรั่งเศส ( หรือกรุงเทพ ) ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสหรัฐ อิตาลี หรืออาฟริกา ( หรือประเทศไทย ) คาทอลิกคนหนึ่งจะพบพิธีกรรมลาตินเดียวกัน  จากขั้วโลกสู่ขั้วโลก จากตะวันออกสู่ตะวันตก  คาทอลิกนั้นจะไม่ใช่คนต่างชาติแปลกหน้าที่ใดเลย เพราะเขา/เธอสามารถเข้าวัดคาทอลิกและฟังพิธีมิสซาเดียวกันในภาษาเดียวกัน และเคล้าเสียงของเขากับผู้คนที่เป็นพี่น้องของเขา  การใช้ภาษาลาตินในทุกประเทศที่เดินตามจารีตลาตินมาหลายศตวรรษ เป็นดังพันธะของความเป็นเอกภาพในพระศาสนจักร.

        เพื่อชม video missa ข้างล่างนี้ ใช้  Fire Fox  หรือ Google Chrome ก็ได้ ครับ :

                                    "http://www.youtube.com/v/c32brXXx5k8?version=3&hl=th_TH">

        พระสันตะปาปาปีโอที่ 11 ยืนยันข้อนี้อย่างชัดเจนในปี 1922 ในสมณสาส์น Officium Omnium ว่า “ ถูกต้องเที่ยงตรง เพราะว่า พระศาสนจักรรวมเอาทุกชาติทั้งโลกและวางวัตถุประสงค์ที่จะอยู่ชั่วกาลนานจนสิ้นสุดเวลาในโลก พระศาสนจักร.... โดยธรรมชาติแท้จริง  ต้องการภาษาหนึ่งซึ่งเป็นภาษาสากล  เปลี่ยนรูปไม่ได้ และ ไม่ใช่ภาษาถิ่นใด “  ภาษาที่ว่านั้นคือภาษาลาติน  ซึ่งก่อตั้งพันธะของพลังมหาศาลยิ่งยวดในการรวบรวมวัดต่าง ๆจากประเทศไกลสุดของเอเชีย หรือหมู่บ้านบนเขาสูงแห่งเปรู อเมริกาใต้ หรือที่อื่นใดทั่วโลกเข้ารวมศูนย์กลางสากลในโรม อันแสดงถึงความเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวกัน.

 3 
 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2019, 08:07:21 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                             เรื่องด่วน เรามาช่วยโรงพยาบาลกันดีไหม?
Didpratoop Pakamon                                                                                                                                                                 Facebook 29 กรกฎาคม 2019

     โรงพยาบาลศิริราช อันเป็นโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขาดทุนปีละประมาณ 700 ล้าน จากบัตรทอง ได้ทราบมาว่าแม้แต่โรงพยาบาลราชวิถีและโรงพยาบาลภูมิพลก็ขาดทุนจากบัตรทองประมาณปีละ 400 ล้านบาท โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นั้นขาดทุนจากบัตรทองประมาณ 500 ล้านบาทต่อปีจากบัตรทอง ส่วนโรงพยาบาลรามาธิบดี ไม่ทราบตัวเลข ยังไม่ได้ถาม

โรงพยาบาลขนาดใหญ่ และโรงเรียนแพทย์เหล่านี้ขาดทุนจากการรับคนไข้หนักที่ refer มาจากทั่วราชอาณาจักร ที่รักษากันไม่ไหวแล้ว และโรงพยาบาลเหล่านั้นก็ขาดทุนบักโกรกจนไม่มีเงินส่ง refer มาด้วย 700 บาทตามระเบียบของบัตรทอง

ผมได้ยินกับหูจากผู้บริหารศิริราชว่า ผู้บริหารศิริราชเอง บอกว่า ที่ส่งมาก็ลูกศิษย์เราทั้งนั้น เขาหวังพึ่งเราเพราะเขาก็รักษากันจนหมดฝีมือและความสามารถแล้ว ยังไงก็คนไข้ของลูกศิษย์เรา เราต้องช่วย ถ้าเราไม่ช่วยแล้วใครจะช่วยลูกศิษย์ของเราและประชาชน

เรื่องเงินที่ขาดทุนก็คงต้องหากันไป ศิริราชมูลนิธิก็คงต้องหาเงินบริจาคหนักมาก โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ เลยจำเป็นอย่างยิ่งทำให้ได้เป็นผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นั้นโชคดี มีสภากาชาดไทย และเจ้านายทรงงานหนักมาก พระเมตตาบารมีปกแผ่ให้ประชาชน ไม่เช่นนั้นก็คงอยู่ไม่ได้ไปแล้วเช่นกัน
โรงเรียนแพทย์ในต่างจังหวัด เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็คงจะลำบากไม่ใช่น้อย อยู่ในอาการเดียวกัน และน่าจะหาเงินบริจาคได้ยากยิ่งกว่าโรงเรียนแพทย์ในกรุงเทพ จึงน่าเห็นใจเสียยิ่งกว่า

บ้านเราอยู่รอดด้วยเมตตา และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

เลิกทำบุญสร้างพระเจดีย์ โบสถ์ อันมโหฬาร กันเถิดครับ..เอาแต่พอควรให้ได้สืบพระศาสนาก็พอ....พระอริยสงฆ์ เช่น หลวงตามหาบัว หรือองค์อื่นๆ ท่านก็สร้างโรงพยาบาล หลวงพ่อจรัญ ก่อนละสังขารท่านก็บริจาคให้ศิริราช 50 ล้านบาทเพื่อช่วยชีวิตคน

ภาษิตจีนกล่าวว่า ช่วยชีวิตคนได้กุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น

บ้านเราขาดแคลนเรื่องโรงพยาบาลจริงๆ วัดอาจจะมีเยอะมากพอแล้ว ทำบุญกับโรงพยาบาลกันเถิดครับผม ได้บุญจริงๆ ได้ช่วยชีวิตคนด้วย

cr.ใครก็ไม่ทราบค่ะได้รับแชร์มา เห็นว่าได้ประโยชน์กับสังคมโดยรวมเลยขอแชร์ต่อค่ะ

ผม Vichitr Thongthua ขออนุญาตคุณ Didpratoop Pakamon แชร์ต่อนะครับ ขอบคุณครับ.



 4 
 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2019, 11:10:02 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

รูปแบบ ที่เป็นเท็จ ไม่จริง ของการรักนิยมผู้ชายอย่างรุนแรง” “ถ้ารูปแบบอย่างหนึ่งของการนิยมผู้หญิงได้เกิดขึ้น ซึ่งเราต้องพิจารณาไม่เท่าเทียมกัน  ทั้งนั้นก็ดี เราต้องมองเห็นในความเคลิ่อนไหวของผู้หญิงที่จิตวิญญาณเพื่อการรับรู้ที่ชัดเจนกว่าเรื่องความสมศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้หญิง” พระองค์กล่าวต่อในพารากราฟ 54.

6.   In April 2016 the Vatican’s newspaper L’Osservatore Romano ran a series of articles calling for women to be able to preach at Mass. ในเดือนเมษายน 2016 หนังสือพิมพ์วาติกัน L’osservatore Romano ลงชุดบทความเรียกร้องให้ผู้หญิงสามารถเทศน์เวลามิสซาได้.

7.   Pope Francis has met in official capacities with female clergy and ‘bishops’ from other denominations. โป๊บฟรังซิสได้พบความสามารถเป็นทางการของนักบวชหญิง และ ‘สังฆราช’จากนิกายอื่นๆ.

8.   In February 2017, arguments for the ordination of women to the priesthood were presented in the oldest Jesuit Journal of Italy; a journal which is reviewed by the Vatican prior to publication, and run by Jesuit Fr. Antonio Spadaro one of Pope Francis’ closest advisors. “Civiltà Cattolica” published an article by Fr. Giancarlo Pani SJ suggesting that the admission to the priesthood of women should undergo re-examination. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 การถกเถียงกันสำหรับเรื่องการบวชผู้หญิงไปสู่สังฆภาพสงฆ์ได้มีการเสนอในวารสารเยซูอิตที่เก่าแก่ที่สุดของอิตาลี วารสารซึ่งได้รับการตรวจสอบโดยวาติกันก่อนที่จะมีการพิมพ์ และดำเนินการโดยเยซูอิต Fr. Antonio Spadaro หนึ่งในที่ปรึกษาใกล้ชิดที่สุดของโป๊บฟรังซิส  หนังสือพิมพ์ “Civiltà Cattolica” ได้ลงพิมพ์บทความหนึ่งโดย Fr. Giancarlo Pani SJ เสนอแนะว่าการรับผู้หญิงเข้าสู่สังฆภาพสงฆ์ ควรได้รับการตรวจสอบอีกก่อน.

9.   Bishop Erwin Kräutler, was made primary author of the June 17, 2019 instrumentum laboris for the upcoming Amazon Synod. Krautler is a strong supporter of the ordination women to the priesthood. In June of 2018, LifeSiteNews reported on a 2016 book written by Bishop Kräutler, in which he argues in favor of female priests. Bishop Erwin Kräutler ถูกจัดให้เป็นผู้เขียนแรกของบทความ instrumentum laboris ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2019 สำหรับการกระชุมใหญ่ผู้หญิงล้วนที่จะมาถึง Krautler เป็นผู้สนับสนุนแข็งขันของการบวชผู้หญิงสู่สังฆภาพสงฆ์  ในเดือนมิถุนายน 2018 สำนักข่าว LifeSiteNews ได้รายงานในหนังสือปี 2016 เขียนโดยพระสังฆราช Bishop Kräutler ซึ่งพระคุณเจ้าโต้แย้งเพราะนิยมพระสงฆ์สตรี

10.   In July 2019 a secret prep synod of Cardinals and Bishops was held with a Vatican representative in attendance and it pushed for women’s ordination. ในเดือนกรกฎาคม 2019 ซีโนดพระคาร์ดินัลและพระสังฆราชที่เตรียมอย่างลับๆ โดยมีตัวแทนวาติกันเข้าร่วมด้วยและที่ประชุมนี้ผลักดันให้มีการบวชผู้หญิง.

    But given the weaponized ambiguity used in the Vatican these days which seeks to push the envelope as much as possible without forcing a split in the Church, my bet would be that the Synod will stop short of allowing for women’s ordination. My guess would be the Pope’s hint about women in Germany will be made into a new ‘ministry’ for women without proclaiming it an ‘ordained’ ministry since that would cause too many prelates to object. What will most likely occur is an official normalization of what already takes place in exceptional circumstances. แต่ความกำกวมที่ถูกใช้เป็นอาวุธในวาติกันทุกวันนี้ ซึ่งแสวงหาที่จะผลักดันซองมากเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยปราศจากการแตกพร่าในพระศาสนจักร การพนันของฉันก็คือว่าการประชุมซีโนดจะหยุดชะงักในการอนุญาตสำหรับการบวชผู้หญิง การเดาของฉันก็คือแนวความคิดของโป๊บเกี่ยวกับผู้หญิงในเยอรมันจะทำเป็น “การปฏิบัติงาน” ใหม่สำหรับผู้หญิงโดยไม่ต้องประกาศหน้าที่’ผู้ได้รับบวช’ โดยที่ว่าอาจจะก่อให้เกิดเรื่องที่พระคุณเจ้าจำนวนมากขัดขวาง. อะไรที่เหมือนจะเกิดขึ้นมากที่สุดก็คือการตั้งเกณฑ์ปกติเป็นทางการของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในสิ่งแวดล้อมที่ยกเว้นเป็นพิเศษ.

For instance, since women already serve at the altar in liturgical garb; since women are already permitted as readers at mass; and since women already act as extraordinary eucharistic ministers a move to give women a named ministry and a liturgical garb for Mass with perhaps also the possibility of preaching seems not so far-fetched. But once we’re there, there will be no holding back women’s ordination, since it will already be there visually and symbolically. In the absence of a priest, a woman in liturgical garb could lead the prayers, readings, Gospel, give a homily and just use the already-consecrated Hosts from the Tabernacle as Pope Francis mentioned already happens in some places in Germany. By that point the look and feel of the all-male priesthood will be all but destroyed leading quickly and inevitably to false women’s ordination. ตัวอย่างเช่น โดยที่ผู้หญิงเข้าช่วยแล้วที่พระแท่นในชุดพิธีกรรม โดยที่ผู้หญิงให้เป็นผู้อ่านเวลามิสซา และโดยที่ผู้หญิงได้ทำหน้าที่ผู้ช่วยในมิสซา การเคลื่อนไหวที่จะให้การทำหน้าที่สำหรับผู้หญิงและชุดช่วยจารีตพิธีสำหรับมิสซา ซึ่งบางทีเป็นไปได้เรื่องการเทศน์ดูเหมือนจะไม่ไกลนัก  แต่ เมื่อเราอยู่ที่นั่น คงจะไม่มีการดึงเรื่องการบวชผู้หญิงกลับมา โดยที่จะเห็นกันตรงนั้นและเป็นสัญลักษณด้วย  ในวันที่พระสงฆ์ไม่อยู่  ผู้หญิงในชุดช่วยพิธีสามารถนำสวดภาวนา อ่านบทสวดต่างๆ อ่านพระวรสาร แสดงพระธรรมเทศนาและนำแผ่นศีลที่เสกแล้วออกจากตู้ศีลมาแจกแก่ผู้ร่วมพิธี เหมือนที่โป๊บฟรังซิสระบุว่าเกิดแบบนั้นแล้วในบางแห่งของเยอรมันนี  ด้วยจุดนั้น ภาพและความรู้สึกแบบสังฆภาพสงฆ์ผู้ชายทั้งหมดจะทั้งหมด ถูกทำลายนำไปสู่การบวชผู้หญิงปลอมๆ รวดเร็วและไม่เคยคิดจะเป็นเช่นนั้น.

But women’s ordination will never happen in the True Catholic Church even if a majority of Catholics were to break with the Truth and pursue that direction. แต่การบวชผู้หญิงคงจะไม่เกิดขึ้นเลยในพระศาสนจักรคาทอลิกที่แท้จริง แม้ถ้าคนส่วนใหญ่ของคาทอลิกต้องแตกสลายด้วยความจริงและติดตามเส้นทางนั้น.

Pope John Paul II stressed the impossibility of female ordination and the teaching was reiterated definitively and irrevocably. โป๊บยอห์นปอลที่ II ได้ย้ำความเป็นไปไม่ได้ของการบวชผู้หญิง และคำสอนที่จะนำทางอย่างเด็ดขาดและไม่สามารถกลับคืนได้.

In 1994 John Paul II In Ordinatio Sacerdotalis wrote: ในปี 1994 โป๊บยอห์น ปอลที่ II เขียนใน Ordinatio Sacerdotalis ว่า :
Although the teaching that priestly ordination is to be reserved to men alone has been preserved by the constant and universal Tradition of the Church and firmly taught by the Magisterium in its more recent documents, at the present time in some places it is nonetheless considered still open to debate, or the Church’s judgment that women are not to be admitted to ordination is considered to have a merely disciplinary force. แม้การสอนว่าการบวชพระสงฆ์ต้องถูกเก็บไว้สำหรับผู้ชายแต่เพศเดียวก็ถูกสงวนไว้โดยประเพณีสากลทั่วโลกของพระศาสนจักร และสอนกันอย่างมั่นคงโดยอำนาจสอนสูงสุด(Magisterium) ในเอกสารใหม่ๆมากของศาสนจักร ณ เวลาปัจจุบันนี้ ในบางสถานที่ ทั้งนั้นก๋ดี ยังได้รับการพิจารณาเปิดให้ถกเถียงกันได้ หรือ การตัดสินของพระศาสนจักรที่ว่าผู้หญิงมิได้ถูกรับเข้าสู่การบวช ถูกถือว่ามีพลังทางระเบียบกฎเกณฑ์บังคับอยู่แล้ว.

Wherefore, in order that all doubt may be removed regarding a matter of great importance, a matter which pertains to the Church’s divine constitution itself, in virtue of my ministry of confirming the brethren (cf. Lk 22:32) I declare that the Church has no authority whatsoever to confer priestly ordination on women and that this judgment is to be definitively held by all the Church’s faithful. ด้วยเหตุนี้ เพื่อความสงสัยทั้งสิ้นจะหมดไปจากเรื่องที่มีความสำคัญมากนี้ เรื่องซึ่งเกี่ยวกับธรรมนูญเบื้องบนของพระศาสนจักรเอง โดยเหตุเรื่องงานในหน้าที่ของฉันเพื่อจะยืนยันกับพี่น้องทั้งหลาย(อ้าง ลูกา 22:32) ฉันประกาศว่าพระศาสนจักรไม่มีอำนาจไม่ว่าอำนาจอะไรที่จะจัดการบวชพระสงฆ์แก่ผู้หญิงและว่าการตัดสินใจนี้จะต้องยึดถือเด็ดขาดโดยมวลผู้ถือความเชื่อของพระศาสนจักร.

Pope John Paul II also pointed to Our Lady as the definitive proof that women were not meant to be in ordained ministry for, as he suggested were Christ to have chosen any woman in history for ordination it would have been His Mother. He said
The fact that the Blessed Virgin Mary, Mother of God and Mother of the Church, received neither the mission proper to the Apostles nor the ministerial priesthood clearly shows that the non-admission of women to priestly ordination cannot mean that women are of lesser dignity, nor can it be construed as discrimination against them. Rather, it is to be seen as the faithful observance of a plan to be ascribed to the wisdom of the Lord of the universe. โป๊บยอห์น ปอล II ยังชี้ไปที่แม่พระ ในฐานะข้อพิสูจน์เด็ดขาดว่า บรรดาผู้หญิงมิได้หมายความว่าที่จะเป็นผู้บริหารที่บวชมาสำหรับ ตามที่พระองค์เสนอแนะ เป็นพระคริสต์ที่ได้ทรงเลือกผู้หญิงคนหนึ่งคนใดในประวัติศาสตร์เพื่อการบวช ก็คงเป็นแม่พระของเรา พระองค์กล่าว. ความจริงที่ว่า พระนางพรหมจารีมารีอา ชนนีของพระเจ้าและพระมารดาของพระศาสนจักร มิได้รับพันธกิจเฉพาะกับบรรดาอัครสาวก และไม่ได้รับสังฆภาพสงฆ์ในการบริหาร แสดงว่า การไม่รับผู้หญิงสู่การบวชเป็นพระสงฆ์ มิได้หมายว่าบรรดาผู้หญิงมีความเหมาะสมน้อยกว่า หรือไม่สามารถแต่งตั้งแบบเลือกที่รักมักที่ชังกับพวกเธอ  ตรงข้าม มันเป็นเรื่องที่จะเห็นประหนึ่งการสังเกตุอย่างเชื่อมั่นในแผนการที่ต้องพิจารณาถึงพระปรีชาสามารถของพระเจ้าแห่งสากลจักรวาล.

"Already We hear you clamor for the ordination of woman.  No woman shall stand in My House to represent Me!  How dare you bring in this heresy to My House!  I shall go among you and I shall sling you out from My temples!"Jesus - December 27, 1975 “เราได้ยินเสียงพวกเจ้าร้องขอการบวชผู้หญิงแล้ว  ไม่มีผู้หญิงคนใดจะยืนในบ้านของเราเพื่อเป็นตัวแทนเรา! เจ้ากล้าอย่างไรที่จะนำลัทธิเฮเรติกมาสู่บ้านของเรา!  ฉันจะไปท่ามกลางพวกเจ้า และฉันจะเหวี่ยงพวกเจ้าออกจากพระวิหารของฉัน!” พระเยซูเจ้า – 27 ธันวาคม 1975

  EDITOR'S NOTE:  We welcome your comments at the end of this page.  Email a link or print out a copy of this web page to your clergy, family, friends and relatives.  Email this page to a friend.

                                                                             Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                               Peter Vichitr Thongthua
                                                                                        24 July 2019


 5 
 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2019, 11:02:23 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                         เครื่องหมาย 10 ประการที่โป๊บฟรังซิสกำลังเคลื่อนตรงไปที่การบวชสตรี
                                               Transcript: 10 signs Pope Francis is moving towards women's ordination

The stakes in the war for the soul of the Church have been raised to an ‘all-in’ level as the October Amazon Synod’s working document has been released. It’s caused one Cardinal to call the document out for heresy and warning of apostasy. เวทีในการสู้รบเพื่อวิญญาณของพระศาสนจักร ถูกยกขึ้นถึงระดับ’ทั้งหมด-ใน’ ตามที่เอกสารปติบัติการของการประชุมสตรีล้วนเดือนตุลาคมได้มีการปล่อยออกมา  มันเป็นสาเหตุให้คาร์ดินัลองค์หนึ่งเรียกเอกสารชิ้นนั้นว่าเป็นเฮเรติกและคำเตือนถึงอาโปสตาตา.

That’s what we’re discussing on today’s episode of the John-Henry Westen Show… stay tuned. Let’s begin as we always do with the Sign of the Cross. And let’s ask the intercession of Our Lady of Mount Carmel on this Her Feast Day. นั่นคือสิ่งที่เรากำลังถกปรึกษาเกี่ยวกับฉากหนึ่งของวันนี้เกี่ยวกับการแสดง John-Henry Westen Show…ตามติดไป  ให้เราเริ่มเหมือนที่เราทำเสมอกับเครื่องหมายสำคัญมหากางเขน  และให้เราวอนเสนอขอแม่พระแห่งภูเขาคาร์เมลเกี่ยวกับเรื่องนี้ในวันฉลองสมโภชพระนาง.

Before we get to the list we have to understand that Jesus came as a man born of a woman. He was the new Adam and Our Lady the New Eve. Jesus came as a man and established His priesthood ‘in persona Christi’ or ‘in the person of Christ’ therefore all ministers ordained to His ministry must also be men – not women. If any woman who ever lived was to be given Holy Orders it would have been the Mother of God Herself yet She would never want anything contrary to the Will of God. ก่อนที่เราจะดูรายชื่อเราต้องเข้าใจว่าพระเยซูเจ้ามาในแบบชายคนหนึ่งที่เกิดจากสตรีคนหนึ่ง  พระองค์เป็นอาดัมคนใหม่และแม่พระคือเอวาคนใหม่  พระเยซูเจ้ามาในแบบชายคนหนึ่งและได้สถาปนาสังฆภาพสงฆ์ของพระองค์’ในร่างบุคคลของพระคริสต์’ หรือ ‘in the person of Christ’  ดังนั้นศาสนพิธีกรทุกคนที่ได้รับการบวชมาทำหน้าที่ของพระองค์ต้องเป็นผู้ขาย—ไม่ใช่ผู้หญิง  ถ้าผู้หญิงคนใดคนหนึ่งที่มีชีวิต ได้รับศีลบรรพชา ก็ควรจะเป็นพระชนนีของพระเจ้าเอง แต่พระนางไม่เคยต้องการสิ่งใดที่ขัดต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า.

And let’s quickly address the popular saying that Jesus couldn’t ordain women because it was culturally inappropriate at the time – that is ridiculous. Jesus broke with all kinds of cultural taboos – he spoke of a triune God scandalizing the Jews, he talked about eating his flesh and drinking his blood horrifying the Jews who were even forbidden to drink animal blood. So it’s nonsense to suggest Jesus didn’t ordain women for cultural reasons. He established different roles for men and women and the ordination to Holy Orders is only for men just as much as motherhood is only for women. และให้เราแสดงอย่างรวดเร็วถึงพระวาจาที่เป็นสาธารณะที่ว่า พระเยซูเจ้าไม่สามารถบวชผู้หญิง เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เป็นวัฒนธรรมสมัยนั้น – มันน่าหัวเราะเยาะ  พระเยซูเจ้าละเมิดข้อห้ามทางวัฒนธรรมทุกชนิด – พระองค์กล่าวถึงพระเป็นเจ้าสามพระองค์ก็เป็นที่สะดุดพวกยิว พระองค์กล่าวถึงการกินเนื้อของพระองค์และดื่มเลือดของพระองค์ ทำให้พวกยิวสยดสยอง เพราะพวกเขาถูกห้ามมิให้ดื่มเลือดสัตว์อยู่แล้ว  ดังนั้น มันไม่มีเหตุผลที่จะเสนอว่าพระเยซูเจ้ามิได้บวชผู้หญิงเพราะเหตุผลทางวัฒนธรรม  พระองค์ได้สถาปนาบทบาทที่แตกต่างกันสำหรับผู้ชายและผู้หญิง และการบวชสู่ศีลศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นสำหรับผู้ชายเท่านั้น เหมือนกับการเป็นมารดาเป็นเรื่องสำหรับผู้หญิงเท่านั้น.

While  bishop has the fullness of priestly power from Christ - ruling the diocesan church and being the direct descendent of the apostles for the particular area or diocese over which he rules, priests were appointed to fulfill the ministries of offering the Holy Sacrifice of the Mass and hearing confessions. Deacons were devoted to preaching and ministering to the public on a more personal level. ขณะที่พระสังฆราชมีพลังอำนาจแบบพระสงฆ์เต็มที่จากพระคริสตเจ้า – โดยปกครองวัดสังฆมณฑลและเป็นผู้สืบต่อทางตรงของบรรดาอัครสาวก สำหรับพื้นที่พิเศษหรือสังฆมณฑลซี่งเหนือพื้นที่นั้นพระคุณเจ้าปกครอง พระบาทหลวงถูกแต่งตั้งให้ทำหน้าที่บริหารวัดเต็มที่ ด้วยการถวายศีลบูชามิสซาและฟังแก้บาป  สังฆานุกรอุทิศตนในการเทศน์สอนและจัดการบริหารงานสาธารณะในระดับงานส่วนตนมากกว่า.

In the early Church you will hear of ‘deaconnesses’ which were women who assisted especially with baptism at a time when full immersion baptism was used and due to concerns over modesty women administered the sacrament. Remember baptism is a sacrament anyone, even a non-Catholic can administer, with water and the words I baptize you in the name of the Father and of the Son and of the Holy Ghost.  These deaconesses of the early church were never given Holy Orders but a commission to undertake a particular service for the Church. Nothing at all to do with officiating at Mass in any way. ในพระศาสนจักรยุคต้น คุณจะได้ยินคำว่า “deaconnesses” ซึ่งก็คือผู้หญิงที่ช่วยเป็นพิเศษเกี่ยวกับศีลล้างบาป ณ เวลาเมื่อการล้างบาปโดยจุ่มเต็มตัวลงในน้ำนำมาใช้ และเกี่ยวกับการคำนึงถึงความสุภาพเรียบร้อย ผู้หญิงจึงต้องเป็นผู้ดำเนินการศีลนี้  คงจำได้ว่าศีลล้างบาปเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ประการหนึ่ง แม้ผู้ไม่ใช่คาทอลิกก็โปรดได้ ด้วยน้ำและถ้อยคำว่า ฉันล้างท่านในพระนามของพระบิดาและพระบุตรและของพระจิต  deaconnesses – สังฆานุกรหญิงของศาสนจักรเริ่มแรกเหล่านี้ ไม่เคยได้รับโปรดศีลบรรพชา – ศีลบวช นอกจากการมอบหมายงานให้ทำหน้าที่บริการพิเศษสำหรับพระศาสนจักร  ไม่มีอะไรเลยที่จะเกี่ยวกับเข้ามายุ่งเกี่ยวกับมิสซาในทางใด.

The Church in following Divine Law laid down by Christ has always forbidden Holy Orders for those other than for baptized men. Canon law says about how to “lawfully” “confer the orders of priesthood or diaconate,” “Only a baptised man can validly receive sacred ordination.” (canon 1024) พระศาสนจักรในกฎหมายพระเจ้าที่ระบุไว้โดยพระคริสตเจ้า ห้ามเสมอมิให้โปรดศีลบวชสำหรับใครก็ตามที่มิใช่ชายที่ล้างบาปแล้ว  กฎหมายพระศาสนจักรระบุกล่าวถึงว่าอย่างไรจึงจะ “ถูกกฎหมาย” “โปรดศีลบวชสำหรับสังฆภาพสงฆ์และสังฆานุกร” “ผู้ชายที่รับศีลล้างบาปเท่านั้นสามารถรับการบวชศักดิ์สิทธิ์ได้.” (มาตรา 1024)

There is evidence of this constant teaching throughout the entire history of the Church. In the Scriptures themselves, from Pope Gelasius in the 5th century, from Pope Innocent IV in the 13th century and Pope Benedict XIV in the 18th century. มีประจักษ์พยานของคำสอนที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร  ในพระคัมภีร์เอง จากโป๊บเยลาซีอูสในศตวรรษที่ห้า จากโป๊บอินโนเซนต์ที่ IV ในศตวรรษที่ 13 และโป๊บเบเนดิกต์ที่ XIV ในศตวรรษที่ 18.

Recall the admonition of St. Paul in the Scriptures -(1 Cor. 14:34) “Women should remain silent in Churches” - a law which was followed in the Church until various interpretations of the second Vatican Council saw women reading the Scriptures at Mass but not the Gospel.In addition to St. Paul’s admonition in the Holy Bible. Let me quote from Pope Benedict XVI’s 1755 encyclical Allatae Sunt where he summarizes the teaching of the Church on this point.จงระลึกถึงการห้ามของนักบุญเปาโลในพระคัมภีร์ –(โครินท์ 14:34) “ผู้หญิงควรนิ่งเงียบในวัด” – กฎหมายที่พระศาสนจักรถือตามจนการตีความมากมายต่างๆนาๆของสังคายนาวาติกันที่สองก็เห็นผู้หญิงอ่านพระคัมภีร์เวลามิสซา แต่ไม่ใช่พระวรสาร  ขอเพิ่มการห้ามของนักบุญเปาโลในพระคัมภีร์  ที่ฉันยกคำพูดจากสมณสาร Allatae Sunt 1755 ของโป๊บเบเนดิกต์ที่ XVI ที่พระองค์สรุปคำสอนพระศาสนจักรเกี่ยวกับเรื่องนี้.
“Pope Gelasius in his ninth letter (chap. 26) to the bishops of Lucania condemned the evil practice which had been introduced of women serving the priest at the celebration of Mass. Since this abuse had spread to the Greeks, Innocent IV strictly forbade it in his letter to the bishop of Tusculum: "Women should not dare to serve at the altar; they should be altogether refused this ministry." We too have forbidden this practice in the same words in Our oft-repeated constitution Etsi Pastoralis, sect. 6, no. 21.” (Pope Benedict XIV, Encyclical Allatae Sunt, July 26, 1755, n. 29)  “โป๊บเยลาซีอูส ในจดหมายฉบับที่เก้าของพระองค์(บทที่ 26) ถึงเหล่าพระสังฆราชแห่งลูกาเนีย ได้ประนามการปฏิบัติร้ายซึ่งได้นำเอาผู้หญิงรับใช้พระสงฆ์ที่ถวายมิสซา  โดยที่การใช้ในทางที่ผิดนี้ได้แพร่ไปสู่ชาวกรีก พระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ IV ได้ห้ามอย่างจริงจังในจดหมายของพระองค์ถึงพระสังฆราชแห่งตุสกูลุมว่า “ผู้หญิงไม่ควรจะกล้ารับใช้ที่พระแท่น พวกเธอทั้งหลายควรปฏิเสธงานนี้ด้วยกันทุกคน “เราด้วยได้ห้ามการกระทำนี้ในคำพูดเดียวกันในพระธรรมนูญที่ประกาศซ้ำของเรา หมวด 6 ข้อ 21 “(Pope Benedict XIV, Encyclical Allatae Sunt, July 26, 1755, n. 29)

Demonstrating the severity with which the proposals of the October Synod are being viewed by those in the know, Cardinal Walter Brandmüller, one of the two remaining dubia cardinals, issued a strong critique of the Instrumentum Laboris calling it “heretical” and an “apostasy” from Divine Revelation. He called upon Church leaders to “reject” it with “all decisiveness.” In his essay excoriating the document Cardinal Brandmuller wrote: “It is impossible to conceal that the “synod” intends, above all, to help implement two most cherished projects that heretofore have never been implemented: namely, the abolition of priestly celibacy and the introduction of a female priesthood – beginning with female deacons.”  ด้วยการแสดงให้ปรากฎความจริงจังซึ่งด้วยสิ่งนี้ข้อเสนอของการประชุมซีโนดตุลาคมกำลังมีการตรวจสอบโดยคนเหล่านั้นที่รู้ พระคาร์ดินัลวอลเตอร์ บรันมูลเลอร์ หนึ่งในสองคนที่เป็นคาร์ดินัลสงสัย ผู้ได้ออกคำวิจารณ์อย่างแข็งขันแห่ง Instrumentum Laboris เรียกมันว่า”เป็นเฮเรติก” และเป็น”อาโปสตาตา” จากพระญาณสอดส่อง  เขาได้เรียกร้องบรรดาผู้นำศาสนจักรให้ “ปฏิเสธ” สิ่งนั้นด้วย “ความตั้งใจเด็ดเดี่ยวทั้งมวล”  ในความเรียงของท่านที่ประนามเอกสารที่พระคาร์ดินัลบรันมูลเลอร์เขียนอย่างรุนแรง ว่า “มันเป็นไปไม่ได้ที่จะปกปิดว่า”การประชุมซีโนด” ตั้งใจอะไร เหนือสิ่งอื่น  ที่จะช่วยทำให้โครงการที่ยึดมั่นที่สุดสองโครงการสำเร็จไปเต็มเปี่ยมที่จนบัดนี้ไม่เคยสำเร็จบริบูรณ์คือ การตัดทิ้งการถือโสดพระสงฆ์และการนำสังฆภาพสงฆ์สตรี-โดยเริ่มด้วยสังฆานุกรสตรี”

Of course women’s ordination to Holy Orders is impossible in the Catholic Church and any change in this regard would be false, in fact until recently a priest advocating for women’s ordination would be excommunicated as was Fr. Roy Bourgouis in 2012.. However, the same can be said about other issues such as communion for divorced and remarried Catholics, communion for Protestants, and the teaching on the death penalty.  Yet, in all these cases a false change has been allowed to fester. แน่นอน การบวชผู้หญิงสู่ศีลบรรพชา เป็นไปไม่ได้ในศาสนจักรคาทอลิกและการเปลี่ยนแปลงใดๆในเรื่องนี้อาจจะล้มเหลว อันที่จริงจนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้พระบาทหลวงองค์หนึ่งที่เรียกร้องการบวชผู้หญิง อาจจะถูกตัดขาดจากพระศาสนจักร (Excom) คือ Fr. Roy Bourgouis ในปี 2012 อย่างไรก็ดี เรื่องเดียวกันสามารถกล่าวได้ในเรื่องอื่นๆ เช่นการรับศีลสำหรับคาทอลิกที่หย่าร้างและกลับแต่งงานใหม่ การให้โปรเตสตันท์รับศีลมหาสนิท และการสอนเกี่ยวกับการลงโทษถึงตาย จนบัดนี้ ในกรณีทั้งหมดที่กล่าวนี้ การเปลี่ยนแปลงหลอกๆได้รับอนุญาตเพื่อก่อพิษ.

As with most of these seeming changes, Pope Francis has opined both ways on the matter of women’s ordination. Early in his pontificate in 2013 he issued the exhortation Evangeli Gaudium, wherein he seemed to indicate, in line with all the popes before him, that there was no possibility of women being ordained.  He said, “The reservation of the priesthood to males, as a sign of Christ the Spouse who gives himself in the Eucharist, is not a question open to discussion.” He reiterated this position in 2016. เช่นที่ดูคล้ายการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดเหล่านี้ โป๊บฟรังซิสได้ยึดความเห็นตนเองทั้งสองทางเกี่ยวกับเรื่องของการบวชผูหญิง  เริ่มแรกในสมณสมัยของพระองค์ในปี 2013 พระองค์ได้ประกาศคำแนะนำ exhortation Evangeli Gaudium ซึ่งในนั้นพระองค์ดูเหมือนจะชี้ ในแนวทางเข้ากับโป๊บทุกองค์ที่มาก่อนพระองค์ ว่า ไม่มีความเป็นไปได้ของผู้หญิงที่จะได้รับการบวช  พระองค์ว่า “การสงวนไว้ของสังฆภาพสงฆ์แก่ผู้ชาย ประหนึ่งเครื่องหมายของพระคริสต์ผู้เป็นเจ้าบ่าว ซึ่งมอบพระองค์เองในศีลมหาสนิท มิใช่คำถามที่เปิดไปสู่การนำมาวิพากษ์วิจารณ์ได้” พระองค์ได้ยืนยันสภาวะนี้ในปี 2016”

Nonetheless he and his closest collaborators have been hinting at initiating an ordained ministry at Mass for women, specifically focused on the possibility of allowing women deacons. อย่างไรก็ดี พระองค์และบรรดาผู้ร่วมมือทั้งหลายได้วางแนวทางที่จะเริ่มการปฏิบัติแบบผู้ได้รับบวชคนหนึ่งในมิสซาสำหรับผู้หญิง เป็นพิเศษได้พุ่งศูนย์รวมในความเป็นไปได้ที่จะอนุญาตสังฆานุกรสตรี.
Here are 10 examples of that: นี่คือ 10 ตัวอย่างของเรื่องที่ว่า :
1.   In the October Synod working document, the Instrumentum Laboris, women’s ordination is suggested. It calls on the church to “promote vocations among indigenous men and women in order to respond to the need for pastoral and sacramental care.” And it also calls on the Church to “identify the type of official ministry that can be conferred on women, considering the central role they play today in the Amazon Church.” ในเอกสารปฏิบัติงานการประชุมใหญ่ตุลาคม Instrumentum Laboris การบวชสตรีมีการเสนอแนะ  ได้มีการเรียกร้องให้พระศาสนจักร “ส่งเสริมกระแสเรียกท่ามกลางชายและหญิงที่เป็นคนท้องถิ่นดั้งเดิม เพื่อตอบสนองความต้องการการดูแลสิ่งศักดิ์สิทธิ์และงานบริหารวัดปกครอง” และยังมีการเรียกร้องศาสนจักรให้ “ถือว่าชนิดของงานที่เป็นทางการที่สามารถจัดให้ผู้หญิงทำนั้น เหมือนกัน โดยพิจารณาบทบาทศูนย์กลางที่พวกเขากระทำทุกวันนี้ในศาสนจักรสตรีล้วน.”

2.   In August 2016, Pope Francis set up a 12-member commission to study the issue of women deacons, even though a previous commission on the subject in 2002 had concluded that women’s ordination is not possible. Moreover Pope Francis appointed as a member of that commission the world’s leading advocate of ordaining women deacons – Phyllis Zagano. ในเดือนสิงหาคม 2016 โป๊บฟรังซิสได้ตั้งคณะกรรมการสมาชิก 12 คนเพื่อศึกษาเรื่องของสังฆานุกรสตรี แม้ว่าคณะกรรมการชุดก่อนว่าด้วยเรื่องนี้ในปี 2002 ได้สรุปว่าการบวชผู้หญิงไม่สามารถทำได้  ยิ่งกว่านั้น โป๊บฟรังซิสได้แต่งตั้งสมาชิกคนหนึ่งของคณะกรรมการนั้นที่คนผู้นี้เป้นผู้ส่งเสริมชั้นนำของโลกเรื่องให้บวชสังฆานุกรสตรี – เขาคือ ฟิลลิส ซากาโน – Phyllis Zagano.

3.   Early in his pontificate Pope Francis shocked Catholics by washing women’s feet at the Holy Thursday Mass of the Lord’s Supper. The symbolic washing of the feet by the celebrant of the Mass is to commemorate Christ’s washing the feet of His Apostles at the establishment of the priesthood. In January 2016 he officially altered the Church’s practice to allow for washing women’s feet at the Holy Thursday. He lessened the scandal of this move by suggesting that the meaning of the rite was more about charity and service however. เมื่อเริ่มสมณสมัยของพระองค์ โป๊บฟรังซิสได้ทำให้คนคาทอลิกช๊อก โดยล้างเท้าให้พวกผู้หญิงในมิสซาวันพฤหัสบดีฉลองการตั้งศีลมหาสนิทของพระเยซูเจ้า การล้างเท้าที่ถือเป็นสัญลักษณ์โดยผู้ถวายมิสซา เป็นการระลึกถึงการล้างเท้าบรรดาอัครสาวกของพระองค์ในการสถาปนาความเป็นสงฆ์  ในเดือนมกราคม 2016 พระองค์ได้เปลี่ยนวิธีล้างเท้าเป็นทางการ โดยอนุญาตให้ล้างเท้าผู้หญิงในวันพฤหัสบดีใหญ่ พระองค์ได้ลดการเป็นที่สดุดลงที่ทำเช่นนี้โดยเสนอความหมายของจารีตพิธีนี้ว่าเป็นการแสดงความรักมากขึ้นและอย่างไรก็เป็นพิธีการด้วย.

4.   In a March 2016 interview with Die Zeit, the Pope was asked about the devastating lack of priests in Germany and Switzerland. “Yes that is a great problem,” he replied. “Many parishes have well-behaved women: they keep up Sunday and celebrate liturgies of the word (Wortgottesdienste), that is without the Eucharist.” Celebrating “liturgies of the word,” and such ceremonies, is something that the Church has always reserved to ordained clergy. ในการให้สัมภาษณ์กับ Die Zeit เดือนมีนาคม 2016 โป๊บถูกถามถึงการขาดพระสงฆ์ที่ทำความเสียหายมากในเยอรมันนีและสวิสเซอร์แลนด์ “ใช่นั่นเป็นปัญหาใหญ่มาก” พระองค์ตอบ “วัดปกครองหลายวัดมีผู้หญิงประพฤติดีมาก พวกเธอมาวัดวันอาทิตย์และอ่านจารีตพระวาจา (Wortgottesdienste) นั่นคือไม่มีพิธีมิสซา” การ”จารีตพิธีพระวาจา” และจารีตพิธีต่างๆเช่นนั้น เป็นอะไรบางอย่างที่พระศาสนจักรสงวนไว้สำหรับจารีตพิธีกรที่ได้รับบวชเท่านั้น.

5.   In the Apostolic Exhortation, Amoris laetitia, two paragraphs address the issue of women’s rights. Pope Francis deplores women’s “lack of equal access to dignified work and roles of decision-making.” He uses feminist language to denounce “the excesses of patriarchal cultures that considered women inferior,” even quoting himself when he says the argument that “many of today’s problems have arisen from women’s emancipation” is “a false, untrue, a form of male chauvinism.” “If certain forms of feminism have arisen which we must consider inadequate, we must nonetheless see in the women’s movement the working of the Spirit for a clearer recognition of the dignity and rights of women,” he continues in paragraph 54. ในคำแนะนำของวาติกัน Amoris Laetitia สองพารากราฟกล่าวถึงเรื่องของสิทธิสตรี “โป๊บฟรังซิสตรวจสอบหา “การขาดความเท่าเสมอสำหรับงานและบทบาทของการตัดสินใจที่เหมาะกับเธอ” พระองค์ใช้ภาษาผู้หญิงเพื่อประกาศ “การมีวัฒนธรรมทางการปกครองแบบพ่อลูก ที่ถือว่าผู้หญิงต่ำกว่า” แม้อ้างตนเมื่อพระองค์กล่าววิพากษ์ว่า “ปัญหาของทุกวันนี้มากมายได้เกิดขึ้นจากการปล่อยผู้หญิงเป็นอิสระ” เป็น”

           

 6 
 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2019, 09:10:22 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                  คาสคา – ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 37                                             Casca - The    immortal Mercenary Page 37
 
เครสปาไม่พูดอะไร  เพียงสั่งให้ผู้รับใช้ชราไปเอาแฟ้มเอกสารมา   แล้วเขาหันมาคุยกับคาสคา  ถามชื่อเฉยๆโดยมิได้พูดอะไรอื่น  ทำให้คาสคามองว่าคงไม่ได้รับอิสระภาพแน่แล้ววันนี้  นอกนั้น หลังจากใช้สายตาตรวจสอบคาสคาแล้ว ผู้ว่าตั้งข้อสังเกตุว่า ตามร่างกายที่ปรากฎรอยแผลเป็นสับสนตามร่างกายเกือบทั่วตัวนั้น  แสดงว่าคาสคาต้องคลุกคลีกับการต่อสู้มากมายหลายๆครั้งแน่นอน  รอยที่ถูกฟันแทงจึงปรากฎทั่วไป

เมื่อคาสคายอมรับว่าใช่  เครสปาก็พอใจและกล่าวว่า  ด้วยความจริงใจที่คาสคายอมรับทำให้ผู้ว่าพอใจและบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันได้   เมื่อถามว่าคาสคาต้องการอิสระภาพใช่หรือไม่   คาสคารีบรับทันที และเครสปาบอกว่า เมื่อดูแล้วว่าคาสคาคงไม่อยากเป็นทาสอีกต่อไปก็คงใช่  เพราะใครก็ตามที่ซื้อตัวคาสคาเป็นทาส คงไม่สามารถจัดการควบคุมผู้ทรงพลังขนาดนี้ได้  ดีไม่ดีสักวันหนึ่งเกิดทะเลาะกัน คงถูกคาสคาสังหารแน่นอน

เครสปากล่าวว่า ในฐานะที่มีตำแหน่งเป็นข้าหลวงประจำแคว้นหนึ่ง  ก็มีสิทธิพิเศษที่จะพาคาสคาไปโรมได้  ที่โรม เขาจะจ่ายค่าเข้าฝึกอบรมในโรงเรียนนักดาบ  ที่ดูแล้วจะทำให้เก่งในวิชานักรบ  เขาบอกว่า “ คุณจะต่อสู้สำหรับฉันเป็นเวลาสามปีในสนามต่อสู้  “  โดยสรุป คาสคาจะไม่ตายฟรี  ตรงข้าม  “ถ้าฉันตาย  แกก็จะถูกนำตัวไปรับการประมูลขายที่ศูนย์ประมูลทาส  ใครประมูลได้ก็ไปอยู่กับเขา...”  เมื่อผู้รับใช้นำกล่องใส่เอกสารที่พันเป็นแท่งยาวหลายๆชิ้นมาส่งให้  เครสปาได้กรอกข้อมูลลงในกระดาษพิเศษนั้นด้วยปากกาก้านขนนกจุ่มหมึกพิเศษ  เพื่อเป็นเอกสารระบุการรับตัวคาสคามาไว้กับตน  แล้วหันไปถามคาสคาว่า  อ่านดูซิ  แกเห็นด้วยกับเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาเหล่านี้ไหม?”

เมื่อเสร็จการทำความเข้าใจต่อกันแล้ว  เครสปาได้สั่งให้คาสคาไปเก็บของๆตนที่ห้องพักในเหมือง  แล้วกลับมาพักที่ห้องในสำนักของผู้ว่า  “แกเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างไหม?”
คาสคาผงกหัว

“ดี  แล้วก็ปฏิบัติตามธุรกิจของแก  ส่วนฉันก็จะทำงานของฉัน”
เมื่อคาสคาออกไปจากห้อง  เครสปา ปล่อยตัวตามสบายแบบผู้ดีโรมันพร้อมกับยิ้มให้กับตนเอง   เขาเหลือบมองไปที่รายชื่อที่เตรียมไว้ที่วางบนโต๊ะ  ตอนนี้  ชื่อที่เขียนในเอกสารที่เขียนด้วยมือวางอยู่  ... แน่นอน....ดูเหมือนที่สุดว่า คาสคาน่าจะผ่านสามปีในสนามต่อสู้เพื่อเป็นกีฬาที่ชาวโรมันชอบ  แต่ หมายความว่าถ้าเขาทำนะ.

     หน้า  38

 

 7 
 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2019, 07:53:29 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน.

http://www.thaicatholicsingles.com/index.php?topic=1802.0

 8 
 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2019, 06:55:33 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                  คาสคา – ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 37


                                                   โพสต์นี้ยกเลิก  เกิดความผิดพลาดในการลงข้อความ

                                                               ขออภัยจาก Alan Petervich  ครับ

 9 
 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2019, 06:47:44 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
    งานเสร็จภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง กลุ่มทาสกำลังเริ่มเดินกลับตามทางกลับไปที่เหมือง  คาสคาและมินิเตรอร์ตอนนี้เก็บความเงียบ แต่ละคนกำลังคิดถึงเรืองของตน  ไม่มีใครรู้สึกเสียใจสำหรับพวกหัวขะโมบที่ตายแล้ว
    ทั้งสองทันเวลาอาหารเย็น  ทาสแต่ละคนเดินกลับไปท่ีพักของตน ล้างมือ หยิลช้อนและชาม แล้วตักอาหารจากหม้อส่วนกลางไปรับประทาน  
     ในความตื่นเต้นของเขา  คาสคากินอะไรไม่รู้สึกรสชาด  เพียงแต่ยอมรับกลายๆว่าในท้องมีอะไรบางอย่างก็พอแล้ว  เมื่อกลับไปถึงที่พักผ่อน  เขานอนลง แล้วหลับเกือบจะทันทีทันใด  ประหนึ่งว่าจะรอให้ถึงเช้าตรู่วันพรุ่งนี้  

     แต่ การนอนคืนนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก  คืนนั้นเขาตื่นขึ้นหลายครั้ง  กลายมาเป็นการนอนที่มิได้พักผ่อนจริงจนรูสึกว่ากลางคืนดูเหมือนจะยาวกว่าที่ควรจะเป็น   วันพรุ่งนี้คงจะนำอิสระภาพมาให้  หลังทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ปีที่ผ่านเข้ามาคงทำให้เขาเก็บเกี่ยวรางวัลของการแสดงสิทธิตัวเอง  ในการเคลื่อนไหวเป็นลูกโซ่ของเหตุการที่อาจเปลี่ยนเป้าหมายในชีวิตของเขา  เขารู้สึกเคร่งเครียด กังวลสุดๆ  เขาไม่ต้องการให้สิ่งนี้ผ่านไป  คืนบ้านี้ดูจะไม่สิ้นสุด

     แต่ วันพรุ่งก็มาถึง  คาสคาได้รับเสื้อผ้าชุดใหม่  มีคำสั่งให้ชาระร่างกาย และมีคำสั่งให้พาตัวเองไปที่เรือนพักของผู้ว่าราชการ  ตอนนี้เวลาสำหรับปฏิบัติการอยู่ใกล้มือที่สุด  ความเคลียดบางประการที่ยังเหลือจากเขาไปแล้ว  นอกเหนือากนั้น  มินิเตรอมาถึงและส่งความปรารถนาดีให้เขาประสพความสำเร็จ  หน้าที่เหมือนเทพกลมของเขาเปล่งปลั่งด้วยความพีงพอใจ  

     "เอาเลย คาสคา โชคไปกับเธอแล้ววันนี้..."
แต่  อีกครั้งที่เรือนพักของผู้ว่า ความไม่สบายใจที่ยังซ่อนอยู่ภายใต้ระดับจิตสำนึกของคาสคาก็โผล่ขึ้นมา  เขาไม่สามารถวางนิ้มือกุมมันให้อยู่ได้  แต่มันมีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องทั้งหมด ที่ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องนัก  เรื่องหนึ่งก็คือ  วิลล่าของผู้ว่าเป็นสถานที่สง่าน่าเกรงขาม  เครสปา ได้ปรับเปลี่ยนส่วนที่เป็นศิลป์กรีกเป็นโรมย่อส่วนและได้สถาปนาคฤหาสโรมันโดยเฉพาะ สมบูรณ์ด้วยทางน้ำไหลมาจากเนินเขา ห้องโถงใหญ่กลางบ้านวางประดับด้วยม้ายาวหินอ่อนอย่างสวยงาม และรูปปั้นเลียนแบบกรีกคลาสสิคหลายชิ้น  เห็นได้ชัดว่า เครสปาสเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบความสดวกสบายตามแบบมนุษย์...และเขาก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้ดี

     ผู้ดีคนหนึ่งหรือ  เวรเอ๊ย ..อาจจะใช่  คาสคานั้นไม่มีสิ่งที่เธออาจเรียกว่าอยู่ในมาตรฐานความสัมพันธ์คู่เคียงกันกับชั้นผู้ดี  และผู้ดีสุดท้ายที่เล่นบทบาทในเป้าหมายของเขาก็คือลูกชายจมูกเลอะของเจ้าคนเลวติเจลานิอูส  ซึ่งถอดรองเท้าสัญลักษณ์ทหารกองร้อยออกและโยนเขาไปสู่การเป็นทาส  ตีเยลานีอูสตายไปนานแล้วตอนนี้  คาสคาหวังว่าพวกหนอนทั้งหลายที่มากินร่างเขาที่ตายไปแล้ว ด้วย ย่อยเขาไม่ได้แน่

     แม้กระนั้นก็ดี ต้องระมัดระวัง เครสปาส ผู้ดีคนนี้  ถือกุญแจไปสู่อิสระภาพของเขา  เขาไม่สามารถปล่อยให้เครสปาสรู้ว่าเขาเองมีอคติบางประการกับผู้ดี  บ้าซะม้ด  เขาอยากสาบานต่อหน้าโบสถ์ของพระทุกองค์ในจักรวรรดิว่าเขารักพวกผู้ดีทั้งหลาย ถ้าสิ่งนั้นทำให้เขาได้รับอิสระภาพของเขา

     ดังนั้น เขาทำตามหน้าที่ หลังจากทาสชราคนหนึ่งที่แสดงตนว่าเป็นผู้รับใช้เครสปาสและครอบครัวของผู้ว่านานถึงเกือบสี่สิบปี  มีความพูมใจในน้ำเสียงชายชรา  แต่ตอนนี้เขาไม่พูดอะไรเมื่อพาตัวคาสคามาให้ผู้ว่าสำรวจศึกษา  คาสคาสามารถรู้สึกอะไรบางอย่างมากกว่าการอนุโลมของชายชรา  ความกลัวหรือ?  เห็นได้ชัดว่า เครสปาสกำลังได้รับรายงานอะไรบางอย่างที่ก้วหน้าจากทหารในพื้นที่ใกล้เคียง  บางทีอาจเป็นหน่วยสุดท้าย และที่เห็นชัด เขารู้แน่ชัดว่าเขากำลังทำอะไร...คาสคาตัดสินใจว่านี่คือผู้ชายที่รู้จักหากำไร และอีกครั้งหนึ่ง ความไม่สะดวกใจหลอกหลอนเขา  การศึกษาได้มีบรรยากาศของการมีประสิทธิภาพที่เยือกเย็นกับเรื่องนี้....การขาดมนุษยธรรม

     โดยเดินตามตัวอย่างคนรับใช้  คาสคายืนด้วยศีรษะก้มลงจนเครสปาสสงสัญญาณให้เขาเคลื่อนเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเขา  เมื่อถึงโต๊ะ เขาดึงเอาเหรียญตราออกไปจากคาสคาและเทียบจำนวนเลขทะเบียนด้วยรายชื่อหลักบนโต๊ะของเขา  เมื่อเขาพบสิ่งที่เขาหา  เขาเงยหน้าใช้สายตาชาเย็นไปหาคาสคาและตรวจสอบคาสคาอย่างตั้งอกตั้งใจเป็นเวลานานที่ไม่น่าเป็นไปได้  ไม้มีการแสดงออกทางสีหน้าของเขาแต่อย่างใด  สำหรับคาสคา หน้าเขาดูเยี่ยงหินอ่อนความคิดของคนๆนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะถึงขนาดรูปปั้น  แต่ เขามาถึงจุดนี้ ไกลจากอิสระภาพของคาสคา  และ แม้แต่พะทั้งหลายก็ไม่สามารถทำให้เขากลับมาได้  เขาหันสายตาที่แข็งกร้าวดุจหินผามาที่คาสคา  เมื่อข้าหลวง-ผู้ว่า หยิบเอาเหรียญตราของทาสที่ตายแล้วขึ้นมา  เขาไม่คิดเรื่องความเป็นไปได้เรื่องรายชื่อหลัก  อะไรหรือที่เครสปาสดูจากมัน  เขาไม่ปล่อยความเป็นไปได้ที่จะแสดงความเมตตาแบบผู้ดีแต่อย่างใด.

     หน้า 37

 10 
 เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2019, 08:21:09 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                             ความร่ำรวยมหาศาลของวาติกัน
                                                                         THE VATICANS COLOSSAL WEALTH
                                     
The Catholic church is the biggest financial power, wealth accumulator and property owner in existence. With more wealth than any other Government, Institution or Bank in the world.
  ศาสนจักรคาทอลิกเป็นมหาอำนาจทางการเงินใหญ่ที่สุด  เป็นผู้สะสมความมั่งคั่งและเจ้าของสมบัติที่อยู่ในโลก ด้วยความมั่งคั่งมากกว่ารัฐบาล สถาบันหรือธนาคารใดในโลก

HOW RICH IS THE CATHOLIC CHURCH? ศาสนจักรคาทอลิกร่ำรวยอย่างไร?
NOBODY REALLY KNOWS, BECAUSE RELIGIOUS GROUPS DON’T NEED TO FOLLOW REGULAR ACCOUNTING AND DISCLOSURE RULES.
ไม่มีผู้ใดทราบจริงๆ เพราะว่ากลุ่มศาสนาไม่ต้องการเดินตามระเบียบกฎเกณฑ์การทำบัญชีและการเปิดเผยตามปกติ.
 
Pope Francis is not just the spiritual leader of one of the world’s major religions: He’s also the head of what’s probably the wealthiest institution in the entire world. The Catholic Church’s global spending matches the annual revenues of the planet’s largest firms, and its assets—huge amounts of real estate, St. Patrick’s Cathedral, Vatican City, some of the world’s greatest art—surely exceed those of any corporation by an order of magnitude.*
โป๊บฟรังซิสมิใช่เพียงเป็นหัวหน้าทางจิตวิญญาณ ของหนึ่งในศาสนาใหญ่ของโลก  คือ พระองค์เป็นหัวหน้าของสื่งที่บางทีเป็นสถาบันที่มั่งคั่งที่สุดในโลกทั้งครบด้วย  ค่าใช้จ่ายทั่วโลกของศาสนจักรคาทอลิก เทียบได้กับรายได้ประจำปีของกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของดาวเคราะห์ดวงนี้  และทรัพย์สินของศาสนานี้—ปริมาณที่มหึมาที่สุด  St. Patrick’s Cathedral, Vatican City, บางชิ้นของศิลปะยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก – แน่นอน มูลค่าสูงล้ำกว่าบริษัทใดๆด้วยคำสั่งซื้อของความใหญ่โต

But it turns out to be surprisingly difficult to understand exactly how rich the church is. That’s in part because church finances are complicated. But it’s also because, in the United States at least, churches in general are exempted from the financial reporting and disclosure requirements that otherwise apply to nonprofit groups. And it turns out, that exemption may have undesirable consequences.
แต่ มันกลายเป็นว่า ยากอย่างน่าประหลาดใจที่จะเข้าใจตรงๆว่าศาสนจักรรวยอย่างไร   นั่นคือบางส่วน เพราะว่า การเงินของศาสนจักรเปราะบางมาก  แต่ มันเป็นเพราะว่า ในสหรัฐอย่างน้อย  วัดต่างๆโดยทั่วไปถูกยกเว้นจากการรายงานทางการเงิน และความต้องการการเปิดเผย ที่ มืฉะนั้นก็ปรับเป็นกลุ่มที่มิได้แสวงหากำไร  และ มันกลายเป็นว่า  การยกเว้นเช่นนั้น อาจมีผลลัพท์ที่ไม่ปรารถนาเกิดขึ้น.

The main thing we know about Catholic Church finance is that in cash flow terms, the United States is by far the most important branch. America is a rich country with a large population of Catholics. What’s more, America’s Catholic population is a religious minority. That’s meant that, rather than using political clout to influence the shape of mainstream government institutions, as in an overwhelmingly Catholic country such as Brazil, the Catholic Church in the United States has created a parallel state: a vast web of schools, hospitals, universities, and charities that serve millions of clients.
เริ่องใหญ่ที่เราทราบเกี่ยวกับการเงินของศาสนจักรคาทอลิกก็คือ ว่า เงื่อนไขที่ใช้เงินสด  สหรัฐนั้นไกลมากที่จะเป็นสาขาสำคัญที่สุด  อเมริกาเป็นประเทศร่ำรวยโดยมีประชากรเป็นคาทอลิกจำนวนมาก  อะไรที่มากกว่านั้นคือ พลเมืองที่เป็นคาทอลิกของอเมริกากลับเป็นคนส่วนน้อยที่ถือศาสนา  นั่นก็หมายความว่า แทนที่จะใช้อิทธิพลความคิดทางการเมืองให้เกิดอิทธิพลก่อรูปสถาบันรัฐบาลที่ไหลพรั่งพรู  เหมือนที่ประเทศคาทอลิกครอบงำอย่างเช่นบราซิล  ศาสนจักรคาทอลิกในสหรัฐได้ก่อตั้งรัฐคู่ขนาน คือ เครือข่ายกว้างขวางของโรงเรียนต่างๆ  โรงพยาบาลต่างๆ มหาวิทยาลัยและองค์กรเมตตาต่างๆ ที่รับใช้ผู้มารับบริการจำนวนหลายล้าน

Our best window into the overall financial picture of American Catholicism comes from a 2012 investigation by the Economist, which offered a rough-and-ready estimate of $170 billion in annual spending, of which almost $150 billion is associated with church-affiliated hospitals and institutions of higher education. The operating budget for ordinary parishes, at around $11 billion a year, is a relatively small share, and Catholic Charities is a smaller share still.
ช่องทางที่ดีที่สุดของเราเข้าไปสู่ภาพทางการเงินทั้งระบบของศาสนจักรคาทอลิกอเมริกัน มาจากการสืบสวน ปี 2012 โดยหนังสือพิมพ์ Economist ซึ่งเสนอให้เห็น การประเมินที่พร้อมและหยาบๆถึงการใช้จ่ายประจำปีจำนวนเงิน 170 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบ $ 150 พันล้านเกี่ยวพันกับโรงพยาบาลที่ขึ้นกับศาสนจักรและสถาบันการศึกษาชั้นสูงต่างๆ  งบประมาณดำเนินการสำหรับวัดปกครองปกติ อยู่ที่ประมาณปีละ  $ 11 พันล้าน  เป็นแชร์ขนาดเล็กที่ผูกพัน และหน่วยงานเมตตาธรรมคาทอลิกยังคงได้ส่วนร่วม(share)  น้อยกว่า.

Apple and General Motors, by way of comparison, each had revenue of about $150 billion worldwide in Fiscal Year 2012. Legally speaking, there is no such thing as “the Catholic Church,” which is why these finances get so complicated. As far as the law is concerned, each diocese is a separate legal entity, incorporated in the states where it operates. Generally speaking, they are organized as what’s known as a corporation sole—a legal corporation wholly controlled by the individual bishop rather than a board of directors—and not officially part of any larger transnational spiritual organization. This has led to conflicts during the sex abuse scandals. Lawsuits have caused disputes about how deep the church’s pockets go and who should pay.
 Apple และ General Motors  โดยการเปรียบเทียบ แต่ละบริษัทมีรายรับประมาณ $ 150 พันล้านทั่วโลกในปีงบประมาณ 2012    พูดตามกฎหมาย   ไม่มีเรื่องเช่นนั้นเช่น   “ศาสนจักรคาทอลิก”  ซึ่งเป็นว่า ทำไมการเงินเหล่านี้จึงซับซ้อนจุกจิกเช่นนั้น  ยืดยาวตราบเท่าที่กฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง  แต่ละสังฆมณฑลเป็นองค์กรทางกฎหมายอิสระแยกกัน  รวมขึ้นเป็นรูปบริษัทในรัฐต่างๆที่เปิดกิจการ  กล่าวโดยทั่วไป  บริษัทเหล่านี้รวมตัวกันเป็นประหนึ่งที่รู้กันว่าเป็นองค์กรบริษัทหนึ่งเดียว --- บริษัทตามกฎหมายแห้งหนึ่งที่ควบคุมทั้งครบโดยพระสังฆราชเอกัตบุคคล มากกว่าจะเป็นคณะกรรมการอำนวยการ –และในส่วนขององค์กรทางจิตวิญญาณทางนานาชาติที่ใหญ่กว่าโดยไม่เป็นทางการใดๆ   การทำเช่นนี้ได้นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างการเกิดเรื่องอื้อฉาวความผิดทางเพศ   การฟ้องร้องคดีได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ว่ากระเป๋าของ ศาสนจักรลงลึกไปเท่าใดและใครควรจะจ่าย.

On several occasions, abuse-related litigation has inspired dioceses to declare bankruptcy, which offers a rare window into the internal financial organization of the institution. Individual parishes, though operating under the umbrella of the relevant bishop, have a fair degree of financial autonomy. They conduct separate fundraising and maintain separate expenses. That way, parish donors can feel they’re bolsteringtheir particular community and not an impersonal bureaucracy. But it’s common for parish investment funds within a single diocese to be pooled. When a diocese declares bankruptcy, this raises the question of whether pooled parish investment funds are available to be seized by the bishop’s creditors or whether they exist separately.
ในหลายโอกาส  การดำเนินคดีทางกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาว  ได้ดลดาลใจสังฆมณฑลต่างๆให้ประกาศการล้มละลาย  ซึ่งเสนอหนทางนานๆทีเข้าไปสู่องค์กรทางการเงินภายในของสถาบัน  วัดปกครองแต่ละวัด  แม้จะดำเนินการภายใต้ร่มข่ายของพระสังฆราชที่ตรงกับเรื่อง  มีขีดขั้นที่ยุติธรรมของเศรษฐกิจทางการเงินส่วนตน  พวกเขาดำเนินการตั้งกองทุนแยกกันและดูแลค่าใช้จ่ายแยกกัน  วิธีนั้น  ผู้บริจาคเงินช่วยวัปกครอง สามารถรู้สึกว่า พวกเขากำลังพลุ่งพล่านความเป็นชุมชนพิเศษของพวกเขา และไม่ใช่ระบบแบบข้าราชการที่ไม่เป๋นส่วนตัว  แต่ มันเป็นเรื่องปกติสำหรับกองทุนการลงทุนวัดปกครองภายในสังฆมณฑลเดี่ยวที่จะรวมกำลังกัน เมื่อสังฆมณฑลประกาศการล้มละลาย  การทำเช่นนี้ก่อให้เกิดคำถามว่ากองทุนลงทุนวัดปกครองที่รวมกำลังกันนั้น มี้ให้ถูกยึดโดยบรรดาเจ้าหนี้ของพระสังฆราช หรือว่ากองทุนดังกล่าวอยู่แยกออกไป

As a fascinating article in this month’s American Bankruptcy Institute Journal explains, the status of parish investment funds depends on some very subtle details. Both the Diocese of Milwaukee and the Diocese of Wilmington ran pooled investment funds in which a single account simply noted how much each parish had contributed. The difference is that in Wilmington, Del., operating funds were also mingled into the pooled account, whereas in Milwaukee they were kept separate.
 โดยที่บทความที่งดงามหนึ่งใน American Bankruptcy Institute Journal  ของเดือนนี้อธิบาย  สถานะของกองทุนการลงทุนของวัดปกครอง พึ่งพารายละเอียดที่เป็นนัยมากบางประการ  ทั้ง สังฆมณฑลมิลวอคกี้ และสังฆมณฑลวิลมิงตัน ได้ตั้งกองทุนการลงทุนที่รวมกำลังกัน ซึ่งในนั้น บัญชีเดี่ยวได้ให้ข้อสังเกตุง่ายๆว่าวัดปกครองแต่ละวัดได้เสนอให้เงินมากน้อยเท่าใด  ความแตกต่างก็คือว่า ในวิลมิงตัน เดลาแวร์  กองทุนดำเนินการปนกันมั่วเข้าไปในบัญชีรวมกัน  ด้วยเหตุที่ในมิลวอคกี้พวกเขาทำแยกกัน

That small difference ended up costing Wilmington parishes $74 million in exposure to Episcopal creditors. At the same time, as a matter of Canon Law individual parishes can be wholly “suppressed,” merged into other parishes, or otherwise divided up, essentially at the discretion of the bishop—notwithstanding the existence of separate bank accounts. This authority suggests that the diocese does indeed wholly own and control its parishes, but church officials take advantage of the ambiguity, sometimes claiming to fully control its parishes, sometimes—for legal reasons—arguing that the parishes are wholly independent entities.
ความแตกต่างเล็กน้อยนั้น จบลง ที่ทำให้วัดปกครองในวิลมิงตัน สูญเงินไป 74 ล้านดอลลาร์ในการชดใช้แก่เจ้าหนี้ของสำนักพระสังฆราช  ณ เวลาเดียวกัน  เท่าที่เป็นเรื่องของกฎหมายศาสนจักร  วัดปกครองที่เป็นเอกเทศ สามารถ”ถูกกดดัน “ เต็มที่ ให้รวมผสมเข้าไปในวัดปกครองอื่นๆ หรือมิฉะนั้นก็แยกตัวออกไป  ที่สำคัญก็คือ ในดุลยพินิจของพระสังฆราช – แต่กระนั้นก็เถอะ มันมีบัญชีธนาคารที่แยกตัวอยู่  อำนาจบริหารระดับสูงนี้ เสนอแนะว่า สังฆมณฑลจริงๆแล้ว  เป็นเจ้าของทั้งครบและควบคุมดูแลบรรดาวัดปกครองของตน  แต่เจ้าหน้าที่ศาสนจักร ถือเอาประโยชน์ของความกำกวม  บางครั้งประกาศการควบคุมเต็มที่สำหรับวัดปกตรองทุกแห่ง  บางครั้ง – ด้วยเหตุผลทางกฎหมาย --- โต้แย้งว่า วัดปกครองเหล่านั้น เป็นองค์กรอิสระทั้งครบ.

Given America’s diverse religious landscape, the Catholic Church is hardly unique in taking advantage of the First Amendment to engage in some opaque accounting. It’s simply the largest player in this game. Lawrence Wright’s recent Scientology exposé,Going Clear, reveals egregious exploitation of religious privileges for the personal financial benefit of church leaders. Or consider the case of the Tennessee pastor arrested on money laundering and drug charges only because a local TV news investigation revealed that he was using donations to pay off what amounted to personal debts.
เมื่อให้ภาพปรากฎทางศาสนาที่แปลกๆกันของอเมริกา  ศาสนจักรคาทอลิกเป็นหนึ่งไม่เหมือนใครยากมาก ในอันที่จะทำประโยขน์จากการแก้ไขกฎหมายครั้งที่หนึ่ง เพื่อจัดการเรื่องงานบัญชีที่ยังสลัวๆในบางที่  มันเป็นธรรมดาที่ผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในเกมนี้    การเปิดเผยข้อมูล  Going Clearของลัทธิหาคนดังมาให้กลุ่มตนเป็นที่รู้จักเมื่อเร็วๆนี้ของลอเรนซ์ ไรท์  ได้เปิดเผยให้เห็นการใช้เพื่อหากำไรแบบเลวมหันต์ ของสิทธิพิเศษทางศาสนาสำหรับผลประโยชน์ที่ได้ทางการเงินของบรรดาหัวหน้าศาสนจักร   หรือ ลองพิจารณากรณีของเจ้าอาวาส เทนเนสซีที่ถูกจับกุมเรื่องการฟอกเงิน และข้อหายาเสพติด เพียงเพราะว่า การสืบสวนของข่าวทีวีท้องถิ่น ได้เปิดเผยว่า คุณพ่อได้ใช้เงินบริจาค ชำระหนี้จำนวนที่ถือว่าเป็นหนี้ส่วนตัวของท่าน.

The legal framework that allows for this funny business has been constructed in the name of religious freedom but hardly seems required by that important principle. America has a robust ecology of secular nonprofit groups that manage to abide by fairly stringent accounting and disclosure standards. These help donors know where their money is going and reassure residual claimants that there’s some consistent theory of whose assets are whose. Religion is big business—the Catholic Church the biggest of all—and it deserves to be treated as such in the relevant ways.
กรอบงานทางกฎหมายที่อนุญาตสำหรับธุรกิจน่าขบขันนี้  ได้ถูกสร้างขึ้นในชื่อของอิสระภาพทางศาสนา แต่ เป็นการยากที่ดูเหมือนว่าเป็นที่ต้องการด้ยหลักการสำคัญนั้น  อเมริกามีนิเวศนวิทยาเข้มแข็งมากแห่งหนึ่งของกลุ่มชาวโลกที่ไม่แสวงหากำไร ที่จัดการที่จะยึดถือทางการบัญชีและมาตรฐานการเปิดเผยที่เช้มงวดยุติธรรม  สิ่งเหล่านี้ช่วยผู้บริจาคให้ทราบว่าเงินของพวกเขาจะไปไหน และทำให้มั่นใจว่าผู้เรียกร้องอ้างสิทธิในที่อยู่อาศัย ที่มีทฤษฎีที่เหนียวแน่นบางประการของที่ว่าทรัพย์สินของใครเป็นของใคร   ศาสนาเป็นธุรกิจใหญ่---ศาสนจักรคาทอลิกนั่นแหละคือธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของทั้งหมด---และมันสมควรจะได้รับการปฏิบัติเหมือนเช่นวิถีทางที่ตรงกับเรื่องนี้จริงๆ.

Correction, March 14, 2013: This article originally cited the Cathedral of Notre Dame as a Catholic Church asset. The cathedral is the property of the French state. (Return to the corrected sentence.)
Matthew Yglesias is the executive editor of Vox and author of The Rent Is Too Damn High.
 


หน้า: [1] 2 3 ... 10