หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2019, 08:56:34 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                        อภิรัชต์ฉะพวกล้มสถาบัน ยันไม่ให้แก้มาตรา 1
ไทยรัฐฉบับพิมพ์
12 ต.ค. 2562 05:01 น
ข้องใจคนคบโจชัวหว่อง ‘ชูวิทย์’ ผสมโรงแฉสีส้ม! ‘ธนาธร’ โต้แค่ถ่ายรูปกัน ไม่ได้เกี่ยว-ม็อบฮ่องกง กกต.รีบดู ‘ข้อกม.เอาผิด’

“บิ๊กแดง” ออกโรงข่มขวัญห้ามแตะมาตรา 1 ลั่นถึงตายก็มีทหารรุ่นใหม่ขวางแทน จวกพวกหนักแผ่นดิน เชื่อ 3 กลุ่ม “ซ้ายจัดดัดจริต นักการเมืองเกาะแข้งเกาะขา ฮ่องเต้ซินโดรม” จ้องฝังหัวคนรุ่นใหม่ล้มล้างสถาบัน “วัฒนา” ตอกกลับ ผบ.ทบ.ปลุกผีคอมมิวนิสต์เก่าถ่วงความเจริญ “บิ๊กตู่” ติ๊ดชึ่งนักการเมืองหนุนม็อบเป็นเรื่องของฮ่องกง “บิ๊กป้อม” ลั่นใครจุ้นจีนก็ช่างรัฐบาลไม่เกี่ยว ผบ.ทบ.ข้องใจบางคนไปสมคบ “โจชัว หว่อง” วางแผนอะไร หวั่นโซเชียลปั่นกระแสฮ่องกงโมเดลลามมาไทย “ชูวิทย์” ผสมโรงช่วยเฉลย “คนพรรคสีส้ม” “วรงค์” โพสต์รูปคู่ “ธนาธร” ชักศึกเข้าบ้าน กกต.ขยับขอเช็กข้อกฎหมายเอาผิด “ธนาธร” ปัดไม่เกี่ยวม็อบฮ่องกง ติงอย่าเอาแค่รูปมาสร้างกระแสเกลียดชัง ขณะที่พปชร.เคลื่อนไหวเฟ้นคนลงผู้ว่าฯ กทม. รู้แกว พท.ฮั้วเทคะแนนให้ “ชัชชาติ”

ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านที่แจ้งความกันไปมากรณีการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญที่พาดพิงถึงมาตรา 1 ล่าสุด พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. มาตามนัดจัดบรรยายพิเศษหัวข้อ “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” สะท้อนมุมมองด้านความมั่นคงและการเมืองอย่างเผ็ดร้อน

“บิ๊กแดง” ชี้สงครามปัจจุบันซับซ้อน
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ต.ค. ที่หอประชุมกิตติขจร ภายในกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) มีการบรรยายพิเศษโดย พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ในหัวข้อ “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” โดยเชิญนักเรียน นักศึกษา ครูอาจารย์ ผู้นำองค์กร ผู้นำมวลชนรอบ บก.ทบ. รวมทั้งศิลปินดารา อาทิ นางสินจัย และนายฉัตรชัย เปล่งพานิช นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.และสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ร่วมฟัง พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์บ้านเมืองทั้งภายในและนอกประเทศเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กองทัพบกจำเป็นต้องปรับองค์กรและภารกิจให้สอดคล้องโดยยึดมั่นในการดำรงไว้ซึ่งความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดจนการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนในทุกโอกาส ปัจจุบันสงครามมีความซับซ้อนเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ขาดความสามัคคี การก่อการร้าย สงครามการค้าและความขัดแย้งของคนในชาติ ที่เกิดจากการปลุกปั่นของคนในชาติกันเอง

ขุดอดีต “ทักษิณ” จุดไฟใต้รอบใหม่
พล.อ.อภิรัชต์กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาภาคใต้ เริ่มจากปี 2545 ยุคของรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประกาศยุบศูนย์บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมกับประกาศว่า “ไม่มีโจรก่อการร้ายอีกแล้ว พวกที่เหลือเป็นแค่เพียงโจรกระจอก” หลังจากนั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเริ่มยุทธการใบไม้ร่วง ลอบยิงวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ที่สะเทือนใจทหารคือ 4 ม.ค.2547 เหตุการณ์ปล้นปืน 431 กระบอก ที่กองพันพัฒนาที่ 4 เจาะไอร้อง นราธิวาส ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความรุนแรงรอบใหม่ หลังจากนั้นรัฐบาลสั่งจัดหน่วยทหารเฉพาะกิจจากกรมทหารราบ กองทัพภาคที่ 1, 2 และกองทัพภาคที่ 3 ลงไปดูแล 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐน้อมนำพระราชดำรัส เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นไฟส่องทาง และในปี 2557 ยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ สถานการณ์ภาคใต้เริ่มดีขึ้น รัฐบาลสั่งลดกำลังทหารทยอยออกจากพื้นที่ทั้งหมด เหลือแต่ทหารในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4

ลั่นไม่มีวันให้แบ่งแยกแก้มาตรา 1
พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า ตนมีความโชคดีเคยปฏิบัติงานใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ 1 ปี 2 เดือน ที่สำคัญการต่อสู้ในพื้นที่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าไหนคือประชาชนหรือผู้ก่อการร้าย เพราะแต่งตัวเหมือนกัน ความกดดันจึงอยู่ที่เจ้าหน้าที่ ผู้ที่ต้องการโจมตีพยายามสร้างตัวเลขให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ตนบอกได้เลยว่าฝ่ายความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ รวมถึงตนจะไม่วางมือโดยเด็ดขาดว่ากลุ่มคนเหล่านี้เชื่อมโยงกับใคร ที่มีการยกประเด็นมาตรา 1 ในรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ขอย้ำว่าตนไม่ได้บอกว่ารัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ แต่มาตรา 1 เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติเกี่ยวกับเลือดเนื้อ ชีวิตของบรรพบุรุษที่รักษาขวานทองไว้ บอกได้เลยว่าไม่มีวัน ถึงตนตายไปทหารรุ่นใหม่จะเกิดขึ้นมาทดแทน ในโลกนี้ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนของประเทศใด ที่สามารถแบ่งแยกดินแดนได้ไม่มี มันจบแล้ว จะแก้มาตราใดก็แก้ถ้าแก้มาตราที่ 1 จะกระทบกับมาตราอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นี้คือความชาญฉลาดของพวกนักวิชาการ ที่ไม่พูดตรงๆออกมาว่าอยากทำอะไรแก้อะไร ย้ำว่าไม่ได้มาขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ ตนไม่ยุ่งกับการเมือง แต่นี่คือเรื่องของฝ่ายมั่นคง

จวกพวกโจมตีทหารหนักแผ่นดิน
พล.อ.อภิรัชต์กล่าวอีกว่า ทหารเป็นเป้าถูกโจมตีมาตลอด ทุกยุค ทุกสมัย ขอให้จำไว้ทหารทุกคนไม่ว่าใครจะมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ทหาร พลเรือน ผู้ชายหรือผู้หญิง พวกตนก็รับใช้ทำงานให้ตามรัฐธรรมนูญ ไม่เลือกปฏิบัติหรือเลือกนาย แต่กลุ่มคนพวกนี้รู้ดี ไม่ได้มองทหารปกป้องรัฐธรรมนูญหรือประเทศชาติ แต่มองทหารเป็นอุปสรรคประชาธิปไตย ทั้งๆที่ทหารคือประชาชนเหมือนกัน จึงมีความพยายามโจมตีทหาร เพราะทหารคือเสาหลักความมั่นคงป้องกันอธิปไตย จึงมีวาทกรรมทุกครั้งหวังผลทางการเมือง เอาใจน้องๆวัยรุ่น ไม่ต้องเกณฑ์ทหารบ้างล่ะ ลดงบฯกองทัพบก งบฯ กลาโหม จัดซื้ออาวุธทำไม หนักแผ่นดิน ประเทศไทย เปรียบเหมือนบ้านหลังใหญ่ เหนือหลังคาขึ้นไปคือสถาบันพระมหากษัตริย์

ป้องอำนาจตุลาการเงินซื้อไม่ได้
พล.อ.อภิรัชต์กล่าวด้วยว่า คนไทยทุกคน เป็นเจ้าของอำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ สำคัญสุดมีความพยายามทุกรูปแบบ ทำให้อำนาจตุลาการขาดความน่าเชื่อถือ จำได้ว่าประมาณปี 2545-2546 ได้เข้าไปติดตามสถานการณ์หลังมี การตัดสินยุบพรรคการเมืองหนึ่งเริ่มมีความไม่พอใจ แสดงออกในรูปแบบต่างๆ พยายามแทรกแซงผู้พิพากษา ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ บางคนถูกตัดสินแต่ไม่อยู่ยอมรับผิด เงินซื้ออะไรก็ได้ แต่เงินซื้อความยุติธรรมในประเทศไทยไม่ได้ ถ้าเราไม่นึกถึงอำนาจศาลตุลาการจะมีโจรทั่วบ้านทั่วเมือง ใครมีเงินทำผิดหนีไปต่างประเทศ จะยอมให้ 3 เสาหลักนี้ถูกเซาะกร่อน แล้วบ้านหลังนี้จะอยู่อย่างไร

ห่วงพวกซ้ายจัดฝังหัวคนรุ่นใหม่
ผบ.ทบ.กล่าวว่า ประเทศไทยน่าห่วงเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อที่เป็นกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่ไม่ได้กลับตัวกลับใจ ยังมีแนวความคิดล้มล้างระบอบสถาบันพระมหากษัตริย์ทำให้ประเทศไทยเป็นรูปแบบ คอมมิวนิสต์ คนพวกนี้อายุมากแล้วไม่ออกตัวแต่เป็นมาสเตอร์มายด์คือ นักวิชาการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น และผนึกกำลังไร้จรรยาบรรณ ปลูกฝังนักเรียนสิ่งที่ผิดเด็กก็ต้องเชื่อ เป็นความคิดของกลุ่มคอมมิวนิสต์เดิมที่อยู่ในฐานะมาสเตอร์มายด์กับครูอาจารย์ที่ไปเรียนต่างประเทศเป็นพวกซ้ายจัด เรียนในประเทศที่เคยล่าอาณานิคม รวมกันสร้างโฆษณาชวนเชื่อ แล้วนำแนวความคิดของตัวเองผ่านโซเชียล ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ออกข่าวลวงเฟกนิวส์ หรือแม้แต่การสร้างสัญลักษณ์เพื่อให้เป็นที่จดจำ เช่น เสื้อเหลือง เสื้อแดง ชู 3 นิ้ว ใช้บุคคลต่างประเทศ องค์กรอิสระยกระดับเหตุการณ์และความสำคัญของกลุ่มตัวเองขึ้นมา เช่น การนำฝรั่งมาถ่ายรูปที่หน้าโรงพัก หรือนำมายืนอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุมให้เห็นเป็นสากล มีความรุนแรงการโจมตีด้านไซเบอร์ และทุกครั้งที่ประเทศบ้านเมืองเกิดภัยพิบัติหรือเกิดความวุ่นวาย คนที่เป็นหัวหน้าพรรคแกนนำคนสำคัญหนีกันไปหมด ปล่อยให้ลูกน้องติดคุกติดคดีขึ้นศาล คนร่วมชุมนุมกลับไปจนเหมือนเดิม

ไม่เคียงข้าง 3 กลุ่มล้มล้างสถาบัน
พล.อ.อภิรัชต์กล่าวต่อว่า ขอถามว่าปัญหาเรื่องความมั่นคงจะให้ใครแก้ ให้นักวิชาการหรืออาจารย์ที่คบคิดกับพวกคอมมิวนิสต์กับนักเรียนนอกซ้ายจัดดัดจริต ที่เรียนมาจากประเทศที่ล่าอาณานิคม อบรมสั่งสอนไร้จรรยาบรรณชอบอ้างเลข 2475 ว่าเป็นนักประชาธิปไตย แต่มีวาทกรรมจาบจ้วง หรือเลือกกลุ่มนักการเมืองที่มุ่งหาประโยชน์ส่วนตัวพวกพ้อง และยังมีนักการเมืองบางคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่เคยเกาะแข้งเกาะขานายทหารใหญ่ที่เป็นพ่อของตน ตั้งพรรคมาจนบัดนี้เป็นใหญ่เป็นโต นำเรื่องศาสนาและแบ่งแยกดินแดนมาเป็นเครื่องมือเพื่อหาเสียง หรือเชื่อกลุ่มนักการเมืองที่เป็นผึ้งแตกรัง ลูกพี่ใหญ่หนีคดีไปต่างประเทศหรือจะเชื่อนักธุรกิจที่เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทอง ชีวิตไม่เคยลำบาก เหมือนพวก “ฮ่องเต้ซินโดรม” เคยชุมนุมร่วมกับคนเผาบ้านเผาเมือง สมคบคิดกับชาวต่างชาติชักศึกเข้าบ้าน เจาะพฤติกรรมล้างสมองคนรุ่นใหม่ เพื่อเป็นฐานให้กับตนเข้าสู่การเมือง ล้มล้างชาติ สถาบัน 3 กลุ่มที่พูดมาไม่ผิดที่จะเป็นผู้นำประเทศและเป็นได้ และไม่ใช่ไม่เคยมี แต่ขอถ้าเขาเหล่านั้นไม่ส่อพฤติกรรมล้มล้างสถาบัน เปลี่ยนแปลงการปกครอง หาประโยชน์ส่วนตนเชิญมานำประเทศชาติเกิดความเจริญ แม้ความคิดเห็นต่าง แต่ถ้าไม่แบ่งแยกดินแดน ทหาร ตำรวจจะยืนเคียงข้าง

“วัฒนา” ตอกกลับถ่วงความเจริญ
นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า การบรรยายพิเศษของ ผบ.ทบ.มีการพาดพิงถึงคำว่าคอมมิวนิสต์หรือซ้ายจัดดัดจริตนั้น ตนขอให้ข้อมูลเพื่อเป็นวิทยาทานว่ากองทัพเป็นผู้บิดเบือนสร้างวาทกรรมปลุกผีคอมมิวนิสต์ จนมี พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ต่อมาเมื่อประชาชนหูตาสว่างรู้เท่าทันในปี พ.ศ.2543 ประเทศไทยจึงได้ออกกฎหมายยกเลิกกฎหมายดังกล่าวแล้ว ผบ.ทบ.ไม่คิดจะพัฒนาสติปัญญาของตัวให้ก้าวทันโลกบ้างหรือ ปัญหาความขัดแย้งที่สุมอยู่ในบ้านเมืองวันนี้สาเหตุสำคัญคือการสร้างวาทกรรมแห่งความเกลียดชังหรือเฮทสปีช เช่นเดียวกับที่ท่านบรรยายมาแทบทั้งหมด ความเสียหายที่ประเทศนี้ได้รับมากที่สุดคือการรัฐประหาร ปัญหาของประเทศในวันนี้มีความสลับซับซ้อนและต้องการคนมีสติปัญญามากกว่า ผบ.ทบ. หรืออดีต ผบ.ทบ.มาแก้ไข ถ้ารักชาติจริงอย่างที่ขยันพูดก็ช่วยเอากำลังพลกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง เอากองทัพออกไปจากการเมือง ประชาชนมีวุฒิภาวะพอที่ตัดสินอนาคตทางการเมืองเอง แค่นี้ประเทศก็จะเดินหน้าไม่ล้าหลังเพราะถูกพวกหนักแผ่นดินถ่วงความเจริญแบบที่กำลังเป็น

“เจษฎ์” ชี้แก้ ม.1 แยกรัฐทำไม่ได้
นายเจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองและนักวิชาการออกมาเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 255 ระบุไว้เรื่องรูปแบบของรัฐต้องเป็นรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ การแก้มาตรา 1 ทำไม่ได้อยู่แล้ว ประกอบกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่น ใครที่คิดจะแบ่งแยกบ้านเมืองทำไม่ได้ รูปแบบการสร้างชาติไม่ว่าบ้านเมืองไหนจะปกครองแบบรัฐเดียว หรือสหพันธรัฐไม่มีใครคิดจะแบ่งแยกบ้านเมืองตัวเอง ดังนั้นถ้ายึด 3 ลักษณะนี้ การจะแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 1 เป็นไปไม่ได้

“สมศักดิ์” ไม่เคยเห็นฝ่ายค้านคว่ำงบฯ
ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรมและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านระบุว่ารัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ไม่ควรโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ว่า เป็นมุมมองทางกฎหมาย ที่ผ่านมามีนักกฎหมายลำดับต้นๆของประเทศระบุแล้วว่า สามารถโหวตได้ ตนเป็น ส.ส.มาหลายสมัยไม่เคยเห็นรัฐบาลถูกคว่ำโดยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณสักครั้งเดียว ฝ่ายค้านจะงดออกเสียงไม่ค่อยมีใครโหวตสวนเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมานาน เพราะร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และการพัฒนาประเทศ ส.ส.ทุกคนไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาลจะไม่ค่อยมีปัญหาขัดกัน มั่นใจว่าไม่มีปัญหา การคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบฯคงไม่มี แต่อภิปรายติติงคงจะมี

พท.ฉะไม่สง่างามให้ รมต.โหวต
นายสามารถ แก้วมีชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีรัฐมนตรีสามารถโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ได้หรือไม่นั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาให้สามารถกระทำได้แต่ไม่สง่างาม ไม่สมศักดิ์ศรี ด้วยรัฐบาลกังวลในเรื่องเสียงในสภาที่ปริ่มน้ำ ดังนั้น การให้รัฐมนตรีโหวตสนับสนุนงบประมาณจึงไม่น่าแปลกใจ เพราะคนเขียนรัฐธรรมนูญออกแบบเปิดทางให้รัฐมนตรีสามารถกระทำได้ แม้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าอาจจะมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รัฐบาลก็ไม่สนใจ ขอเพียงแค่เอาตัวรอดไว้ก่อน แต่เชื่อว่าจะส่งผลให้พรรคแกนนำรัฐบาลตกที่นั่งลำบาก พรรคร่วมรัฐบาลไปจนถึงพรรคเล็กพรรคน้อย สามารถต่อรองผลประโยชน์ ได้ตลอดเวลา และกังวลว่าการต่อรองในรัฐบาลนี้จะเป็นเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและของหมู่คณะมากกว่า จะเป็นประโยชน์ของชาติ

เย้ยรัฐบาลสาละวนหาเสียงหนุน
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2563 วันที่ 17-19 ต.ค.นี้ ประชาชนเห็นแต่พรรคเพื่อไทย พรรคฝ่ายค้าน ติวเข้ม ซักซ้อม แต่พรรครัฐบาลมีแต่สาละวนวิ่งเจรจาหาเสียงสนับสนุนมาแก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำ ถึงขั้นเสี่ยงให้รัฐมนตรีมาช่วยโหวตงบประมาณ ที่จะถูกยื่นตีความถึงผล ประโยชน์ทับซ้อน มีส่วนได้ส่วนเสีย รัฐบาลอย่าเล่นเกมการเมือง โยนความผิดให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ครบถ้วน เคารพประชาชนให้มาก เลิกได้แล้วการเมืองแบบเก่า อภิปรายสู้ไม่ได้ก็หาเหตุประท้วง ตีรวน ไม่ลืมหูลืมตา มาทำงานการเมืองสร้างสรรค์โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญดีกว่า

“บิ๊กตู่” ติ๊ดชึ่งเป็นเรื่องของฮ่องกง
อีกเรื่องกรณีสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐ ประชาชนจีนโพสต์เฟซบุ๊กเตือนให้นักการเมืองไทยระมัดระวังในการให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมแบ่งแยกฮ่องกงออกจากจีน เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) โดยภายหลังการประชุม ผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงกรณีสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุมีนักการเมืองไทยหนุนม็อบฮ่องกงต่อต้านทางการจีน โดย พล.อ.ประยุทธ์ ตอบเพียงสั้นๆว่า “ฮ่องกงก็เรื่องของฮ่องกง”

ยันไม่สะเทือนสัมพันธ์ไทย—จีน
ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯไม่มีความเห็นในเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นการกระทำของนักการเมืองตามที่สถานทูตจีนระบุถึง ไม่ได้ระบุถึงรัฐบาล ให้ไปถามนักการเมืองที่แถลงการณ์กล่าวถึง รัฐบาลไทยและจีนยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และคงไม่มีท่าทีจากรัฐบาลไทยเพราะไม่ได้กล่าวถึงรัฐบาลแต่เป็นเรื่องตัวบุคคล

“บิ๊กป้อม” ลั่นใครจุ้นจีน รบ.ไม่เกี่ยว
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใครจะไปสนับสนุนม็อบฮ่องกงเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่ต้องรับผิดชอบและรับผลกระทบที่จะได้รับกลับมา รัฐบาลไม่มีอะไรกับจีนอยู่แล้ว ไม่กระทบความสัมพันธ์ และไม่ต้องไปชี้แจงอะไร ติดต่อกันอยู่ตลอดกับทูตจีน เมื่อถามว่า จะต้องจับตากลุ่มการเมืองที่มีการอ้างว่า เดินทางไปพบแกนนำผู้ชุมนุมที่ฮ่องกงหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่ต้องจับตา เรื่องของเขาเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องของพรรคการเมืองเขา

ผบ.ทบ.ข้องใจคนไปพบ “โจชัว หว่อง”
ที่หอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. บรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” ได้กล่าวตอนหนึ่งถึงเหตุการณ์การชุมนุมในฮ่องกงว่า ฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ถามว่าวันนี้ใครอยากไปฮ่องกง เขาเกิดเหตุการณ์อะไร ไม่ค่อยมีคนอยากไป แต่กลับพบว่ามีบางคนไปพบนายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง และการที่นายโจชัว หว่อง มาไทยเคยมาพบกับใคร มาพบกับคนประเภทไหน มาไทยเพื่อมาวางแผน อะไรหรือเปล่า หรือมาสมคบคิดอะไร และไปเยี่ยมในลักษณะแบบให้กำลังใจ ให้การสนับสนุนด้วย ทำอะไรกันอยู่หรือเปล่า ไปหาดูได้ในสื่อต่างๆ

หวั่นโซเชียลปั่นกระแสฮ่องกงโมเดล
พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า ฮ่องกงเป็นเกาะ เคยอยู่ภายใต้อังกฤษ ที่พูดถึงภูมิศาสตร์เพราะแตกต่างจากไทยที่เป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน คนที่ออกมาเป็นวัยรุ่นทั้งนั้น จึงขอถามนักศึกษาว่าคนที่ยั่วยุปลุกปั่นคนที่ใช้โซเชียล การโฆษณาชวนเชื่อมาปั่นสมองให้ออกมาแบบฮ่องกงจะทำหรือไม่ เราจำภาพเหตุการณ์บ้านเมืองปี 2552-2553 ได้หรือไม่ นักเรียนและนักศึกษาที่ตนไปพบต่างไม่ทราบและลืมเหตุการณ์เหล่านี้ไปแล้ว มีการเพิ่มข้อมูลซ้ำๆทางโซเชียลจนข้อเท็จจริงถูกลบไป ก็เป็นทฤษฎีหนึ่งที่เกิดขึ้น

“ชูวิทย์” ช่วยไขปริศนา “พรรคสีส้ม”
ขณะที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังฟังการบรรยายพิเศษจาก ผบ.ทบ.ว่า ท่านได้พูดถึงเรื่องความมั่นคงของประเทศไทยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จะมองเห็นว่ามีการทำร้ายประเทศไทยในอีกวิธีการหนึ่ง ที่เรียกว่า “Hybrid warfare” ซึ่งมาจากพรรคการเมืองบางพรรคสร้างสัญลักษณ์ซ่อนความน่ากลัว เอาเหตุการณ์จากต่างประเทศ หรือการเดินทางไปพบนายโจชัว หว่อง ซึ่งทั้งหมดที่ ผบ.ทบ.พูดมานั้นเป็นเรื่องความมั่นคงที่จะต้องปกป้อง ได้สรุปไว้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทย เกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก และในปัจจุบันเหตุการณ์ดังกล่าว ก็กำลังจะเกิดในประเทศไทย ถ้าพูดให้ชัดเลยก็คือ “พรรคสีส้มนั่นล่ะ”

“วรงค์” โพสต์รูปคู่ชักศึกเข้าบ้าน
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “หยุดชักศึกเข้าบ้าน” ว่า เขาคงคิดไม่ถึงว่าสิ่งที่กระทำที่ฮ่องกงจะนำไปสู่การเตือนแรงๆจากทางการจีน เขามีพฤติกรรมชักศึกเข้าบ้านหลายเหตุการณ์มาก 1.เชิญ 12 ทูตประเทศอียูและผู้สังเกตการณ์ยูเอ็นไปร่วมสังเกตการณ์ที่ สน.ปทุมวัน ที่ถูกแจ้งดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 116 จนมองว่าประเทศกำลังถูกแทรกแซง 2.ไปเรียกร้องให้ประเทศต่างๆในอาเซียนว่าประชาธิปไตยคือหนทางไปสู่ความกินดีอยู่ดีของประชาชน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขัดหลักการอาเซียนที่จะไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน 3.เดินสายยุโรปและอเมริกาพูดคุยเรื่องความผิดปกติเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง จนมองว่าประจานประเทศ 4.จ้าง APCO Worldwide LLC บริษัทล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯจนถูกวิจารณ์ว่าหวังผลทางการเมือง และอาจขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองหรือไม่ 5.ล่าสุดไปพูดและถ่ายภาพกับแกนนำประท้วงฮ่องกงจนทางการจีนไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้คือพฤติกรรมชังชาติ ชักศึกเข้าบ้าน ที่อาจสร้างปัญหาให้ประเทศของเราได้ในอนาคต พร้อมกับโพสต์รูปของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ถ่ายคู่กับนายโจชัว หว่อง แกนนำม็อบชาวฮ่องกง

กกต.ขอเช็กเข้าข้อผิด ก.ม.หรือไม่
ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า กรณีนักการเมืองไทยสนับสนุนแกนนำม็อบฮ่องกง ทางสำนักงาน กกต.ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ถ้าเห็นว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องเข้าข้อกฎหมายที่ กกต.รับผิดชอบ สำนักงาน กกต.จะเสนอว่ามีมูลความผิดหรือไม่ ไม่จำเป็นที่ กกต.ต้องตั้งกรรมการขึ้นตรวจสอบ และไม่จำเป็นต้องสั่งสำนักงาน กกต.ดำเนินการอะไรเป็นพิเศษ

“ธนาธร” ปัดไม่เกี่ยวม็อบฮ่องกง
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงกรณีภาพถ่ายระหว่างนายธนาธรกับนายโจชัว หว่อง ว่า เนื่องจากมีความพยายามจะเชื่อมโยงว่าตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับความไม่สงบและกลุ่มผู้ประท้วงจากภาพคู่ระหว่างตนกับนายโจชัว หว่อง ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ตนได้รับเชิญจากนิตยสาร The Economist เป็นนิตยสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก ให้ไปพูดที่งาน Open Future Festival ที่ฮ่องกง หลังจากที่งานเลิกแล้ว ตนและนายโจชัว หว่อง พบกันในบริเวณงานและได้คุยกันประมาณ 5 นาที เราถ่ายรูปด้วยกันและแยกย้ายกันหลังจากนั้น นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ตนพบปะกับนายโจชัว หว่อง ตนไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใดๆในฮ่องกง และไม่มีเจตนาที่จะทำในอนาคต

ซัดเอารูปมาสร้างกระแสเกลียดชัง
“การสนทนาและถ่ายรูปกันในหมู่ผู้พูดในงานสัมมนาต่างๆ เป็นเรื่องปกติ ผมเองก็ได้ถ่ายรูปร่วมกับหลายคนในงาน การพบปะพูดคุยกับคนที่มีความคิดหลากหลายเป็นธรรมดา และเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เรียนรู้ความเห็นที่หลากหลาย ถ้าจะถามเรื่องฮ่องกง ผมปรารถนาที่จะเห็นสถานการณ์ที่ฮ่องกงคลี่คลายไปได้ด้วยดี ไม่ปรารถนาเห็นการใช้ความรุนแรงต่อทั้งพลเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ รูปถ่ายระหว่างผมกับนายโจชัว หว่อง เพียงภาพเดียวถูกนำมาขยายความต่อเกินความจริง โดยปราศจากหลักฐานยืนยันใดๆ สื่อ กลุ่มคนบางกลุ่ม รวมถึงผู้นำกองทัพ พยายามเชื่อมโยงผมกับความไม่สงบในฮ่องกงเพื่อสร้างความเกลียดชังในสังคมไทย ขอให้ทุกท่านรับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และขอยืนยันอีกครั้งว่าเราสร้างพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมาด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันประเทศสู่ประชาธิปไตย สร้างความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม และส่งต่อสังคมที่ดีกว่านี้ให้แก่คนรุ่นต่อไป” นายธนาธรกล่าว

“เจษฎ์” ติงรัฐบาลอย่าเพิกเฉย
นายเจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวกรณีทางการจีนออกมาตำหนินักการเมืองไทยไปเคลื่อนไหวแทรกแซงการชุมนุมขอแยกตัวจากจีนของฮ่องกงว่า หากจีนลดความสัมพันธ์ลงก็เข้าข่ายเป็นการทำให้กระทบต่อความมั่นคงของไทย ส่วนจะเป็นความผิดตามกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่ต้องพิสูจน์ว่ากรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือพรรคได้รับประโยชน์จากการกระทำของนักการเมืองคนนั้นหรือไม่กรณีนี้สถานทูตจีนออกแถลงการณ์ ดังนั้นรัฐบาลไทยจะเพิกเฉยไม่ได้ ต้องให้สถานทูตไทยในจีนชี้แจงว่ารัฐบาลไทยจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ ขณะเดียวกันนำคำแถลงของสถานทูตจีนมาเตือนนักการเมืองของไทยว่าขอให้หยุดการกระทำดังกล่าว พร้อมกับแจ้งให้ทราบว่าหากทางการจีนมีหนังสือแจ้งมายังรัฐบาลอย่างเป็นทางการก็จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการทางกฎหมายกับนักการเมืองคนดังกล่าว ซึ่งเป็นทางออกที่ดีในการรักษาความสัมพันธ์

“อิทธิพร” ย้ำเลือกซ่อมไฟห้ามดับ
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่โรงแรมเซ็นทราบายเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อม นครปฐม เขต 5 ว่า เป็นการแข่งขันที่เข้มข้นมากกว่า ไม่ถือว่าดุเดือด กกต.ได้ตั้งชุดหาข่าว และคณะไต่สวนเตรียมไว้เรียบร้อยกรณีมีเรื่องร้องเรียน

ขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์น่ากังวล แต่ได้เน้นย้ำเพิ่มความระมัดระวัง อย่างเรื่องไฟฟ้าดับ แม้ในครั้งที่แล้ว เกิดขึ้นไม่กี่นาที แต่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย ส่วนเรื่องความแม่นยำของเอกสารผลคะแนนมีการซักซ้อมเตรียมการไว้แล้ว

สัปดาห์หน้าพิจารณาสำนวนเงินกู้ อนค.
นายอิทธิพรกล่าวถึงความคืบหน้าพิจารณาคำร้องกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนาคตใหม่ ให้พรรคกู้ยืมเงิน 191 ล้านบาท ว่า มีความคืบหน้าตามลำดับ แต่เพื่อให้เกิดความรอบคอบและถูกต้องตามขั้นตอน ได้ให้ส่งสำนวนให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาและข้อโต้แย้งของสำนักงาน กกต.ในสัปดาห์หน้า ส่วนมติเสนอให้มีการเลือกตั้งใหม่สมุทรปราการ เขต 5 ยังยกร่างคำฟ้องไม่เสร็จสิ้นยังไม่ได้ส่งศาลฎีกา สำหรับเรื่องร้องเรียนการเลือกตั้งมี 584 เรื่อง พิจารณาไปแล้ว 437 เรื่อง เหลือ 147 เรื่อง

พปชร.เล็งคนเก่ง ดี สู้ศึกผู้ว่าฯ กทม.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประธานยุทธศาสตร์ กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการสรรหาบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ว่า จากการ พูดคุยเบื้องต้นมีหลายคนให้ความสนใจ แต่ละพรรคมีคนเก่ง คนดีเสนอตัวเข้ามาเยอะ พรรคจะต้องดูให้รอบคอบ แต่มั่นใจจะคัดคนที่สามารถดูแล แก้ไขปัญหาให้คน กทม.ให้ดีที่สุด เมื่อถามว่า จะพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพราะอาจตัดคะแนนกันเอง นายพุทธิพงษ์ตอบว่า คงไปตีกรอบยาก เพราะ กทม.เป็นฐานคะแนนของหลายพรรค การจะมา พูดคุยกันแล้วตกลงกันว่าพรรคไหนจะส่งหรือไม่ส่งคงไม่ง่าย

จับไต๋ พท.ฮั้ว “ชัชชาติ” ลงอิสระ
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งคนลงสมัคร แต่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะลงในนามอิสระ นายพุทธิพงษ์ตอบว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง คนกรุงเทพฯจะรู้ทัน ถ้าทำแบบนี้แล้วจะเป็นผลลบ จะได้รู้ว่ามีการฮั้วกัน ช่วยกันลงอิสระ แต่ที่จริงแล้วเทคะแนนให้กัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับชาวกรุงเทพฯ เชื่อว่าถ้าทำอะไรตรงไปตรงมา หาคนที่ดีที่สุด เก่งที่สุดมาสู้กัน จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ถ้าใช้เทคนิคแล้วโอนคะแนนให้กัน เช่น ไปลงอิสระแต่พรรคไม่ส่ง คนกรุงเทพฯจะรู้ทันและเข้าใจ เมื่อถามว่า พรรคพลังประชารัฐมีคนสู้กับนายชัชชาติได้หรือไม่ นายพุทธิพงษ์ ตอบว่า คนดี คนเก่งที่สนใจประมาณ 10 คน ทั้งใน และนอกพรรค ต้องคัดคนดีที่สุด เพราะคนกรุงเทพฯคาดหวังกับการเปลี่ยนแปลง หลายเรื่องต้องเร่งแก้ไข และยังมีปัญหาใหม่ๆเข้ามา เช่น ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก เราต้องการคนที่เข้าใจ กล้าตัดสินใจ เพราะจะเป็นอีกครั้งที่คนกรุงเทพฯจะได้ตัดสินใจเลือกคนมาแก้ไขปัญหาได้ถูก

นายกฯปลื้มได้วิชารัฐบาลจีนแก้จน
เมื่อเวลา 15.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวผ่านรายการ “Government Weekly” ช่วง PM TAKE ทางเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าว่า ได้ศึกษาข้อมูลจากทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ที่สามารถยกระดับความยากจนได้จำนวนมาก แต่วิธีการอาจแตกต่างกัน ตนยังได้บอกกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่า หากมีโอกาสจะส่งคณะทำงานของตนไปดูงาน ซึ่งขณะนี้เอกอัครราชทูตส่งข่าวมาแล้วว่าประธานาธิบดีจีนยินดีได้ส่งหนังสือเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าวมาให้ นโยบายที่จะออกมาอยากให้ตรงกับความ ต้องการหรือถูกฝาถูกตัว สิ่งที่ตนมีความทุกข์ใจมาตลอดคือ ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งบางพื้นที่
การพัฒนาคนสูง แต่เรื่องความจำเป็นพื้นฐานบางทีมีไม่มากนัก เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้จึงต้องพัฒนาภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัดและชุมชนท้องถิ่นให้ได้ ลงไปให้โอกาสและให้ความรู้ ประชาชนต้องปรับตัวร่วมกับภาครัฐด้วย

 Credit : ไทยรัฐ ฉบับพิมพ์  ขอบคุณครับ.

 2 
 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2019, 10:25:00 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                      ‘ศรีสุวรรณ’จ่อร้อง‘อัยการสูงสุด’ขอศาล รธน.สั่งเลิกการรณรงค์แก้ไขมาตรา1

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 08.06 น.
 
                                                   

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า กรณี ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ รองหัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  แสดงความคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเวทีสัญจรภาคใต้  ที่จังหวัดปัตตานี ของ 7 พรรคฝ่ายค้าน เมื่อวันที่  28  กันยายน 2562 โดยระบุว่า “ประเทศไทยอาจจะไม่จำเป็นต้องมีรัฐเดี่ยวหรือแบบรวมศูนย์ ซึ่งอาจจะรวมถึงมาตราที่ 1 ด้วยก็ได้” จนเกิดการการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในขณะนี้นั้น

          การกระทำของดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ ซึ่งหมายรวมถึง 7 พรรคฝ่ายค้านในการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 1 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.113 ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่า จะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต” และนอกจากนั้นใน ม.116 ยังบัญญัติต่อไปอีกว่า “ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต (2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร (3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี”

                                                   
         การกระทำของดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ ซึ่งหมายรวมถึง 7 พรรคฝ่ายค้านในการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 1 ดังกล่าวจึงสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดรัฐธรรมนูญและละเมิดกฎหมายที่สำคัญของชาติ ซึ่งอาจหมายถึงการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยในที่สุด
สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงมิอาจปล่อยให้มีการกระทำดังกล่าวต่อไปได้อีก เพราะอาจเป็นอันตรายและภัยต่อความมั่นคงของชาติจึงจะนำความไปยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.49 เพื่อให้อัยการสูงสุดร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ ซึ่งหมายรวมถึง 7 พรรคฝ่ายค้านเลิกการกระทำดังกล่าวเสีย
โดยสมาคมฯจะเดินทางไปยื่นคำร้องในวันศุกร์ที่ 4 ต.ค.62 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ อาคาร A ถ.แจ้งวัฒนะ หลักสี่ กทม.


 3 
 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2019, 10:00:12 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                            อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาถาม'ส้มหวาน-เพื่อไทย'จะแก้รธน.มาตรา 1 ล้มราชอาณาจักรไทยหรือไม่

01 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เวลา 17:16 น.
   
  1 ต.ค.62-  นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่าข่าว ๗ พรรคฝ่ายค้าน ไปรับความคิดเห็นของประชาชนที่จังหวัดปัตตานี โดยได้พูดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญและมีอาจารย์หญิงมหาเกษตรศาสตร์ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า ควรจะแก้มาตรา ๑ ด้วย

.....มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

.....คำว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร" มีความหมาย อยู่ในตัวว่าต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

.....คงจำกันได้ว่าก่อน คสช. เข้ามายึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน มวลชนเสื้อแดงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทยเคยประกาศจะจัดตั้ง สปป.ล้านนา แยกออกจากราชอาณาจักรไทย มาแล้ว

.....เมื่อพิจารณาถึงอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ที่ว่า "พรรคอนาคตใหม่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ" ไม่ใช่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

.....ทั้งนางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ก็กล่าวว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพราะเฮงซวยทุกมาตรา

.....จึงน่าสงสัยว่า พรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่จะแก้มาตรา ๑ ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ให้ประเทศไทยมีระบอบการปกครองระบอบไหนและยังมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่.

ความเห็นและข้อเสนอต่อสภามุขนายกคาทอลิกไทย :

     พรรคอนาคตใหม่ (เข้าใจว่ายึดถือลัทธิ modernism หรือ modernity ลัทธินิยมสิ่งใหม่) นั้นไม่เอาอะไรก็ตามที่ผ่านยุคสมัยดั้งเดิมมาแล้ว  ต้องการอะไรก็ตามที่มาในอนาคตหรือมาใหม่ทั้งนั้น ในทางการเมืองการปกครองก็ล้มระบอบปกครองโดยผู้สูงอายุ หาว่าความนึกคิดล้าสมัย  ล้มระบอบกษัตริย์ในประเทศต่างๆ หาว่าสืบทอดเชื้อพระวงศ์ มิได้รับการเลือกมาจากประชาชน ระบบดังกล่าวไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย  ศาสนาก็เหมือนกัน ก่อตั้งจากคนหัวโบราณ ไม่ต้องนับถือก็ไม่เห็นเป็นอะไร ฯลฯ

     สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยกำลังนอนหลับอยู่หรืออย่างไร  พวกใหม่กำลังจะจัดการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ กระทบระบบกษัตริย์ที่เคยมีพระเดชพระคุณแก่วงการศาสนาคริสต์โรมัน คาทอลิก พระราชทานที่ดินเพื่อก่อสร้างวัดโบสถ์คริสต์ทั่วไทย  อนุญาตให้เผยแพร่พระธรรมคำสอนทางศาสนาได้ ฯลฯ เรียกประชุมกันและหาลู่ทางช่วยปกป้องระบอบที่กษัตริย์จะดำรงอยู่ได้ต่อไป  คงไม่ยากนะครับพระคุณเจ้าทั้งหลาย  จะเอาอย่างไรก็รีบเข้าเถอะ  ศัตรูของชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ รวมทั้งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขกำลังถูกกลุ่มคนหัวสมัยใหม่หลงผิด จะพากันทำลายสิ่งดีงามของประเทศเราให้ล่มสลายไปอยู่รอมร่อแล้ว  เรียกประชุมด่วนและออกประกาศการปกป้องระบอบที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่หลายร้อยปีมาแล้ว ให้คงอยู่ต่อไป  ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ.

                                                                               Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                       Alan  Petervich  --  Vichitr  Thongthua

 4 
 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2019, 07:14:32 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                   ราชกิจจาฯประกาศข้อกำหนด ห้ามวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ

                                                 

วันพุธ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562, 18.20 น.

วันที่ 18 กันยายน 2562  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 ลงนามท้ายประกาศโดย นุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ มีผลบังคับใช้ 17 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 6 ซึ่งกำหนดให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจออกข้อกำหนด ระเบียบ หรือประกาศของศาล โดยการออกข้อกำหนดหรือระเบียบดังกล่าวให้เป็นไปตามมติของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และมาตรา 28 ซึ่งกำหนดให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจออกข้อกำหนดศาลเกี่ยวกับการพิจารณาคดีได้แต่ข้อกำหนดที่ออกมาจะต้องไม่ขัดกับพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาฯ

ในข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้บุคคลที่เข้ามาในที่ทำการศาล หรือเข้าฟังการไต่ส่วนของศาลต้องประพฤติตัวตามที่ศาลกำหนด มิเช่นนั้นจะถือเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล อย่างเช่น

ข้อ 8 (2) ห้ามใช้เครื่องขยายเสียงหรือส่งเสียงรบกวนหรือกระทำการอื่นใดที่เป็นการรบกวนการพิจารณาคดีของศาลหรือการทำงานของเจ้าหน้าที่ศาล และห้ามกีดขวางทางเข้าออกศาล

 ข้อ 8 (3) ห้ามประพฤติตนในทางก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อย หรือก่อความรำคาญ หรือกระทำการในลักษณะยุยงส่งเสริมการกระทำข้างต้น ในการพิจารณาคดีหรือการทำงานของเจ้าหน้าที่ศาล

ข้อ 8 (7) ห้ามแถลง ชี้แจง แจกจ่ายเผยแพร่ ให้สัมภาษณ์หรือพูดออกอากาศในบริเวณศาล ที่อาจมีผลกระทบกระเทือนต่อการพิจารณาคดี โดยไม่ได้รับอนุญาต
โดยข้อกำหนดข้อที่ 9 ระบุว่า ศาลอาจออกคำสั่งให้บุคคลใด หรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการหรืองดเว้นการกระทำเพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินไปอย่างสงบเรียบร้อยและรวดเร็ว

นอกจากนี้ ในข้อที่ 10 ยังกำหนดให้ "ห้ามบิดเบือน" ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายตามคำสั่งศาล หรือวิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาล โดยไม่สุจริตหรือใช้ถ้อยคำ หรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี ปลุกปั่น ยุยง หรืออาฆาตมาดร้าย

ซึ่งข้อกำหนดฯในข้อที่ 10 มีเนื้อหาในลักษณะเดียวกับมาตรา 38 วรรคสาม ของพ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญฯ แต่ในพ.ร.ป.กำหนดว่า "การวิจารณ์คําสั่งหรือคําวินิจฉัยคดีที่กระทําโดยสุจริตและมิได้ใช้ถ้อยคําหรือมีความหมายหยาบคายเสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย ไม่มีความผิดฐานละเมิดอํานาจศาล" ซึ่งข้อนี้ผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ อาจยกมาเป็นข้อต่อสู้ในกรณีที่ตัวเองถูกตั้งเรื่องละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญได้

อ่านฉบับเต็ม : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/097/T_0012.PDF

          Credit :  แนวหน้า ออนไลน์  ชมรมคนโสดคาทอลิกขอขอบคุณเป็นอย่างสูง มาณ ที่นี่ด้วย.

         

                                         

 5 
 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2019, 03:49:13 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม  เจ๋ง ฮืม
                                                    โป๊บฟรังซิสให้ความมั่นใจกับพวกอเทวะว่า พวกคุณไม่ต้องเชื่อในพระเจ้าเพื่อไปสวรรค์
                                            Pope Francis assures atheists: You don’t have to believe in God to go to heaven
by Michael Day                                                                                                                                                                             Alan Petervich Updated October 1, 2019
 
      In comments likely to enhance his progressive reputation, Pope Francis has written a long, open letter to the founder of La Repubblica newspaper, Eugenio Scalfari, stating that non-believers would be forgiven by God if they followed their consciences.
 ในคำวิจารณ์เพื่อเสริมชื่อเสียงแบบก้าวหน้าของพระองค์ โป๊บฟรังซิสได้เขียนจดหมายเปิดผนึกยาวฉบับหนึ่ง ถึงผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ La Repubblica นายเอวเยนีโอ สกัลฟารี โดยยืนยันว่า ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า พระจะให้อภัยถ้าพวกเขาเดินตามมโนธรรมของพวกเขาเอง.

Responding to a list of questions published in the paper by Mr Scalfari, who is not a Roman Catholic, Francis wrote: “You ask me if the God of the Christians forgives those who don’t believe and who don’t seek the faith. I start by saying – and this is the fundamental thing – that God’s mercy has no limits if you go to him with a sincere and contrite heart. The issue for those who do not believe in God is to obey their conscience.
ด้วยการตอบต่อรายการคำถามที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของนายสกัลฟารี ผู้ซึ่งไม่ใช่คนโรมันคาทอลิก ฟรังซิสเขียนว่า “คุณถามอาตมาว่าพระเจ้าของคริสตชนให้อภัยคนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อพระองค์และมิได้แสวงหาความเชื่อ  อาตมาขอเริ่มโดยคำกล่าว – และนี้คือสิ่งที่เป็นพื้นฐาน – ว่าพระเมตตาของพระเจ้าไม่มีขอบเขต ถ้าคุณไปหาพระองค์ด้วยดวงใจที่จริงใจและเป็นทุกข์ถึงบาป  เรื่องสำหรับคนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อในพระเจ้า ก็คือเชื่อฟังมโนธรรมของตนก็พอ.
                                   
 “Sin, even for those who have no faith, exists when people disobey their conscience.” “บาป แม้สำหรับคนที่ไม่มีความเชื่อ จะมีก็เมื่อประชาชนไม่นบนอบมโนธรรมของพวกเขา”

Robert Mickens, the Vatican correspondent for the Catholic journal The Tablet, said the pontiff’s comments were further evidence of his attempts to shake off the Catholic Church’s fusty image, reinforced by his extremely conservative predecessor Benedict XVI. “Francis is a still a conservative,” said Mr Mickens. “But what this is all about is him seeking to have a more meaningful dialogue with the world.”
 โรเบิร์ท มิคเกนส์ ผู้สื่อข่าววาติกันสำหรับหนังสือพิมพ์คาทอลิก The Tablet กล่าวว่า คำวิจารณ์ของพระสันตะปาปาเป็นประจักษ์พยานไกลกว่านั้นของความพยายามของพระองค์ที่จะขจัดภาพลักษณ์อาภัพของพระศาสนจักรคาทอลิก โดยเสริมด้วยท่านเบเนดิกต์ที่ XVI ผู้มาก่อนที่ยึดถือขนบประเพณีสุดๆ “ฟรังซิสก็เป็นผู้ยึดมั่นในขนบประเพณีคนหนึ่ง” นายมิคเกนส์กล่าว “แต่อะไรทั้งหมดที่เกี่ยวกับพระองค์ก็คือ พระองค์กำลังแสวงหาที่จะมีการเสวนาที่มีความหมายมากกว่า กับโลก”

In a welcoming response to the letter, Mr Scalfari said the Pope’s comments were “further evidence of his ability and desire to overcome barriers in dialogue with all”. In July, Francis signalled a more progressive attitude on sexuality, asking: “If someone is gay and is looking for the Lord, who am I to judge him?”
ในคำตอบต้อนรับจดหมายของโป๊บ นายสกัลฟารีกล่าวว่า การออกความเห็นของโป๊บเป็น “ประจักษ์พยานเพิ่มขึ้นของความสามารถและความประสงค๋ที่จะเอาชนะเครื่องปิดกั้นในการเสวนากับคนอื่นทั้งหมด”  ในเดือนกรกฎาคม ฟรังซิสส่งสัญญาณแสดงทัศนะที่ก้าวหน้ามากกว่าเกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยถามว่า “ถ้าบางคนเป็นเกย์และกำลังมองหาพระเจ้า อาตมาเป็นใครที่จะตัดสินเขา?”

Source:  http://www.independent.co.uk/news/world/europe/pope-francis-assures-atheists-you-dont-have-to-believe-in-god-to-go-to-heaven-8810062.html

                                                                                 Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                          Alan Petervich --  Vichitr  Thongthua


 

 6 
 เมื่อ: กันยายน 23, 2019, 09:45:50 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                              Pope Benedict XVI Easter Sunday 2012

Published on Apr 9, 2012
Vichitr Thongthua Updated September 23, 2019

https://youtu.be/gTOuB5bUy5I

     VATICAN CITY - Pope Benedict XVI appealed for peace in the world's troublespots in his Easter Sunday message  Benedict XVI (Latin: Benedictus PP. XVI; Italian: Benedetto XVI; German: Benedikt XVI.; born Joseph Aloisius Ratzinger on 16 April 1927) is the 265th and current Pope,[1] by virtue of his office of Bishop of Rome, the Sovereign of the Vatican City State and the leader of the Catholic Church, which includes the Latin Church and the twenty-two sui iuris Eastern Catholic Churches. Often regarded as the present Successor to Saint Peter, Benedict XVI was elected on 19 April 2005 in a papal conclave, celebrated his Papal Inauguration Mass on 24 April 2005, and took possession of his cathedral, the Archbasilica of St. John Lateran, on 7 May 2005. A native of Bavaria, Pope Benedict XVI has both German and Vatican citizenship.

Category
Nonprofits & Activism

                                                                           Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                Alan Petervich  -- Peter Vichitr Thongthua

 7 
 เมื่อ: กันยายน 23, 2019, 09:01:45 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                              กำลังใจพรึ่บ! "นายกฯ" พบปะชุมชนไทยในสหรัฐฯ ต้อนรับอบอุ่น
"นายกฯ" ถึง "สหรัฐฯ" พบปะชุมชนไทย ต้อนรับอบอุ่น กำลังใจพรึ่บ ก่อน ประชุม "สมัชชาสหประชาชาติ" เผย 5 ปีที่ผ่านมา เดินหน้านโยบายปฏิรูป"การเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม"

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.62 เวลา 11.05 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐอเมริกา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และภริยา นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ เคนเนดี นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 74 โดยในเวลา 15.00 น. นายกรัฐมนตรีรับฟังการบรรยายสรุปการเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 74 และกิจกรรมอื่นๆ ของนายกรัฐมนตรี จากนั้นนายกรัฐมนตรีและภริยาจะพบปะชุมชนไทยในสหรัฐอเมริกา จำนวน 175 ราย ณ โรงแรมพลาซา แอทธินี ซึ่งเป็นโรงแรมที่พัก

ทั้งนี้ บรรยายากาศการต้อนรับของคนไทยเป็นไปอย่างอบอุ่น มีการส่งเสียงและชูป้ายให้กำลังนายกฯ และภริยา ในทันทีที่มาถึง โดยชุมชนไทยในสหรัฐฯ ประกอบด้วย หัวหน้าสำนักงานทีมประเทศไทยในนครนิวยอร์ก เครือข่ายสมาคมและชมรมคนไทย กลุ่มนักวิชาชีพชาวไทยในรัฐนิวยอร์กและรัฐใกล้เคียง ผู้แทนสมาคมนักวิชาชีพไทยในสหรัฐฯ และแคนาดา นักศึกษาไทยในสหรัฐ และผู้สื่อข่าวไทยประจำนครนิวยอร์ก

                     

นายกฯ กล่าวว่า ยินดีที่ได้พบปะพูดคุยกับชุมชนไทยเพื่อแจ้งถึงสถานการณ์ประเทศไทย นโยบายรัฐบาล รวมถึงรับทราบทุกข์สุข ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชน การเดินทางมานครนิวยอร์กครั้งนี้ มีภารกิจสำคัญหลายภารกิจ อาทิ การประชุมระดับสูงว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นเรื่องที่ไทยมีความก้าวหน้าโดดเด่นและได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ประสานงานร่วมกับจอร์เจียเพื่อเจรจาร่างปฏิญญาทางการเมือง การเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและการประชุม Climate Action Summit ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะกล่าวถ้อยแถลงในนามอาเซียน เป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้นำเสนอจุดแข็งพร้อมแสดงบทบาทนำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเวทีระดับโลก สอดคล้องกับหัวข้อหลักของการเป็นประธานอาเซียนของไทย "ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน" การกล่าวสุนทรพจน์ที่ Asia Society และ USABC เพื่อแจ้งถึงพัฒนาการต่างๆ ของประเทศไทย วิสัยทัศน์ของรัฐบาล และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

"ตลอด 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลดำเนินนโยบายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน โดยดำเนินการปฏิรูปทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และได้ออกกฎหมายและปรับปรุงกฎหมายรวมกว่า 400 ฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และเอื้ออำนวยต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ" นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้รัฐบาลยังพยายามแก้ไขปัญหาสังคมที่คั่งค้างมานาน เช่น ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาแรงงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เน้นการแก้ไขปัญหาในการดํารงชีวิต และการปรับปรุงระบบสวัสดิการเพื่อประชาชนโดยมีแผนดำเนินการที่เป็นรูปธรรม อีกอย่างที่สำคัญที่รัฐบาลมุ่งเน้นคือการพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ดีจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สานต่อการพัฒนาและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจตามวิสัยทัศน์ ประเทศไทย 4.0 บนรากฐานการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยให้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และการสร้างสรรค์โดยเดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตใน 10+2 สาขา ส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC โครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและเมืองนวัตกรรม (smart cities) ในจังหวัดหลัก ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างงานและอาชีพต่อเนื่องในอีกหลายประเภท

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดให้มีความพร้อมไปสู่ศตวรรษใหม่แห่งการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ กำหนดนโยบายการศึกษาเป็นวาระเร่งด่วนในทุกระดับ ส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจของเกษตรกรและแรงงานในภาคส่วนต่างๆ เพื่อลดช่องว่างรายได้ กำหนดมาตรการสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ สำหรับการรับมือกับสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและไม่แน่นอน รวมทั้งสภาวะเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนจากความขัดแย้งกีดกันทางการค้าระหว่างชาติมหาอำนาจ รัฐบาลได้เตรียมมาตรการรับมือไว้ในหลายลักษณะ เช่น การเจรจาข้อตกลงทางการค้าอาเซียน+6 หรือที่เรียกว่า RCEP การแสวงหาและร่วมมือกับคู่ค้าคู่ลงทุนใหม่ๆ ในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีมีความภาคภูมิใจและยินดีที่ได้เห็นคนไทยที่นี่เป็นพลเมืองที่ดีของสหรัฐอเมริกา ประกอบอาชีพและธุรกิจที่ได้รับการยอมรับ และมีสิทธิเสรีภาพทัดเทียมกับชาวอเมริกัน อย่างไรก็ดีเชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไทยได้ แม้จะพำนักและทำงานอยู่ในสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญขอให้มีความสามัคคี เพื่อนำเสนอประเทศไทยในทางบวกและสร้างความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย และแสดงเอกภาพและศักยภาพของชุมชนไทยในสหรัฐอเมริกาให้เป็นที่ประจักษ์ พร้อมแสดงความขอบคุณชุมชนไทยในสหรัฐฯ ทุกคนสำหรับกำลังใจและการสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลเพื่อร่วมกันนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

          Credit  :  Nation TV  23 กันยายน 2562  ขอบคุณยิ่งในความกรุณาให้เราเผยแพร่ข่าวจากผลงานของท่าน.



.






 8 
 เมื่อ: กันยายน 20, 2019, 05:27:10 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                       พระพุทธรูปอุลตร้าแมน สะเทือนใจชาวพุทธ?
8 กันยายน 2019
   
                              

ใบหน้าและเศียรพระพุทธเจ้าบนร่างกายของยอดมนุษย์อุลตร้าแมน ซูเปอร์ฮีโร่ชื่อดังจากญี่ปุ่นในท่าไม้ตายต่าง ๆ กลายเป็นผลงานภาพวาดที่สร้างการถกเถียงในสังคม  ออนไลน์ประเทศ "เมืองพุทธ" อยู่ในขณะนี้

ผลงานศิลปะของนักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 4 หลักสูตรศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จัดแสดงในนิทรรศการที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่ จ. นครราชสีมา ได้รับการตอบรับทั้งในเชิงวิจารณ์ด้วยข้อหา "ดูหมิ่นศาสนา" และสนับสนุนการแสดงออกทางศิลปะในผลงานชิ้นนี้

   สาวกลัทธิ "วิหารซาตาน" ชูเมตตาธรรมนำการต่อสู้เพื่อเสรีภาพทางศาสนา
   หุ่นยนต์นักบวชที่วัดโคไดจิ มิติใหม่ของการเข้าวัดฟังธรรมในเกียวโต
   "เบียร์พระ" หมัก ในสหราชอาณาจักรขายดีจนผลิตไม่ทัน

ความเคลื่อนไหวต่อเรื่องนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา อาจารย์และเจ้าหน้าที่สำนักพุทธศาสนา จ.นครราชสีมา ได้พานักศึกษาเจ้าของผลงานเข้าไปขอขมาเจ้าคณะจังหวัด
"ต้องการสื่อให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าเป็นฮีโร่เหมือนอุลตร้าแมน ที่สามารถอดทนต่อสิ่งเร้ารอบด้าน ช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้กับมนุษย์ ทำให้โลกมนุษย์สงบสุขได้" นี่เป็นการเปิดเผยของนักศึกษาหญิงที่กล่าวขอขมาทั้งน้ำตาว่าไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ และเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดการถกเถียงว่าด้วยเรื่อง พุทธศาสนาในพื้นที่ของศิลปะ ผศ.ดร. ชาญณรงค์ บุญหนุน อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ย้อนให้ฟังว่า เมื่อปี 2550 กรณีภาพจิตรกรรม "ภิกษุสันดานกา" ก็เคยตกเป็นข่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง

                                                                                พระพุทธรูป=รูปสมมติ
ผศ.ดร.ชาญณรงค์ บอกกับบีบีซีไทยว่าส่วนตัวแล้ว "รู้สึกเฉย ๆ" กับเรื่องนี้ และให้มุมมองว่า การที่ชาวพุทธบางส่วนออกมาแสดงออกในเชิงยอมรับไม่ได้เป็นเรื่องปกติที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต แต่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือ การนำตัวผู้วาดภาพไปคารวะกราบขอขมาขอโทษพระ
"ในแง่หนึ่งเรื่องนี้ช่วยกะเทาะเปลือกชาวพุทธ ทำให้เห็นความอ่อนไหว ทำให้เห็นความยึดมั่นถือมั่นในพระพุทธรูปชองชาวพุทธว่ารุนแรงขนาดไหน" นักวิชาการด้านศาสนาและปรัชญากล่าว

นักวิชาการด้านศาสนาและปรัชญา อธิบายว่า พระพุทธเจ้ามีลักษณะพื้นฐานที่เรียกว่า "มหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ" แต่ก็เป็นคำอธิบายที่เกิดขึ้นมาทีหลังการเกิดของศาสนาพุทธ โดยการกำหนดรูปแบบอิงกับตำนานของพุทธศาสนาทั้งสิ้น    "คนที่ศรัทธาในพระพุทธเจ้าจริง ๆ จะไม่กระเทือนกับเรื่องแบบนี้ เพราะถือว่าพระพุทธรูปเองก็เป็นรูปสมมติ”
                                                                                     รัฐกับศาสนา
สื่อหลายสำนักรายงานว่า นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าได้กำชับไปยังสถาบันการศึกษาทุกแห่งให้ช่วยตรวจสอบผลงานนักเรียนนักศึกษาก่อนนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน ไม่ให้นำเสนอในลักษณะสุ่มเสี่ยง ละเมิด หรือก้าวล่วงสถาบัน พระพุทธศาสนา หรือกระทบต่อความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชน
   ศาลปากีสถานสั่งประหารคน 'โพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นศาสนา'
   คดีหมิ่นศาสนา: ชาวปากีสถานจำนวกมากไม่พอใจ หลังศาลพลิกคำตัดสินประหารชีวิต อาเซีย บีบี
   กม.หมิ่นศาสนาในปากีสถาน : ทำไมเขาต้องกระโดดลงจากตึกชั้น 4
ผศ.ดร.ชาญณรงค์ ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้สะท้อนความอ่อนไหวของรัฐที่มีจารีตในการอุปถัมภ์ค้ำชูศาสนา แต่อีกด้านหนึ่งกลับไม่ได้คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เขาชวนให้พิจารณากรณีการจัดสร้างพระพุทธรูปในเชิงพุทธพาณิชย์ที่น่าจะถูกตั้งคำถามมากกว่า
"พระมหาเศรษฐีนวโกฏิที่วางขาย คนก็ไม่เห็นเดือดร้อนกันที่มี 9 หน้า 9 หัว ร้ายแรงกว่านี้เยอะ ทำให้คนมาบูชา ในแง่นี้เป็นไสยศาสตร์ด้วยซ้ำไป ละเมิดจารีตของพุทธศาสนามากกว่าด้วย"
                                                                                   ทัศนะจากศิลปินแห่งชาติ
"อุลตร้าแมนอยู่ใกล้กับเขา เขาเห็นมา เห็นความเป็นฮีโร่ เห็นคุณงามความดีของอุลตร้าแมนที่ปกปักรักษาโลก ปราบคนร้าย นั่นคือสิ่งที่เขารู้จักมากกว่าพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป" อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2554 ซึ่งมีผลงานจิตรกรรมไทยที่เกี่ยวพันกับพุทธศาสนา ออกมาแสดงความเห็นกรณีนี้
ศิลปินแห่งชาติชี้ว่า นักศึกษาผู้วาดภาพใช้ตัวซูเปอร์ฮีโร่ที่มีความเก่งกล้าสามารถแทนพระพุทธเจ้า เศียรก็ยังเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อบอกถึงคุณงามความดี โดยสื่อไปถึงคนรุ่นใหม่ไม่ได้เอาไปใส่กับตัวละครในหนังที่ชั่วร้าย
"เด็กเอาไปใส่ตัวละครที่ดีที่สุดที่ปกปักรักษาโลก เป็นคนมีศีลธรรม คุณธรรม คือความคิดง่าย ๆ ของเด็กเท่านั้นเอง อย่าไปมองว่าลบหลู่ศาสนาบ้าบอคอแตก น้ำเน่ามากเกินไป มันไม่ได้เป็นขนาดนั้น"
                                                                     การแสดงออกของศิลปิน กับการยอมรับของศาสนิก

รศ.ดร. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร แสดงทัศนะที่เปิดมุมมองสองด้านไว้ในบทความที่ชื่อว่า "พระอุลตร้าแมน" กับคำถาม ศิลปินแสดงออกได้แค่ไหน? ศาสนิกยอมรับได้เพียงใด? บนเว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม ชี้ว่า มุมหนึ่งศิลปินย่อมสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อสะท้อนความคิด มีสิทธิเสรีในการแปลความหมายใหม่ต่อพระพุทธรูป ทว่าอีกมุม พระพุทธรูปเป็นรูปแทนองค์พระพุทธศาสดา เป็นที่สักการบูชาของผู้คนมากมาย "มีคติความเชื่อหรือกติกาควบคุมการสรรค์สร้าง ไม่ใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่งที่คิดจะแผลงเป็นแบบใดก็ได้" จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าพุทธศาสนิกชนบางส่วนจะเกิดความไม่พอใจและไม่สบายใจ นักวิชาการประวัติศาสตร์ศิลป์ผู้นี้ ทิ้งคำถามไว้ว่า "เมื่อเรื่องมันอ่อนไหว แล้วศิลปินจะแสดงออกได้แค่ไหน แล้วศาสนิกจะยอมรับได้เพียงใด" โดยชี้ว่าเรื่องนี้ไม่มีคำตอบที่สำเร็จรูป "ผมมองว่าเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมแบบหนึ่ง ที่เกิดขึ้นจากความคิดเห็นอันแตกต่างกัน ไม่ใช่ครั้งแรกและไม่ใช่ครั้งสุดท้าย การให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมถอยไม่ใช่ทางออกในระยะยาว การก่นด่าฝ่ายเห็นต่างยิ่งไม่ใช่ทางออก การที่เราจะก้าวไปพร้อม ๆ กันได้โดยตลอดนั้น น่าจะต้องเอาหัวใจของคนคิดต่างมาใส่ในหัวใจเรา"
ก่อนจะมีพระพุทธอุลตร้าแมน มี "ภิกษุสันดานกา - พระพุทธรูปปางแมคโดนัลด์"

เมื่อปี 2550 ภาพวาดที่ชื่อว่า "ภิกษุสันดานกา" ผลงานของอนุพงษ์ จันทร เจ้าของรางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ประเภทจิตรกรรม ศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53 ถูกวิจารณ์จากคณะสงฆ์และกลุ่มองค์กรชาวพุทธบางกลุ่มว่า เป็นภาพที่เสียดสีและหมิ่นเหม่ต่อการเหยียดหยามพระภิกษุและพระพุทธศาสนา และเรียกร้องให้ถอดถอนรางวัลที่มอบให้แก่ศิลปิน
ภาพเปรตห่มจีวร ปากมีลักษณะคล้ายปากของกา ศิลปินระบุในเวลานั้นว่า ต้องการสะท้อนถึงคนที่เข้ามาบวชเพื่ออาศัยผ้าเหลืองหาประโยชน์จากแรงศรัทธาของชาวบ้าน
เมื่อปี 2555 เกิดกรณีพระพุทธรูปปางแมคโดนัลด์ ถูกโพสต์ลงในเฟซบุ๊กของแมคโดนัลด์ ประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิที่มีการระบายแต่งสีเลียนแบบแมคโดนัลด์ รายงานของเดลินิวส์ระบุว่า มีการแชร์จากชาวเกาหลี ทำให้เกิดการวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมและเรียกร้องให้แมคโดนัลด์สืบหาต้นตอของภาพดังกล่าว

                                                ………………………………………………………………………………………………………………


 9 
 เมื่อ: กันยายน 20, 2019, 04:46:54 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                      พระสังฆราชคาทอลิกอินเดียสวมชุดฮินดูทำพิธีมิสซา
                                                                     Catholic Bishop Wears Hindu Robes for Mass
Published on Sep 19, 2019
Watchdog of Truth
https://www.churchmilitant.com/news/a...
Category
Nonprofits & Activism

https://www.youtube.com/watch?v=9-WKl9nIMP4

An Indian bishop has provoked a backlash from Catholics and Hindus after he celebrated the Holy Eucharist using suffron robes worn by Hindu priests before        a tabernacle in the form of Shivalinga – the phallus of Hindu god Shiva.                                                      พระสังฆราชอินเดียได้กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงจากชาวคาทอลิกและคนฮินดู หลังจากที่ท่านได้ประกอบพิธีมิสซาโดยใช้เสื้อคลุมสีส้มแบบพระฮินดู ทุกองค์ หน้าตู้ศักดิสิทธิ์ในรูปทรงศิวลีงค์ – องคชาติของพระศิวะฮินดู.

Bishop Derek Fernandes and his celebrating clergy  were photographed at Mass wearing Hindu clerical vestments and sporting rudraksa malas –a necklace of Hindu beads.                                                                                                                                                    พระสังฆราชเดเรค แฟนันเดสและคณะสงฆ์ที่ช่วยพิธี ได้ถูกถ่ายรูปขณะถวายมิสซาโดยสวมอาภรณ์นักบวชฮินดูและ อย่างไม่ถือตัว ห้อยสร้อยมาลารุดรักษา—สายลูกประคำแบบฮินดู.

The cleriics had also smeared their foreheads with a sacred vermillion paste called tilak – one of the most visible symbol of the Hindu religion.                                                                                                                                                                                          นักบวชทุกคนยังป้ายหน้าผากด้วยแถบชาดศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่าติลัคนา – หนึ่งในสัญลักษณ์ที่แสดงตนที่สุดของศาสนาฮินดู

(ผู้แปลไม่ใช่คนฮินดู จึงแปลด้วยความพยายามค้นหาความหมายที่คิดว่าถูกต้องเท่าที่จะทำได้ หากผิดพลาดประการใดขออภัยจริงๆ – Alan Petervich)

Comments: คำวิจารณ์

Judy Brummett
Absolutely shameful! Such mockery of our Lord and saviors holy sacrifice.                                                                                         น่าอายสุดๆ! การล้อเลียนพิธีมิสซาศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระเจ้าและพระผู้ไถ่ของเราแบบนี้.

Massey N
Shiva is one of the demons in yoga.   Defrock them immediately and make them wear hairshirt and ashes in front of Almighty God ..!!! shameful,?ฮืมฮืมฮืม??                                                                                                                                                                         ศิวะเป็นหนึ่งในปีศาจในวิชาโยคะ  ถอดเสื้อหล่อพวกบ้านี้ทันทีแล้วให้ใส่เสื้อผ้าธรรมดาแล้วโรยเถ้าบนศีรษะต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพลานุภาพ!

Carole St. louis
ฮืมฮืม??he forgot the peacock feather! Spiritual ignorance is a deadly disease. This man should know how weak, futile and insignificant he is facing the Tabernacle.                                                                                                                                                             ฮ่า ฮ่า แกคงลืมเสียบขนนกยูงด้วย! อวิชาทางจิตวิญญาณเป็นโรคร้ายอย่างหนึ่ง  ชายคนนี้ควรรู้ว่าจะเกิดอ่อนแอหมดเร่ยวแรง ขาดเหตุผลและคิดอะไรไม่ออก ขณะเผชิญตู้ศักดิ์สิทธิ์นั้น.

Keith McCormick
Where do these men come.from. do they teach.them nothing besides the homosexual lifestyle in seminary now. God nothing surprises me anymore when it comes to the clergy.                                                                                                                                                 คนเหล่านี้มาจากไหน  สอนอะไรหรือไม่สอนอะไรเลยนอกจากใช้สไตล์ชีวิตเล่นเพื่อนในบ้านเณรตอนนี้พระโปรดเถอะ ไม่มีอะไรทำให้เราประหลาดใจเลยเมื่อพูดเรื่องคณะนักบวชทั้งหลาย. 

                                                 

 10 
 เมื่อ: กันยายน 18, 2019, 11:36:48 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                     ลัทธิสมัยใหม่นิยม: การสังเคราะห์ลัทธิเฮเรติกทั้งหมด
                                                                   MODERNISM: THE SYNTHESIS OF ALL HERESIES
 by Michael Lofton  •  ChurchMilitant.com  •  April 25, 2015     
An Overview of Modernism ลักษณะทั่วไปของลัทธิสมัยใหม่นิยม

Have you ever encountered someone in the Church who said it doesn't matter what religion you believe, or that truth is subjective? If so, you have probably encountered a Modernist.                                                                                             คุณเคยเจอใครบางคนในวัดที่กล่าวว่า มันไม่เป็นไรเกี่ยวกับศาสนาที่คุณเชื่อถือ หรือว่า ความจริงเป็นเรื่องจิตใจของคน? ถ้าเป็นเช่นนั้น บางทีคุณอาจได้พบนักสมัยใหม่นิยมคนหนึ่งแล้ว.

What Is Modernism? ลัทธิสมัยใหม่นิยมคืออะไร?
By its very nature, Modernism — the sythesis of all heresies, according to Pope St. Pius X — is hard to define because it doesn’t have an official creed. For this reason, it is like nailing jelly to a wall. There are some basic components to Modernism, however, some of which are as follows:                                          โดยธรรมชาติของมัน ลัทธิสมัยใหม่นิยม–คือการประกอบขึ้นของลัทธิเฮเรติกทั้งหมด ตามที่โป๊บนักบุญ ปีโอกล่าว – ยากที่จะจำกัดความ เพราะว่าไม่มีความเชื่อเป็นทางการ  ด้วยเหตุผลนี้ มันคล้ายๆกับตอกวุ้นใส่เข้าไปในกำแพง  อย่างไรก็ดี มีส่วนประกอบพื้นฐานบางประการสำหรับลัทธิสมัยใหม่นิยม บางประการมีดังนี้:
1.   All religions are equal. For the Modernist, it doesn't matter if you are a Catholic, Muslim, Hindu, Wiccan or snake handler; all that matters is that one is religious in some way, since all religious paths lead to God. Clearly, this is at odds with Jesus Christ, Who said, "I am the way, and the truth, and the life. No man cometh to the Father, but by me" (John 14:6). It is also at odds with what the Catholic Church teaches in the Catechism: "Basing itself on Scripture and Tradition, the Council teaches that the Church, a pilgrim now on earth, is necessary for salvation: the one Christ is the mediator and the way of salvation; he is present to us in his body which is the Church.                                                                                    ทุกศาสนาเท่าเสมอกัน  เพราะว่า คนสมัยใหม่ มันไม่เป็นไรถ้าคุณเป็นคาทอลิก มุสลิม ฮินดู วิก แกน หรือนักจับงู  ทั้งหมดที่เป็นเรื่องก็คือว่า คนหนึ่งเป็นคนถือศาสนาบ้าง โดยที่หนทางของศาสนาทั้งหมดล้วนนำไปสู่พระเจ้า  ชัดเจน ข้อนี้ขัดแย้งกับพระเยซูคริสตเจ้า ซึ่งตรัสว่า “เราเป็นหนทาง ความจริงและชีวิต ไม่มีใครไปเฝ้าพระบิดาได้ นอกจากผ่านทางเรา” (ยอห์น 14:6)  มันยังขัดแย้งกับสิ่งที่พระศาสนจักรสอนในหนังสือคำสอน:”โดยวางพื้นฐานบนพระคัมภีร์และจารีตประเพณี สังคายนาสอนว่าพระศาสนจักร ตอนนี้กำลังเป็นผู้จาริกบนโลก เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการช่วยให้รอด:พระคริสตเจ้าพระองค์หนึ่งเป็นคนกลางและหนทางแห่งการช่วยให้รอด พระองค์ อยู่กับเราในปัจจุบันในร่างของพระองค์ซึ่งก็คือพระศาสนจักรนั่นเอง.

2.   He himself explicitly asserted the necessity of faith and Baptism, and thereby affirmed at the same time the necessity of the Church which men enter through Baptism as through a door. Hence they could not be saved who, knowing that the Catholic Church was founded as necessary by God through Christ, would refuse either to enter it or to remain in it" (846).     ตัวพระองค์เองได้สอดใส่อย่างชัดเจนซึ่งความจำเป็นของความเชื่อและศีลล้างบาป และโดยนัยนี้ได้ยืนยันในเวลาเดียวกันถึงความจำเป็นของศาสนจักร ซึ่งมนุษย์เข้ามาผ่านทางศีลล้างบาปประหนึ่งประตูทางเข้า  ที่นี่พวกเขาไม่สามารถถูกช่วยให้รอด ผู้ใดที่ โดยรู้ว่าพระศาสนจักรคาทอลิกได้รับการก่อตั้งด้วยความจำเป็น โดยพระเจ้าผ่านทางพระคริสตเจ้า ควรจะปฏิเสธทั้งที่เข้าไปที่นั่นหรือทั้งคงอยู่ที่นั่น” (846)

3.   Religion is not about dogma but about sentimentality and feelings. For the Modernist, religion is essentially about what makes you feel good; if Christianity, or any other religion, is what makes you feel good and more in touch with the Divine, then it is true for you. In other words, religion does not consist of creeds or objective truth but of feelings.  As we saw in John 14:6, quoted above, truth isn't subjective but is found only in Jesus and His Church.                                                         ศาสนาไม่ใช่ที่เกี่ยวกับข้อความเชื่อ แต่เกี่ยวกับความรู้สึกและความนึกคิดในใจ สำหรับพวกนักสมัยใหม่นิยม ศาสนาเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณรู้สึกดี  ถ้าคริสตศาสนา หรือศาสนาอื่นใด เป็นสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีและแตะต้องมากขึ้นกับพระเจ้า ถ้าเช่นนั้นก็เป็นของจริงสำหรับคุณ พูดอีกอย่าง ศาสนามิได้ประกอบด้วยบรรดาข้อความเชื่อหรือความจริงที่เป็นเป้าหมาย แต่เป็นความรู้สึก  ดังที่เราได้เห็นใน พระวรสาร ยอห์น 14: 6 ที่ระบุข้างบน ความจริงมิใช่เป้าประสงค์ แต่จะพบเพียงในพระเยซูเจ้าและพระศาสนจักรของพระองค์เท่านั้น.

4.   The historical Jesus is not necessarily the Jesus of the Gospels. This means the Scriptures are not necessarily reliable from an historical perspective, according to the Modernist. For example, the Modernist would say that Jesus may not have truly risen from the dead. According to this view, the Resurrection mentioned in Scripture was essentially the way the Apostles chose to communicate the belief that Jesus continues to live in our hearts after His crucifixion. This is completely at odds with St. Paul, who said, "And if Christ be not risen again, your faith is vain, for you are yet in your sins" (1 Corinthians 15:17).                                                       พระเยซูในประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเป็นพระเยซูแห่งพระวรสาร ข้อนี้หมายความว่าพระคัมภีร์ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทัศนะทางประวัติศาสตร์ตามพวกสมัยใหม่นิยม  ตัวอย่างเช่น พวกสมัยใหม่นิยมอาจกล่าวว่า พระเยซูเจ้าอาจมิได้ฟื้นคืนจากความตายอย่างแท้จริง  ตามทัศนะนี้ การกลับคืนชีพที่ระบุในพระคัมภีร์เป็นวิธีสำคัญที่บรรดาอัครสาวกเลือกเพื่อสื่อสารความเชื่อที่ว่าพระเยซูเจ้ายังคงเจริญชีวิตในดวงใจของพวกเราหลังการถูกตรึงกางเขนของพระองค์  ข้อนี้ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับนักบุญเปาโล ซึ่งกล่าวว่า “ถ้าพระคริสตเจ้ามิได้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ ความเชื่อของท่านก็ไร้ความหมาย เพราะว่าพวกท่านคงอยู่ในบาป.” (1 โครินธ์ 15:17).

5.   Doctrine evolves. The Modernist says that in previous centuries, the dogmas of the Faith, such as the dogmas of the Trinity, were true, but since dogma evolves, it may no longer be true today. For the Modernist, dogma evolves into whatever accommodates the needs of the current culture. This is refuted by the fact that the dogmas of the Faith are revealed by God, and God cannot contradict Himself.                                  คำสอนพัฒนาไป นักสมัยใหม่นิยมกล่าวว่าในศตวรรษก่อน  ข้อต้องเชื่อของความเชื่อ เช่นข้อต้องเชื่อของพระตรีเอกภาพเป็นความจริง แต่ตั้งแต่ข้อต้องเชื่อพัฒนาไป มันอาจจะไม่จริงวันนี้  สำหรับพวกนิยมใหม่ ข้อต้องเชื่อพัฒนาไปสู่อะไรก็ตามที่อำนวยความสะดวกความต้องการของวัฒนธรรมปัจจุบัน นี้ถูกพิสูจน์ว่าไม่จริงโดยความจริงที่ว่าข้อต้องเชื่อของความเชื่อถูกเปิดสำแดงโดยพระเจ้า และพระเจ้าไม่สามารถขัดแย้งกับตัวพระองค์เอง.

6.   Orthodox terminology is maintained, but the definitions of the terms are changed.Words like "God," "Resurrection," "Trinity," and "salvation" are all used by the Modernist, but what they mean by these terms has nothing to do with what these terms have traditionally meant in the history of the Church. For this reason, Modernists may appear to be orthodox, but one eventually discovers their true nature once they dig more deeply into the meaning of the terminology they use. This view of dogma was refuted by the First Vatican Council: "Hence, too, that meaning of the sacred dogmas is ever to be maintained which has once been declared by holy mother church, and there must never be any abandonment of this sense under the pretext or in the name of a more profound understanding" (On Faith and Reason, 14).                                เรื่องการใช้ถ้อยคำอย่างปกติชนได้รับการปฏิบัติมั่นคง แต่คำจำกัดความของถ้อยคำมีการเปลี่ยนแปลง  คำอย่างเช่น “พระเจ้า” “การกลับคืนชีพ” “พระตรีเอกภาพ”และ “การช่วยให้รอด” ทั้งหมดถูกใช้จากพวกสมัยใหม่นิยม แต่สิ่งที่พวกเขาหมายด้วยคำเหล่านี้ไม่มีอะไร่กี่ยวกับสิ่งที่คำเหล่านี้มีความหมายตามธรรมประเพณีในประวัติศาสตร์ของศาสนจักร  เพราะเหตุผลข้อนี้ พวกนิยมสมัยใหม่อาจปรากฎว่าเป็นคนแบบปกติชนทั้งหลาย แต่ในขั้นสุดท้าย มีคนพบว่าธรรมชาติแท้จริงของพวกเขาที่ครั้งหนึ่งพวกเขาขุดลึกมากเข้าสู่ความหมายของการใช้ถ้อยคำของพวกเขา ทัศนะนี้ของข้อความที่ต้องเชื่อ ถูกพิสูจน์ว่าไม่จริงโดยสังคายนาวาติกันครั้งที่หนึ่ง : “ที่นี่ ด้วย ความหมายนั้นของข้อความศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเชื่อ ผ่านไปสู่การเป็นที่ต้องค้ำจุณ ซึ่งครั้งหนึ่งถูกประกาศโดยศาสนจักรมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ และจะต้องไม่เคยมีการทอดทิ้งใดๆของความหมายนี้ ภายใต้ข้ออ้างแก้ตัวหรือในนามของความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกว่านี้” (ว่าด้วยความเชื่อและเหตุผล 14)

The Origins of Modernism กำเนิดของลัทธิสมัยใหม่นิยม
1.   The Protestant Revolution. For the Protestant, the individual rejects the Magisterium established by Christ and replaces it with the individual. Given this view, it was only a matter of time that the individual would be elevated to a position to interpret and define all matters of faith and morals forhimself.                                                                                                   วิวัฒนาการโปรเตสตันท์ สำหรับชาวโปรเตสตันท์ เอกัตบุคคลไม่ยอมรับอำนาจบริหารศาสนจักรที่สถาปนาจากพระคริสตเจ้าและแทนที่ด้วยเอกัตบุคคลเอง  โดยที่ให้ทัศนะแบบนี้ มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาที่เอกัตบุคคลอาจถูกยกขึ้นสู่สถานะที่แปลและจำกัดความทุกเรื่องของความเชื่อและจริยธรรมสำหรับตัวเขาเอง.
2.   The Enlightenment. The Enlightenment rejected all divine revelation and exalted man's ability, by reason alone, to determine what is true in matters of faith and morals. This eventually led to the Modernist view that the individual, and not God or Magisterium, determines what is true.      ยุคภูมิปัญญา ยุคภูมิปัญญาไม่ยอมรับการไขแสดงจากพระเจ้าทั้งหมด และยกชูความสามารถของมนุษย์แทน โดยเหคุผลอย่างเดียว เพื่อตกลงว่าอะไรเป็นจริงในเรื่องของความเชื่อและจริยธรรม  สิ่งนี้ ในที่สุด นำไปสู่ทัศนะแบบนิยมสมัยใหม่ที่ว่าเอกัตบุคคล และไม่ใช่พระเจ้าหรืออำนาจบริหารศาสนจักร ตัดสินตกลงใจว่าอะไรเป็นจริง.
3.   Early 20th-Century Theologians. Modernism was especially made popular by early 20th-century theologians like Alfred Loisy and George Tyrrell, among others. These men were eventually excommunicated for their espousal of Modernism.                                                                นักเทววิทยาต้นศตวรรษที่ 20 ลัทธิสมัยใหม่นิยม เป็นพิเศษทำให้เป็นที่นิยมแพร่หลาย จากนักเทววิทยาต้นศตวรรษที่ 20 เช่น อัลเฟรด ลอยซี และจอร์จ ทีเรลล์ ท่ามกลางคนอื่นๆ  คนเหล่านี้ในที่สุดถูกตัดขาดจากพระศาสนจักรเพราะการยึดถือลัทธิสมัยใหม่นิยมของพวกเขา.
 
Modernism in the Church Today ลัทธิสมัยใหม่นิยมในพระศาสนจักรทุกวันนี้
1.   Modernism in the Liturgy. Modernists do not see the liturgy of the Church as the primary way to worship God. Instead, they see it as an opportunity for man to gather together for purposes other than the worship of God. Thus, they think the liturgy shouldn't be primarily about what God wants, but about what modern man likes. For the Modernist, liturgy is primarily about sentimentality and not the worship of God.             การนิยมสมัยใหม่ในพิธีกรรม  พวกสมัยใหม่นิยมไม่เห็นพิธีกรรมของศาสนจักรเป็นประหนึ่งหนทางแรกเพื่อนมัสการพระเจ้า  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาเห็นเป็นโอกาสสำหรับมนุษย์ที่จะรวบรวมเข้าด้วยกันเพื่อวัตถุประสงค์อื่นมากกว่าจะนมัสการพระเจ้า  ดังนั้น พวกเขาคิดว่าพิธีกรรมไม่ควรจะเป็นสิ่งแรกเกี่ยวกับที่พระเจ้าทรงประสงค์ แต่ต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์สมัยใหม่ชอบ  สำหรับพวกนิยมสมัยใหม่  พิธีกรรม เริ่มแรก ต้องเกี่ยวกับความรู้สึกในความต้องการของตน ไม่ใช่การนมัสการพระเจ้า.
2.   Modernism in Dogma.  Another prevalent example of Modernism in the Church today is the "hermeneutic of discontinuity." This is the view that sees everything before Vatican II as obsolete. In other words, since doctrine evolves for the Modernist, the things that were true before Vatican II do not necessarily apply to the Church after Vatican II. For the Modernist, a new Church was created after Vatican II, and this Church has new truths that are not necessarily the same as those before Vatican II (e.g., Karl Rahner's view of Vatican II, refuted here).                                      การนิยมสมัยใหม่ในข้อความเชื่อ ตัวอย่างของความเป็นต่ออื่นๆของลัทธิสมัยนิยมในศาสนจักรปัจจุบันก็คือ “วิทยาแห่งการแปลของความไม่ต่อเนื่อง” นี้เป็นทัศนคติที่ว่าเห็นทุกอย่างก่อนสังคายนาวาติกันที่ II เป็นประหนึ่งสิ่งพ้นสมัยไปแล้ว  พูดอีกอย่าง ตั้งแต่คำสอนวิวัฒน์สำหรับนักสมัยนิยม  สิ่งที่เป็นจริงก่อนสังคายนาวาติกันที่ II ไม่จำเป็นต้องปรับให้เข้ากับพระศาสนจักรหลังวาติกันที่ II  และศาสนจักรนี้มีความจริงใหม่ ที่ไม่จำเป็นจะอย่างเดียวเหมือนความจริงเหล่านั้นก่อนสังคายนาวาติกันที่ II (ตัวอย่าง Karl Rahner's view of Vatican II, refuted here).

3.   Modernism in Scripture Studies. Modernism has infected the Church in Scripture studies by what is called Higher Criticism.  Higher Criticism is an approach to Scripture that often questions the historicity of events mentioned in Scripture. A recent example of the heresy of Modernism in Scripture studies is Cardinal Kasper, who openly denies the historicity of the miracles of Christ (see here for more)                                                                             การนิยมสมัยใหม่ในการศึกษาพระคัมภีร์ ลัทธิสมัยใหม่นิยม ได้ทำให้พระศาสนจักรติดเชื้อในการศึกษาพระคัมภีร์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ขั้นสูงกว่า  การวิพากษ์วิจารณ์ขั้นสูงกว่าเป็นการเข้าไปใกล้พระคัมภีร์ที่บ่อยมากคือคำถามเรื่องหลักฐานในประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ ตัวอย่างใหม่ๆของความเป็นเฮเรติกของลัทธิสมัยใหม่นิยมในการศึกษาพระคัมภีร์ก็คือพระคาร์ดินัลกาสแปร์ ซึ่งปฏิเสธอย่างเปิดเผยเรื่องหลักฐานทางประวัติศาสตร์การทำอ้ศจรรย์ของพระคริสต์ ((ดูที่นี่เพื่อข้อมูลมากกว่านี้)

Magisterial Responses to Modernism คำตอบของผู้บริหารศาสนจักรต่อความนิยมสมัยใหม่
The Church has officially condemned Modernism in the following documents: พระศาสนจักร อย่างเป็นทางการ ได้ประนามลัทธินิยมสมัยใหม่ในเอกสารดังต่อไปนี้:
1.   Lamentabili Sane, Pope St. Pius X (1907)
2.   Paschendi Dominici Gregis, Pope St. Pius X (1907)

 
       

หน้า: [1] 2 3 ... 10