หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: เมษายน 07, 2019, 04:18:46 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                         USCCB > บทภาวนาและการนมัสการ > มิสซา
http://www.usccb.org/prayer-and-worship/the-mass/extraordinary-form/index.cfm

Extraordinary Form of the Mass แบบฟอร์มพิเศษของมิสซา

The earliest Church documents that describe the Eucharist show differences in the way it was celebrated from region to region. Rome, Jerusalem, Alexandria, Antioch, Milan, Gaul—all of these centers of the Church had different ways of celebrating the Eucharist from the earliest days. And yet, there was never a question that it was the same Eucharist, the same Sacrifice, the same faith, and the same Apostolic foundation which underlay them all. Even within the area encompassed by the Roman Rite, there had been considerable variation in the celebration of the Mass over the centuries.
เอกสารศาสนจักรแรกเริ่มที่สุดที่บรรยายพิธีศีลมหาสนิท แสดง ความแตกต่างในวิถีทางที่ถวายจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง  โรม  เยรูซาเลม  อาเล็กซานเดรีย  อันติอ็อก  มิลาน  กอล ---สูนย์เหล่านี้ทั้งหมดของศาสนจักรมีวิธีต่างกันในการถวายศีลมหาสนิทจากยุคแรก  และแม้กระนั้น  ไม่เคยมีปัญหาว่านั่นคือพิธีศีลมหาสนิทเดียวกันหรือไม่  ศีลบูชาเดียวกันหรือไม่  ความเชื่อเดียวกันหรือไม่  และ รากฐานมาจากอัครสาวกเดียวกันที่วางไว้ทั้งหมดหรือไม่   แม้ภายในขอบเขตกำหนดโดยจารีตพิธีโรมัน  มันก็ยังมีความหลากหลายที่น่าพิจารณา ในการถวายมิสซามาหลายศตวรรษ.

 The Council of Trent endorsed some of this diversity, as well as called for greater centrality in promoting uniformity. Popes from the fourth century through the twenty-first century have made changes for the sake of adapting or reforming the Roman Rite, but all of these changes must be seen not with “the hermeneutic of discontinuity and rupture” but within “the hermeneutic of reform, of renewal in continuity” as Pope Benedict XVI taught.
สังคายนาแห่งเตรนท์ได้มีความเห็นรับรองความหลากหลายนี้บางประการ  เช่นเดียวกับได้เรียกร้องให้มีศูนย์ที่ใหญ่กว่าในการส่งเสริมความมีเอกลักษณ์  บรรดาโป๊บเริ่มจากศตวรรษที่สี่จนถึงศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ได้ทำการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้การปรับปรุงและการฟื้นฟูจารีตโรมัน  แต่ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทั้งหมด ต้องไม่ให้เห็น” วิทยาแห่งการแปลของความไม่ต่อเนื่องและการแตกแยกออกไป”  แต่ต้องอยู่ภายใน”วิทยาแห่งการแปลของการฟื้นฟู  ของการทำใหม่ในความต่อเนื่อง” ดังที่โป๊บเบเนดิกต์ที่ XVl ได้สอนไว้.

It is in this light that Saint John Paul II, with a special indult Quattuor abhinc annos, issued in 1984 by the Congregation for Divine Worship, granted the faculty under certain conditions to restore the use of the Missal promulgated by Saint John XXIII. He then promulgated the motu proprio Ecclesia Dei in 1988 which established a Commission for the pastoral oversight of those Catholics who remain attached to the Mass as it was celebrated in the Missale Romanum of 1962. In 2007, Pope Benedict XVI issued another motu proprio, Summorum Pontificum, which expanded and simplified the permissions to celebrate the whole liturgy according to the norms of 1962. He clarified that the 1962 Missale and 2008 Missale are both legitimate forms of the one Roman Rite, respectively called the Extraordinary and Ordinary Forms.
ในข้อคิดนี้ที่นักบุญยอห์นปอล ll  โดยการอนุญาตพิเศษ Quattuor Abhinc Annos,  ออกในปี 1984 โดยสมณกระทรวงพิธีกรรม  ได้อนุญาตคณะบุคคลภายใต้เงื่อนไขที่จะกู้คืนการใช้คู่มือมิสซาที่ออกประกาศโดยนักบุญยอห์น XXlll  จากนั้นพระองค์ได้ออกประกาศ motu proprio Ecclesia Dei ในปี 1988 ซึ่งสถาปนาคณะกรรมการสำหรับดูแลกลุ่มคาทอลิกเหล่านั้น ที่ยังคงยึดติดกับมิสซา เช่นที่ถวายใน the Missale Romanum of 1962. ในปี 2007  โป๊บเบเนดิกต์  XVl  ได้ออก motu proprio อีกฉบับหนึ่งชื่อ  Summorum Pontificum  ซึ่งได้ขยายและให้อนุญาตง่ายๆที่จะถวายพิธีมิสซาทั้งครบตามข้อบัญญัติของปี 1962   พระองค์ได้อธิบายว่า Missale 1962 และ Missale 2008 ทั้งสองเป็นแบบฟอร์มที่ถูกต้องตามจารีตพิธีโรมัน  โดยเรียกว่า แบบฟอร์ม Extraordinary and Ordinary Forms

This Apostolic Letter has the aim of: หนังสือสันตะสำนักฉบับนี้มีเป้าหมายของ:
offering to all the faithful the Roman Liturgy in the Usus Antiquior, considered as a precious treasure to be preserved;
การถวายสัตบุรุษทุกคนด้วยพิธีกรรมโรมันในรูปแบบวิธีการดั้งเดิม  โดยพิจารณาว่าเป็นขุมทรัพย์ทรงคุณค่าที่จะต้องเก็บรักษาไว้;

effectively guaranteeing and ensuring the use of the forma extraordinaria for all who ask for it, given that the use of the 1962 Roman Liturgy is a faculty generously granted for the good of the faithful and therefore is to be interpreted in a sense favorable to the faithful who are its principal addressees;
การค้ำประกันอย่างได้ผลและการรับประกันการใช้รูปแบบพิเศษสำหรับทุกมิสซาที่มีผู้ขอ  โดยถือว่า การใช้พิธีกรรมโรมันปี 1962 เป็นเรื่องที่ได้รับอนุมัติอย่างแสดงน้ำใจเพื่อความดีของสัตบุรุษ และดังนั้น เป็นสิ่งที่ได้รับการแปลในความหมายที่เอื้อต่อสัตบุรุษ ซึ่งเป็นผู้ร่วมพิธีเป็นหลัก.
promoting reconciliation at the heart of the Church. โดยส่งเสริมการกลับคืนดีที่เป็นหัวใจของพระศาสนจักร.

Thus did he exhort the whole Church to “generously open our hearts and make room for everything that the faith itself allows.” Any Priest of the Latin Church—provided he has the minimum rubrical and linguistic ability—may, without any further permission from the Holy See or his Ordinary, celebrate the Extraordinary Form of the Missale Romanum in a Mass without the people at any time except during the Sacred Triduum. If members of the faithful wish to join in these celebrations, they are permitted to do so.In parishes where a stable group of the faithful are attached to the Extraordinary Form of the Mass, they may approach the pastor, who is to support their petition willingly.
ดังนั้น พระองค์ได้แนะนำศาสนจักรทั้งครบให้ ” เปิดดวงใจของเราและปิดที่ว่างสำหรับทุกสิ่งที่ความเชื่อเองอนุญาต “  พระสงฆ์องค์ใดของศาสนจักรลาติน---ไม่ว่าเขาจะมีความสามารถทางภาษาและพิธีกรรมเพียงเล็กน้อย---อาจจะ โดยไม่ต้องมีการอนุญาตอีกจากสันตะสำนัก หรือพระสังฆราช  สามารถถวายมิสซาแบบฟอร์มพิเศษของ Missale Romanum ในมิสซาที่ไม่มีประชาชนร่วมเวลาใดก็ได้ ยกเว้นระหว่าง Sacred Triduum  ถ้าสมาชิกสัตบุรุษประสงค์จะร่วมในการถวายมืสซาเหล่านี้  พวกเขาก็ได้รับอนุญาตที่จะทำเช่นนั้นได้  ในวัดปกครองที่มีกลุ่มสัตบุรุษประจำที่ยึดมั่นในพิธีมิสซาแบบฟอร์มพิเศษ  พวกเขาสามารถติดต่อเจ้าอาวาส  ซึ่งคงต้องสนับสนุนคำขอของพวกเขาอย่างเต็มอกเต็มใจ.

The vernacular edition of the Lectionary for Mass may be used in the extraordinary form, while the 1962 calendar is to be followed. The Ecclesia Dei Commission will study the eventual integration of new saints and some prefaces from the ordinary form into the extraordinary Missal.
บทอ่านเป็นภาษาถิ่นสำหรับมิสซา อาจถูกนำมาใช้ในรูปแบบพิเศษได้  ขณะที่ปฏิทินปี 1962 ต้องนำมาใช้ปฏิบัติตามด้วย  คณะกรรมาธิการ Ecclesia Dei จะศึกษาการนำชื่อนักบุญปัจจุบันใหม่และบทอ่านเพิ่มบางบทจากมิสซาแบบปกติเข้ามาในมิสซาแบบพิเศษได้ด้วย

In 2011, the Ecclesia Dei Commission promulgated the Instruction Universae Ecclesiae, which further specified the use and regulation of the Extraordinary Form. This Instruction deals with the competence of Diocesan Bishops; the meaning of a “stable group of the faithful”; the qualifications of the priest-celebrant; some matters of liturgical and ecclesiastical discipline; the use of the other sacraments, including Confirmation and Holy Orders; the use of the Breviarium Romanum; the Sacred Triduum; the rites of religious orders; and the use of the Pontificale Romanum and the Rituale Romanum.
ในปี 2011 คณะกรรมาธิการ Ecclesia Dei ได้ประกาศเผยแพร่คำแนะนำ Universae Ecclesiae ซึ่งกำหนดเพิ่มการใช้และระเบียบบังคับมิสซารูปแบบพิเศษ  คำแนะนำนี้จัดการกับอำนาจของพระสังฆราชสังฆมณฑล  ความหมายของ “ กลุ่มแน่นอนของสัตบุรุษ”  การกำหนดคุณลักษณะของบาทหลวงผู้ที่จะถวายมืสซา  ข้อมูลบางอย่างของกฎเกณฑ์ศาสนจักรและพิธีกรรม      การใช้ศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ    รวมทั้งศีลกำลังและศีลบรรพชา     การใช้หนังสือทำวัตร Breviarium Romanum   Sacred Triduum  จารีตพิธีการบวชนักบวช  และการใช้ Pontificale Romanum และ Rituale Romanum.

It is not certain what the future holds, but for the present the Church hopes that the two forms of the one Roman Rite may provide a mutual spiritual enrichment for the faithful and promote the Communion of the whole Church as an expression of unity in diversity.
ไม่แน่นอนว่าอนาคตจะยึดถืออะไร  แต่ในปัจจุบัน พระศาสนจักรหวังว่าสองรูปแบบของจารีตโรมัน อาจทำให้เกิดความร่ำรวยฝ่ายจิตต่อกันสำหรับสัตบุรุษ และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของ ศาสนจักรทั้งหมด เป็นประหนึ่งการแสดงออกของเอกภาพในความหลากหลายนี้.
 

 2 
 เมื่อ: เมษายน 03, 2019, 07:00:45 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                         คาสคา – ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า  หน้า 35
                                                                     Casca – The immortal Mercenary Page 35

ผู้ประพันธ์ Sgt. Barry Saddler
แปลและเรียบเรียงโดย Alan Petervich
ประกอบเพลงลำนำ The Ballad of the Green Beret : https://youtu.be/0wwQev1IaXk

นวนิยาย หน้า 35

เจ้าตัวเล็กช๊อคสุดๆที่จะขัดขวางเมื่อคาสคาพุ่งตัวเข้าหาเขา  ขณะที่มือกำยำรวบเข้าที่ลำคอของเขา นายทหารโรมันกล่าวอย่างนุ่มนวล “ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวนะน้อง แกคนเดียวที่รู้  ไม่มีประจักษ์พยานแน่  นั่นซี ลูซีอูส มินิเตรอบอกแกว่าเขาจ่ายก้อนใหญ่สำหรับพวกแกนี่ไง”  นิ้วมือของคาสคากำรวบเข้าหากัน  เสียงกร๊อบที่ลำคอของผู้ร้ายตัวเล็กดังสนั่นภายใต้กรงเล็บทรงพลัง  เขาตาค้าง ใบหน้าหมองคล้ำลง และเขาตายตรงนั้น.

เครสปาสมองไปที่ทาสที่ได้ช่วยเขาและนึกถึงการจะให้เหรียญตรา “ แกเป็นหนึ่งในคนของเราหรือ?” เขาถาม

คาสคาผงกศีรษะ

เครสปาสยกตัวยืนชึ้น  มองคาสคาแบบตรวจตราอย่างใกล้ชิด  “ ขอบใจนะ  พ่อทาส  แกจะได้รับการปูนบำเหน็จสำหรับงานนี้  พระเจ้าช่วย  แกเป็นคนชั้นดีจริงๆ  แกสามารถใช้ดาบเป็นไหม?”

คาสคาผงกหัวอีกครั้งหนึ่ง  ไม่มั่นใจว่าจะพูดอะไรกับคนที่ถือกุญแจอิสระภาพของตน

“อ้าปากซิ” ข้าหลวงสั่งโดยไม่มีใครคิด  คาสคาทำตามสั่ง และเครสปาสก้มตัวเข้ามาใกล้แล้วมองเข้าไปในปาก    “วิธีที่ดีที่สุดที่จะตรวจสอบสุขภาพของคนๆหนึ่ง ก็คือดูที่ฟันของเขา”  ข้าหลวงกล่าว  ไม่เชิงสอนแบบครูอาจารย์ที่เล็คเชอร์ให้ศิษย์ฟัง  “ถ้าฟันผุ  สุขภาพของคนๆนั้นก็ทรุดโทรมด้วย  แต่ฟันของแก เฮอร์คิวลิสผู้น่ารักของข้า  อยู่ในสภาพยอดเยี่ยมทีเดียว”

มินิเตรอตอนนี้ปรากฎตัวออกมา และด้วยกิริยาอาการโค้งแล้วโค้งอีก พร้อมกับย่อตัวในท่าเคารพ ทำให้ข้าหลวงสนใจ  เครสปาสหันไปหาเขาและถามว่า “ทาสคนนี้อยู่ในความดูแลของท่านหรือ?”  ซึ่งมินิเตรอรีบตอบรับอย่างรวดเร็วว่าใช่  อีกครั้งหนึ่งที่เครสปาสเดินตรวจรอบตัวคาสคา เคาะและคลำประหนึ่งคาสคาเป็นม้าตัวหนึ่งที่เขาตรวจสอบเพื่อความมุ่งหมายจะซื้อ

“ดีพอจริงๆ” ที่สุดเขาพูดออกมา  “พาเขาไปทำงานกับคนงานบ้านฉัน  ฉันต้องการให้เขาสวมเลิ้อผ้าใหม่และนำตัวส่งให้ฉันที่วิลลาของฉันเย็นวันพรุ่งนี้  ฉันมีอะไรบางอย่างน่าสนใจที่จะมอบแก่เขา  พอแล้ว  พาเขาไปเถอะ  โอ นี่แน๊ะ  บอกพวกดูแลถนนหนทางทำความสะอาดด้วย ก่อนที่มันจะทรุดโทรมกว่านี้

เมื่อเขาทั้งสองพ้นสายตาข้าหลวง  มินิเตรอรวบมือคาสคามากำไว้ด้วยความยินดี  “เราทำได้แล้ว!  เขากำลังจะปล่อยคุณเป็นอิสระ! เพื่อนยาก  เราทำสำเร็จแล้ว!”  คาสคาร่วมแสดงความยินดีด้วย  ...แต่มีอะไรบางอย่างดำมืดอยู่ในห้วงถ้ำมันสมองที่รบกวนเขาอยู่....เขาบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร  มินิเตรอได้ทำตามคำสั่งของข้าหลวง  สั่งให้บริวารไปเก็บร่างของผู้ตาย และนำคาสคากลับสู่เหมือง เตรียตัวเข้าเฝ้าข้าหลวงต่อไป

บทที่  13

ลูซีอูส คุณคิดว่าเราทำสำเร็จแล้วหรือยัง?  ท่านข้าหลวงจะปล่อยฉันเป็นอิสระหรือเปล่า?”

มินิเตรอยิ้ม  คงพอใจกับผลงานในวันนั้น  “แน่นอน  คาสคา  เมื่อคุณถูกมอบตัวให้เขาวันพรุ่งนี้  แน่นอนที่สุด เขาจะให้อิสระภาพเป็นการยอมรับการปกปิดที่มีค่าของเขา และการกำจัดอาชญากรตัวร้ายทั้งสอง”

คาสคามองไปที่ผู้ดูแลเหมืองอย่างใกล้ชิดกว่าอีก  เขาชอบการพูดจาแบบภาษาดอกไม้ของผู้ดูแลเหมือง  แต่มันดูเหมือนว่าคำตอบของคนๆนี้จะยืดยาวไปหน่อย  .... เกือบจะเป็นเหมือนกับว่าเขากำลังพยายามเอาชนะตนเองว่าไม่มีความน่าสงสัยใดๆ

“ฉันไม่รู้ ลูชีอูส  คุณมองเห็นหนทางที่ท่านข้าหลวงจะทำให้ฉันไหมละ?  ฉันว่าเขามีอะไรอย่างอื่นอีกในจิตใจของเขา”

“อะไรนะ?”

“ฉันก็ไม่รู้”

“โอเพื่อน  อย่ากังวลเรื่องนั้นเลย   เพียงเพราะว่าท่านพิจารณาคุณไม่ได้หมายความว่ามีอะไรอีก คนแบบเขาจะคิดทุกสิ่งที่เหลือเกี่ยวกับมนุษยชาติว่าจะจบอย่างไร  นั่นคือทั้งหมดที่เกี่ยวกับมัน  “ความสำราญใจเป็นสัญชาตญาณประจำ”

“นั่นไง  ฉันไม่ทราบ  คุณอาจถูกก็ได้”

“แน่นอน ฉันถูก”

ทั้งสองเดินกลับไปที่ห้องพักคนงานทาสทั้งหลาย  ซึ่งเป็นที่ๆบรรดาทาสกำลังชุลมุนลำเลียงสิ่งของเข้าไปในเหมือง  โดยไม่ต้องบอกกล่าว  คาสคาได้เข้าร่วมในงานนั้นขณะที่มินิเตรอแสดงบทบาทของผู้ดูแลตรวจสอบ  มันไม่ใช่ที่คาสคาต้องการที่เข้าช่วยงานนี้  ความจริงก็คือสิ่งนี้มันเป็นวิธีหนึ่งที่ดีที่จะทำให้ความตื่นเต้นของความเป็นไปได้ของอิสระภาพที่กำลังใกล้เข้ามาคลายลงบ้างเท่านั้น.

หน้า 36



 3 
 เมื่อ: เมษายน 02, 2019, 10:06:26 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                 คำเตือนจากหมอพรทิพย์ โรจนนันท์
กุ๊กก่อง พิมไอรดา
29 มีนาคม เวลา 15:52 น.

บ้านเมืองกำลังเข้าสู่จุดใกล้วิกฤติ นักการเมืองเขารู้ตัวแต่ประชาชนนี่แหละที่ตามไม่ทัน ใครจะตั้งโต๊ะแถลงก็อย่าใส่ใจให้มาก เรื่องจริงคือไม่มีใครมีเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ บริหารไปก็คงต้องเจอกับการต่อรองเพื่ออำนาจและผลประโยชน์กันทั้งนั้น หากลองคิดข้ามช้อตไปยังภาพใหญ่แทนการตามดูว่าตกลงใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นนายก จะเห็นได้ว่านักการเมืองรอบนี้มีความความก้าวร้าวต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ชัดเจนทั้งในอดีตที่ผ่านมาและจากช่วงปัจจุบัน สนับสนุนการดึงฟ้าต่ำแบบไม่ละอาย มีความก้าวร้าวต่อผู้คนที่เห็นต่างที่เขามองเป็นฝั่งตรงข้าม มีการอ้างความชอบธรรมอ้างอุดมการณ์แต่การกระทำชัดเจนว่ารับนโยบายและการสนับสนุนจากอำนาจของคนนอก วางแผนจนพลาดพรรคถูกยุบ เทคะแนนช่วยพรรคอื่นจนพรรคตัวเองไม่มีปาร์ตี้ลิสต์แล้วตีโพยตีพายอาละวาดฟาดหาง กล่าวหาระรานไปทั่ว กล่าวหาว่าฝ่ายตรงข้ามต้องการสืบทอดอำนาจทั้งที่ตัวเองก็รับนโยบายสืบทอดอำนาจจากคนนอก ไม่เคารพกฎกติกาโดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลจากการกระทำของเขาเอง รวมทั้งจากการสั่งการพลาดจากนายของเขา คนไทยที่รักแผ่นดินจะนิ่งดูดายปล่อยให้คนเหล่านี้สามหาวกลายเป็นต้นแบบอันธพาลพยายามครองเมืองไม่ได้ ช่วงนี้จึงเห็นการพยายามสุดฤทธิ์เพื่อเข้าบริหารบ้านเมือง ต้องไม่ปล่อยให้เขาเผาบ้านเผาเมืองอีก หากมองด้วยธรรมจะเห็นกรรมกำลังทำงาน วางแผนสั่งการอะไรก็พลาดปล่อยให้กรรมจัดการไป แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่จริงๆคือความแตกแยกระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ที่ไม่ง่ายในการแก้ปัญหานี้ พรรคการเมืองที่อาจดูว่าล้มเหลวในครั้งนี้ควรถือโอกาส ย้อนสำรวจตัวเองสำรวจสังคมสร้างแบรนด์ใหม่ ให้คนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจดีได้มีโอกาสเดินในเส้นทางการเมืองสร้างชาติ เอาน้ำดีไล่น้ำเสีย สนับสนุนคนดีให้ทำงาน เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ในอนาคต การเมืองรอบนี้คงเดินต่อได้ไม่นานแต่คงจะหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ขอให้ตั้งสติมั่น แน่วแน่ที่จะรักษาธรรมเพื่อรักษาแผ่นดิน กู้ชาติครั้งนี้จะชนะด้วยพลังความดีที่ทุกคนต้องลุกขึ้นทำ..

พิจารณาแล้วเห็นว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศ จึงส่งให้ทุกท่านอ่าน ...

โปรดใช้วิจารณญาณ และโปรดตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเอง โดยการศึกษาและอ่านร่างรัฐธรรมนูญ ๒๗๙ มาตรา ๑๖ หมวด และบทเฉพาะกาล จำนวน ๑๐๕ หน้า
___________________
- รธน.นี้
ประชาชนเดือดร้อนตรงไหน(ฮืม)

- คดีความต่างๆที่เกิดขึ้นในทางการเมือง คดีความจะไม่มีวันหมดอายุความ

แล้วประชาชนเดือดร้อนตรงไหน?

- ก็เพราะในร่างดังกล่าวระบุว่าหากนักการเมืองมีการโกงกิน คอรัปชั่น ผลาญงบประมาณเป็นว่าเล่น มีโทษหนัก คือ ประหารชีวิต จำคุกตลอดชัวิต ไม่มีการรอลงอาญา และมิให้ประกันตัว

แล้วประชาชนเดือดร้อนตรงไหน?

- เพราะเหตุใด?
นักการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และอีกหลายๆพรรค ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ คสช.

- หากมีการตรวจสอบพบว่า มีการร่ำรวยผิดปกติ มีการฟอกเงิน มีการยักยอกทรัพย์สินของทางราชการหรืองบประมาณแผ่นดินไปเป็นของตนเองหรือพวกพ้อง ต้องโทษจำคุก 15 ถึง 30 ปี และยึดทรัพย์ที่ได้ไปโดยมิชอบนั้นให้ตกเป็นของแผ่นดิน

แล้วประชาชนเดือดร้อนตรงไหน?

- ห้ามมิให้นักการเมืองใช้ช่องทาง VIP มิให้อำนวยความสะดวกให้แก่นักการเมือง ห้ามโดยสารเครี่องบินชั้น First Class ฟรี

แล้วประชาชนเดือดร้อนตรงไหน?

- หากบริหารประเทศผิดพลาดทำให้ประเทศชาติเสียหาย หรือเป็นหนี้มหาศาล ต้องโทษจำคุก 15 ถึง 30 ปี

แล้วประชาชนเดือดร้อนตรงไหน?

- เมื่อมีคดีความติดตัว คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการของศาล หรือองค์กรอิสระ ห้ามเดินทางออกนอกประเทศโดยเด็ดขาด

แล้วประชาชนเดือดร้อนตรงไหน?

- แค่นี้ก็พอจะเห็นแล้วว่า ทำไม?
นักการเมืองถึงรับไม่ได้ ทั้งอดีตฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลดาหน้าสามัคคีกันออกมาคัดค้าน เรียกหาประชาชนเป็นเครื่องมือเพื่อคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.

แล้วประชาชนจะยอมเป็นเครื่องมือให้เขาอีกไหม?

- พวกโกงกิน สปก. , สถานีตำรวจ, ถนนปลอดฝุ่น, ครุภัณฑ์อาชีวะ, ไทยเข้มแข็ง, น้ำมันปาล์ม, ประกันราคาข้าว และจำนำจำนองข้าว ฯลฯ
พวกนี้เป็นวัวสันหลังหวะ แถมเคยได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆเหนือประชาชนมากมาย จึงกลัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาก ถึงได้ออกมาเรียกร้องให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ
เหมือนผีเห็นพระดีที่เราแขวนคออยู่ เรียกร้องให้เราถอดออก

แล้วเราจะถอดออกเพื่อให้ผีมาบีบคอเราไหม?

**** กรุณาแชร์ต่อออกไปให้มากที่สุด เพื่อชาติไทยของพวกเราจะได้ปลอดคนโกงซะที

 4 
 เมื่อ: มีนาคม 28, 2019, 06:56:45 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                            ข้อเท็จจริงที่ควรรู้ เกี่ยวกับ "ทักษิณ"
 เพชรรัตน์ กุญชร
11 พฤษภาคม 2016  ปกติผมไม่เคยขอให้ใครแชร์อะไร แต่ครั้งนี้เพื่อบ้านเมือง อยากให้ช่วยแชร์กันเยอะๆครับ พี่น้องที่ยังไม่รู้ จะได้รู้ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น แล้วเลือกตั้งครั้งใหม่ ลองตัดสินใจดู อยากได้คนแบบนี้ มาอยู่เบื้องหลังการบริหาร ประเทศรึเปล่า ก่อนหน้านี้ ทักษิณ ก็เป็นเหมือนคนปกติทั่วไปที่อยากจะร่ำรวย

เริ่มจากการอยากร่ำรวยทางลัด ยุคปฏิวัติ รสช สมัยสุนทร คงสมพงษ์....ทักษิณ ก็ให้เงินทหารที่ปฏิวัติ เพื่อแลก สัมปทานมือถือแบบง่ายๆ ... "ยัดเงินทหาร ไม่ต้องประมูลสัมปทานอย่างยุติธรรม ให้มันยุ่งยาก" หลังจากทักษิณได้สัมปทาน รัฐฯ จากการยัดเงินใต้โต๊ะแล้ว ทักษิณก็เริ่มอยากปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง เพราะการมีอำนาจเอง ก็คงดีกว่าการคอยพึ่งบารมีผู้มีอำนาจ นักการเมือง ข้าราชการที่คอยแต่จะรีดไถ่ ทักษิณก็เลยโดดมาเล่นการเมือง เพื่อการมีอำนาจซะเองเลย

เริ่มที่พรรคพลังธรรม ทำหน้าที่เป็นนายทุนให้พรรค เติบโตมาพร้อมๆ กับ เจ้หน่อย ซึ่งสมัยนั้น ยังไม่ได้มีชื่อเสียงมากนัก ถือเป็นนักธุรกิจไฟแรง ที่ผันตัวเองมาเล่นการเมือง เมื่อทักษิณเล่นการเมืองมีอำนาจรัฐฯ อยู่ในมือแล้ว เป็นรองนายก แม้ไม่ถึงขั้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็เห็นช่องทางแห่งความร่ำรวย

--เริ่มจากตัดลดงบประมาณต่างๆ ทำองค์กรโทรศัพท์ให้อ่อนแอ ขาดงบประมาณในการซ่อมแซมดูแล ใช้งานไม่ได้มากๆ เข้า ก็เป็นการบีบประชาชนโดยทางอ้อมให้จำเป็นต้องซื้อโทรศัพท์มือถือ เพราะยุคนั้นตู้โทรฯสาธารณะแทบจะใช้ไม่ได้ซักตู้

--พอทักษิณเล่นการเมืองไปนานๆ เข้า ก็เห็นว่าอำนาจรัฐมีประโยชน์ สร้างความร่ำรวยให้ได้มากมาย ความคิด... ก็เข้าครอบงำ จากนั้น..... ตามมาๆ

--ยุคนายก จิ๋ว ฟองสบู่แตก + ลดค่าเงินบาท ยุคนั้น ทักษิณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเสนอให้ ชวลิตลดค่าเงินบาท ซึ่งถือเป็นผู้รู้ข้อมูลภายในล่วงหน้า (insider) .... ทักษิณ ได้ใช้ข้อมูลนั้นในการดำเนินการประกัน ค่าเงินของ ทรัพย์สินและบริษัท ในตระกูลของตนเองและพวกพ้องทั้งหมดไว้ แค่นั้นยังไม่พอ.. ทักษิณและพวกพ้องกลุ่มนายทุนใหญ่ ระดับชาติ ใช้กลยุทธการ "ไซฟ่อนเงิน" เพื่อความร่ำรวย และซ้ำเติมความหายนะของชาติให้มากขึ้นไปอีก เพรายิ่งไทยหายนะเท่าไหร่ ค่าเงินบาทไทยก็ยิ่งลดลงไปมากเท่านั้น ซึ่งก็คือ...

--ทักษิณและพวกพ้อง ใช้วิธีกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างๆ ในประเทศให้ได้มากที่สุด แล้วนำไปแลกดอลล่าร์ไว้ เพราะรู้ข้อมูลล่วงหน้าว่า จะมีการประกาศลดค่าเงินบาท และเมื่อชวลิตลดค่าเงินบาทตามคำแนะนำของกลุ่มทักษิณ.. ค่าเงิน จาก 25 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ ก็ดิ่งลงสู่หายนะในเวลาอันรวดเร็ว โดยต่ำสุดอยู่ที่ 58 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ ....... ทักษิณ และพวกพ้อง ก็เอาดอลล่าร์กลับมาแลกคือเป็นเงินบาทไทย "กำไรทันทีเกิน เท่าตัว!!!!"

--ทฤษฏีของ สสาร ง่ายๆ คือ สสารไม่มีวันหายไปจากโลก เหมือนเม็ดทรายในท้องทะเล แค่ย้ายจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งเท่านั้นเอง ความร่ำรวย และยากจนก็ไม่ต่างกัน... เมื่อทักษิณ และพวกพ้องมีกำไรจากการประกันค่าเงิน และ ไซฟ่อนเงินเป็นมูลค่ามหาศาลเกิน 100% คนที่ขาดทุนก็คือประชาชนคนไทย และ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจริงๆก็เหมือนมีเงินในกระเป๋าเท่าเดิม แต่ค่าของเงินหายไปเกินครึ่ง!!!

--ทักษิณและพวก ร่ำรวยขึ้นเป็นเท่าตัว บนความยากจนลงๆ ของประชาชน ทั้งประเทศ จากการลดค่าเงินบาทในครั้งนี้ คราวนี้ทักษิณก็มีทุน กระสุนดินดำ ไว้ใช้ในการเล่นการเมืองเต็มตัวแล้วสิ..... ทักษิณก็เริ่มใช้เงินที่ได้มา ซื้อพรรคการเมืองต่างๆ กวาด สส.พรรคต่างๆ เข้าพรรคของตัวเอง เพราะเวลาทักษิณจะออกกฏหมายหรือเปลี่ยนแปลงกฏหมายอะไร จะได้มี สส. ลูกน้องคอยยกมือโหวดผ่านร่างในสภา ให้กฏหมายผ่านง่ายๆ ตามแต่ใจที่ต้องการ

--หลังจากทักษิณกวาดต้อน ใช้เงินซื้อ สส.ที่ขายตัวมาเป็นลูกน้องคอยยกมือให้ในสภาแล้ว ก็เริ่มจัดการแก้กฏหมายต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ เพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองก่อนเลย โดย ทักษิณแก้กฏหมาย วิธีการจ่ายภาษีสัมปทานมือถือให้รัฐฯ โดยให้ บ. ตัวเองจ่ายน้อยลง ทำให้รัฐสูญเสียเงินรายได้ จากการจัดเก็บภาษีสัมปทานมือถือในทุกๆปี เป็นจำนวนเงินหลักหมื่นล้าน/ต่อปี...

--ผลจากการแก้กฏหมายดังกล่าว ......."รัฐฯจะสูญเสียรายได้ส่วนนี้ไปอีกนานแสนนาน" เป็นไงละ...ก็ เพราะทักษิณคุมอำนาจรัฐฯไว้ในมือ แต่ในขณะเดียวกัน ครอบครัวของทักษิณก็ดันทำธุรกิจกับภาครัฐฯ ไปด้วย... แล้วคิดว่า ทักษิณจะอยากให้รัฐฯได้ประโยชน์มากกว่า หรือ อยากให้ครอบครัวตัวเองได้ประโยชน์ มากกว่าหละ แน่นอนเมื่อสัญญาถูกแก้ ให้ครอบครัวทักษิณจ่ายภาษีมือถือน้อยลง รัฐก็จะมีเงินรายได้เข้าคลังน้อยลง เงินที่จะนำไปใช้ในการบริหารประเทศ ช่วยเหลือคนจนก็จะน้อยลง ยิ่งช่วงนั้น ไทยประสบปัญหา ฟองสบู่แตก ด้วย เงินในคลังก็ยิ่งน้อยลง

--ที่นี้ ทักษิณอยากได้เงินเข้าคลังเยอะๆ เพราะทักษิณเป็นรัฐบาลจะได้เอาเงินไปใช้จ่ายโครงการต่างๆ เพื่อให้พวกพ้องโกงกิน แต่ไทยยังติดหนี้ IMF และยัง มีเงินในคลังน้อยอยู่ แล้วทักษิณจะทำไงดีละ.... ตามมาๆๆ ก็ขายสมบัติชาติไง เพราะพอขายแล้ว ชาติจะได้มีเงินเข้าคลังเยอะๆ ทักษิณและพวกพ้อง สส.จะได้เอาไปถลุง + โกงกินทุกโครงการให้สบายใจ

--โดยเริ่มจากขาย ปตท. ซึ่งเดิมที ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือเรียกง่ายๆว่า ธุรกิจของรัฐฯ 100% ซึ่งหมายความว่า.."กำไร" จากการขายน้ำมัน /ปิโตรเคมี /อะโรเมติค /พาราไซรีน ฯลฯ ทุกอย่างทุกชนิด ทุกบาท ทุกสตางค์ ของ ปตท จะกลับเข้าคลัง ไปเป็นงบประมาณของรัฐฯ เพื่อนำเงินนั้น กลับมาบำรุงชาติ/ประชาชน แต่ทักษิณก็ขาย... ซึ่งนั้นหมายความว่า กำไรจาก ปตท ที่ รัฐฯ เคยเก็บได้ทุกปี 100% เต็ม "ตลอดอายุประเทศไทย".... จะไม่ได้เท่าเดิมอีกแล้ว เพราะต้องเอากำไรของชาติ ไปแบ่งให้ผู้ถือหุ้นด้วย ประเทศไทยจะสูญเสียรายได้ในส่วนนี้ตลอดไป แถมทักษิณยังขาย ปตท. แบบโกงราคาสัดส่วนหุ้นต่อหน่วยลงทุนด้วย!! งง มั้ย คืองี้....

--ปตท คือรัฐวิสาหกิจของประเทศ ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ เราเลือก สส + นายกมาเป็นผู้บริหารประเทศ หรือเรียกง่ายๆว่า ตัวแทน "ผู้จัดการมรดก" ทีนี้เมื่อทักษิณเป็นรัฐบาล เป็นนายก เป็นผู้จัดการมรดกของชาติ ก็มีความคิดเอาทรัพย์สินของชาติไปขาย เพื่อให้มีเงินเข้าคลังเยอะๆ แทนที่ทักษิณจะขายให้ได้กำไร หรือ อย่างน้อยเท่าทุน เพื่อให้ชาติได้เงินตามสมควร... แต่ทักษิณเอาสมบัติชาติไป.. "ขายขาดทุน โดยให้พวกพ้อง ญาติ เป็นคนซื้อ"

--ทักษิณให้ญาติ และพวกพ้อง สส.ของพรรค ซื้อสมบัติชาติ จนหมด และในราคา ต่ำกว่าต้นทุนหลายๆเท่า ดังตัวอย่างเช่น ประชาชน"คนแรก"ที่ไปรอต่อแถวซื้อหุ้น ปตท ตั้งแต่ตี 4 แค่กรอกใบสมัคร 1.14 นาที หุ้นก็หมดไปแล้ว... แต่ผู้ที่ได้มีสิทธซื้อหุ้น เป็นจำนวนหลายล้านหุ้นต่อคน กลับเป็นคนในนามสกุลที่เรารู้จักกันดีทั้งนั้น ทั้งๆ ที่กฏหมายห้ามซื้อเกินคนละ 1 แสนหุ้น??? แถม...ราคาหุ้นที่พวกทักษิณได้มีสิทธิซื้อนั้น ต่ำกว่าราคาของความเป็นจริง หรือเรียกง่ายๆ ว่าให้ญาติซื้อสมบัติชาติ ในราคาต่ำกว่าต้นทุนนั้นเอง

--ผลที่ได้คือ พวกพ้อง ญาติร่ำรวย +ประชาชนไม่รับรู้ + ประเทศชาติ (พูดไม่ได้)ขาดทุน .......และยังมีเงินจากการขาย ปตท ครั้งนี้ เข้าคลังไปถลุง ซึ่ง..."น้อยกว่าที่ควรจะเป็น" อีกต่างหาก....เฮ้อ. นั้นคือ สาเหตุ ที่ราคาหุ้น PTT ณ.วันเปิดเข้าตลาดหลักทรัพย์ กับวันนี้ราคาสูงขึ้น เป็น 10 เท่าตัว.... กำไร 1000%

--สรุป ทักษิณบริหารสมบัติชาติ -- ชาติ (ประชาชน )ขาดทุนย่อยยับ ญาติ พวกพ้องมัน ร่ำรวย เพราะซื้อสมบัติของชาติต่ำกว่าทุน ... หน้าทีอีกอย่างของ ปตท คือ คอยถ่วงดุล + กดดัน + ควบคุมระดับราคาน้ำมันภายในประเทศ ไม่ให้แพงเกินจริง ซึ่ง...

--ว่าง่ายๆ ก็คือ ถ้า ปตท ไม่ขึ้นราคาน้ำมันซะอย่าง แล้ว บ.น้ำมันข้ามชาติ เช่น เชล เอสโซ่ คาร์เทค จะขึ้นราคาน้ำมันมากแค่ไหนก็ตามใจ เพราะไม่มีใครอยากไปเติมของแพง เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้า ปตท พยายามกดดันราคาน้ำมันไว้ พวก บ.น้ำมันข้ามชาติทั้งหลาย ก็ไม่กล้าจะขึ้นราคาน้ำมันให้แพงเวอร์นัก เพราะ ประชาชนก็จะมีทางเลือกเติม ปตท ที่คิดราคาน้ำมันถูกกว่า ทีนี้ลองคิดตามนะ......

--ถ้า พวกทักษิณ เป็นรัฐบาล ควบคุมกลไกรัฐ ควบคุม ปตท.มีหน้าที่คอยถ่วงดุล+กดดัน+ควบคุมระดับ ราคาน้ำมันภายในประเทศ ไม่ให้แพงเกินจริง.."แต่ขณะเดียวกัน พวกทักษิณ ก็ดันถือหุ้น ปตท ไปด้วย" ฮืม --นั้นหมายความว่า..."ถ้า ปตท กำไรมาก พวกทักษิณก็จะกำไรมากๆด้วย !!!" แล้วทักษิณ และพวกพ้อง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมกลไกรัฐฯ จะอยากทำให้น้ำมันแพงหรือถูกดีหละ....ฮืม เพราะถ้าทักษิณ ทำตามหน้าที่โดยกดดันให้น้ำมันถูก ประชาชนก็จะได้ประโยชน์ ..แต่พวกทักษิณซึ่งถือหุ้น ปตท อยู่ ....."ก็จะกำไรน้อย" แต่ถ้าทักษิณปล่อยให้น้ำมันขึ้นๆแพงๆๆ ให้ประชาชนจ่ายค่าน้ำมันแพงๆเข้าไว้ โดยไม่คอยควบคุมกดดัน พวกทักษิณที่ถือหุ้น ปตท ก็จะได้กำไรเยอะตามไปด้วย!!

--จากการขาย ปตท พวกทักษิณ กำไร 3 เด้ง ...คือ
1. กำไรจากการได้ซื้อสมบัติชาติในราคาถูก
2. ปล่อยราคาน้ำมันขึ้นให้ประชาชน เติมน้ำมันแพง พวกทักษิณถือหุ้น ปตท ก็รวยไปด้วย
3. คลังมีเงินจากการขายสมบัติชาติ มาให้ถลุงเล่น

--นั้นคือเหตุผลที่ว่า น้ำมันทุกค่ายจับมือกันแพง จับมือกันขึ้นราคาไง จากยุคเชาวลิต 12-13 บาทต่อลิตร จน 45-48 บาทต่อลิตร และ... บ. ปตท กำไร ปีละเป็นแสนๆ ล้าน เยี่ยมมั้ย ไอ้ทักษิณ!!

--จากนั้น...รัฐบาลทักษิณ ก็ได้เงินเข้ามาจากการขาย+โกง สมบัติชาติ เข้าคลัง... และ คลังก็มีเงินให้พวกทักษิณเอาไปถลุงเล่นแล้ว... มาดูกันว่าทักษิณ จะทำอะไรได้บ้าง ... ไทยมีเงินให้ถลุงแล้ว แต่ไทยก็ยังมีหนี้ IMF และเสียดอกเบี้ยอยู่ ทำไงดี ให้เอาเงินในคลังไปถลุงง่ายๆ โดยไม่โดนฝ่ายค้านโจมตี และ ประชาชนด่า ทักษิณก็ปลดหนี้ IMF ไง จะได้ดูดี ไม่มีหนี้แล้ว เก่งด้วย

--กองทุน IMF เค้าให้ค่อยๆ ผ่อน ค่อยๆ เสียดอก แต่ ทักษิณ ดันจ่ายทั้งต้น ทั้งดอก ทั้งหมดเลยทีเดียว คนจะได้ว่าข้าเก่ง และเอาเงินไปทำอย่างอื่นได้ โดยไม่โดนประชาชนด่า แล้วมันไม่ดีตรงไหนช่ายมะ ..ดูนะ --ต้น+ดอกเบี้ย ทุกปีอะ เค้าให้เราทะยอยจ่าย โดยคำนวนไว้แล้ว เหมือนคุณผ่อนบ้านอะ สมมุติผ่อนบ้านเดือนละ 5 หมื่น ผ่อน 20 ปี .. คำถามก็คือว่า "ค่าของเงิน" 5หมื่นในวันนี้ กับ "ค่าของเงิน" 5หมื่นใน อีก 20 ปีข้างหน้ามีค่าเท่ากันมั้ย...คำตอบคือ...ไม่เท่าแน่ๆ

--ถ้าให้จ่ายแบบปิดเงินต้น แล้วดอกมาคิดกันใหม่ก็ว่าไปอย่าง เหมือนเราจะเทบ้าน เทต้น อะไรแบบนี้ แต่ถ้าต้องรวบยอด ทั้งต้นทั้งดอก ทั้งหมดจ่ายเลยวันนี้ "ค่อยๆผ่อนไปไม่ดีกว่าเหรอ" อีก 20 ปีข้างหน้า ถึงเราจะต้องจ่ายเท่าเดิม แต่ ค่าของเงินก็เปลี่ยนไป ก็เหมือนเราจ่ายจำนวนเงินเท่าเดิม แต่ค่าของเงินนั้น น้อยลง แต่รู้มั้ย ทักษิณทำเพื่ออะไร???

--คำตอบก็คือ ทักษิณต้องการให้ธนาคาร เอ็กซิมแบ้งค์ของรัฐ ปล่อยกู้พม่า ค่อนหมื่นล้าน โดยทักษิณตกลงกับพม่า ให้นำเงินก้อนนี้ "กลับมาซื้อสัมปทาน เครือค่ายโทรศัพท์ของตระกลูชินวัตรไง" ....รัฐบาลมีเงินในคลังแล้วนิ รวยแล้ว.. วิธีการก็ง่ายๆ ก็โอน 10% ให้นายพลเผด็จการพม่าใต้โต๊ะ อีก 90% เข้าบัญชีพจมานเลย เพราะกลัวพม่าโกง..แถมปล่อยกู้พม่า โดยคิดอัตราดอกเบี้ย ถูกแสนถูก ถูกกว่าที่ไทยกู้จาก IMF มากนัก

--สรุป ปลดหนี้ จ่ายรวบ ดอกเบี้ย IMF ที่แแพงกว่า มาปล่อยกู้พม่า ในดอกเบี้ยที่ถูกกว่า...เพื่อให้พม่า เอาเงินมาซื้อสัมปทาน มือถือ ของตระกูลตัวเอง หลังจากนั้นก็เริ่ม อภิมหาโครงการโกง ต่างๆ เช่น โคล้านตัว กล้ายาง กองทุนหมู่บ้าน สนุกสนานกันเข้าไป ยกตัวอย่างเด่นๆ ดังต่อไปนี้....

--ดาวเทียมไทยคม เคยรู้กันมั้ย?? --ประเทศแต่ละประเทศ ตามสนธิสัญญาสากล ทุกประเทศ มีสิทธิในการใช้วงจรดาวเทียม ซึ่งแต่ละประเทศได้จำนวนวงโคจร มากน้อยนั้นไม่เท่ากัน... ขึ้นกับสัดส่วนพื้นที่ของแต่ละประเทศ และปัจจัยต่างๆมากมาย ดาวเทียม 1 ดวง สามารถหารายได้ จำนวนมหาศาล จากมัน เพราะขีดความสามารถทางด้านก ารสือสาร ทุกชนิด แล้วมีโครงข่ายสูง.... ทักษิณ เลยจัดการประมูลให้เอกชน เป็นผู้ได้สัมปทาน???

--เงื่อนไข ผู้มีสิทธิเข้าประมูล คุณสมบัติ แต่ละข้อนั้น ทักษิณกำหนดเอง ตั้งข้อจำกัดในเงื่อนไข จนให้ บ. ของตัวเองได้ในที่สุด และกำกับท้ายว่า ผู้ชนะการประมูล ให้ยกเว้น+ลดค่าสัมประทานให้กับรัฐฯ ให้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย !!! รัฐ สูญเสียรายได้ ที่ควรจะจัดเก็บเข้าคลังได้อีกปีละเป็นหมื่นล้าน...รายได้เข้าคลังจะน้อยลง กว่าที่ควรจะเป็นไปอีกหลายสิบปี... ผลจากการประมูลสัมปทานดาวเทียม ซึ่งมีได้เพียงดวงเดียวในประเทศไทย ดังกล่าว ......."รัฐฯจะสูญเสียรายได้ส่วนนี้ ไปอีกนานแสนนาน" อีกแล้ว... FTA

--เกษตรกรทั้งหลาย คงไม่เข้าใจว่าทำไมทุกวันนี้ พืชผลทางการเกษตรถึงตกต่ำ ราคาถูกแสนถูก ถ้าอยากรู้ คุณต้องเข้าใจคำว่า FTA ก่อนนะ มาดูกัน.... เริ่มที่.... "ยุคอดีต" ประเทศแต่ละประเทศ ไม่ได้มีการติดต่อการค้าสัมพันธ์กัน คนในประเทศ มีการเพราะปลูก พืชผล การผลิต ก็มักจะขายกันแต่ภายในประเทศ แน่นอนมันจะเกิดภาวะที่ว่า สินค้าบางอย่างมีปริมาณมากเกินไป แต่สินค้าบางอย่างก็ขาดแคลน

--"ยุคอดีต" สินค้าล้น มีปริมาณมากไปราคาก็จะถูกเพราะเกินความจำเป็น ส่วนสินค้าที่ขาดแคลน ราคาก็จะแพงโดด เพราะมีปริมาณความต้องการสูง เกิดความยากลำบากในการดำรงค์ชีวิต ของประชาชน ต่อมา.....

--"ยุคกลาง" มีการติดต่อ การค้าระหว่างประเทศ และเริ่มมีการนำสินค้า ที่มีปริมาณมากเกินไป "เหลือใช้" จากประเทศหนึ่ง ส่งไปค้าขายอีกประเทศหนึ่ง ที่มีความต้องการหรือขาดแคลนสินค้านั้นๆ "ยุคกลาง" แน่นอนว่า...ถึงจะเป็นสินค้าขาดแคลน แต่สินค้าที่ขาดแคลนชนิดนั้นๆ ก็ยังมีประชาชนในประเทศ "บางส่วน" เป็นผู้ผลิตอยู่บ้าง ซึ่งอาจเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ "ยุคกลาง" ดังนั้น การนำเข้ามาสินค้าที่ขาดแคลนเข้ามาขาย ก็จะกระทบคนกลุ่มน้อยในส่วนนี้ด้วย ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงต้องใช้มาตราการ การตั้งกำแพงภาษี เพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มน้อย ไม่ให้ถูกตัดราคาสินค้าจากประเทศอื่นๆ ที่ส่งสินค้าเหลือใช้เข้ามาขาย "ยุคกลาง" เพราะเมื่อภาษีสูง คนที่นำสินค้าที่มีปริมาณเกินความจำเป็นของประเทศเค้าเข้ามาขายในประเทศเรา ก็จะมีต้นทุนในการนำเข้าสูงตามไปด้วย จึงไม่สามารถขายตัดราคาสินค้าของคนที่เพาะปลูกในประเทศได้

--สุดท้าย...."ยุคปัจจุบัน" เจตนารมณ์ของ FTA ก็คือ ลดกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าที่มีปริมาณมาก เกินความจำเป็นของแต่ละประเทศ เพื่อชดเชยความต้องการของประเทศที่ขาดแคลน และต้องการสินค้านั้นๆ เหมือนกัน เพื่อให้เกิด "ดุลลภาพทางด้านการค้า" --"ยุคปัจจุบัน" เมื่อเปิดเสรีการค้ามากขึ้น รัฐก็จะมีรายได้จากภาษีของผู้ที่นำเข้าสินค้านั้นๆ มาขายภายในประเทศ ในสัดส่วนที่มากขึ้นตามไปด้วย และรัฐฯก็จะนำเงินภาษีที่ได้ไปอุดหนุ่นไปช่วย เกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าที่ถูกตัดราคาจากสินค้าที่นำเข้ามา " นี่คือเจตนารมณ์ ของ FTA "

--แต่ ยุคทักษิณทำไงรู้มั้ย คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยเรา เพาะปลูก ทำไร่ ทำสวน สินค้าพวกนี้จึงน่าเป็นสินค้าส่งออก เพราะเป็นสินค้าที่มีปริมาณมากในประเทศ แต่... ทักษิณตกลง FTA กับจีน โดยยอมให้จีนนำพืชผลทางการเกษตรเข้ามาตีชาวไร่ ชาวสวน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในบ้านเรา เพื่อ...แลกกับการนำเข้า อะไหล่รถยนต์ ซึ่งเป็น บ.ของพวกทักษิณเองไปจีน ผลก็คือ บ.พวกทักษิณร่ำรวย ส่งสินค้าเข้าจีนขายได้ถล่มทลาย แต่ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา ในประเทศ ตาย..เพราะถูกผลไม้จีนตีตลาด ถูกจนเหลือเชื่อ เช่น มะม่วงเหลือโลละ 10 บาท ฯลฯ สายการบิน

--ต่อมาก็เรื่องสายการบิน ทุกๆ ประเทศมีสายการบินประจำชาติ ประเทศไทยชื่อ การบินไทย และเส้นทางการบินของสายการบินนั้นๆ บ้างก็มีขาดทุน บ้างก็มีกำไร เช่น กรุงเทพไป นิวยอร์ก กำไรทุกปี แต่กรุงเทพไป.. อาจขาดทุน แต่สายการบินเป็นของรัฐ ยังไงก็ต้องรองรับระบบพื้นฐานโลจิสติกของไทย ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน ก็ต้องบิน โดยหากเกิดการขาดทุน รัฐจะเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนชดเชยให้ เมื่อทักษิณกุมอำนาจการบริหารประเทศ ทักษิณก็ถือหุ้นใหญ่ สายการบิน แอร์เอเชีย จากนั้น ก็ง่ายนิดเดียว ยกเลิกเส้นทางการบินของรัฐที่มีกำไร ไปให้แอร์เอเชียบิน ...ส่วนอันไหนขาดทุน ให้การบินไทยบินต่อไป ให้รัฐจ่าย.. แอร์เอเชียก็กำไรมโหฬาร ส่วนการบินไทย ก็ตามมีตามเกิดไป .......นั้นหละ การโกงในเชิงนโยบาย

+++เมื่อทักษิณจัดการธุรกิจทุกอย่างจนได้สัญญาสัมปทาน ผูกขาดกับรัฐ ไปอีกหลายนานแสนนาน แถมสัญญาที่ทำกับรัฐในทุกสัญญานั้น ทั้งได้เปรียบเอาเปรียบ ลดภาษี ลดค่าสัมปทาน "จนเหมือนแทบจะเหมือนได้เปล่า.." จากนั้นทักษิณก็จัดการแก้กฏหมาย เพื่อให้สามารถขายบริษัททั้งหมดให้กับต่างชาติ โดยบวกกำไรส่วนเพิ่ม ที่ทักษิณได้ทำสัญญาการเอาเปรียบรัฐ ต่างๆ ไว้ นั้นก็คือ... กฎหมายขยายเพดานการถือหุ้น ของชาวต่างชาติ ในบริษัทโทรคมนาคมของประเทศ มีผลบังคับใช้วันที่ 21 มกราคม 2549 และสองวันต่อมา ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ก็ขายหุ้นชินคอร์ป ให้กับบริษัทเทมาเส็ก แห่งประเทศสิงคโปร์ เป็นจำนวนเงิน 73,300 ล้านบาท รวยขึ้นทันตาเห็น เดิมจาก 2หมื่นกว่าล้าน ขายทีเดียวได้เกิน 3 เท่า หรือกว่า 300% ".......จริงๆทุกอย่างแทบจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เพราะถึงจะโกงยังไง สส.ตัวแทนประชาชนทุกคนที่ทักษิณใช้เงินฟาดหัวซื้อไว้ ก็ยกมือโหวดกฏหมายต่างๆ ให้ผ่านร่าง พรบ. ได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย ใครก็เอาผิดทักษิณไม่ได้!!!!!!"

+++แต่ความโลภ และหลงอำนาจของทักษิณ เลยทำให้ทักษิณชะล่าใจ ใช้อำนาจเอื้อหนุนในการซื้อที่ดินรัชดา เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนวงเงินมัดจำการประมูลจาก 10 ล้าน เป็นเงินสด 100ล้าน ภายในวันเดียวเพื่อให้ผู้ร่วมเข้าประมูลเตรียมเงินสดไม่ทัน จากนั้นการประมูลทางอินเตอร์เน็ตก็ไม่พบผู้ร่วมประมูล ทั้งๆที่ บ. แลนด์แอนเฮ้า LPN ฯลฯ กว่า 7 ราย ก็เข้าร่วมประมูล แต่ทักษิณบอกเป็นการผิดพลาดทางด้านเทคนิค แถมทักษิณยังประกาศแก้ไขวันหยุดสิ้นปีของปีนั้นๆ เป็นวันทำการ เพื่อให้สามารถซื้อขายที่ดินแปลงนั้นได้ก่อนสิ้นปี ก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฏหมายการใหม่ในปีถัดไปอีกด้วย

+++สรุปราคาการซื้อขาย จากเดิมที่กองทุนฟื้นฟูซื้อมาที่ต้นทุนราคา 4,889 ล้านบาท .....แต่ทักษิณ ให้พจมาน ซื้อไปได้ในราคา 772 ล้านบาท .... ก็คิดเอาเองละกานนะ เฮ้อ..คนไทยบางคน ยังภูมิใจกับเศษเงินที่เขาให้มา แลกกับการโกงชาติไปมากมาย สัญญาต่างๆ ที่เขาทำไว้ เป็นสัญญาที่ผูกพันกับรัฐไปอีกนานแสนนาน รัฐจะสูญเสียเงินที่ควรจะเก็บภาษีต่างๆ ที่ควรได้ในทุกๆ ปี หายไปอีกปีละกว่าหลายหมื่นล้าน ทั้งยังเสียประโยชน์จากการดำเนินนโยบาย ที่มุ่มเน้นแต่การเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ตลอดจนถึงการทุจริตเชิงนโยบาย รวมทั้งสิ้นปีละเป็นแสนล้าน เงินในคลังก็จะน้อยลง ไทยก็จะยากจน การพัฒนาก็จะน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็นไปอีกหลายสิบปี คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ คนยากจน ที่รักทักษิณ ตามต่างจังหวัด ที่ต้องพึ่งพาสวัสดิ์การจากรัฐตั้งแต่เกิดนั้นแหละ

-+-ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทักษิณ กุมอำนาจเสร็จเด็ดขาดทุกอย่าง ตั้งแต่ สส.ในสภา การแต่งตั้ง ผบ.ทหาร /ตำรวจ ข้าราชการประจำ จนถึงแก้ไขระบบผู้ว่าราชการจังหวัด ให้เป็นแบบ ผู้ว่า CEO ก็เป็นพวกของทักษิณทั้งนั้น ถ้าทักษิณครองเมืองได้ ถึงมีผู้รู้ทันมากสักแค่ไหน ก็ขวางทักษิณไม่ได้ การที่ยุคสมัยนึงคนไทยรักเลือกทักษิณ เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจในการทุจริต ในเชิงนโยบายของเขา --" แล้วใครละจะคอยขวางทางทักษิณ "......ไม่ให้ทักษิณแต่งตั้งเอา ญาติและพวกพ้อง คนชั่วมามีอำนาจ...เพื่อยึดอำนาจ ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสมใจเขา
-+-ระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่ประชาชน ต้องมีความรู้ แล้วการจะมีความรู้ได้ ต้องได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอในการประกอบการตัดสินใจ เลือก สส. ตัวแทนประชาชน มารักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของพวกเรา......


 5 
 เมื่อ: มีนาคม 20, 2019, 06:46:16 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                    Sacrosanctum Concilium and the Novus Ordo
                                                             สันตะธรรมนูญ Sacrosanctum Concilium และ Novus Ordo
 
Sacrosanctum Concilium is not doctrinal in nature. It authorises (as a sub-form?) limited reforms to the Tridentine Mass, the Mass of St Gregory the Great. There are other Rites in the Church, but these were not specifically dealt with.
Sacrosanctum Concilium ในธรรมชาติแล้วไม่ใช่คำสอนของพระศาสนจักร  มันให้อำนาจ(ทำนองลักษณะรอง?) กับการฟื้นฟูแบบจำกัดกับ Tridentine Mass – มิสซาแบบดั้งเดิม ซึ่งก็คือมิสซาของนักบุญเกรกอรีผู้ยิ่งใหญ่  มีจารีตพิธีอื่นๆอีกในพระศาสนจักร  แต่เราไม่กล่าวถึงจารีตพิธีเหล่านั้นเป็นพิเศษณที่นี่

Neither the Tridentine, nor any other Rite is abolished by this document. The Church, ensures,“that she wishes to preserve them in the future and to foster them in every way”.  This means that the Tridentine form continues today as normative in the Western Church, as per Quo Primum and Summorum Pontificum.
ทั้งมิสซาจารีตดั้งเดิม และทั้งจารีตอื่นใดก็มิได้ถูกลบทิ้งโดยเอกสาร (SC)ฉบับนี้  พระศาสนจักรให้คำมั่น “ว่า ศาสจักรประสงค์ที่จะรักษาไว้ในอนาคต และส่งเสริมจารีตพิธีเหล่านั้นในทุกวิถีทาง”  นี้หมายความว่ารูปแบบติดต่อกันมาทุกวันนี้เป็นประหนึ่งแบบปกติสามัญในพระศาสนจักรตะวันตก  ดังที่ระบุใน Quo Primum และ Summorum Pontificum

Sacrosanctum Concilium is lengthy and imprecise in nature. There is strong evidence, of compromise. Changes are indicative and imprecise. Ambiguity, vagueness, insertion, contradiction and selective archaeologism are all present. One rather curious exception is the re-instatement of the “Prayer of the Faithful”, phased out some fifteen centuries ago. This changes completely the 5th century practise, which was conducted only by the priest, and required the non-baptised, or those under instruction to leave the Mass!
Sacrosanctum Concilium นั้นมีความยาวและไม่สามารถย่อความได้ในธรรมชาติ  มีประจักษ์พยานแข้งแรง ของการปราณีประนอม  การเปลี่ยนแปลงระบุให้เห็นและย่อความไม่ได้  ความกำกวม  ความเคลือบคลุม การสอดแทรก การขัดแย้งกันและเนื้อหาทางโบราณคดีที่เลือกมาแสดง ทั้งมีปรากฎอยู่ในนั้น  ข้อยกเวันที่ค่อนข้างน่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ การกลับนำมาใช้ของ “บทภาวนาเพื่อมวลชน” นับถอยหลังไปประมาณ 1,500 ปีมาแล้ว  ข้อนี้เปลี่ยนการกระทำตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 โดยสิ้นเชิง  ซึ่งนำสวดโดยพระสงฆ์ และต้องการผู้ที่ยังมิได้ล้างบาป หรือผู้ที่ได้รับคำบอกให้ออกจากมิสซาไปได้!

The document states, nevertheless that, ทั้งนั้นก็ดี เอกสาร SC ระบุว่า

1. The Mass will be in Latin with limited use of the vernacular i.e., readings, presumably Gospel and Epistles and some prayers and chants มิสซาจะถวายเป็นภาษาลาติน โดยใช้ภาษาท้องถิ่นอย่างจำกัด เช่น บทอ่าน ที่หมายถึงบทพระวรสารและบทจดหมาย และรวมทั้งบทภาวนาและบทขับร้องบางบทด้วย
2. Plain Chant and the use of the organ continue บทขับปกติและการใช้ออร์แกนต่อไป
3. Lay functionaries will be the Lectors, servers and choir. No others are mentioned งานช่วยพิธีของฆราวาสคือ ผู้อ่าน  ผู้ช่วยจารีตพิธีและนักขับ นอกนั้นไม่ระบุ
4. Lay participation is encouraged and clearly defined. It involves laity taking part with acclamations, responses, psalmody, songs, gestures and bodily attitude and generally with attention to what is going on, or as the document puts it, “conscious of what they are doing, with devotion and full collaboration”. การเข้าร่วมช่วยพิธีกรรมของฆราวาสได้รับการส่งเสริมและกำหนดไว้ชัดเจน ยังรวมฆราวาสที่มีส่วนในการส่งเสียงอุทาน ตอบรับ  ร้องรับ  บทเพลง  ทำท่าทางและแสดงท่าทางร่างกาย และโดยทั่วไปตั้งใจร่วมในสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่  หรือ ดังที่เอกสารระบุให้ปฏิบัติ “สำนึกในสิ่งที่กำลังเกิดอยู่  ด้วยความศรัทธาและความร่วมมือร่วมใจเต็มที่” There is no suggestion of any other physical activity or lay function. ไม่มีข้อเสนอกิจกรรมทางกายอื่นใด หรือหน้าที่ของฆราวาสอย่างอื่น.
5. There will be wider use of scriptural material. มีการใช้เรื่องเกี่ยวกับพระคัมภีร์กว้างขวางมาก
6. The Prayer of the Faithful, which was a period of silent prayer under the direction of a priest, and which was phased out in the fifth century, is re-introduced, but in a new form. บทภาวนาของมวลชน ซึ่ง(ในมิสซาลาตินดั้งเดิม)เป็นช่วงเวลาสวดภาวนาเงียบๆภายใต้การนำของพระสงฆ์ และซึ่งหายไปในศตวรรษที่ห้า ถูกนำมาปฏิบัติใหม่อีก แต่ในรูปแบบใหม่.

What is not authorised or even mentioned is, สิ่งที่ไม่สั่งให้ทำหรือแม้มีการระบุ คือ

1.The Mass said with the priest facing the congregation มิสซาถวายโดยพระสงฆ์หันไปเผชิญผู้มาร่วมพิธี
2. Prayer of the Faithful as it is now practised in the Novus Ordo.            บทภาวนาของมวลชนเหมือนที่ทำกันในมิสซาใหม่
3. Routine Communion under both kinds                                                          การรับศีลปกติทั้งสองเพศ
4. Reception of Communion by hand                                                               การรับศีลมหาสนิทด้วยมือ
5. Handling of the sacred vessels by laity i.e., the chalice and the paten การที่ฆราวาสจับต้องภาชนะศักดิ์สิทธิ์ เช่น ถ้วยกาลิกซ์และจานรองแผ่นศีลได้
6. The use of lay distributers of Holy Communion                                  การใช้ฆราวาสแจกศีล
7. The lay sign of peace, (hand shake)                                                 การส่งสันติภาพด้วยการเช็คแฮนด์
8. Lay readers and bidders, as opposed to Lectors ผู้อ่านและผู้ก่อสวดฆราวาส ที่ตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่ Lectors
These were all introduced later, often unofficially ข้อต่อไปนี้ทั้งหมดถูกเสนอเพิ่มมาทีหลัง  บ่อยมากจะไม่เป็นทางการ
The end result of this is that the Novus Ordo is a valid Catholic Mass, but is deficient because, it carries an implicit downplaying of the Real Presence, the Ordained Priesthood, and the idea of the Mass as a Sacrifice
 ผลสุดท้ายของเรื่องนี้คือว่า Novus Ordo เป็นมิสซาคาทอลิก  แต่บกพร่องบางประการ เพราะว่ามันนำมาซึ่งการสบประมาทดูหมิ่นเป็นนัยถึงการสถิตย์อยู่อย่างแท้จริง(ในศีลศักดิ์สิทธิ์)  สังฆภาพสงฆ์ที่พรรพชา และความคิดเรื่องมิสซาว่าเป็นดังพลีบูชายัญ

The immediate corrections needed to bring the Novus Ordo back into line with Sacrosanctum Concilium are, การแก้ไขทันทีทันใดจำเป็นที่จะนำ Novus Ordo กลับเข้ามาในเส้นทางของ SC คือ
1. Substantial re-use of Latin การนำภาษาลาตินกลับมาใช้เป็นแก่นสาระสำคัญ
2. Return to Ad Orientem การหันไปทางตะวันออก
3. Reception of Communion, kneeling and by mouth, of the Host only การรับศีลมหาสนิท โดยคุกเข่าและด้วยปาก
4. Readings by a priest, deacon or Lector บทอ่าน อ่านโดยพระสงฆ์ สังฆานุกรหรือผู้อ่าน(ที่ได้รับพิธีแต่งตั้ง)
5. Lay distributers to be used only in exceptional l circumstances, and then only acolytes ผู้ช่วยพิธีฆราวาสใช้เพียงกรณีแวดล้อมที่มีการยกเว้นและใช้เพียง acolytes

In terms of church layout the re-introduction of altar rails to re-establish the sanctuary, and of the central tabernacle, to make our churches once again the House of God, are critical.
ในกรณีการวางแผนวัด ด้วยการนำที่คุกเข่ากลับมาเพื่อสถาปนาเขตศักดิ์สิทธิ์ใหม่ และตั้งตู้ศีลตรงกลาง  ทำวัดของเราให้เป็นบ้านของพระเจ้าอีกนั้น เป็นเรื่องที่วิกฤติเร่งด่วนจริงๆ.

Thank you Jacobi ที่นำเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ยิ่งแก่เราคริสตชนคาทอลิก!

Ad  Majorem  Dei   Gloriam                                                                                                                                                                                             

                                                                  Alan Petervich – Peter Vichitr Thongthua



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 23, 2018, 08:02:53 PM โดย Petervich »


 6 
 เมื่อ: มีนาคม 19, 2019, 08:14:15 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                   “ปูติน” สดุดี”พ่อหลวง ร.๙” มีบุญคุณต่อประเทศรัสเซีย
                                “ปูติน” สดุดี”พ่อหลวง ร.๙” มีบุญคุณต่อประเทศรัสเซีย ประยุกต์เกษตรพอเพียงใช้ ส่งออกข้าวสาลี อันดับ 1 ของโลก
15 มีนาคม 2019
“ปูติน” สดุดี”พ่อหลวง ร.๙” มีบุญคุณต่อประเทศรัสเซีย ประยุกต์เกษตรพอเพียงใช้ ส่งออกข้าวสาลี อันดับ 1 ของโลก
 15 มีนาคม 2019 | Slide, ข่าวสาร

                                 

เมื่อวันที่ 12 มี.ค 62 ที่ผ่านมา ทางเฟซบุ๊ก ชินภัทร ตันศรีสกุล ได้โพสต์ถึงบทสัมภาษณ์ของประธานาธิปดีปูติว่า “รัสเซียมีข้าวสาลีใช้ในประเทศจนเหลือส่งออกไปขายได้  เป็นเพราะบุญคุณของ King Bhumibol”โดยระบุข้อความว่า

ประธานาธิบดีปูตินได้กล่าวถึงบุญคุณที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9ทรงแนะนำศาสตร์พระราชาไปใช้กับประเทศรัสเซียจนสามารถยืนหยัดอยู่ได้ถึงปัจจุบัน ผมชอบนิสัยคนไทย ตรงที่มีจิตใจดี มีเมตตา เอื้อเฟื้อแม้กับคนที่ไม่ใช่ญาติ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ลักษณะอย่างนี้หาได้ยากในชาติตะวันตก ผมมีทัศนคติที่ดีต่อคนไทยมานานแล้วครับ ตั้งแต่ผมพบเพื่อนคนไทยคนนี้ หลังจากนั้นอีกนานผมได้เป็นประธานาธิบดีมีโอกาสเข้าพบ King Bhumibol ผมได้รับความเมตตาจากท่านมากมายหลายอย่าง ท่านให้คำแนะนำเรื่องการเกษตรกับผม เรื่องน้ำ เรื่องการส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตนเองในเรื่องอาหาร ทรงมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าว่าผมจะต้องสู้กับพวกตะวันตก และเรื่องอาหารจะเป็นจุดอ่อนของประเทศรัสเซีย เพราะเราไม่เคยศึกษาพัฒนาการเกษตรอย่างจริงจังเลย พอเรามีเงินเราก็สั่งเข้ามาอย่างเดียว

King Bhumibol ท่านบอกว่า ถ้าซื้อเขามากินอย่างเดียว ไม่เคยทำเอง ถ้าเขาไม่ขายให้เรา เราจะทำอย่างไร ประชาชนอดอยากก็โทษรัฐบาล และรัฐบาลก็จะอยู่ไม่ได้ รัฐบาลไม่ดีก็ช่างเถิด แต่ถ้าเป็นรัฐบาบที่ดีจะต้องถูกไล่เพราะหาอาหารให้ประชาชนไม่ได้อย่างนั้นหรือการแจกเงินให้ประชาชนเป็นการซื้อเสียงวิธีหนึ่ง ได้เงินไปไม่ได้มากอะไร ไม่สามารถนำเงินนั้นไปเป็นเงินทุนทำมาหากินได้ แต่เอาไปใช้จ่ายสนุกสนานเดี๋ยวก็หมด

รัสเซียมีที่ดินมากมาย ผมถึงริเริ่มแจกที่ดินแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ที่คนทั่วไปยังยึดติดว่าที่นั่นเป็นที่กันดาร เคยเป็นคุก เพาะปลูกไม่ได้เพราะอากาศหนาวจัดดินแข็ง แต่ King Bhumibol ท่านยืนยันว่าทำได้ทุกแห่ง ไม่ว่าอากาศหนาวหรือร้อน ถ้าเราศึกษาอย่างจริงจัง วิเคราะห์ดิน แหล่งน้ำ พืชพันธุ์ที่ทนอากาศหนาวจัดได้มีอะไรบ้าง หน้าร้อนอุณหภูิมิเฉลี่ยเท่าไร กินเวลากี่เดือน เราควรปลูกอะไรที่ให้ผลในภูมิอากาศแบบนั้น ผมเดินทางไปที่นั่นด้วยตนเอง พานักวิชาการเกษตรไปด้วย เราเริ่มวิจัยลักษณะดิน หาแหล่งน้ำเตรียมไว้ มาลงตัวที่ข้าวสาลี ที่เราใช้เป็นอาหารหลัก ยุโรปก็ใช้ ผมเริ่มสนับสนุนปลูกข้าวสาลีเป็นบริเวณกว้าง

รัสเซียมีประชากร 143,500,000 คนประมาณนี้ เริ่มแรกเราทำให้พอกินในประเทศก่อน ลองดูครับ แรกๆก็พอบริโภคในแต่ละปีเท่านั้น พอเราถูก Sanction อาหารหลายชนิดขาดแคลน รวมทั้งเนื้อสัตว์ด้วย รัฐบาลก็ช่วยให้ทุนแก่เกษตรกรไปเพาะปลูกพวกมันฝรั่ง ข้าวสาลี ข้าวโพด มากขึ้น จนกระทั่งปี 2016 รัสเซียมีข้าวสาลีใช้ในประเทศจนเหลือส่งออกไปขายได้ ปัจจุบันรัสเซียส่งออกข้าวสาลีได้มากที่สุดในโลก เป็นเพราะบุญคุณของ King Bhumibol ครับ

คนของประเทศใดย่อมรู้จักและเข้าใจคนในชาติเดียวกันว่าเขาต้องการอะไร และเราต้องทำอย่างไรเพื่อสนองความต้องการนั้นๆให้ได้ King Bhumibol ท่านอธิบายให้ผมฟังว่า คนนั้นต้องการแค่ 4 อย่าง คืออาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค แค่นี้เท่านั้นที่ผมควรระลึกไว้ตลอดเวลา และจัดหาให้ประชาชนอย่าได้ขาด สิ่งอื่นนอกจากนี้เป็นของฟุ่มเฟือย มีก็ได้ ไม่มีก็ไม่ตาย แต่ถ้าขาด 4 อย่างนี้ตาย รัฐบาลก็ตายด้วย





 7 
 เมื่อ: มีนาคม 11, 2019, 09:51:34 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
         PRIESTLY ABUSE OF NUNS IS NOT A NEW PROBLEM    การล่วงละเมิดภคิณีของบาทหลวงไม่ใช่ปัญหาใหม่

Long before the most recent incidents, confidential reports into the problem focused on Africa and AIDS were prepared in the 1990s by members of religious orders for top church officials. In 1994, the late Sr. Maura O’Donohue wrote the most comprehensive study about a six-year, 23-nation survey, in which she learned of 29 nuns who had been impregnated in a single congregation.
นานมาแล้วก่อนเหตุการณ์ใหม่ที่สุดที่ว่านั้น  รายงานลับที่เกี่ยวกับปัญหาได้รวมศูนย์ที่อาฟริกาและความช่วยเหลือได้มีการเตรียมการไว้แล้วในช่วงปี 1990 โดยเหล่าสมาชิกของคณะนักบวชสำหรับเจ้าหน้ที่ศาสนจักรระดับสูง  ในปี 1994 ซิสเตอร์เมารา โอโดโนฮิวผู้ล่วงลับ ได้เขียนข้อศึกษาที่กินความกว้างที่สุดเกียวกับการสำรวจโดยใช้เวลาหกปีใน23 ชาติ  ซึ่งในรายงายนั้นเธอได้ศึกษาภคิณี 29 คนที่ถูกกระทำจนตั้งท้องในคณะเดียว.
 
Nuns, she reported, were considered “safe” sexual partners for priests who feared they might be infected with HIV if they went to prostitutes or women in the general population.   Four years later, in a report to top religious superiors and Vatican officials, Sr. Marie McDonald said harassment and rape of African sisters by priests is “allegedly common.” Sometimes, when a nun becomes pregnant, the priest insists on an abortion, the report said.
เธอรายงานว่า  บรรดาภคิณี ถือว่าเป็นคู่ปฏิบัติทางเพศ “ที่ปลอดภัย”สำหรับบาทหลวง ซึ่งกลัวว่าพวกตนอาจติดเชื้อ HlV ถ้าไปสมสู่กับโสเภณีหรือผู้หญิงที่เป็นคนทั่วไป  สี่ปีต่อมา ในรายงานที่ส่งถึงผู้บริหารสูงสุดของคณะและเจ้าหน้ที่วาติกัน  ซิสตอร์มารี แมคโดนัลด์กล่าวว่า ข้อกวนใจและการข่มขืนภคิณีอาฟริกันโดยบาทหลวง เป็น “เรื่องปกติที่กล่าวหากัน”    บางครั้ง   เมื่อ    ซิสเตอร์ คนหนึ่งตั้งท้อง บาทหลวง(ผู้กระทำ) ก็ยืนยันให้ทำแท้ง  รายงานกล่าว.

The problem travelled when the sisters were sent to Rome for studies. They “frequently turn to seminarians and priests for help in writing essays. Sexual favors are sometimes the payment they have to make for such help,” the report said.  The reports were never meant to be made public. The U.S. National Catholic Reporter put them online in 2001, exposing the depths of a scandal the church had long sought to keep under wraps. To date, the Vatican hasn’t said what, if anything, it ever did with the information.
ปัญหา ยาวออกไป เมื่อบรรดาซิสเตอร์ถูกส่งไปโรมเพื่อการศึกาตรวจสอบ  พวกเธอ “บ่อยมากจะไปหาเณรและบาทหลวง(คงเป็นพวกที่ส่งมาจากอาฟริกา) เพื่อขอความช่วยเหลือ ในการเขียนเรื่องเพื่อรายงาน  การแลกทางเพศ บางครั้งเป็นการจ่ายชดเชยที่พวกนั้นจะให้ความช่วยเหลือเช่นนั้น” รายงานกล่าว  รายงานทั้งหมดไม่เคยคิดว่าจะเปิดเผยสาธารณะ   สำนักข่าว U.S. National Catholic Reporter นำมาลงทางเว็บไซต์ในปี 2001 แสดงถึงความลึกของการเป็นที่สะดุดที่พระศาสนจักรเสาะหาเป็นเวลานานนั้นถูกเก็บไว้ในเครื่องหุ้มห่อปกปิด   ทุกวันนี้ วาติกันไม่เคยพูดอะไร ถ้ามีสักเรื่อง ทำอย่างไรกับข้อมูลข่าวสารนั้น.

Sister Paola Moggi, a member of the Missionary Combonian Sisters — a religious congregation with a significant presence in 16 African countries — said in her experience the African church “had made great strides” since the 1990s, when she did missionary work in Kenya, but the problem has not been eliminated.   “I have found in Africa sisters who are absolutely emancipated and who say what they think to a priest they meet who might ask to have sex with them,” she told the AP.
ซิสเตอร์เปาลา มอกกี  สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มซิสเตอร์คอมโบเนียนมิสชันนารี – คณะนักบวชหญิงที่ทำงานอยู่อย่างมีความหมาย ใน 16 ประเทศอาฟริกัน – ได้กล่าวด้วยประสพกาณณ์ของเธอที่ว่าศาสนจักรอาฟริกา “ได้ทำการเดินหน้าก้าวใหญ่” ตั้งแต่ช่วงปี 1990 เมื่อศาสนจักรได้ปฏิบัติการณ์เผยแผ่ในเคนยา  แต่ปัญหายังไม่มีการขจัดให้หมดสิ้น  เธอบอกนักข่าวเอ.พี.ว่า “ฉันได้พบว่าในอาฟริกา บรรดาซิสเตอร์ที่ถูกปลดเปลื้องให้เป็นอิสระเด็ดขาด และผู้ที่กล่าวสิ่งที่พวกเธอคิด ถึงบาทหลวงคนหนึ่งที่พวกเธอพบที่ขอร่วมเพศกับพวกเธอ”

“I have also found sisters who said ‘Well, you have to understand their needs, and that while we only have a monthly cycle a man has a continuous cycle of sperm’ — verbatim words from the ’90s,” she said.
“ฉันได้พบซิสเตอร์ที่พูดว่า ‘คือ คุณต้องเข้าใจความต้องการของพวกเขา  และว่า ขณะที่พวกเราผู้หญิงมีรอบเดือนๆละครั้ง ผู้ชายคนหนึ่งมีรอบสเปิร์มต่อเนื่องตลอดไม่มีหยุด’  -- คำพูดตามอักษรตั้งแต่ปี 90 แล้ว” เธอกล่าว.

But the fact that in just a few weeks scandals of priests allegedly molesting sisters have erupted publicly on two other continents — Asia and Latin America — suggests that the problem is not confined to Africa, and that some women are now willing to break the taboo to denounce it publicly.
แต่ความจริงที่เพียงสองสามสัปดาห์ การเป็นที่สะดุดของบาทหลวงที่ปล้นข่มขืนซิสเตอร์ที่กล่าวหากัน ได้ปะทุออกสู่สาธารณะ ในสองทวีป – เอเซียและอเมริกาลาติน – เสนอให้เห็นว่าปัญหามิได้เกิดเพียงในอาฟริกา  และสตรีบางคนตอนนี้ประสงค์ที่จะทำลายข้อห้ามในการประนามมันอย่างเป็นสาธารณะ

In India, a sister of the Missionaries of Jesus filed a police report last month alleging a bishop raped her in May 2014 during a visit to the heavily Christian state of Kerala, and that he subsequently sexually abused her around a dozen more times over the following two years, Indian media have reported. The bishop denied the accusation and said the woman was retaliating against him for having taken disciplinary action against her for her own sexual misdeeds.
ในอินเดีย ซิสเตอร์คนหนึ่งสังกัดคณะมิสชันนารีแห่งพระเยซูเจ้า ได้ส่งรายงานแจ้งความตำรวจเมื่อเดือนที่ผ่านมา กล่าวหาพระสังฆราชองค์หนึ่งข่มขืนกระทำชำเราเธอในเดือนพฤษภาคม ปี 2014 ระหว่างการเยือนรัฐคริสตชนเกราลา  และกล่าวหาว่าสังฆราชคนนี้ได้ละเมิดทางเพศกับเธอ อย่างต่อเนื่องประมาณสิบสองครั้งในช่วงเวลาสองปีติดต่อกัน  ตามที่สื่ออินเดียรายงาน  พระสังฆราชได้ปฏิเสธการกล่าวหา และกล่าวว่า ผู้หญิง – ซิสเตอร์ – กำลังแก้แค้นเขา เพราะได้รับการดำเนินการทางระเบียบวินัยต่อเธอ ในเรื่องกระทำความผิดทางเพศของเธอนั่นเอง.

In Chile, the scandal of the Sisters of the Good Samaritan, an order dedicated to health care in the diocese of Talca, erupted at the same time the country’s entire Catholic hierarchy has been under fire for decades of sex abuse and cover-ups. The scandal got so bad that in May, Francis summoned all Chilean bishops to Rome, where they all offered to resign en masse.
ในชิลี  การเป็นที่สะดุดต่อซืสเตอร์แห่ง Good Samaritan คณะนักบวชที่อุทิศเพื่อการดูแลสุขภาพอนามัย ในสังฆมณฑลทัลกา  ระเบิดประทุขึ้นในเวลาเดียวกัน โดยที่คณะสงฆ์ฝ่ายปกครองคาทอลิกทั้งครบขงประเทศ ตกอยู่ภายใต้การกล่าวหาหลายทศวรรษเรืองการละเมิดทางเพศและการปกปิด  การเป็นที่สะดุดร้ายแรงจนว่า ในเดือนพฤษภาคม  โป๊บฟรังซิสได้เรียกตัวพระสังฆราชชิลีทั้งหมดไปโรม  ที่ซึ่งพวกเขาทั้งหมดได้ถูกเสนอให้ลาออกทั้งกลุ่ม

The case, exposed by the Chilean state broadcaster, involves accusations of priests fondling and kissing nuns, including while naked, and some religious sisters sexually abusing younger ones. The victims said they told their mother superior, but that she did nothing. Talca’s new temporary bishop has vowed to find justice.
กรณี ที่มีการเปิดเผยโดยสถานีข่าวของรัฐชิลี  รวมเอาการกล่าวหาบรรดาบาทหลวงที่กอดและจูบภคิณี  รวมทั้งขณะกำลังเปลือยกาย  และซิสเตอร์ที่ถวายตัวบางคนกลับล่วงละเมิดทางเพศกับซิสเตอร์ที่อายุน้อยกว่า  ผู้ตกเป็นเหยื่อกล่าวว่าพวกเขารายงานต่ออธิการิณีของพวกเขาแล้ว แต่คุณแม่มิได้ทำอะไรเลย  พระสังฆราชรักาการชั่วคราวองค์ใหม่ของทัลกา ได้ปฏิญาณ ที่จะหาความยุติธรรม.

The Vatican is well aware that religious sisters have long been particularly vulnerable to abuse. Perhaps the most sensational account was detailed in the 2013 book “The Nuns of Sant’Ambrogio,” based on the archives of the Vatican’s 1860s Inquisition trial of abuse, embezzlement, murder and “false holiness” inside a Roman convent. Once word got out, the Vatican poured the full force of its Inquisition to investigate and punish.   It remains to be seen what the Vatican will do now that more sisters are speaking out.
วาติกันเข้าใจดีว่าซิสเตอร์ผู้ถวายตัวถูกกระทำเป็นพิเศษในการล่วงละเมิด  บางทีเรื่องที่สั่นคลอนอารมณ์ที่สุดก็คือมีรายละเอียดปรากฎในหนังสือปี 2013 เรื่อง “ภคิณีแห่งอารามนักบุญSant’ Ambrogio”  ที่วางเรื่องราวจากศูนย์เก็บเอกสารของการดำเนินคดีสอบสวนของวาติกันช่วงปี 1860 เกี่ยวกับ การละเมิดทางเพศ  การยักยอกฉ้อฉล  การฆาตกรรม และ   ”ความศักดิ์สิทธิ์ ปลอม” ภายในคอนแวนต์โรมันแห่งหนึ่ง  เมื่อคำพูดปรากฎออกมา  วาติกันก็เลยหลั่งพลังเต็มที่ในการสอบสวนเพื่อสืบหาความจริงและลงโทษ  ที่ยังเหลืออยู่ที่จะปรากฎออกมาว่าวาติกันจะทำอะไรขณะนี้ก็คือว่า ภคิณีมากขึ้นเรื่อยๆกำลังจะพูดออกมา.

ONE SISTER’S STORY — AND YEARS OF HURT เรื่องของซิสเตอร์คนหนึ่ง –และหลายปีแห่งการถูกทำร้าย

The sister who spoke to the AP about her assault in 2000 during confession at a Bologna university clasped her rosary as she recounted the details.  She recalled exactly how she and the priest were seated in two armchairs face-to-face in the university classroom, her eyes cast to the floor. At a certain point, she said, the priest got up from his chair and forced himself on her. Petite but not frail, she was so shocked, she said, that she grabbed him by the shoulders and with all her strength, stood up and pushed him back into his chair.
ซิสเตอร์ที่เล่าให้นักข่าวเอ.พี.ฟังเกี่ยวกับการที่เธอถูกจู่โจมในปี 2000 ระหว่างการแก้บาปที่มหาวิทยาลัยโบโลญา มือกำสายประคำของเธอแน่นขณะที่บรรยายรายละเอียด  เธอย้อนถึงตรงที่ว่าเธอทำอะไรตรงๆขณะที่เธอและบาทหลวงนั่งบนเก้าอี้นวมสองตัวเผชิญห้ากันในห้องเรียนของมหาวิทยาลัย  ตาทั้งสองของเธอเพ่งลงสู่พื้นห้อง  ณจุดหนึ่ง เธอกล่าว บาทหลวงคนนั้นลุกจากโซฟาของเขา  และทุ่มตัวเข้าหาเธอ  ตัวเล็กแต่ไม่อ่อนแอ  เธอข๊อกตกใจมาก เธอกล่าว  ว่าเธอนั้นรวบเขาที่บ่าทั้งสองข้างและด้วยการออกแรงทั้งหมดเท่าที่มี  ยืนขึ้นและผลักบาทหลวงคนนั้นกลับไปที่โซฟาของเขา.

The nun continued with her confession that day. But the assault — and a subsequent advance by a different priest a year later — eventually led her to stop going to confession with any priest other than her spiritual father, who lives in a different country.   “The place of confession should be a place of salvation, freedom and mercy,” she said. “Because of this experience, confession became a place of sin and abuse of power.”
วันนั้น ภคิณียังคงแก้บาปของเธอต่อไป  แต่การจู่โจม – และความก้าวหน้าที่ตามมาโดยพระสงฆ์อีกองค์ในปีต่อมา – ในที่สุด พาเธอให้หยุดแก้บาปกับบาทหลวงองคใดก็ตามนอกจากคุณพ่อฝ่ายวิญญาณของเธอ ซึ่งอยู่ในประเทศอื่น  “ สถานที่ฟังแก้บาป ควรจะเป็นสถานที่ของการช่วยให้รอด  อิสระภาพ  และความเมตตากรุณา” เธอกล่าว  “ เพราะประสพการณ์นี้  การแก้บาปกายเป็นสถานที่ทำบาปและการละเมิดของผู้ทรงอำนาจ”

She recalled at one point a priest in whom she had confided had apologized “on behalf of the church.” But nobody ever took any action against the offender, who was a prominent university professor. The woman recounted her story to the AP without knowing that at that very moment, a funeral service was being held for the priest who had assaulted her 18 years earlier.
เธอหวนกล่าวถึงณจุดหนึ่งที่บาทหลวงคนหนึ่งที่เธอไว้ใจ ได้สดงขออภัย “ในนามของพระศาสนจักร”    แต่กลับไม่มีผู้ใดจัดการกับผู้ทำผิด  ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง  ภคิณีได้ทบทวนเรื่องราวของเธอแก่นักข่างเอ.พี. โดยไม่ทราบว่า ณเวลานั้น มีพิธีงานศพสำหรับบาทหลวงที่จู่โจมคุกคามเธอเมื่อ 18 ปีก่อนนั้น.

She later said the combination of his death and her decision to speak out lifted a great weight. “I see it as two freedoms: freedom of the weight for a victim, and freedom of a lie and a violation by the priest,” she said. “I hope this helps other sisters free themselves of this weight.”
ต่อมาเธอกล่าวว่าการรวมความตายของเขากับการตัดสินใจของเธอที่จะพูดออกมา ทำให้มีน้ำหนักขึ้นมาก  “ฉันเห็นว่ามันเป็นอิสระภาพสองประการ คือ อิสระภาพของน้ำหนักสำหรับเหยื่อ  และอิสระภาพของการโกหกและการละเมิดโดยบาทหลวง” เธอกล่าว  “ฉันหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยซิสเตอร์คนอื่นๆให้นำตัวเองเป็นอิสระจากน้ำหนักที่ถ่วงอยู่ขณะนี้.

Muhumuza reported from Kampala, Uganda. รายงานจากกัมปาลา อูกันดา
Have a confidential tip? Contact Amy Forliti at The Associated Press at 612-332-2727 or aforliti@ap.org

                                                                        Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                Alan  Petervich


 8 
 เมื่อ: มีนาคม 11, 2019, 09:45:09 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                      หลังจากความเงียบหลายศตวรรษ บรรดาภคิณีเริ่มพูดเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากบรรดาบาทหลวง
                                                         After decades of silence, nuns talk about abuse by priests
By NICOLE WINFIELD and RODNEY MUHUMUZA  July 28, 2018               ผู้โพสต์  นิโคล วินฟิลด์ และ รอดนี มูฮูมูซา   กรกฎาคม 28, 2018

VATICAN CITY (AP) — The nun no longer goes to confession regularly, after an Italian priest forced himself on her while she was at her most vulnerable: recounting her sins to him in a university classroom nearly 20 years ago.
 นครวาติกัน (เอ.พี.) – ภคิณีคนหนึ่งไม่ไปแก้บาปเป็นปกติอีกแล้ว  หลังจากบาทหลวงอิตาเลียนคนหนึ่งใช้กำลังบังคับข่มขืนเธอ ขณะที่เธอตกอยู่ในสภาพอ่อนแอที่สุด คือ กำลังแจงนับบาปของเธอให้เขาฟัง ในห้องเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เกือบ 20 ปีมาแล้ว.

At the time, the sister only told her provincial superior and her spiritual director, silenced by the Catholic Church’s culture of secrecy, her vows of obedience and her own fear, repulsion and shame.
ตอนนั้น  ซิสเตอร์เพียงรายงานอธิการิณีแขวงของเธอและผอ.ฝ่ายวิญญาณของเธอ  ถูกบังคับให้นิ่งเงียบโดยวัฒนธรรมของศาสนจักรคาทอลิกเรื่องการเก็บความลับ  คำปฏิญาณเรื่องความนบนอบของเธอและความกลัวของเธอเอง  ความน่าขยะแขยงและความอับอาย.

“It opened a great wound inside of me,” she told the Associated Press. “I pretended it didn’t happen.”
“มันเปิดแผลใหญ่ในตัวดิฉัน “ เธอบอกสำนักข่าวเอ.พี. “ ดิฉันแกล้งทำเป็นว่ามันมิได้เกิดขึ้น “

After decades of silence, the nun is one of a handful worldwide to come forward recently on an issue that the Catholic Church has yet to come to terms with: The sexual abuse of religious sisters by priests and bishops. An AP examination has found that cases have emerged in Europe, Africa, South America and Asia, demonstrating that the problem is global and pervasive, thanks to the universal tradition of sisters’ second-class status in the Catholic Church and their ingrained subservience to the men who run it.
หลังหลายทศวรรษแห่งการนิ่งเงียบ  ซิสเตอร์เป็นคนหนึ่งของภคิณีหยิบมือเดียวในโลกกว้าง ที่ก้าวออกมาเร็วๆนี้ เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า ศาสนจักรคาทอลิกต้องออกมาจัดการกับข้อมูลที่ว่า : การล่วงละเมิดทางเพศต่อบรรดาซิสเตอร์ผู้ถวายตัว โดยบรรดาบาทหลวงและพระสังฆราช  การตรวจสอบของสำนักข่าวเอ.พี. ได้พบว่า กรณีต่างๆเกิดขึ้นทั้งใน ยุโรป  อาฟริกา  อเมริกาใต้และเอเซีย  เป็นการแสดงว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาทั่วโลกและแพร่กระจายไปทั่ว  ขอบคุณต่อประเพณีสากลของสถานะชั้นสองของซิสเตอร์ ในศาสนจักรคาทอลิกและการอยู่ใต้บังคับบัญชาของพวกผู้ชายที่ดูแลจัดการปกครองพวกเธอที่ฝังอยู่ในกระดูกของพวกเธอ

Some nuns are now finding their voices, buoyed by the #MeToo movement and the growing recognition that adults can be victims of sexual abuse when there is an imbalance of power in a relationship. The sisters are going public in part because of years of inaction by church leaders, even after major studies on the problem in Africa were reported to the Vatican in the 1990s.
ภคิณีบางคนตอนนี้พบว่าเสียงของพวกเธอ ที่ได้รับการค้ำจุณโดยขบวนการ #MeToo และการรับรู้ที่เพิ่มขึ้นว่า ผู้ใหญ่ก็สามารถเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศได้ เมื่อมีความไม่สมดุลย์ของอำนาจในสัมพันธภาพ  เหล่าซิสเตอร์กำลังออกสู่สาธารณะเป็นบางส่วน เพราะหลายปีที่ขาดการปฏิบัติการจากเหล่าผู้นำของศาสนจักร  แม้กระทั่งหลังการศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังเกี่ยวกับปัญหาในอาฟริกา ที่ซึ่งส่งรายงานถึงวาติกันในช่วงปี 1990s.

The issue has flared in the wake of scandals over the sexual abuse of children, and recently of adults, including revelations that one of the most prominent American cardinals, Theodore McCarrick, sexually abused and harassed his seminarians.
เรื่องนี้ลุกโชติช่วงชั่วระยะหนึ่งในความตื่นต่อการเป็นที่สะดุดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กๆ และเร็วๆนี้ก็กับผู้ใหญ่  รวมทั้งการเปิดไขแสดงว่า หนึงในพระคาร์ดินัลอเมริกันที่ลือชื่อที่สุด เทโอดอร แม็คคาร์ริค ได้ล่วงลัเมิดทางเพศและรังควาญบรรดาสามเณรของเขาเอง.

The extent of the abuse of nuns is unclear, at least outside the Vatican. Victims are reluctant to report the abuse because of well-founded fears they won’t be believed, experts told the AP. Church leaders are reluctant to acknowledge that some priests and bishops simply ignore their vows of celibacy, knowing that their secrets will be kept.
จำนวนครั้งของการล่วงละเมิดทางเพศต่อภคิณีไม่ชัดเจน  อย่างน้อยที่อยู่นอกวาติกัน  เหยื่อบ่ายเบี่ยงที่จะรายงานการล่วงละเมิดนี้ เพราะความกลัวที่มีพื้นฐานดังกล่าวมาแล้วที่พวกเธอกลัวว่าจะไม่มีใครเชื่อ  ผู้เชี่ยวชาญบอกกับสำนักข่างเอ.พี.  บรรดาผู้ใหญ่หัวหน้าศาสนจักรบ่ายเบี่ยงที่จะรับรู้ว่า บาทหลวงบางคนและพระสังฆราชบางองค์นั้น ไม่รับรู้คำปฏิญาณเรื่องการถือโสดของพวกเขาเอาดื้อๆ โดยคิดว่าความลับของพวกเขาจะเก็บงำไว้ได้.

However, this week, about half a dozen sisters in a small religious congregation in Chile went public on national television with their stories of abuse by priests and other nuns — and how their superiors did nothing to stop it. A nun in India recently filed a formal police complaint accusing a bishop of rape, something that would have been unthinkable even a year ago.
อย่างไรก็ดี  สัปดาห์นี้ ซิสเตอร์ประมาณครึ่งโหลในคณะภคิณีเล็กๆแห่งหนึ่งในชิลี  ได้ออกสู้สาธารณะทางการแพร่ภาพโทรทัศน์ระดับชาติ ด้วยเรื่องของพวกเธอ ที่มีการล่วงละเมิดทางเพศจากพวกบาทหลวงและภคิณีอื่นๆ --- และแสดงให้เห็นว่าบรรดาอธิการิณีของพวกเธอไม่ทำอะไรเลยเพื่อหยุดเรื่องนั้น.  เมื่อเร็วๆนี้ ซิสเตอร์คนหนึ่งในอินเดีย ได้แจ้งความเป็นทางการต่อตำรวจ กล่าวหาพระสังฆราชคนหนึ่งว่ากระทำชำเราเธอ  เป็นอะไรบางอย่างที่คิดกันไม่ถึงแม้จะผ่านไปหนึ่งปีมาแล้ว

Cases in Africa have come up periodically; in 2013, for example, a well-known priest in Uganda wrote a letter to his superiors that mentioned “priests romantically involved with religious sisters” — for which he was promptly suspended from the church until he apologized in May. And the sister in Europe spoke to the AP to help bring the issue to light.
หลายกรณีแบบนี้ในอาฟริกาปรากฎออกมาเป็นช่วงๆ  ตัวอย่าง ในปี 2013 บาทหลวงที่รู้จักกันดีคนหนึ่งในอูกันดา ได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงบรรดาผู้ใหญ่ของเขา ระบุว่า“บรรดาบาทหลวงร่วมมีส่วนแบบโลดโผนทางชู้สาวกับบรรดาซิสเตอร์ที่เป็นนักบวช” --- ซึ่งเพราะเหตุนี้ เขาถูกแขวนทันนีจากศาสนจักร จนกระทั่งเขาได้ขอขมาในเดือนพฤษภาคม  และซิสเตอร์ในยุโรป ได้บอกสำนักข่าวเอ.พี.ให้ช่วยทำเรื่องดังกล่าวให้กระจ่างด้วย.

“I am so sad that it took so long for this to come into the open, because there were reports long ago,” Karlijn Demasure, one of the church’s leading experts on clergy sexual abuse and abuse of power, told the AP in an interview. “I hope that now actions will be taken to take care of the victims and put an end to this kind of abuse.”
“ฉันรู้สึกเสียใจที่มันกินเวลานานมากสำหรับเรื่องนี้ที่จะปรากฎออกมา  เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นรายงานนานแล้ว “ คาร์ลิจน์ เดมาสูเร หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศของนักพรตและการละเมิดอำนาจ  ได้ล่าวกับนักข่าวเอ.พี. ในการให้สัมภาษณ์  “ฉันหวังว่าตอนนี้ ปฏิบัติการจะมีขึ้นเพื่อดูแลเหล่าเหยื่อทั้งหลาย และสิ้นสุดการล่วงละเมิดชนิดนี้”.

TAKING VICTIMS SERIOUSLY ดูแลเหยื่ออย่างจริงจัง

The Vatican declined to comment on what measures, if any, it has taken to assess the scope of the problem globally, what it has done to punish offenders and care for the victims. A Vatican official said it is up to local church leaders to sanction priests who sexually abuse sisters, but that often such crimes go unpunished both in civil and canonical courts.
วาติกันได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นที่ว่ามีมาตรการอะไร ถ้ามี  พวกเขาได้รับว่ามีขอบข่ายของปัญหานี้ทั่วโลก  อะไรที่ทำไปเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดและดูแลบรราเหยื่อ  เจ้าหน้าที่วาติกันคนหนึ่งกล่าวว่า มันขึ้นกับหัวหน้าศาสนจักรท้องถิ่นที่จะลงโทษบาทหลวงที่ละเมิดทางเพศกับบรรดาซิสเตอร์  แต่ บ่อยมากที่อาชญากรรมเช่นนั้นล่วงไปโดยมิได้มีการลงโทษทั้งในศาลศาสนจักรและศาลบ้านเมือง.

The official, who spoke on condition of anonymity because he wasn’t authorized to speak to the issue, said only some cases arrive at the Holy See for investigation. It was a reference to the fact that the Catholic Church has no clear measures in place to investigate and punish bishops who themselves abuse or allow abusers to remain in their ranks — a legal loophole that has recently been highlighted by the McCarrick case.
เจ้าหน้าที่วาติกัน ซึ่งกล่าวถึงเงื่อนไขของการปกปิดชื่อ เพราะว่าเขาไม่มีอำนาจที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้  ได้กล่าวว่าเพียงบางกรณ๊เท่านั้นมาถึงสันตะสำนักเพื่อการสอบสวน  มันเป็นการอ้างอิงถึงความจริงที่ว่าศาสนจักรคาทอลิกไม่มีมาตรการชัดเจนในการกำหนดเพื่อสอบสวนและลงโทษบรรดาพระสังฆราช ที่พวกเขาเองละเมิด หรืออนุญาตให้ผู้ละเมิดยังคงอยู่ในตำแหน่ง –ช่องโหว่ในกฎหมายที่เมื่อเร็วๆนี้ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นเรื่องเด่นคือกรณีแม็คคาร์ริค.

The official said the church has focused much of its attention recently on protecting children, but that vulnerable adults “deserve the same protection.” “Consecrated women have to be encouraged to speak up when they are molested,” the official told the AP. “Bishops have to be encouraged to take them seriously, and make sure the priests are punished if guilty.”
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า พระศาสนจักรได้รวมศูนย์ส่วนใหญ่ของความตั้งใจของพวกเขาเมื่อเร็วๆนี้ว่าด้วยการปกป้องเด๋กๆ  แต่ที่ผู้ใหญ่ผู้อ่อนแอ “สมควรจะได้รับการปกป้องแบบเดียวกัน”  บรรดาสตรีที่ถวายตัวต้องได้รับการกระตุ้นให้พูดออกมาเมื่อพวกเธอถูกปล้น” เจ้าหน้าที่บอกสำนักข่าวเอ.พี.  “บรรดาพระสังฆราชต้องถูกกระตุ้นให้ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง  และต้องทำให้แน่ใจว่า พวกบาทหลวง(ที่ทำผิด)ถูกลงโทษถ้ามีความผิดจริง.

But being taken seriously is often the toughest obstacle for sisters who are sexually abused, said Demasure, until recently executive director of the church’s Center for Child Protection at the Pontifical Gregorian University, the church’s leading think tank on the issue. “They (the priests) can always say ‘she wanted it,’” Demasure said. “It is also difficult to get rid of the opinion that it is always the woman who seduces the man, and not vice versa.”
แต่พอจะเอาจริงเอาจัง บ่อยมากก็คืออุปสรรคที่เหนียวแน่นที่สุดสำหรับบรรดาซิสเตอร์ ซึ่งถูกละเมิดทางเพศ เดมาเซอร์กล่าว  จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์ของพระศาสนจักรเพื่อการปกป้องคุ้มครองเด็กที่มหาวิทยาลัยเกรกอเรียนของวาติกัน ที่เป็นหน่วยงานวิจัยชั้นนำของพระศาสนจักรเกี่ยวกับเรื่องนี้  “พวกเขา(บทหลวง)สามารถเสมอที่จะกล่าวว่า” เธอต้องการสิ่งนั้น”  เดมาเซอร์กล่าว   “มันยากด้วยที่จะขจัดความคิดเห็นที่ว่า ทุกครั้งเสมอ ผู้หญิงเป็นผู้ล่อลวงผู้ชายและไม่มีกลับกัน”

Demasure said many priests in Africa, for example, struggle with celibacy because of traditional and cultural beliefs in the importance of having children. Novices, who are just entering religious life, are particularly vulnerable because they often need a letter from their parish priest to be accepted into certain religious congregations. “And sometimes they have to pay for that,” she said.
เดมาเซอร์กล่าวว่า บาทหลวงจำนวนมาก  เช่นในอาฟริกา  ต่อสู้กับการถือโสด เพราะว่าเป็นความเชื่อทางวัฒนธรรมและประเพณี ในความสำคัญของการมีเด็กๆ  บรรดาผู้เตรียมบวช ผู้ซึ่งพึ่งเข้าสู่ชีวิตนักบวช  เป็นพิเศษที่จะอ่อนแอ เพราะว่าบ่อยมากที่พวกเธอเหล่านั้นต้องการหนังสือรับรองบับหนึ่งจากบาทหลวงเจ้าอาวาสของพวกเธอให้รับพวกเธอเข้าคณะซิสเตอร์      “และบางครั้งพวกเธอต้องจ่ายเพื่อเรื่องนั้น”  เธอกล่าว.

And when these women become pregnant?    “Mainly she has an abortion. Even more than once. And he pays for that. A religious sister has no money. A priest, yes,” she said. There can also be a price for blowing the whistle on the problem.
และเมื่อผู้หญิงเหล่านี้ตั้งท้อง?  “ส่วนใหญ่เธอจะทำแท้ง  แม้จะมากกว่าหนึ่งครั้ง  และผู้ชาย (ก็บาทหลวงนั่นแหละ) เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด  ซิสเตอร์ผู้ถวายตัวไม่มีเงิน  บาทหลวงคนหนึ่ง ใช่ “ เธอกล่าว  ยังสามารถมีรางวัลสำหรับการหยุดยั้งเกี่ยวกับปัญหา.

In 2013, the Rev. Anthony Musaala in Kampala, Uganda wrote what he called an open letter to members of the local Catholic establishment about “numerous cases” of alleged sex liaisons of priests, including with nuns. He charged that it was “an open secret that many Catholic priests and some bishops, in Uganda and elsewhere, no longer live celibate chastity.”
ในปี 2013  คุณพ่อแอนโทนี มูซาลา ในเมืองคัมพาลา ประเทศอูกันดา  ได้เขียนสิ่งที่เขาเรียกว่าจดหมายเปิดผนึก ถึง สมาชิกของสถาบันคาทอลิกท้องที่ เกี่ยวกับ “ กรณีมากมาย” ของการคบกันฉันชู้สาวทางเพศที่ถูกกล่าวหาของบาทหลวง  รวมทั้งกับภคิณีด้วย  คุณพ่อกล่าวหาว่ามันเป็น “ ความลับที่เปิดเผยว่าบาทหลวงคาทอลิกมากมายและพระสังฆราชบางคน ในอูกันดาและบางประเทศ ไม่มีการดำเนินชีวิตถือโสดบริสุทธิ์ต่อไปแล้ว “

He was sanctioned, even though Ugandan newspapers regularly report cases of priests caught in sex escapades. The topic is even the subject of a popular novel taught in high schools.   In 2012, a priest sued a bishop in western Uganda who had suspended him and ordered him to stop interacting with at least four nuns. The priest, who denied the allegations, lost the suit, and the sisters later withdrew their own suit against the bishop.
เขาถูกทำโทษ แม้หนังสือพิมพ์อูกันดา โดยสม่ำเสมอจะรายงานกรณีของบาทหลวงที่ถูกจับได้ในความคะนองทางเพศ  หัวเรื่องถึงกับเป็นเรื่องของนวนิยายที่นิยมกันนำไปสอนในโรงเรียนมัธยมต่างๆ  ในปี 2012  บาทหลวงคนหนึ่งได้ฟ้องพระสังฆราชองค์หนึ่งในอูกันดาตะวันตก  ซึ่งสั่งแขวนเขา และสั่งเขาให้หยุดกระทำต่ออย่างน้อยภคิณีสี่คน  บาทหลวง  ซึ่งปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด  แพ้คดี  และต่อมาบรรดาซิสเตอร์ได้ถอนคดีของพวกเธอที่ฟ้องพระสังฆราช.

Archbishop John Baptist Odama, leader of the local Ugandan conference of bishops, told the AP that unverified or verified allegations against individual priests should not be used to smear the whole church.“Individual cases may happen, if they are there,” he said Thursday. “Individual cases must be treated as individual cases.”
พระอัครสังฆราชยอห์น แบปติสต์ โอดามา  ประธานสภาพระสังฆราชท้องถิ่อูกันดา  ได้บอกสำนักข่าวเอ.พี.ว่า ข้อกล่าวหาทั้งที่สามารถพิสูจน์ได้หรือยังมิได้รับการพิสูจน์ ต่อบาทหลวงเอกัตถบุคคล ไม่ควรจะนำมาใช้เพื่อละเลงทั่วทั้งพระศาสนจักร  “กรณีแต่ละเอกัตถบุคคล ต้องจัดการเป็นกรณีส่วนบุคคลไป.”



 9 
 เมื่อ: มีนาคม 06, 2019, 05:08:52 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

      จะเห็นว่า   ในปัจจุบันพระศาสนจักรในหลายๆ แห่ง รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ได้วางแนวทางในการอดอาหารและอดเนื้อ โดยมองที่เจ ตนารมณ์มากกว่า ปัจจุบันพระศาสนจักรในประเทศไทยจึงกำหนดใหม่ดังนี้ว่า ผู้ที่ปฏิบัติข้อต่างๆ ต่อไปนี้ (ข้อใดข้อหนึ่ง) ถือได้ว่าถือตามกฎการอดเนื้อ คือ

         1. อดเนื้อ (ตามประเพณีที่ถือปฏิบัติของพระศาสนจักร)
         2. ปฏิบัติกิจศรัทธาเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่เคยปฏิบัติ เช่น เดินรูป 14 ภาค เฝ้าศีลมหาสนิท สวดส ายประคำ ฯลฯ  (เป็นการ “อด” เวลาที่เป็นส่วนตัวของตนเอง  เพื่อถวายเวลานั้นให้
แก่พระเจ้า)
         3. ปฏิบัติกิจเมตตาปรานี เช่น ให้ทานคนจน เยี่ยมคนเจ็บป่วย ฯลฯ (เป็นการ “อด” ความสุขส่วนตัว เพื่อแสดงความรักต่อผู้อื่น)
         4. งดเว้นอาหารหรือสิ่งที่อาจเคยปฏิบัติเป็นประจำ เช่น งดดื่มสุราและเบียร์ งดสูบบุหรี่ (เป็นการ “อด” ในสิ่งที่ตนชอบ)
         5. รู้จักอดออมและละเว้นความฟุ้งเฟ้อต่างๆ

     สำหรับการอดอาหาร หมายถึง  การรับประทานอิ่มเพียงมื้อเดียว  ซึ่งถ้าเรายึดตามเจตนารมณ์ของการอดอาหารแล้ว  ผู้ที่มีร่างกายแข็ งแรงและมีสุขภาพดี  อาจจะอดอาหารมากกว่าที่พระศาสนจักรเรียกร้องก็ได้ ส่วนผู้ป่วยและคนสูงอายุที่มีสุขภาพไม่ดี อาจจะปฏิบัติกิจศรัทธาแทนการอดเนื้อ

3. กิจการแห่งความรัก

     นักบุญเลโอ  พระสันตะปาปาผู้ยิ่งใหญ่ ในบทเทศน์ระหว่างเทศกาลมหาพรตของท่านนักบุญเกือบทั้งหมดพูดถึงเรื่อง “ความรัก การยกโทษ และการบริจาคทานช่วยคนยากจน”

     การให้อภัยแก่กันเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ ท่านนักบุญเทศน์สอนว่า “เราจงยกโทษแก่ผู้อื่นเพื่อเราจะได้รับการยกโทษ เราจงอภัยให้เขาดังที่เราแสวงหา เราจงสวดภาวนาเพื่อขอการอภัยโทษ เราต้องไม่แสวงหาการแก้แค้น”

      ท่านนักบุญยังสอนในเรื่องกิจการแห่งความรักอีกว่า “ทุกเวลาเหมาะสำหรับปฏิบัติความรัก แต่เทศกาลมหาพรตมีทุ กอย่างพร้อมสำหรับส่งเสริมความรักเป็นพิเศษ ผู้ที่อยากฉลองปัสกาของพระเจ้าด้วยจิตใจและร่างกายที่บริสุทธิ์ ต้อง พยายามอย่างสุดความ สามารถที่จะพิชิตพระคุณนี้ให้ได้ เพราะความรักบรรจุคุณธรรมทั้งหลายและลบล้างบาปมากมาย... ก่อนอื่นเราจงทำตัวให้พร้อมสรรพ สำหรับถวายกิจเมตตาของเราเป็นเครื่องบูชาแด่พระองค์... เราจงมีใจกว้างขวาง ต้อนรับคนยากจ นและคนตกทุกข์ได้ยากด้วยความเต็มใจ เพื่อเขาเหล่านี้จะได้กล่าวคำขอบคุณพระเจ้า... ในฐานะที่เราเป็นสัตบุรุษ ไม่มีความจงรักภักดีใดๆ เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า เท่ากับการทุ่มเทกำลังช่วยเหลือคนยากจน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนความเอาใจใส่ของพระองค์เยี่ยงบิดา  ในการให้ทานนี้  ไม่ต้องกังวลว่าไม่มีเงินทอง  จิตใจที่กว้างขวางนั่นแหละเป็นขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่แล้ว ด้วยใจที่กว้างขวาง ไม่มีคำว่าขัดสนข้าวของเงินทอง เพราะพระคริสตเจ้าเองทรงเป็นผู้เลี้ยงดู และทรงเป็นผู้รับการเลี้ยงดู ในกิจเมตตานี้พระหัตถ์ของพระเป็นเจ้าอยู่กับเรา เป็นพระหัตถ์ที่ทวีปังโดยการบิ และเพิ่มปังโดยการแจกจ่าย”
 
     การบริจาคทานให้คนยากจน เป็นรูปแบบของความรักต่อเพื่อนมนุษย์  ซึ่งไม่ควรแยกออกจากการจำศีลอดอาหาร นักบุญเปโตร  คริโซโลโก  พระสังฆราช  สอนว่า  “การจำศีลอดอาหารจะต้องควบคู่ไปกับเมตตาธรรมเสมอ   การถือศีลอดอาหารมีประสิทธิภาพไม่ได้   นอก จากจะได้รับการชุบชูด้วยน้ำแห่งเมตตาธรรม... แม้ท่านจะฝึกฝนน้ำใจ ถอนรากพยศชั่ว หว่านคุณธรรมต่างๆ แต่ถ้าท่านไม่ปล่อยให้เมตตาธร รมผลิดอกออกผล การถือศีลอดอาหารของท่านก็ไม่บังเกิดผล”

     นอกจากนั้นในเทศกาลมหาพรต พระสันตะปาปายังได้ออกสารมหาพรตถึงบรรดาคริสตชน โดยยึดเอาสัญญ าณแห่งกาลเวลา หรือปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชนโลกในขณะนั้นมาเป็นจุดสนใจ และทรงเรียกร้องการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรมจากบรรดาคริสตชน โดยยึดการไตร่ตรองรำพึงถึงพระทรมานของพระคริสตเจ้าเป็นห ลัก จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยเราในการเจริญชีวิตได้ พร้อมกันนี้ ในแต่ละสังฆมณฑลยังมีการส่งเสริมจิตตารมณ์มหาพรต เช่น แจกกระปุกมหาพรตให้คริสตชนอดออมเงินของตนตลอดเทศกาลมหาพรต เพื่อนำเงินที่ได้จากค วามเสียสละนี้ไปช่วยเหลือคนจน ซึ่งถือว่าเป็นกิจการแห่งความรัก ความเป็นหนึ่งเดียวของพระศาสนจักรท้องถิ่นที่คริสตชนทุกคนควรให้ความร่วมมือ

บทสรุป

     จะเห็นได้ว่า การปฏิบัติตนของคริสตชนในเทศกาลมหาพรตเพื่อเตรียมสมโภชปัสกานั้น เป็นการติดตามเส้นทางแห่งไม้กางเขนเพื่อมุ่งสู่ การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า ผู้เป็นหนทาง ความจริง และชีวิต เราพบว่าพระศาสนจักรเสนอหนทางนี้ให้แก่คริสตชนในพิธีกรรมตลอดเทศกาลมหาพรต ซึ่งพี่น้องคริสตชนทุกคนควรให้ความ สำคัญและร่วมพิธีกรรมและรับศีลมหาสนิท โดยเฉพาะในวันอาทิตย์และวันธรรมดาที่เราอาจมาร่วมพิธีได้

     เส้นทางมหาพรตเป็นเส้นทางของการกลับใจเป็นการเดินทาง “กลับบ้าน” สู่บ้านเที่ยงแท้ในเมืองสวรรค์ ที่มีพระเจ้า พระบิดาผู้พระทัยดีทรงรอคอยเรา  ดังนั้น การรับศีลอภัยบาปจึงเป็นพระพรของพระที่คริสตชนควรให้ความสำคัญ

      กิจการต่างๆ ที่คริสตชนปฏิบัติในเทศกาลมหาพรต  ไม่ว่าจะเป็นการสวดภาวนา การพลีกรรมใช้โทษบาป การจำศี ลอดอาหาร และกิจการแห่งความรัก  ไม่ได้มุ่งแค่เพียงการเสริมสร้างความดีโดยชำระจิตใจของแต่ละคนเท่านั้น   แต่ค วามดีที่เราทำในเทศกาลมหาพรตจะต้องมีรากฐานอยู่ที่ความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ และเป็นความดีเพื่อผู้อื่นด้วย ดังเช่นพระเยซูเจ้า ผู้มิได้ทรงหวงแหนชีวิตของพระองค์ แต่ได้ทรงมอบชีวิตของพระองค์บนไม้กางเขนเพื่อความรอดพ้นของมนุษย์ทุกคน


                                                                                 Ad  Majorem  Dei  Gloiam

                                                                                         Alan  Petervich


 10 
 เมื่อ: มีนาคม 06, 2019, 05:03:19 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                    คริสตชนควรปฏิบัติตนอย่างไรในเทศกาลมหาพรต
คุณพ่อเชษฐา ไชยเดช  คณะภคิณีพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าแห่งกรุงเทพฯ                                                                                                              Alan Petervich Updated 5 มีนาคม 2562

1. การสวดภาวนา

    การสวดภาวนา นับว่าเป็นกิจการที่สำคัญในเทศกาลมหาพรต เพราะถ้าบาปหมายถึงการตัดความสัมพันธ์กับพระเจ้า และบาปเป็นสิ่งที่ทำลายชีวิตพระในตัวเรา การสวดภาวนาจึงเป็นวิธีการสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้า
   พระศาสนจักรจัดเตรียมความช่วยเหลือที่ดีที่สุดให้กับคริสตชนในช่วงเวลาพิเศษนี้ คือ บทอ่านจากพระคัมภีร์แ ละบทภาวนาในพิธีมิสซาตลอดเทศกาลมหาพรต ซึ่งจะช่วยเราให้รำพึงไตร่ตรองและเป็นแนวทางในการเจริญชีวิตของเราให้มุ่งสู่การสมโภชปัสกา  จึงเป็นสิ่งที่คริสตชนจะต้องให้ความสำคัญที่จะ
      •ไปร่วมมิสซา และรับศีลมหาสนิท โดยเฉพาะในมิสซาวันอาทิตย์ และมิสซาวันธรรมดาที่ตนสามารถไปร่ว มพิธีได้ตลอดเทศกาลมหาพรต
      •คริสตชนควรรับศีลอภัยบาป เพราะการรับศีลอภัยบาปในเทศกาลมหาพรตเป็นโอกาสที่คริสตชนจะได้ชำระจิตใจสำหรับการมีส่วนร่วมในการฉลองธรรมล้ำลึกปัสกา

     นอกจากนั้น พระศาสนจักรยังส่งเสริมกิจศรัทธาที่เข้ากันได้ดีกับเทศกาลมหาพรต  เช่น  พิธีเดินรูป 14 ภาค  กิจศรัทธาเช่นนี้ควรส่งเสริม จิตตารมณ์ทางพิธีกรรม เพื่อให้สัตบุรุษเตรียมตัวเพื่อฉลองธรรมล้ำลึกปัสกาของพระเจ้าได้อย่างดี
   
     นักบุญยอห์น ครีโซสโตม สอนว่า “การภาวนารวมเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ดวงตาของเราสว่าง เมื่อเราเห็ นแสงสว่างฉันใด จิตใจของเราก็จะได้รับการส่องสว่างไม่มีขอบเขต เมื่อเราจดจ่ออยู่ในพระเป็นเจ้าฉันนั้น” แต่ท่านนักบุญก็ยังสอนต่อไปอีกว่า “จิตใจของเราต้องมุ่งหาพระเจ้าเสมอ มิใช่ในเวลารำพึงภาวนาเท่านั้น แต่ในเวลาอื่นด้ว ย... จิตใจเราควรใฝ่หาพระเจ้าและคิดถึงพระองค์อยู่เสมอ เพื่อเราจะได้หล่อเลี้ยงกิจการต่างๆ ด้วยความรักและการคิดถึงพระองค์อยู่เสมอ”

     ดังนั้น อาศัยการภาวนาทั้งในพิธีกรรม และการภาวนาด้วยความศรัทธาส่วนตัว จะทำให้จิตใจของเราใฝ่หาพระเ จ้าเสมอ และทำกิจการต่างๆ ในชีวิตเพราะความรักต่อพระองค์

2. การพลีกรรมใช้โทษบาปและการจำศีลอดอาหาร

     ธรรมชาติของมนุษย์มักจะหละหลวมต่อตนเอง และหลายครั้งมนุษย์ก็ผิดพลาดไปในบาป เพราะความหละหลวมยอมตามความพอใจฝ่ ายต่ำของตน ดังนั้น นอกจากการสวดภาวนาที่เป็นหัวใจสำคัญของเทศกาลมหาพรตที่พาใจของคริสตชนมุ่งไปสู่พระเจ้าแล้ว คริสตชนควรควบคุมใจของตนให้ใฝ่หาพระเจ้าตลอดเวลา ในทุกกิจการของชีวิต ด้วยการพลีกรรมใช้โทษบาปและการจำศีลอดอาหาร

     นักบุญออกัสตินได้ให้ข้อคิดว่า “ดังนั้น ไม่มีใครสงสัยเลยว่าการพลีกรรม จำศีลอดอาหารนั้น เป็นสิ่งที่มีคุณประโย ชน์ เพราะเมื่อผู้ใดยอมที่จะจำศีลก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการสิ่งที่เขากำลังสวดขอจริงๆ ฉะนั้น จึงมีคำกล่าวว่า คำภาวนาจะดีเมื่อมีการจำศีลคู่กัน (ทบต. 12:เจ๋ง ดังนั้น คำภาวนาจึงแสวงหาการจำศีลควบคู่กันไป เพื่อจะได้รับการสดับฟัง (จากพระเจ้า)”

     การจำศีลอดอาหาร มีจุดหมายที่สำคัญ  คือ เป็นเครื่องมือที่จะปราบกิเลสหรือบาป นักบุญออกัสตินสอนว่า “ถ้าเราจะอดอาหารอย่างแท้จริง เราต้องอดบาปเหนืออื่นใด” ดังนั้น  การพลีกรรมและจำศีลอดอาหารในเทศกาลมหาพ รต จึงต้องเริ่มด้วยการละเว้นจากการทำบาปเป็นสิ่งแรก นั่นคือ การหลีกเลี่ยงจากโอกาสบาป และการต่อสู้กับการประจญของปีศาจอย่างเต็มกำลัง

     เมื่อคริสตชนจำศีลอดอาหาร  เราต้องตระหนักว่า จุดประสงค์สำคัญของการจำศีลอดอาหาร  คือ เพื่อวิญญาณจะมีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นตามรูปแบบของพระคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงกางเขน

สำหรับพระศาสนจักรในประเทศไทยได้ให้ข้อกำหนดเรื่อง การจำศีลในเทศกาลมหาพรตไว้ ดังนี้

       1. ตามบัญญัติของพระเป็นเจ้า คริสตชนทุกคนต้องชดใช้โทษบาปของตนตามวิธีการของแต่ละคน และเพื่อการปฏิบัติร่วมกัน จึงได้กำ หนดวันชดเชยใช้โทษบาปซึ่งคริสตชนจะได้สวดภาวนา ปฏิบัติกิจเมตตาปรานีและความรักเป็นพิเศษ เสียสละตนเอง และทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์
       2. ทุกวันศุกร์ตลอดปี และทุกวันในเทศกาลมหาพรต เป็นวันพลีกรรมในพระศาสนจักรทั่วไป
       3. ทุกวันศุกร์ตลอดปี ยกเว้นวันฉลองใหญ่ เป็นวันอดเนื้อหรืออาหารอื่นตามข้อกำหนดของสภาพระสังฆราชฯ วันพุธรับเถ้าและวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นวันอดเนื้อและอดอาหาร
       4. คริสตชนทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ต้องอดเนื้อ คริสตชนทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จนถึง 59 ปีบริบูรณ์ ต้องอดอาหาร
   การจำศีลอดอาหารและการอดเนื้อนั้น เราควรทำด้วยเจตนาที่จะร่วมส่วนในพระทรมานของพระเยซูเจ้าและใช้โทษ บาปของเรามากกว่าที่จะทำไปตามกฎเกณฑ์ของพระศาสนจักรเพราะกลัวว่าถ้าไม่ทำตามแล้วจะเป็นบาป

หน้า: [1] 2 3 ... 10