หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2019, 06:14:23 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                 คาสคา – ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า  หน้า 34
                                                                                             Casca – The immortal Mercenary Page 34
ผู้ประพันธ์ Sgt. Barry Saddler
แปลและเรียบเรียงโดย Alan Petervich
ประกอบเพลงลำนำ The Ballad of the Green Beret : https://youtu.be/0wwQev1IaXk
 
นวนิยาย หน้า 34

คาสคาได้สังเกตุเครื่องหมายเกียรติศักดิ์ในอดีตของกรีกในสิ่งปรักหักพังตามทางที่เขาเดินไป  สิ่งปรักหักพังเหล่านี้มีอายุเท่าไร  กี่ศตวรรษมากน้อยเท่าใดผ่านไปตั้งแต่สถานที่เหล่านี้ถูกทอดทิ้ง?  อะไรที่ประชาชนทั้งหลายใด้เดินในโถงใหญ่เหล่านี้ที่โอ่อ่ายอดเยี่ยมสุดๆ ที่ก้อนหินปรักหักพังเหล่านี้อยู่ตรงนี้?    หมดสิ้น... หมดสิ้นแล้ว!  เขางงงันกับตัวเองว่าถ้านอนอยู่ถ้ามีชีวิตนานพอจะเห็นสิ่งเดีนวกันนี้เกิดขึ้นกลายเป็นความยิ่งใหญ่เช่นโรมหรือเปล่า.

กลิ่นของเชนเครียมาถึงพวกเขาก่อนจะเห็นท่าเรือ  ลมกำลังมาทางขวา  และกลิ่นเกลือของทะเลและกลิ่นสาบสางของปลาทะเลที่กำลังจะตายโชยเข้าในจมูกครึ่งชั่วโมงเต็มๆก่อนที่พวกเขาจะเห็นกำแพงทาสีขาวของเมือง และบรรดาเรือต่างๆจอดทอดสมออยู่ในท่าเรือ  ไม่มีอะไรสำคัญเกี่ยวกับเชนเครีย  มันดูเดิมๆเหมือนเมืองอื่นๆในฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน  ตึกสีขาวที่หลังคามุงกระเบื้องดูจะเด่นกว่า  แต่มีบ้านส่วนตัวหลังใหญ่ๆสองสามหลังที่สร้างบนสันเขาที่ซึ่งบรรดาพ่อค้าประจำถิ่นอยู่อาศัย.

เมื่อมาถึงท่าเรือ  ลูชีอูสส่งมอบทาสคนอื่นให้ผู้ช่วยดูแลท่าเรือช่วยบังคับบัญชา  แต่เขาจัดเอาคาสคามาอยู่กับเขา โดยบอกว่าให้มาช่วยแบกหามสิ่งของสำหรับบ้านของผู้ว่า  ทั้งสองเดินตามถนนคดเคี้ยวไปยังที่พักอาศัยของคุณนายของเครสปา  โดยให้คาสคาอยู่ในด้านเงามืดของถนน  ลูวีอูสนั่งโดยให้หลังอยู่ด้านโล่ง เพื่อว่าไม่มีใครสามารถเห็นใบหน้าของเขา  “  คอยดูคนที่ตัวสูงที่ผมบางและถือไม้ท่อนดำๆ” ลูชีอูสบอกคาสคา  “ นั่นคือผู้ว่าราชการ  คนร้ายจะเข้าใกล้เขาคุณเห็นเขา “ มินิเตรอชี้ทิศทางที่ผู้ว่าจะเดินมา

คนทั้งสองแอบอยู่ในเงามืด  เคี้ยวเนยแข็งที่ตัดเป็นชิ้นเล็กตามที่คนจะชอบทานก่อนเวลาทำงาน  ไม่มีอะไรที่ผิดปกติสำหรับทั้งสอง  ยกเว้นบางทีความหนาของลำแขนของคาสคา  แต่ใครละจะมาสังเกตุ?  มันเป็นแผนที่ดี  คาสคารู้สึกคล่องตัวเหมาะสมกับมันจริงๆ

ทั้งสองรอเวลา

แล้วเขาก็ปรากฎตัวมา   เครสปาส ผู้ว่าราชการ

เขากำลังเดินอย่างแน่ใจและเชื่อมั่น  ด้วยก้าวยาวๆ เหนือถนนที่ราดด้วยก้อนหิน  ไม้ถือสีดำเคาะทุกจังหวะก้าวเดิน ขณะที่คาสคาเฝ้าดูผู้ว่าเคลื่อนเข้ามาใกล้ เขาด้วยมองเห็นความเคลื่อนไหวของคนอื่นอีกสองคนในเงามืดของตึกตรงข้ามเขา    เมื่อรวบรวมตนเองพร้อม  เขาเตรียมการพร้อมที่จะจัดการกับการจู่โจมเครบาส  มินิเตรอเห็นการพร้อมของเขาและผงกศีรษะตอบรับแล้วเรื่องก็เกิด

คนร้ายทั้งสองวิ่งออกมาจากทางข้าง ตรงเข้าจัดการกับเครปาส  ผู้ว่าร้องลั่น “ ผู้ร้าย!” และทันใดนั้นผู้ร้ายก็เรียนรู้ว่า  ไม้ถือสีดำเป็นอะไรมากกว่าที่เห็น  ขณะที่ผู้ว่าตีเจ้าคนหนึ่งด้วยปลายไม้ถือ  และกำลังเหวี่ยงใส่อีกคนหนึ่งขณะที่เจ้าคนร่างโตกว่า กระโจนเข้ามาทางด้านหลังของเขาและลากเขาล้มลงที่พื้นถนน  “ช่วยด้วย !  ช่วยด้วย! “ ผู้ว่าตะโกนเสียงดัง.

แต่ ก่อนที่เจ้าคนร้ายร่างใหญ่จะสามารถเสียบมีดลงที่หลังของผู้ว่าที่นอนกลิ้งอยู่นั้น  ข้อมือเหล็กรวบเข้าที่ข้อมือของเขา แล้วดึงตัวเขายืนขึ้น  ชายคนนั้นคำรามเหมือนสุนัข 
“หนีไปก่อนเลย”  ผู้เข้าช่วยสั่ง “นี่ไม่ใช่เรื่องอะไรของแก”  คาสคาแยกเขี้ยวทำท่าตายที่เจ้าผู้ร้ายแล้วยกมันขึ้นพ้นแผ่นดิน  เพื่อนคนร้ายตัวเล็กและเหม็นกลิ่นคาวปลา  ถลำเข้ามาจะช่วย
 แต่ไม้ถือสีดำในมือผู้ว่าฟาดเจ้าคนร้ายตัวเล็กกระเด็นไปชนบ้านข้างเคียง   

คาสคายกร่างของเจ้าคนร้ายตัวโตสูงขึ้นพ้นหัว  จนมันกางแขนทั้งสองข้างออก  ร้องขอความเมตตาและขอให้วางมันลง ที่ถนน 
 คาสคาหัวเราะลึกๆในกายแล้วระเบิดออกมา  “วางแกลงหรือวะ?  เออ เอาซิ  เอาให้เป็นฝุ่นเลย “
 เมื่อพูดเช่นนี้แล้ว  เขาจับร่างเจ้าคนร้ายมาพาดที่คอ  เอามือโอบรัดที่ก้านคอเจ้าคนร้าย ขณะที่มืออีกข้างดึงสีข้างส่วนบน  กระดูกสันหลังของคนร้ายลั่นสนั่น  คนร้ายขาดใจตายก่อนที่ร่างจะตกถึงพื้นถนน.

เครสปาและคนร้ายร่างเล็กจับตาดูการแสดงพละกำลังอย่างเงียบงัน.

หน้า 35


 2 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2019, 05:56:55 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                              บทภาวนาคาทอลิก บทภาวนาถึงนักบุญเปเรกรีเน ผู้เป็นที่พึ่งคนป่วยโรคมะเร็ง
                                                                                              Catholic Prayer: Prayer to St. Peregrine
Prayer: บทภาวนา :

O great St. Peregrine, you have been called "The Mighty," "The Wonder-Worker," because of the numerous miracles which you have obtained from God for those who have had recourse to you.
 
 ข้าแต่ท่านนักบุญเปเรกรีเน  ท่านมีนามว่า “ผู้ทรงอำนาจ”  “ผู้ทำงานอัศจรรย์”  เพราะเกิดอัศจรรย์มากมายซึ่งท่านได้รับมาจากพระเจ้า สำหรับคนเหล่านั้นที่ได้อาศัยท่าน.

For so many years you bore in your own flesh this cancerous disease that destroys the very fibre of our being, and who had recourse to the source of all grace when the power of man could do no more. You were favored with the vision of Jesus coming down from His Cross to heal your affliction. Ask of God and Our Lady, the cure of the sick whom we entrust to you.
 
 เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ท่านแบกรับในเลือดเนื้อของท่านเอง ซึ่งเชื้อโรคมะเร็งนี้ ที่ทำลายเนื้อเยื่อของมนุษย์เรา  และได้รับมาสู่แหล่งของพระหรรษทานทั้งหมด เมื่อพลังอำนาจของมนุษย์ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว  ท่านได้รับความโปรดปราณโดยเห็นพระเยซูเจ้าเสด็จลงมาจากไม้กาง เขนของพระองค์เพื่อบำบัดรักษาโรคภัยของท่าน  ได้โปรดวิงวอนขอพระเจ้าและพระนางมารีอา  บำบัดรักษาคนป่วยที่เราไว้วางใจท่านด้วยเทอญ

(Pause here and silently recall the names of the sick for whom you are praying  จงหยุดที่นี่ และอย่างเงียบๆ เอ่ยชื่อของผู้ป่วยที่คุณกำลังภาวนาให้)

Aided in this way by your powerful intercession, we shall sing to God, now and for all eternity, a song of gratitude for His great goodness and mercy.  Amen

ได้โปรดเพิ่มเติมในวิธีนี้ โดยคำเสนอวิงวอนที่ทรงพลังของท่าน  เราจะร้องหาพระเจ้า  เดียวนี้และชั่วนิรันดร ด้วยบทเพลงกตัญญูสำหรับความดีและความเมตตายิ่งใหญ่ของพระองค์ อาแมน

St. Peregrine Laziosi (d. May 1, 1345) was a Servite priest (Order of the Servants of Mary) who was the victim of a spreading cancer in his leg.

 นักบุญเปเรกรีเน ลาซิโอซี ผู้มรณะ 1 พ. ค. 1315 เป็นสงฆ์คณะผู้รับใช้พระนางมารีอา ท่านเป็นเหยื่อของมะเร็งที่ลุกลามทั่วขาข้างหนึ่งของท่าน

                                                                             อาจารย์ วิจิตร ทองทั่ว ผู้แปลและเรียบเรียง 16 กุมภาพันธ์ 2019

                                                                                              Ad  Majorem  Dei  Gloriam



 

 3 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2019, 08:53:13 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                               Foederatio Internationalis Una Voce
                                                                                                                 Thailandia
 
Logo of the Una Voce International Federation
Formation   8 January 1967; 52 years ago

President   Felipe Alanís Suárez
Key people   Dr Eric Vermehren de Saventhem (founding President), Michael Davies

Affiliations   Catholic Church

The Foederatio Internationalis Una Voce or simply Una Voce (Latin for "With One Voice"; from the preface to the Roman Canon) is an international federation of Catholic lay organizations attached to the Tridentine Mass, colloquially known as "the Latin Mass" (though there are several rites, i. e., versions, of Catholic Masses in Latin).

History

The Foederatio Internationalis Una Voce (or FIUV) was founded on December 19, 1964 in Paris by Georges Cerbelaud-Salagnac in order to promote the Tridentine Mass from the Pre-Vatican II Missale Romanum (1962).[3][4] The organization argues that while the Second Vatican Council had introduced vernacular liturgies, it did not actually forbid the Latin Mass, and that regular weekday and Sunday Masses in Latin should be maintained.[5] The organization also seeks to promote Latin Gregorian Chant, sacred polyphony and sacred art.[3][4] Unlike some of the other Catholic traditionalistorganizations, Una Voce seeks to remain faithful to the Pope within the Roman Catholic Church,[3][4][6] and asserts that the Tridentine and the vernacular masses should be allowed to co-exist.[4][6][7] Among its prominent early members were the composers Maurice Duruflé and Olivier Messiaen.

A number of national associations developed during 1964 and 1965, and in 1966 an international association, the Foederatio Internationalis Una Voce was formed. It currently has over two dozen national affiliates.

FIUV members value the traditional Latin Mass as direct link with the early Church and for conveying the mystery and majesty of God,[10][11] but have been critiqued for elitism and for its emphasis on private religious devotion.[11] The group has been described as an "arch-conservative" organization by Episcopal Church organist James E Frazier.[3] Traditionalist Catholics usually uphold orthodox Catholic moral teaching on abortion, contraceptionand marriage.[6] However, members of the FIUV reject comparisons to fundamentalism.

FIUV was enthusiastic about the election of Joseph Cardinal Ratzinger as the Pope in 2005.[12][13] He took the name of Benedict XVI. He had spoken at a conference, and had praised FIUV's role in supporting the use of the Roman Missal within the guidelines set out by the Vatican.[14][15]The organization's influence at the highest levels of the Vatican has led to the authorization of the Tridentine Mass without specific permission or indult by local bishops, and the wider implementation of the motu proprio, Summorum Pontificum.

Membership

The International Federation represents 42 member associations in Argentina, Australia, Austria, Belarus, Belgium, Brazil, Canada, Chile, Costa Rica, Colombia, Croatia, Cuba, Czech Republic, England and Wales, Estonia, Finland, France, Germany, India, Ireland, Italy, Japan, Latvia, Malta, Mexico, the Netherlands, New Zealand, Nigeria, Norway, Peru, the Philippines, Poland, Portugal, Puerto Rico, Russia, Scotland, Singapore, South Africa, Spain, Switzerland, Thailand, Ukraine and the USA. Since 2010 the International Federation has made remarkable progress. Requests for information and assistance have come from Denmark, Honduras, Hungary, Indonesia, Kenya, Lithuania, Luxembourg, Panama,Taiwan, Sarawak (Malaysian Borneo), Slovenia , South Korea and Thailand.
Council

At the XXII General Assembly, held in Rome the 25 October 2015, the Council was elected and constituted as follows[17]:
•   President: Don Felipe Alanís Suárez (Una Voce Mexico)
•   Vice President: M. Patrick Banken (Una Voce France)
•   Secretary: Don Juan Manuel Rodríguez González-Cordero (Una Voce Sevilla, Spain)
•   Treasurer: F. Monika Rheinschmitt (Pro Missa Tridentina, Germany)
•   M. Alain Cassagnau – Una Voce France
•   Don Albert Edward Doskey – Una Voce Cuba
•   Don Eduardo Colón – Una Voce Puerto Rico
•   Sr. Fabio Marino – Una Voce Italia
•   Mr. Hajime Kato – Una Voce Japan
•   Hr. Johann von Behr – Una Voce Germany
•   Dr. the Hon Joseph Shaw – Latin Mass Society of England and Wales
•   Mr. Marcin Gola – Una Voce Poland
•   Mr. Oleg-Michael Martynov – Una Voce Russia
•   Sgr. Othon de Medeiros Alves – Una Voce Natal, Brazil
•   Don Rodolfo Vargas Rubio – Roma Æterna, Barcelona (Spain)

For Thailand, the membership of Una Voce International was accepted in the name of the group      of  the Tridentine Latin Mass Liturgy of 1962 with Latin Hymns and then the name changed to be       ‘Foederatio Internationalis Una Voce Thailandia’.

 

 4 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2019, 04:13:48 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                              คาสคา – ทหารรับจ้างอมตะ  นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า  หน้า 33
                                                                                         Casca – The immortal Mercenary  Page 33

ผู้ประพันธ์ Sgt. Barry Saddler แปลและเรียบเรียงโดย Alan Petervich                                                                                                                                                         ประกอบเพลงลำนำ The Ballad of the Green Beret : https://youtu.be/HIg2ZVf2aN4
                                                                        https://youtu.be/0wwQev1IaXk 
นวนิยาย หน้า 33

คาสคากลับมาที่โรงนอน และรอกะของเขาที่อ่างยาวที่ซึ่งเขาสามารถอาบน้ำชำระกายจากความสกปรกได้  และ คนเดียว เขารับอาหารมื้อสุดท้ายของวันที่เป็นถั่วแขกสีเหลืองแดงพร้อมกับกลิ่นแพะประกอบในน้ำซุป และแล้ว อีกครั้ง  คนเดียว  เขาออกมานั่งข้างนอกโรงนอน ฟังพวกคนแก่ข้างในวิจารณ์เรื่องของโลก และ ทัศนะของพวกเขาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของโครงการต่างๆ  คาสคาลิ้มรสเวลานี้เพื่อตนเอง และรอคนที่ชื่อมินิเตรอ.

เขาทอดสายตาสู่ท้องฟ้า  ขณะที่อากาศเย็นของเมดิเตอเรเนียนโชยวูบเข้าหาเขา  กลุ่มดาวที่เรียกว่าดาวลูกไก่เห็นได้ชัดเจน  หลังจากหลายๆปีที่ถูกล่ามโซ่กับใครบางคน  ความหรูหราที่ได้อยู่คนเดียวเป็นอะไรบางอย่างที่ออกรสเต็มที่

รูปแบบล๊อกเก็ตห้อยคอแกว่งไกวของมินิเตอร์ปรากฎในสายตาตามช่องรางที่นำลงมาสู่โรงนอน  ชายอ้วนจ้ำม่ำ ฉิวตามทางเดินขนาดเล็ก เห็นคาสคาและโบกมือให้  “ สว้สดี คุณทหาร”  เขาเรียกด้วยเสียงนุ่มนวลและทำท่าทางให้คาสคาตามเขาไป
.
ลูชีอูสพาคนทั้งสองไปหาที่ปลอดคนห่างไกลจากที่พัก เพื่อมิให้ใครได้ยืนที่พวกเขาพูดกัน  “ ฟังฉันนะ”  ลูชีอูสกระซิบ  ความตื่นเต้นในน้ำเสียงของเขาชวนให้อยากฟัง  “ ทั้งหมดเตรียมการพร้อมแล้ว”
คาสคาเริ่มแทรกขัดจังหวะ  แต่ลูชีอูสโบกมือให้เขาเงียบ   “ให้ฉันพูดให้จบก่อน   วันมะรืนนี้คุณจะถูกมอบหมายอย่างละเอียดให้เข้าไปในเมืองเชนเครียเพื่อเอาสัมภาระกลับมา  และ ท่านผู้ว่าราขการจะอยู่ในเมืองในเวลาเดียวกันนั้น  ท่านผู้ว่าจะไปวันสองวันที่นั่นอยู่กับคุณนายของเขา  เขาจะไปแต่เช้า  แต่คงไม่เช้ากว่าพวกเรา  และจะไปถึงเชนเครียก่อนเที่ยงวันพอดี  เมื่อเขาไปถึงบ้านคุณนาย  กลุ่มคนร้ายจะกระโดดเข้าหาเขาในความพยายามที่จะชิงทรัพย์  แต่พวกมันจะล้มเหลวจากพลังของอดีตทหารกองพันผู้เรืองนามคนหนึ่ง ที่โผล่เข้ามาช่วยเหลือ และช่วยให้ผิวกายของท่านข้าหลวงพ้นมือพวกมัน  นั่นไง  ชอบไหมคุณทหาร? “  คาสคาเงียบไปครู่ใหญ่   “มันเป็นแผนง่ายๆและตรงตามที่ต้องการพอ  ลูชีอูส  แต่เอายังไงกับกลุ่มคนร้ายที่ฉันต้องแสร้งต่อสู้กับพวกมัน?   ฉันต้องสู้กับพวกมันจริงๆ หรือทั้งหมดเป็นแผนลวงเท่านั้น?

มินิเตรออธิบายตรงๆ  “ คุณทหารก็สู้กับพวกมันเลย  คุณยักษ์ปักหลั่น  และ ฉันหวังว่าคุณฆ่าพวกมันได้หมด  ไอ้พวกนี้มันปอกลอกเอาเงิสเดือนของฉันโดยโปปั่นขี้โกง  และคุณก็คงเดาได้ว่าเมียของฉันเล่นงานฉันเจ็บแสบแค่ไหน  คุณฆ่าให้มันตายช้าๆเท่าที่จะทำได้  นี่เป็นโอกาสที่ฉันจะแก้แค้นพวกมัน  พวกมันเล่นด้วยเพราะพวกมันเชื่อฉันที่หลอกว่าในกระเป๋าถือของผู้ว่ามีเงินจมเลย   โดยทุกวิธี รีบฉวยโอกาสที่หายไปเกือบตลอดเวลาห้าสิบหรือหกสิบปีของคุณ  เพื่อนรัก  ฉันจะจัดให้คุณ  อยู่ใกล้บ้านคุณนายตอนที่ผู้ว่าจะมาเยี่ยมเธอ  ปล่อยรายละเอียดให้ฉันจัดการเถอะ  เออ....เรื่องที่สอง  คุณต้องแน่ใจว่าฆ่าพวกมันได้ทั้งหมด  มันจะได้ไม่มีใครเหลือมาใส่ความฉันได้อีกทีหลัง “

คาสคาผงกศีรษะ  “ ว่ามาตรงๆ  อดีตเพื่อนกี่คนที่ฉันต้องฆ่า  ลูชีอูส?”

มินิเตรอหัวเราะ  “สามคน  คุณทหาร  สามคนเท่านั้น....”

มินิเตรอปล่อยให้คาสคาใช้ความคิดและเดินทางกลับบ้านไปหาภรรยาและเด็กๆที่ส่งเสียงเล่นระงม  จัดเป็นแนวโน้มที่ลดความกระตือรือร้นของเขาอย่างน่าคิด  คาสคาไม่ทราบว่าต้องทนกับอะไร  เขาควรจะมีชีวิตกับแอกหนักที่ฉันแบกอยู่ชั่วขณะ  โดยหัวเก้าหัวของไฮดร้า  ที่ลิ้นของผู้หญิงสามารถทำพวกแพะกรีกเหล่านี้ให้เนยแข็งแทนที่จะเป็นน้ำนม  ถ้าเพียงเธอไม่ตัวใหญ่กว่าฉัน ฉันจะผลักเธอเบาๆ  เขาจุ๊ปากไปหาเธอ  ฉันงงว่าจะชวนเธอไปร่วมงานเรื่องการขะโมยได้หรือเปล่า?   เขาหัวเราะเสียงดังในความคิดที่ว่านี้   ที่แท้เขามโนว่ามือไม้ของเขาจะโอบกอดเธอต่างหาก

วันรุ่งขึ้นนั้นลากเข้ามาอย่างช้าๆ  เมื่อมาถึงจริงๆเขาก็รอให้มันผ่านไป  เพราะคาสคาต้องรอให้ถึงกลางคืน ที่  ดูจะยืดเยื้อ  แต่ที่สุดก็มาถึงเช้าวันใหม่  และเขาถูกนำตัวออกไป  รับอาหาร แล้วเข้าแถวพร้อมกับทาสอีกสามสิบคน เพื่อจะเดินทางกินเวลาสี่ชั่วโมงไปที่เชนเครีย  ผู้ตรวจการทำหน้าที่ออกคำสั่งเสียงดังขณะที่จัดแถวตามคำสั่งมินิเตรอ  หน่วยควบคุมนั้นประกอบด้วยทหารหนึ่งหมู่ ซึ่งรอด้วยการพักผ่อนเพื่อมาร่วมงาน  ทหารเหล่านั้นมีระเบียบวินัยและไม่ทำให้ผู้ใดลำบาก ตราบเท่าที่ไ ม่ก่อความเดือดร้อนใดๆ

เช้าวันใหม่อากาศเย็นยะเยือก  ทำให้ร่างกายมนุษย์แทบจะแข็ง  แต่ไม่ช้าก็ผ่านไปเมื่อดวงอาทิตย์สูงขึ้น/

/หน้า  34



 5 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2019, 02:41:08 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                           20 เรื่องที่เธอควรจะรู้ไว้เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์

                                                           เพื่อให้ทุกๆคน ทำวันวาเลนไทน์ของเราให้เป็นวันวาเลนไทน์ที่มีคุณค่า มากกว่าวันที่เสียเงินซื้อของขวัญ

ขอบคุณข้อมูล http://campus.sanook.com

       และแล้ววันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์ก็เวียนวนมาอีกครั้ง  หันไปทางไหนก็มีแต่คนรักกันๆ  แต่ถึงอย่างนั้นวันวาเลนไทน์ก็ควรจะเป็นวันดีๆ  ที่มีแต่เรื่องดีๆ  ใช่ไหมล่ะ  จึงขอนำเสนอ  20  เรื่องที่เธอควรจะรู้ไว้เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์  เพื่อให้ทุกๆคน ทำวันวาเลนไทน์ของเราให้เป็นวันวาเลนไทน์ที่มีคุณค่า  มากกว่าวันที่เสียเงินซื้อของขวัญ  และแสดงออกว่ารักกันแบบที่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของความรัก  ว่าแล้วเราก็มาดูกันเลยดีไหม ?

 1.  วันวาเลนไทน์เกิดขึ้นระลึกถึงนักบุญเซนต์วาเลนไทน์  (Saint  Valentine)  ผู้รับโทษประหารในวันที่  14  กุมภาพันธ์  ค.ศ.  270  เพราะในยุคนั้นมีกฏหมายห้ามไม่ให้มีแต่งงานของชาวคริสต์  แต่เซนต์วาเลนไทน์ยังแอบจัดพิธีแต่งงานให้กับคู่รักชาวคริสต์จนถูกจับและรับโทษจำคุก  โดยในขณะที่ถูกคุมขังนั้น  เขาก็พบรักกับสาวตาบอดซึ่งเป็นลูกสาวของผู้คุม  ด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขา  พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของสาวคนรักหายเป็นปกติ  แต่เมื่อความนี้ล่วงรู้ถึงหูกษัตริย์  เซนต์วาเลนไทน์จึงถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศรีษะ  ต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องราวจึงเกิดความประทับใจและยึดถือเอาวันที่  14  กุมภาพันธ์  ของทุกปีเป็น  “วันแห่งความรัก”  นั่นเอง

 2.  คนที่ฟ้าส่งมาให้รักเรามากที่สุดคือ  พ่อแม่  เป็นรักไม่มีวันหมดอายุ  ไม่มีเงื่อนไข  เพราะต่อให้เราอ้วน  น่าเกลียด  พิการ  ทำตัวงี่เง่ายังไง  พ่อแม่ก็ยังรักและพร้อมจะเสียสละเพื่อเราเสมอ  ดังนั้นในวันวาเลนไทน์  จึงอยากให้คุณๆ  ทำดีต่อคุณพ่อคุณแม่ให้มากๆ  นะคะ

 3.  คนที่ไม่มีแฟนไม่ใช่คนอาภัพน่าสงสารในวันวาเลนไทน์  เพราะคนโสดก็มีความรักได้  และคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือคนที่ไม่มีความรักในหัวใจต่างหากล่ะ  อีกอย่าง...คนที่มีแฟน  แต่แฟนห่วยแตก  ชีวิตเหมือนถูกขังให้ทรมานไปวันๆ  น่าสงสารกว่าคนโสดเป็นไหนๆ

 4.  จากการสำรวจพบว่าในวัยเรียน  เด็กคอซอง  คนที่ให้ของขวัญบอกรักกันมากที่สุดในวันวาเลนไทน์  ไม่ใช่  “คู่รัก”  แต่เป็น  “เพื่อน”  ดังนั้นอย่าเครียดไปเลยที่แม้ว่าจะยังไม่มีแฟนมาควงแขนอวดใครในวันวาเลนไทน์  เพราะถึงยังไง  เราก็ยังมีเพื่อนมากมายที่มอบความรักต่อกันได้อยู่นะ

 5.  กุหลาบราคาแพงไม่ได้แสดงว่าเค้ารักเรามากจริงๆ  ดังนั้นอย่าไปเชื่อคำพูดของใครว่า  รักเรามาก  เพียงเพราะเค้าให้ดอกกุหลาบราคาแพงหูฉี่  เรื่องแบบนี้อยู่ที่ใจล้วนๆ

 6.  ครูที่ปรึกษาหลายท่านร้องไห้ด้วยความทราบซึ้ง  เมื่อลูกศิษย์ประจำห้องมอบดอกกุหลาบวันวาเลนไทน์ให้ท่านคนละดอก  ลองวางแผนเซอร์ไพร้ส์ครูดูไหมล่ะ  ให้เพื่อนๆ  เอาดอกไม้ไปไหว้ครูพร้อมๆ  กัน  ได้เห็นครูน้ำตาร่วงเพราะซึ้งใจชัวร์ดิ

 7.  เมื่อเธอมองรอบตัว  จะพบสิ่งมีชีวิตอย่างน้อย  1  อย่างที่รอความรักจากเธอในวันนี้  อาจเป็นหมาจรจัดที่รออาหาร  1  มื้อจากเธอ  เด็กขอทานที่ไม่ได้กินข้าวมาหลายมื้อ  ลองเป็นผู้ให้ความรักแก่พวกเขา  มีเมตตาแก่พวกเขาดู  แล้วเธอจะเต็มอิ่มไปด้วยรักในหัวใจ

 8.  คนที่ได้ดอกกุหลาบมากที่สุด  ไม่ได้หมายความว่าคนๆ  นั้นจะมีความรักที่น่าอิจฉาที่สุด  ตรงกันข้าม  คนที่ไม่ได้ของขวัญวาเลนไทน์ซักชิ้น  อาจจะมีรักที่น่าอิจฉาที่สุดเลยก็เป็นได้

 9.  ของขวัญวาเลนไทน์ที่มีค่าที่สุด  อาจลงทุนน้อยที่สุด  เช่น  การ์ดที่ตั้งใจทำกับมือ  ดาวกระดาษที่พับมาเป็นเดือนๆ  หรือของราคาถูกแต่ตั้งใจหาซื้อมาด้วยใจ  เพราะฉะนั้น  อย่าตีค่าความรักของใครด้วยราคาของขวัญที่เค้าให้  เราดูที่การกระทำดีกว่านะ  ก็มีค่ายิ่งใหญ่สุดๆ  แล้ว

 10.  เดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก  กลับเป็นเดือนที่มีวันน้อยที่สุดของปี  บอกให้เรารู้ว่า  ความรักจะสั้นหรือยาวไม่ได้อยู่ที่วันเวลาที่คบกันมา  แต่อยู่ที่การทำทุกนาทีให้มีค่าร่วมกันนะจ๊ะ

 11.  วันวาเลนไทน์ไม่ใช่วันเสียตัวแห่งชาติ  เรื่องนี้สำคัญมาก  เพราะกลายเป็นแฟชั่นแปลกๆ  ไปแล้ว ว่าวาเลนไทน์โรงแรมม่านรูดจะต้องเต็ม!  ไม่เวิร์คเลย  เพราะที่สุดแล้ว  คนที่จะต้องมานั่งเสียใจในภายหลังก็คือเราคนเดียวเท่านั้น  การมีอะไรกัน ไม่ได้บ่งบอกว่ารักกันเสมอไป  ควรมีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

 12.  วันวาเลนไทน์  แม้จะตื่นเต้นยังไง  ก็ยังต้องเรียนหนังสือ  ไม่ใช่เอาแต่เหม่อมองรอคอยใครมาให้ดอกไม้  หรือร่าเริงโดดเรียนไปเที่ยวซะงั้น  บางคนพอถึง  วันวาเลนไทน์  สติแตก  เอาแต่วางแผนว่าจะเซอร์ไพร้ส์แฟนยังไง  ทำอะไรบ้าง  สรุป  วันนี้สอบตกเพราะไร้สติโดยสิ้นเชิงล่ะ

 13.  คนโสดก็มีวาเลนไทน์ที่อบอุ่นได้แค่เพียงรักตัวเอง  ขอให้จำไว้เลยว่า  แค่เพียงเราใช้วันวาเลนไทน์เป็นวันที่เราดูแลสุขภาพร่างกาย  มอบความรักให้ตัวเอง  เราก็จะเป็นผู้หญิงที่น่าอิจฉาที่สุดได้อยู่แล้ว

 14.  อย่าเสียเงินไปซื้อดอกไม้หรือตุ๊กตามาเดินถือ  เพียงเพราะกลัวขายหน้าที่ยังไม่มีใครให้ของขวัญวาเลนไทน์  มันเป็นอะไรที่ไร้สาระมากๆ  เพราะการเดินมือเปล่าในวันวาเลนไทน์ไม่ใช่เรื่องน่าอายซักกะหน่อย  ถ้ารวยนักละก็  เอาเงินไปบริจาคให้เด็กยากจนดีกว่านะ

 15.  ถ้าอยากให้ของขวัญวาเลนไทน์ที่อยู่นานๆ  ต้นไม้ในกระถางก็น่ารักดี  ดีกว่าดอกไม้ราคาแพงหูฉี่  แต่สามวันเน่า  ลองไปหาซื้อไม้ใบ  ไม้ดอกสวยๆ  เอามามอบให้กัน  ราคาถูกกว่า  แถมอยู่ได้นานกว่าด้วย  อีกอย่างมันก็มีความหมายเป็นนัยๆ  ว่า  รักของเราจะมั่นคงยาวนาน  เหมือนต้นไม้ที่เติบโตและไม่เหี่ยวเฉาง่ายๆ  ถ้าได้รับการดูแลอย่างดีนะจ๊ะ

 16.  ผู้ชาย  55  เปอร์เซ็นต์มองว่าการให้ดอกไม้วาเลนไทน์เป็นเรื่องไร้สาระ  บางคนถือว่าการให้ดอกไม้ผู้หญิงเป็นพวกเชยระเบิด  เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่หวังว่ามีแฟนแล้ว  เค้าจะต้องทำเซอร์ไพร้ส์ให้เราวันวาเลนไทน์  เพราะความรักของเค้าอาจจะไม่ได้โฟกัสที่ตรงจุดนั้น

 17.  สิ่งที่จะทำให้ผู้ชายซึ้งใจและรักเรามากคือความเข้าใจ  ไม่ใช่ของขวัญวาเลนไทน์ราคาแพง  เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องอดข้าว  อดน้ำเพื่อซื้อของราคาแพงเกินตัวให้เค้า  ถ้าเค้ารักเราจริง  เค้าคงไม่สบายใจที่เห็นเราต้องทรมานตัวเองแบบนั้นหรอกนะ  ความเข้าใจในตัวของเค้าและอยู่กับเค้าโดยสร้างความสุขให้กันได้ทุกวัน  สำคัญสุดแล้ว

 18.  โลกของเราก็อยากได้ของขวัญวาเลนไทน์จากเธอ  ลองหันมารักโลก  ทำสิ่งดีๆ  ให้โลกกันดูไหม  เช่น  ปลูกต้นไม้  สัญญากับตัวเองว่าจะลดการใช้ถุงพลาสติก  ประหยัดไฟ  ประหยัดน้ำ  ฯลฯ  แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ

 19.  ความสำคัญของการมีแฟนไม่ได้อยู่ที่มีคนเดินด้วยในวันวาเลนไทน์เท่านั้น  ฉะนั้นอย่าคิดโง่ๆ  แค่ว่า  อยากมีแฟนเพราะจะได้มีคนมาเดินข้างๆในวันวาเลนไทน์  จนต้องรีบควานหาเอาใครก็ได้มาเคียงคู่  เพียงเพราะว้อนท์อยากมีแฟนใจจะขาด  แบบนั้นเธอเสี่ยงจะเจอรักคุดหรือรักสุดอะเฟดได้

 20.  เราสามารถมีวันวาเลนไทน์ได้ทุกวัน  แค่เพียงทำทุกวันให้เป็นวันแห่งความรัก  ดูแลกันและกันทุกวัน  ใส่ใจกันทุกวัน  แล้วเธอก็จะพบว่า  ไม่ว่าวันไหน  โลกก็เป็นสีชมพูได้  แค่เพียงยังมีกันและกันอยู่เสมอ

           

 6 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2019, 11:11:10 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                    การถือโสดไม่บังคับสำหรับพระสงฆ์ โป๊บกล่าวแต่พูดถึงข้อยกเว้น
                                                                        Celibacy Not Optional For Priests, Says Pope But Talks Of Exceptions

https://www.ndtv.com/world-news/pope-francis-says-celibacy-not-optional-for-priests-but-talks-of-exceptions-1984540

Celibacy was imposed in the 11th century, possibly partly to prevent descendants of priests inheriting church property. การถือโสดตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 11 เป็นไปได้ว่าบางส่วนเพื่อขจัดพระสงฆ์รุ่นที่ตามมา สืบทอดมรดกของพระศาสนา

World | Agence France-Presse | Updated: January 28, 2019 19:23 IST
 
 "I don't think optional celibacy should be allowed. It is a gift to the Church," Pope Francis said.

Pope Francis said Monday celibacy for priests was a "gift to the Church" and not "optional", nixing the prospect of married men being ordained. "Personally I think that celibacy is a gift to the Church," the pope told journalists aboard his plane returning to the Vatican from Panama.
โป๊บฟรังซิสกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า การถือโสดสำหรับพระสงฆ์เป็น    “พระพรประทานแก่พระศาสนจักร” โดยห้ามผู้หวังที่แต่งงานแล้วได้รับการบรรพชา  “โดยส่วนตัว อาตมาคิดว่าการถือโสดเป็นพระพรอย่างหนึ่งที่มอบแก่พระศาสนจักร” โป๊บบอกนักข่าวบนเที่ยวบินของพระองค์กลับจากปานามาสู่วาติกัน.

"Secondly, I don't think optional celibacy should be allowed. No," he said. The pope nevertheless conceded "some possibilities for far flung places", such as Pacific islands or the Amazon where "there is a pastoral necessity". ประการที่สอง อาตมาไม่คิดว่าการถือโสดภาคบังคับไม่ควรจะได้รับการอนุญาต ไม่ “ พระองค์ตรัส. ทั้งนั้นก็ดี โป๊บยินยอมเห็นด้วยว่า” มีความสามารถเป็นไปได้บางประการสำหรับสถานที่ที่ไกลมาก”  เช่นหมู่เกาะแปซิฟิกหรือลุ่มน้ำอะเมซอน ณที่ซึ่ง” มีความต้องการทางการบริหารดูแล.”

"This is something being discussed by theologians, it's not my decision," he said. “The Argentine pontiff has repeatedly said there is no doctrinal prohibition on married men becoming priests, and therefore the discipline could be changed.    Saint Peter, the church's first pope, had a mother-in-law, according to the bible.
“นี้เป็นอะไรบางอย่างที่กำลังมีการปรึกษาหารือกันโดยนักเทววิทยา  ไม่ใช่การตัดสินของอาตมา” โป๊บ   กล่าว “สันตะปาปาชาวอาร์เยนตีน่ากล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ไม่มีข้อห้ามทางคำสอนเกี่ยวกับที่คนแต่งงานแล้วกลายเป็นบาทหลวงได้  และดังนั้นระเบียบวินัยก๋สามารถเปลี่ยนแปลงได้  นักบุญเปโตร โป๊บองค์แรกของพระศาสนจักร ก็มีแม่ยาย ตามพระคัมภีร์

Celibacy was imposed in the 11th century, possibly partly to prevent descendants of priests inheriting church property.   Some within the church believe it is time to join many eastern rite Catholic Churches in permitting married men to take the cloth. Married Anglican priests keen to convert to Catholicism have already been welcomed over.
การถือโสดกำหนดไว้ในศตวรรษที่ 11 เป็นไปได้ว่าบางส่วนเพื่อขัดขวางผู้สืบต่อบาทหลวงจะรับมรดกสมบัติของศาสนจักร  บางคนในศาสนจักรเชื่อว่า มันเป็นเวลาที่จะร่วมกับศาสนจักรจารีตลาตินตะวันออกหลายกลุ่ม  ในการอนุญาตคนที่แต่งงานแล้วเข้าร่วมจารีตพิธีได้  สงฆ์อังกลิกันที่แต่งงานแล้วหลายองค์กลับใจมาสู่ลัทธิคาทอลิก ก็ได้รับการต้อนรับแล้ว.

The Vatican's number two, Cardinal Pietro Parolin, suggested in an interview last year that the church could "gradually look in depth" at the issue, while ruling out any "drastic change". Some 60,000 priests have given up their vocation over the past few decades, often to marry. Pope Paul VI's refusal to open the door to the use of the pill in the Swinging Sixties saw many priests abandon their calling.
หมายเลขสองของวาติกัน พระคาร์ดินัล ปีเอโตร พาโรลิน ได้เสนอแนะในการให้สัมภาษณ์ปีที่แล้วว่า พระศาสนจักรสามารถ “ มองลึกลงสู่ความลึกเป็นขั้นตอน” ที่เรื่องนี้  ขณะที่มีการปกครองด้วย”ความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง” ใดๆ  บาทหลวงจำนวนประมาณ 60,000 องค์ได้ละทิ้งกระแสเรียกของพวกเขาในหลายศตวรรษที่ผ่านมา บ่อยมากก็คือแต่งงาน  การปฏิเสธของโป๊บปอล Vl ที่จะเปิดประตูให้ใช้ยาเม็ดในยุคหกสิบปีสวิงสุด ทำให้บาทหลวงหลายคนละทิ้งกระแสเรียกของพวกเขา.

Pope Francis suggested in 2017 that the church "reflect" on the question of ordaining "viri probati", married men of proven virtue, particularly in far-flung places where priests are thin on the ground. The idea is likely to be on the table at a synod this year dedicated to the Amazon, an immense territory where clergy are scarce.
โป๊บฟรังซิสเสนอแนะในปี 2017 ว่า ศาสนจักร”สะท้อน” เกี่ยวกับคำถามของการบรรพชา “ viri probati-คนที่พิสูจน์แล้ว” เป็นต้นในสถานที่ห่างไกล ณที่ซึ่งบาทหลวงน้อยมากบนพื้นดิน  ความคิดก็เหมือนจะเป็นบนโต๊ะที่การประชุมคณะพระสังฆราชในปีนี้ ที่อุทิศแก่อเมซอน ดินแดนมหึมาที่นักบวชหายากมาก.

Sensing a possible shift in attitude, some 300 married, former priests in Italy sent a letter to Francis last year offering to take up the cloth once more should he need them.
โดยที่รู้สึกการเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้อย่างหนึ่งในทัศนคติ  อดีตบาทหลวงที่แต่งงานแล้วประมาณ 300 คนในอิตาลี ได้ส่งจดหมายถึงฟรังซิสเมื่อปีที่แล้ว โดยเสนอที่จะสวมเสื้อหล่ออีกครั้งหนึ่งถ้าพระองค์ต้องการพวกเขา.

(Excerpt for the headline, this story has not been edited by NDTV staff and is published from a syndicated feed.)


 

 7 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2019, 11:01:50 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                             ทำไมเราจึงไม่สามารถสื่อสารกับคนที่เรารักที่ตาย?
                                                                                 Why Can't We Communicate With Our Dead Loved Ones?
St. Luke the Evangelist  The Catholic Church
June 26, 2017

Question:  We believe in the Holy Spirit. We believe in the apparitions of Mary. We believe in the angels & the saints. Why does the church not condone the use of a psychic to communicate with the spirits of our deceased loved ones?

คำถาม :เราเชื่อในพระจิตเจ้า  เราเชื่อในการประจักษ์มาของแม่พระ  เราเชื่อในทูตสวรรค์และนักบุญทั้งหลาย  ทำไมพระศาสนจักรไม่ยอมใช้วิธีการทรงวิญญาณเพื่อสื่อสารกับจิตวิญญาณของคนที่รักที่ตายไป?
 When a loved one passes away, the powerful bond of love that was once there still remains. It is somewhat natural that we want to have continued connection with that loved one.  People in this situation can be very vulnerable as they seek to know that their loved ones are "OK".
 เมื่อคนที่รักคนหนึ่งตายไป  พันธะแห่งความรักที่มีพลังที่ครั้งหนึ่งเกิดขึ้น ก็ยังคงอยู่  มันค่อนข้างจะเป็นธรรมชาติที่เราต้องการมีการติดต่อต่อไปกับคนที่เรารักคนนั้น  ประชาชนในสถานะการณ์เช่นนี้ สามารถรู้สึกอ่อนใจมากขณะที่แสวงหาที่จะทราบว่าคนที่เขารักเหล่านั้น “OK”.

The story of Dives and Lazarus (Luke 16:19-31) informed all early Christian belief about the fate of the dead. In the parable, Dives (Latin for “rich man”) passes by the poor man Lazarus without helping him. When they both die, Dives goes to Hades, and Lazarus goes to heaven.
From his place of torment, Dives sees Lazarus resting in the bosom of Abraham and begs him for comfort, or that he at least send a message to his family warning them to change their ways.
Abraham denies the first request, saying,
เรื่องของเศรษฐีและลาซารัส (ลูกา 16:19-31) ได้ให้ข้อมูลความเชื่อคริสตชนเริ่มแรกทั้งหมด ที่เกี่ยวกับชะตาของผู้ตาย  ในนิทานเปรียบเทียบ เศรษฐี (Dives ลาติน) ผ่านลาซารัสคนยากจนโดยไม่ช่วยเขา  เมื่อคนทั้งสองตาย  เศรษฐีไปสู่ไฟนรก  และลาซารัสไปสวรรค์  จากสถานที่ทรมาน เศรษฐีเห็นลาซารัสพักผ่อนอยู่ในอ้อมอกของอาบราฮัม และขอเขาให้ช่วยบ้าง  หรือย่างน้อยส่งสารถึงครอบครัวของตนเตือนพวกเขาให้เปลี่ยนทางแห่งชีวิต  อาบราฮ้มปฏิเสธคำขอแรก โดยกล่าวว่า

Between us and you a great chasm has been fixed, in order that those who would pass from here to you may not be able, and none may cross from there to us
ระหว่างเราและลูกมีเหวใหญ่ขวางอยู่ เพื่อว่าผู้ที่ประสงค์จะผ่านจากที่นี่ไปหาลูกไม่สามารถทำได้  และไม่มีผู้ใดข้ามจากที่นั่นมาหาเรา (Luke 16:27).

The Church Fathers read this as a denial of the ability of the spirits of the dead to pass to the world of the living.
 ปิตาจารย์ทางศาสนจักร์เช้าใจเรื่องนี้ว่าเป็นดังคำปฏิเสธความสามารถของจิตวิญญาณของผู้ตายท่จะผ่านมาถึงโลกของผู้เป็น.

But, what are they really getting when they pursue the services of a supposed psychic or a medium?  At best, the mediums are charlatans and thieves, using bits of inside or generic information to take advantage of a grieving person by making them believe that they can actually communicate with the dead.   At worst, they are making the proverbial "deal with the devil."
แต่ พวกเขาได้อะไรอย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาทำพิธีทรงวิญญาณหรืออาศัยคนทรงวิญญาณ?  อย่างดีที่สุด คนทรงวิญญาณก็เป็นคนปลิ้นปล้อนล่อลวงและผู้ร้าย โดยใช้ข้อมูลภายในหรือข้อมูลทั่วไป เพื่อได้ประโยชน์จากผู้ที่กำลังโศกเศร้า โดยทำให้พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถ ณเวลานั้น ติดต่อกับผู้ตายได้ อย่างเลวที่สุด พวกเขาก็สามารถทำแบบสุภาษิต”เล่นกับปีศาจ”.

 The Church has always made it clear that conjuring or attempting to communicate with the dead is a dangerous thing.  In the Catechism of the Catholic Church, paragraph 2116 it is clearly stated:
คลอดเวลา พระศาสนจักรสอนไว้อย่างชัดเจนว่า การปลุกผีหรือความพยายามที่จะสื่อสารกับผู้ตายเป็นสิ่งที่มีอันตรายมาก  ในคำสอนของศาสนจักรคาทอลิก พารากราฟ 2116 ยืนยันอย่างชัดเจนว่า:

“All forms of divination are to be rejected: recourse to Satan or demons, conjuring up the dead or other practices falsely supposed to “unveil” the future. Consulting horoscopes, astrology, palm reading, interpretation of omens and lots, the phenomena of clairvoyance, and recourse to mediums all conceal a desire for power over time, history, and, in the last analysis, other human beings, as well as a wish to conciliate hidden powers. They contradict the honor, respect, and loving fear that we owe to God alone…”
รูปแบบต่างๆทั้งหมดของการหยั่งรู้ต้องอย่าให้มี คือ การพึ่งพาอาศัยซาตานหรือบรรดาปีศาจ  การปลุกผู้ตายขึ้นมาหรือวิธีการอื่นๆที่สมมุติอย่างผิดพลาดที่จะ “เปิดสู่” อนาคต  การปรึกษาหารือทางหมอดูโหราศาสตร์  การอ่านลายมือ  การตีความ ลางและเคราะห์วาสนา  ปรากฎการณ์ของหมอดูยกเมฆ  และการพึ่งพาอาศัยตัวกลางที่ปกปิดความปรารถนาจะมีอำนาจเหนือนอกเวลา  ประวัตืศาสตร์ และ ในการวิเคราะห์สุดท้าย  บรรดามนุษย์อื่นๆ  เช่นเดียวกับความปรารถนาที่จะผูกไมตรีกับอำนาจที่ซ่อนเร้น  พวกเขาขัดแย้งกับเกียรติยศ  ความเคารพนับถือ และโดยรักที่กลัวว่าเราเป็นหนี้กับพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น...”

If some spirit is actually being conjured up, how can we be sure that what is being conjured is not Satan or one of his demons instead of the spirit of our loved one?  The devil is real. His demons are real.  Their goal is the ruin of humanity. Their desire is to trick us into doing things against God's law, and replace our Eternal Life with Eternal Death.
ถ้าเวลานั้น จิตวิญญาณบางดวงถูกปลุกขึ้นมา เราจะสามารถเชื่ออย่างไรว่าที่ปลุกขึ้นมานั้น ไม่ใช่ซาตานหรือหนึ่งในบรรดาปีศาจพวกของมันแทนที่จะเป็นจิตวิญญาณของคนที่เรารัก?  ปีศาจมีอยู่จริง  บรรดาภูติผีปีศาจมีอยู่จริง  เป้าหมายของพวกมันก็คือทำลายมนุษยชาติ  ความปรารถนาของพวกมันคือหลอกล่อด้วยเล่ห์กลให้เราเข้าไปสู่การกระทำสิ่งที่ขัดแย้งกับบัญญัติของพระเจ้า  และ แทนชีวิตชั่วนิรันดรของเราด้วยความตายตลอดนิรันดร์.

 Let's contrast conjuring up spirits with asking Mary or one of the Saints in heaven to pray for us.  As Scripture indicates, those in heaven are aware of the prayers of those on earth. In Revelation 5:8, John depicts the saints in heaven offering our prayers to God under the form of "golden bowls full of incense, which are the prayers of the saints." But if the saints in heaven are offering our prayers to God, then they must be aware of our prayers. They are aware of our petitions and present them to God by interceding for us.
ให้เราต่อต้านการปลุกจิตวิญญาณขึ้นมา โดยร้องขอต่อพระแม่มารีหรือนักบุญองค์หนึ่งในสวรรค์ให้สวดภาวนาเพื่อเรา  ตามที่พระคัมภีร์แนะนำ  บรรดาผู้อยู่ในสวรรค์ต่างกังวลถึงคำภาวนาของบรรดาคนที่อยู่บนโลก  ในหนังสือวิวรณ์ 5:8  นักบุญยอห์นพรรณนาให้เห็นบรรดานักบุญในสวรรค์ ที่เสนอคำภาวนาของพวกเราต่อพระเจ้า ภายใต้รูปแบบของ “อ่างทองคำที่เต็มด้วยกำยาน ซึ่งคือคำภาวนาของนักบุญทั้งหลาย”  แต่ ถ้านักบุญทั้งหลายในสวรรค์กำลังเสนอคำภาวนาของเราแก่พระเจ้า  ถ้าเช่นนั้น พวกท่านเหล่านั้นต้องกังวลถึงคำภาวนาของพวกเรา  บรรดานักบุญกังวลถึงคำวิงวอนของพวกเราและนำถวายคำภาวนาเหล่านั้นแด่พระเจ้า โดยนำเสนอสำหรับพวกเรา.

Some object to asking our fellow Christians in heaven to pray for us. They reason that God has forbidden contact with the dead in passages such as Deuteronomy 18:10–11. Actually, what God has forbidden is necromantic practice of conjuring up spirits.
บางคนไม่เห็นด้วยที่จะขอเพื่อนคริสตชนในสวรรค์ให้ภาวนาเพื่อพวกเรา  พวกเขาให้เหตุผลว่า พระเจ้าได้ทรงห้ามการติดต่อกับผู้ตาย ในข้อเขียนเช่น เฉลยธรรมบัญญัติ 18:10-11  เพราะฉนั้น อะไรที่พระเจ้าได้ทรงสั่งห้าม ก็คือการปฏิบัติใช้เวทย์มนต์คาถาของการปลุกจิตวิญญาณ.

"There shall not be found among you any one who burns his son or his daughter as an offering, anyone who practices divination, a soothsayer, or an augur, or a sorcerer, or a charmer, or a medium, or a wizard, or a necromancer. . . . For these nations, which you are about to dispossess, give heed to soothsayers and to diviners; but as for you, the Lord your God has not allowed you so to do. The Lord your God will raise up for you a prophet like me from among you, from your brethren—him you shall heed" (Deut. 18:10–15).
จะต้องไม่พบว่าในท่ามกลางพวกท่านมีคนใดคนหนึ่งที่เผาลูกชายหรือลูกสาวของตนเป็นเสมือนของถวาย  ผู้ใดก็ตามที่ทำเรื่องการหยั่งรู้  หมอเวทย์มนต์  หรือหมอดู  หรือพ่อมดผู้วิเศษ  หรือหมอทำเสน่ห์ หรือคนทรงผี  หรือพ่อมด หรือคนทรงผี..... สำหรับชาติเหล่านี้ ซึ่งท่านกำลังจะแสดงออก ให้ความเอาใจใส่กับหมอเวทย์มนต์  และหมอดู  แต่สำหรับท่าน พระผู้เป็นใหญ่พระเจ้าของท่านไม่อนุญาตให้ท่านทำเช่นนั้น  พระผู้เป็นใหญ่พระเจ้าของท่านจะยกท่านขึ้นเป็นผู้พยากรณ์เหมือนเราจากพวกท่าน  จากบรรดาพี่น้อง—เขา ที่ท่านจะให้ความเอาใจใส่” (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:10-15)

God thus indicates that one is not to conjure the dead for purposes of gaining information; one is to look to the Church and scripture instead. Thus one is not to hold a séance. But a reasonable person can discern the vast difference between holding a séance to have the dead speak through you and a child asking in prayer for his deceased parent to intercede for him. One is an occult practice bent on getting secret information; the other is a humble request for a loved one to pray to God on one’s behalf.
ดังนั้น พระเจ้าชี้ว่า ใครคนหนึ่งต้องไม่ปลุกผู้ตายสำหรับวัตถุประสงค์ของการได้ข้อมูล  คนหนึ่งต้องดูที่พระศาสนจักรและพระคัมภีร์แทน  ดังนั้น คนหนึ่งต้องไม่ยึดถือการนั่งชุมนุมทรงผี   แต่ คนที่มีเหตุผลสามารถเล็งถึงความแตกต่างกว้างใหญ่ไพศาล ระหว่างยึดถือการนั่งชุมนุมทรงผี  ให้ผู้ตายพูดกับท่าน และเด็กเล็กคนหนึ่งสวดภาวนาสำหรับสำหรับพ่อแม่ที่ล่วงลับไปขอให้วิงวอนสำหรับเขา  คนหนึ่งทำพิธีการโน้มเอียงที่จะได้ข้อมูลลับ  อีกคนหนึ่งร้องขออย่างสุภาพสำหรับคนที่เขารักโดยสวดภาวนาถึงพระเจ้าเพื่อคนๆนั้น.

We hope that his has helped you.  เราหวังว่าคำภาวนาของเขาได้ช่วยท่านด้วย.
           

 8 
 เมื่อ: มกราคม 30, 2019, 04:14:23 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                 คำศัพท์เกี่ยวกับวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย
3 ส.ค. 2558
Gender identity (อัตลักษณ์ทางเพศ) หมายถึง ความรู้สึกล้ำลึกภายในของบุคคลเกี่ยวกับเพศภาวะ ซึ่งอาจจะสอดคล้องหรือตรงข้ามกับเพศโดยกำเนิดของตน รวมทั้งความรู้สึกทางสรีระ (ซึ่งหากสามารถ เลือกได้อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขลักษณะ และการทำงานทางกายภาพด้วยวิธีทางการแพทย์ การผ่าตัด หรือวิธีอื่นใด) รวมทั้งการแสดงออกทางเพศภาวะ เช่น การแต่งกาย การพูดจา และกิริยาอื่นๆ
นอกจากสองคำนี้ คำว่า “การแสดงออกทางเพศ” เป็นอีกคำหนึ่งที่มักใช้บ่อยในการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นความหลากหลายทางเพศ
Gender expression (การแสดงออกทางเพศ) หมายถึง การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางเพศของแต่ละบุคคล และการแสดงออกที่รับรู้ในสายตาของผู้อื่น โดยทั่วไป คนเรามักจะมีการแสดงออกทางเพศที่ตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนไม่ว่าจะมีเพศกำเนิดเป็นเพศใดก็ตาม

คำศัพท์สากล
คำศัพท์ต่อไปนี้เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายในการอธิบายถึงบุคคลที่มีวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย
Gay (เกย์) - ผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกัน ทางอารมณ์ ทางความสัมพันธ์ทางเพศ หรือทางกาย
Lesbian (เลสเบี้ยน) - ผู้หญิงที่รักผู้หญิงด้วยกัน ทางอารมณ์ ทางความสัมพันธ์ทางเพศหรือทางกาย
Bisexual (คนรักสองเพศ) - บุคคลที่รักได้ทั้งชายและหญิง ทางอารมณ์ ทางความสัมพันธ์ทางเพศ หรือทางกาย
Transgender (คนข้ามเพศ) - ผู้ที่รู้สึกพึงพอใจกับเพศภาวะหรืออัตลักษณ์ทางเพศที่ตรงข้ามกับเพศ กำเนิดของตน
Intersex (คนที่มีเพศกำกวม) - เป็นคำศัพท์ที่ใช้กับภาวะหลายประการที่บุคคลหนึ่งเกิดมาพร้อมกับสรีระทางเพศหรืออวัยวะสืบพันธุ์ที่กำกวม คืออาจมีลักษณะที่ไม่ตรงกับเพศชายหรือหญิง หรือมีอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งสองเพศ

Queer (เควียร์) - ศัพท์วิชาการที่หมายรวมถึงคนที่ไม่ใช่คนรักต่างเพศหรือไม่ได้มีวิถีเช่นเดียวกับคนรักต่างเพศ แม้ว่า LGBT ส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการใช้คำนี้เพราะความหมายแฝงในเชิงลบในอดีต แต่สมาชิก LGBT อีกส่วนหนึ่งก็หันกลับมายอมรับคำๆนี้ในเชิงสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ที่แตกต่าง
LGBT (กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ) - คำย่อซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่เป็นเลสเบี้ยนเกย์ รักสองเพศ และคนข้ามเพศ ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับคำย่อ GLBT คำย่อ LGBTIหรือ LGBTIQ ซึ่งรวม อักษรย่อสำหรับคนที่มีเพศกำกวมและเควียร์โดยชัดเจนก็ใช้ด้วยเช่นกัน ในที่นี้ LGBT ใช้หมายรวมถึง คนที่มีเพศกำกวมและเควียร์ด้วยเช่นกัน
MSM (ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย) - ย่อมาจาก “Men who have Sex with Men” เป็นคำที่ใช้ เรียกประชากรชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อเอชไอวีแต่อาจไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นชายรักชายหรือชายรักสองเพศ

Sexual Minorities (คนกลุ่มน้อยทางเพศ) - หมายถึง กลุ่มคนที่ถูกเลือกปฏิบัติเพราะอัตลักษณ์หรือวิถีทางเพศของตน ได้แก่ เกย์ เลสเบี้ยน คนรักสองเพศ คนข้ามเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศ ในประเพณีดั้งเดิม ในหลายภูมิภาคทั่วโลก เช่น hijras, kothis, warias,กะเทย, berdache ฯลฯ
Transsexual (คนที่มีจิตใจเหมือนเพศตรงข้าม) - หมายถึง คนที่เกิดมามีสภาพด้านร่างกายเป็นเพศหนึ่ง แต่มีอารมณ์ จิตใจ และเลือกที่จะใช้ชีวิตในบทบาททางเพศที่เป็นอีกเพศหนึ่ง ไปจนถึงการเลือกที่จะแปลงเพศ
Transvestite/Cross-dresser (ชายแต่งหญิง หรือ หญิงแต่งชาย) - หมายถึง คนที่ชอบแต่งตัวเป็นเพศตรงข้ามเป็นครั้งคราว และมีความรู้สึกเป็นเพศตรงข้ามตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงอย่างชัดเจน บางคน อาจได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์เพื่อเปลี่ยนไปเป็นอีกเพศหนึ่ง และใช้ชีวิตในเพศตรงข้ามอย่างถาวรส่วนบางคนอาจพอใจกับการแต่งกายเป็นเพศตรงข้ามเป็นครั้งคราวไปจนตลอดชีวิต
Transperson/people/man/woman (คนข้ามเพศ) - เป็นคำที่ใช้หมายรวมถึงคนที่มีอัตลักษณ์ หรือการแสดงออกทางเพศที่แตกต่างจากเพศกำเนิด ได้แก่ ชายหรือหญิงที่รู้สึกเหมือนเพศตรงข้าม หรือคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนที่มีจิตใจเหมือนเพศตรงข้าม คนข้ามเพศ ชายแต่งหญิง/หญิงแต่งชาย คนสองเพศ คนหลายเพศ เควียร์ (queer หรือ gender queer) คนไร้เพศ เพศทางเลือก หรืออัตลักษณ์ และการแสดงออกทางเพศอื่นใดก็ตามที่ไม่ตรงตามมาตรฐานความเป็นชายหรือหญิงโดยทั่วไป คนกลุ่มนี้ มักแสดงออกทางเพศภาวะของตนโดยการแต่งกาย บุคลิกภาพ การเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพ รวมถึง การผ่าตัดดัดแปลงทางเพศต่างๆ ด้วย

FTM (ชายข้ามเพศ) - ย่อมาจาก Female-To-Male ใช้หมายถึงคนที่ข้ามเพศจากหญิงเป็นชาย คือ คนที่เกิดมาเป็นเพศหญิงโดยกำเนิดแต่มองว่าตนเป็นชายในภายหลัง เรียกว่าtransman หรือ ชายข้ามเพศ (คำนี้ควรใช้อย่างระมัดระวังเพราะอาจสื่อถึงแนวความคิดที่ว่าโลกนี้มีเพียงสองเพศเท่านั้น)
MTF (หญิงข้ามเพศ) - ย่อมาจาก Male-To-Female ใช้หมายถึงคนข้ามเพศจากชายเป็นหญิง คือ คนที่เกิดมาเป็นเพศชายโดยกำเนิดแต่มองว่าตนเป็นหญิงในภายหลัง เรียกว่า transwoman หรือหญิงข้ามเพศ (เช่นเดียวกับ FTM คำนี้ควรใช้อย่างระมัดระวัง เพราะอาจสื่อถึงแนวความคิดที่ว่าโลกนี้มีเพียงสองเพศเท่านั้น)

คำศัพท์ภาษาไทย
ศัพท์ในภาษาอังกฤษบางคำ เช่น gay, lesbian, bisexual, transgender และ intersex ได้รับการยอมรับและนำมาใช้ในภาษาไทย โดยมีการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมและรายละเอียด ความถูกต้องบางประการคำเหล่านี้ ได้แก่
เกย์ - ในประเทศไทยใช้หมายถึงผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงที่รักเพศเดียวกันจะไม่ถูกเรียกว่าเกย์แต่จะเรียกว่า ทอม ดี้ หรือ เลส (เลสเบี้ยน) แทน ขึ้นอยู่กับอัตลักษณ์หรือการแสดงออกทางเพศของบุคคลผู้นั้น ปัจจุบัน มีคำเฉพาะที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ที่ใช้หมายรวมถึงชายหรือหญิงที่รักเพศเดียวกัน (ดูข้างล่าง)
เลสเบี้ยน - เป็นคำที่มีการใช้บ้างแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมจากหญิงรักหญิงไทย เนื่องจากความหมายที่ค่อนไปในทางลบว่าหมายถึงหญิงที่ผิดปกติด้านจิตใจ
ไบ - เป็นคำที่ใช้เรียกคนรักสองเพศอย่างไม่เป็นทางการ และใช้ในบริบทเดียวกันกับในภาษาอังกฤษ (bisexual) แม้ว่าจะมีคนไทยน้อยมากที่เปิดเผยตัวคนว่าเป็นคนรักสองเพศ
ทีจี (TG) - มักใช้กันในกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อคนข้ามเพศและสมาชิกของกลุ่มคนข้ามเพศจากชายเป็นหญิงในไทย เพื่อแทนคำว่า transgenderคำว่า หญิงข้ามเพศ และ ชายข้ามเพศ ซึ่งแปลตรงตัวจาก transwoman และ transmanกำลังได้รับความนิยมในกลุ่ม LGBT ของไทย

คำศัพท์ภาษาไทยหลายคำใช้กันอย่างแพร่หลาย และใช้เฉพาะในบริบทความหลากหลายด้านอัตลักษณ์ทางเพศของไทยเท่านั้น เช่น
ชายรักชาย, ชรช. - หมายถึง ผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกัน เป็นคำที่เป็นที่นิยมสำหรับชายที่เป็นเกย์
หญิงรักหญิง, ญรญ. - หมายถึง ผู้หญิงที่รักผู้หญิงด้วยกัน เป็นคำที่นิยมแทนคำว่าเลสเบี้ยน ทอม และดี้
ทอม - มาจาก tomboy ในภาษาอังกฤษ หมายถึงผู้หญิงที่มีลักษณะเหมือนผู้ชายและชอบเพศหญิงที่อาจไม่ใช่คนที่เป็นดี้เสมอไป
ดี้ - มาจาก lady ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ผู้หญิงที่มีลักษณะหรือการแสดงออกที่เป็นหญิงและชอบผู้หญิงด้วยกันซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นทอมเสมอไป
เลส - มาจาก lesbian ในภาษาอังกฤษ หมายถึงผู้หญิงที่มีลักษณะการแสดงออกทางเพศไม่ต่างจากผู้หญิงทั่วไปแต่ชอบเพศหญิงเหมือนกัน
กะเทย - หมายถึง คนที่เกิดมาเป็นชายโดยกำเนิดแต่มีลักษณะภายนอก การแสดงออกและพฤติกรรม ที่เหมือนผู้หญิง คำนี้มีที่มาทางประวัติศาสตร์และทางการแพทย์ (กะเทยใช้เหมือนคำว่า hermaphrodite ในภาษาอังกฤษ) ซึ่งมีความหมายทางการแพทย์ว่าคนที่มีอวัยวะเพศทั้งชายและหญิง และแต่เดิมใช้เรียกผู้ที่มีจิตใจเป็นเพศตรงข้าม (transsexual)ทั้งจากชายเป็นหญิงและจากหญิงเป็นชาย แต่ในปัจจุบันใช้เรียกเฉพาะคนข้ามเพศจากชายเป็นหญิงเท่านั้น คนข้ามเพศจากชายเป็นหญิงบางคน โดยเฉพาะคนที่ต้องการแปลงเพศไม่นิยมคำนี้เท่าใดนัก ในขณะที่คนข้ามเพศจากชายเป็นหญิงคนอื่นๆ ยอมรับความหมายที่สื่อถึงอัตลักษณ์ทางเพศที่อยู่ระหว่างความเป็นหญิงและชายของคำๆ นี้
สาวประเภทสอง - หมายถึงผู้หญิงประเภทที่สอง ใช้เรียกกะเทยและคนข้ามเพศจากชายเป็นหญิงที่มีลักษณะการแสดงออกคล้ายกับเพศหญิง
ตุ๊ด - มาจากภาพยนตร์เรื่อง Tootsie นำแสดงโดยดัสติน ฮอฟแมน เป็นคำเรียกที่ใช้เหมือนกับคำว่า fag หรือ faggot ในภาษาอังกฤษ มีความหมายในลักษณะดูถูกเหยียดหยามสำหรับชายที่เป็นเกย์ กะเทย และคนข้ามเพศจากชายเป็นหญิง แต่อาจได้รับการยอมรับจากคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการใช้คำนี้

เพศที่สาม - หมายถึง คนที่เป็นเพศที่สาม ใช้เรียกคนที่ไม่ใช่คนรักต่างเพศ ได้แก่ เลสเบี้ยนเกย์ คนรักสองเพศ และคนข้ามเพศ คำนี้ไม่เป็นที่นิยมนักในกลุ่ม LGBT เนื่องจากมีนัยสื่อถึงชนชั้นทางเพศ
คนข้ามเพศ - มาจากคำว่า transgender ในภาษาอังกฤษ หญิงข้ามเพศ - มาจากคำว่า transwoman ในภาษาอังกฤษ ใช้เรียกคนข้ามเพศจากหญิงเป็นชายที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการแปลงเพศหรือได้แปลงเพศเป็นหญิงแล้ว
ชายข้ามเพศ - มาจากคำว่า transman ในภาษาอังกฤษ ใช้เรียกคนข้ามเพศจากหญิงเป็นชายที่กำลัง อยู่ในขั้นตอนการแปลงเพศหรือได้แปลงเพศเป็นชายแล้ว
เพศกำกวม - หมายถึงลักษณะการมีสรีระทางเพศหรืออวัยวะสืบพันธุ์ที่กำกวม ไม่ตรงกับลักษณะเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งสองเพศ (intersexuality) เป็นลักษณะของ คนที่มีเพศกำกวม (intersex)
คนสองเพศ - เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้เรียกคนที่มีเพศ
 
ขอบคุณข้อมูลจาก
อัตลักษณ์และวิถีทางเพศในประเทศไทย / บุษกร สุริยสาร ; องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ; โครงการส่งเสริมสิทธิ ความหลากหลาย และความเท่าเทียมในโลกของการทำงาน (PRIDE). – กรุงเทพฯ : องค์การแรงงานระหว่างประเทศ, 2557

 9 
 เมื่อ: มกราคม 30, 2019, 06:50:46 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                             คริสตชนคาทอลิกกับความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ในฐานะพลเมืองของชาติ
                                                                                               สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
บทนำ

1. ในประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งและวุ่นวาย โดยเฉพาะมีความคิดเห็นที่แตกต่างอันนำไปสู่ความแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคม ดังเช่นที่ประเทศไทยของเราในปัจจุบันที่กำลังเผชิญปัญหานี้อยู่ พระศาสนจักรคาทอลิกถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะให้แนวทางปฏิบัติจากคำสอนพระศาสนจักรเรื่องความรับผิดชอบต่อประเทศชาติแก่พี่น้องคริสตชน ในฐานะที่เราเป็นพลเมืองคนหนึ่งของชาติที่พึงใส่ใจในความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อแผ่นดินถิ่นเกิด และต่อมนุษยชาติ
ความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง และสังคม

2. ความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคนในชาติ เพื่อปกป้องและส่งเสริม “ความดีส่วนรวม” (Common Good) ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่และจำเป็นที่ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเรื่องกฎแห่งศีลธรรม (Moral Law) ในความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง   เมื่อเราคิดถึงเรื่องราวของกาอินที่ฆ่าน้องตนเอง ชื่ออาแบล (เทียบ ปฐก.4:1-16) พระเจ้าถามเขาในความรับผิดชอบว่าน้องเจ้าอยู่ไหน? แต่เขากลับตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้ ข้าพเจ้าต้องเป็นผู้ดูแลน้องด้วยหรือ? (ปฐก.4:9) กาอินปฏิเสธความรับผิดชอบที่เขากระทำผิด  แต่แบบอย่างและคำตอบที่แท้จริงเรื่องความรับผิดชอบต่อเพื่อนพี่น้องนั้นต้องปฏิบัติตามที่พระเยซูคริสต์ทรงสอน เป็นคำอุปมาเรื่องชาวซามาเรียผู้มีจิตใจดี (เทียบ ลก.10:25-37) ซึ่งอาจประยุกต์ได้ว่า เราต้องรับผิดชอบต่อเพื่อนพี่น้องชาย/หญิงทั้งในประเทศชาติและในโลกด้วย แบบไม่มีขอบเขต ปราศจากอคติใดๆ และไม่มีความจำกัดเฉพาะกลุ่มของตน

3. คำสอนของพระศาสนจักรเรื่องความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองต้องมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นนายชุมพาบาลที่ดี นำความปีติยินดีและความหวังโดยการนำของพระจิตเจ้า เพื่อความเป็นปึกแผ่นและสามัคคีท่ามกลางเพื่อนพี่น้องที่กำลังอยู่ในภาวะที่โศกเศร้า ท้อแท้ และกระวนกระวายใจ (เทียบ ธรรมนูญเรื่อง การอภิบาลของพระศาสนจักรในโลกปัจจุบัน ความปีติยินดี และความหวัง Gaudium et Spes ข้อ 1)

4. คริสตชนมีฐานะเป็นทั้งประชากรแห่งสวรรค์และแห่งโลกนี้  เราจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ทางบ้านเมืองและสังคมอย่างซื่อสัตย์ ตามจิตตารมณ์ของพระวรสาร (เทียบ Guadium et Spes n.43a) ในขณะที่สถานการณ์ที่มีความสับสนทางการเมืองอยู่นี้ คริสตชนหลายคนอยากจะทราบว่า ตนเองควรยืนอยู่จุดไหน? ควรเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือไม่?  แน่นอนพระศาสนจักรสนับสนุนให้คริสตชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองตามสิทธิและหน้าที่ที่ระบุไว้ในกฎหมาย โดยมีพื้นฐานจากพระวรสารเป็นหลักคือ รักและรับใช้ผู้อื่น  ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องตระหนักว่า ในฐานะผู้มีความเชื่อจำเป็นต้องสลัดความเห็นแก่ตัวและการยึดถือปัจเจกบุคคล และจำเป็นต้องยึดหลักการว่ารักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์ โดยการแสดงออกต่อหน้าที่ทางบ้านเมือง โดยพิจารณาจากมโนธรรมอันถูกต้องบนหลักความจริง เป็นการตอบคำถามที่เราอาจสงสัยต่อสถานการณ์ที่สับสน
มโนธรรมของมนุษย์

5. มโนธรรม คือ เสียงของพระเจ้าที่อยู่ภายในตัวเรา เพื่อดลใจและช่วยเราให้รู้จักเลือกสิ่งที่ดีงามและหลีกเลี่ยงสิ่งชั่วร้ายตามกฎของพระเจ้า มโนธรรมที่เที่ยงตรงจะช่วยนำทางเราให้รู้จักว่า อะไรคือสิ่งจริงและถูกต้อง และไม่ตกอยู่ในภาวะหลอกลวงตนเอง ซึ่งอาจมีอิทธิพลมาจากเล่ห์เหลี่ยมของผู้อื่น และจากการประจญของอำนาจใฝ่ต่ำที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้อันนำไปสู่การทรยศต่อความจริงเกี่ยวกับตัวเราเอง และสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ในโลกที่สับสนอลหม่าน  มโนธรรมนี้แหละจะเป็นตัวนำไปสู่ความประพฤติ ต้องตัดสินใจในการเลือกความดีงามหรือหลีกเลี่ยงสิ่งเลวร้าย ดังนั้น การมีมโนธรรมที่ถูกต้อง เที่ยงธรรม และการตัดสินใจอย่างกล้าหาญ จึงจำเป็นต่อผู้ที่มีความรับผิดชอบฐานะพลเมืองของชาติ (เทียบ คำสอนพระศาสนจักรสากล หรือ CCC ข้อ 1777-1778)

6. เนื่องจากธรรมชาติของมโนธรรมอันศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ในตัวมนุษย์ เราต้องมีความภูมิใจในสิทธิที่จะเลือกในสิ่งที่ถูกต้องตามที่มโนธรรมชี้นำ เราต้องมีเสรีภาพในการตัดสินใจเพื่อจะกระทำสิ่งที่ถูกต้องและหลีกเลี่ยงความชั่วร้าย ซึ่งต้องสอดคล้องกับความจริงที่พระเจ้าเปิดเผยผ่านทางพระวาจาของพระองค์ในพระคัมภีร์  เราจำเป็นต้องเรียนรู้อย่างถูกต้องทั้งกฎของพระเจ้าและกฎของธรรมชาติ โดยผ่านทางการสั่งสอนจากอำนาจของพระศาสนจักร (เทียบ CCC ข้อ 1783-1785) การตัดสินใจที่ผิดพลาดนั้นหลายครั้งเกิดขึ้นจากการขาดความรู้และความเข้าใจในเรื่องความจริงหรือการเพิกเฉยต่อการแสดงความจริง จึงเป็นหน้าที่ของพระศาสนจักรที่ต้องสอนสัตบุรุษให้มีมโนธรรมอันถูกต้องตรงกับความจริง เพื่อยืนหยัดและไม่หลงผิดตามกระแสของสถานการณ์ที่สับสนและการใช้อำนาจในทางที่ผิด (เทียบ CCC.1790-1794) การพิจารณามโนธรรมอย่างถูกต้องในพระจิตเจ้าเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การปฏิบัติในชีวิตจริงเพื่อสร้างสันติ (เทียบ CCC. ข้อ 1785)
การเลือกระบอบการปกครองและผู้นำประเทศ

7. ทั้งจากเอกสารของสภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2  เรื่อง ธรรมนูญการอภิบาลทางสังคมในโลกปัจจุบัน ความปีติยินดีและความหวัง (Gaudium et Spes)  และคำแถลงการณ์เรื่อง สิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ ย้ำว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ และเป็นหน้าที่ที่จะเลือกผู้นำประเทศของตนเอง ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ในพระสมณสาสน์ “โอกาสครบ 100 ปี ของสมณสาสน์ Rerum Novarum”  ประกาศเมื่อ 1 พ.ค.1991 ข้อ 46 ซึ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราที่เป็นคาทอลิกไทยและรวมถึงพี่น้องชาวไทยทุกคนผู้มีความปรารถนาดีว่าดังนี้ “พระศาสนจักรเห็นคุณค่าอันแท้จริงของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ระบอบนี้ต้องทำให้พลเมืองทุกคนที่มีสิทธิได้เข้าร่วมในการเลือกตั้งผู้แทนทางการเมืองอย่างยุติธรรม และผู้ทำหน้าที่ในการเลือกตั้งนั้น ทำหน้าที่ใช้สิทธิ์อย่างดียิ่งยวด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการถ่ายโอนอำนาจการปกครอง ต้องให้เป็นไปด้วยสันติวิธีและเหมาะสม ทั้งสิทธิและหน้าที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบในฐานะเป็นพลเมืองของชาติ และต้องมีความเคารพต่ออำนาจทางการเมืองที่มีอยู่เพื่อการรับใช้สังคม และเพื่อความดีของส่วนรวมจริงๆ (เทียบ CCC.ขัอ 1902)

8. เพื่อให้ประเทศชาติได้ผู้นำที่ดีเข้ามาบริหารประเทศและมีวิสัยทัศน์ เพื่อความดีส่วนรวมนั้นเป็นหน้าที่ของคริสตชนผู้มีมโนธรรมที่ถูกต้องจึงจะบรรลุถึงเป้าหมายที่ปรารถนา เพื่อผลรวมอันดีงามของสภาพสังคมที่เผชิญอยู่ (เทียบ Gaudium et Spes n. 26a) พระศาสนจักรย้ำเตือนประการแรก คือ เรื่องความยุติธรรมในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อการได้มาซึ่งบุคคลที่ดีเหมาะสม มีคุณภาพกับหน้าที่และตำแหน่ง บุคคลที่ได้รับเลือกนั้นต้องมีความแน่วแน่ในอุดมการณ์ต้องทำหน้าที่ “เพื่อความดีส่วนรวม” เท่านั้น ถ้าหากเลือกเขาด้วยเหตุผลอื่นๆ หรือการชักนำแบบผิดๆ อาจจะนำมาซึ่งภัยพิบัติ และความหายนะมาสู่ประเทศชาติได้ (เทียบ CCC. ข้อ 2238)

9. พระศาสนจักรคาทอลิกสั่งสอนเสมอว่า การเลือกระบอบการปกครองประเทศ รวมทั้งการเลือกผู้ปกครองทางการเมืองนั้นต้องมาจากการตัดสินใจอย่างอิสระของประชากรของประเทศ (เทียบ Gaudium et Spes n. 74) คริสตชนต้องมีความสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบต่อสภาพสังคมทางการเมืองด้วย และจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคมที่แสดงเจตนารมณ์เพื่อความดีส่วนรวม และความมั่นคงถาวรของประเทศ ต้องมีความเคารพซึ่งกันและกันเพื่อความเป็นเอกภาพในความแตกต่าง ส่วนผู้ที่เป็นนักการเมืองนั้น พระศาสนจักรสอนว่า พวกเขาจะต้องตระหนักถึงความถูกต้องตามกฎหมาย การฟังความคิดเห็นของคนในสังคมที่มีความแตกต่าง โดยเฉพาะในการแก้ไขรากเหง้าของปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ด้วยความเคารพสิทธิและเสียงของประชาชน แม้แต่เป็นเพียงกลุ่มหนึ่งที่ปกป้องสิทธิของพวกเขาโดยวิธีการที่ถูกต้องและซื่อสัตย์  ในส่วนของพรรคการเมือง พวกเขาต้องส่งเสริมและนำมาซึ่งความดีของส่วนรวมอันเป็นหัวใจการปกครอง ขจัดความไม่ถูกต้องในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว หรืออีกนัยหนึ่ง คือ มิให้ความสำคัญของส่วนตัวมีอิทธิพลเหนือไปกว่าความดีงามของส่วนรวม (เทียบ Gaudium et Spes n.75) ดังนั้น หน้าที่ของคริสตชนที่ดี คือ เป็นผู้ที่ถามตนเองว่า คุณภาพของบุคคลที่เราจะเลือกให้เป็นผู้นำนั้นมีลักษณะเช่นไร? (เทียบ อพย. 18:21-22)
ข้อเตือนใจของพระสันตะปาปาฟรังซิส

10. เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2013 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เทศน์สอน ณ วัดน้อยนักบุญมาร์ธา ณ กรุงวาติกัน ซึ่งมีประเด็นที่อาจช่วยเราให้พิจารณาถึงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์บ้านเมือง และหน้าที่ของการเป็นคาทอลิกที่ดี พอสรุปได้ดังนี้
ก. การเป็นคาทอลิกที่ดีต้องสวดภาวนาให้ผู้ปกครองบริหารบ้านเมือง เพื่อพวกเขาจะได้บริหารประเทศอย่างดี ถ้าหากผู้ปกครองบ้านเมืองไม่เป็นแบบอย่างที่ดีต่อประชาชน เราจำเป็นต้องภาวนาขอพระเจ้าให้พวกเขากลับใจและเปลี่ยนแปลงตนเอง
ข. ผู้ปกครองบ้านเมืองต้องมีจิตใจรักประชาชนอย่างแท้จริง และมีความสุภาพถ่อมตน เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะว่าถ้าหากเขาขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เขาไม่ใช่ผู้ปกครองที่ดี แต่เป็นเพียงแค่ผู้ควบคุมกฎเกณฑ์เท่านั้น !
ค. มนุษย์ทุกคน ทั้งชายหญิงต้องทำหน้าที่พลเมืองที่ดีและมีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมืองของตน โดยเฉพาะผู้ทำหน้าที่เป็นผู้นำในสังคมและประเทศชาติ ต้องถามตัวเองเสมอว่า
• เรารักประชาชนของเราจริงๆ และทำหน้าที่รับใช้พวกเขาให้ดีขึ้นไหม?
• เรามีความสุภาพพอที่จะฟังเสียงของทุกคนไหม ถ้าหากมีความเห็นแตกต่าง เราได้เลือกหนทางที่ดีที่สุดหรือไม่ ?
ง. พระสันตะปาปาฟรังซิสยังย้ำอีกว่า คำสอนของพระศาสนจักรด้านสังคมบ่งชี้ว่า การเมืองเป็นรูปแบบที่สำคัญในการปกครอง ซึ่งต้องนำมาซึ่งความรัก ความเมตตา ความถูกต้อง เพราะว่านี่เป็นเครื่องมือในการรับใช้สังคมอย่างดี  ดังนั้น คำพูดที่ว่าคาทอลิกไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องการเมืองนั้นไม่ถูกต้อง ตรงกันข้ามคาทอลิกที่ดีต้องมีส่วนร่วมในระบอบทางการเมืองในการปกครอง และจำเป็นต้องมอบสิ่งที่ดีงามของเราเพื่อจรรโลงสังคม เพื่อจะทำให้ผู้ปกครองที่ดีสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
จ. โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผู้ปกครองประเทศไม่ได้ดำเนินตามครรลองครองธรรมในการปกครอง และการตัดสินใจของเขาขาดความชาญฉลาด คริสตชนต้องเลียนแบบนักบุญเปาโล ที่ท่านกล่าวว่า “เราต้องสวดภาวนาเพื่อพระมหากษัตริย์ และผู้ปกครองบ้านเมือง เพื่อจะให้ท่านเหล่านั้นทำหน้าที่อย่างดี และเปี่ยมไปด้วยความรักต่อประชาชน รับใช้ประชาชน มีจิตใจสุภาพถ่อมตน” (เทียบ 1 ทิโมธี 2:1-3)
สรุป ข้อแนะนำสู่การปฏิบัติ

1. คาทอลิกต้องมีสำนึกในความรับผิดชอบต่อสถานการณ์บ้านเมืองตามมโนธรรมที่ซื่อตรงต่อความจริง
2. แม้ว่ามีการแบ่งแยกฝ่าย อาจจะเป็นแบบเปิดเผยและ/หรือไม่เปิดเผย ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในกรณีเช่นนี้คาทอลิกต้องสำนึกถึงความจริงแห่งความเชื่อที่ว่า เราต่างก็เป็นพี่น้องกัน มีพระเจ้าเป็นพระบิดาของเราทุกคน และเราเป็นพี่น้องร่วมผืนแผ่นดินไทย มีเชื้อชาติและสัญชาติไทยด้วยกัน
3. คริสตชนคาทอลิกทุกคนต้องกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง สร้างสรรค์และมุ่งสู่เอกภาพในความรัก ความยุติธรรม และสันติ เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติเป็นหลักสำคัญ
4. เหนือกว่าความขัดแย้งใดๆ โดยตระหนักว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นอ่อนแอและเป็นคนบาป เราคริสตชนคาทอลิกมีความเชื่อมั่นเสมอในพลังของพระเจ้าและพระเมตตาของพระองค์แบบเหนือธรรมชาติ เพื่อขจัดความขัดแย้งทั้งปวง ดังนั้น เราจึงต้องภาวนา พลีกรรม อ้อนวอนต่อพระเจ้ามากเป็นพิเศษ
5. ณ วาระใดก็ตามที่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยมาถึง เป็นหน้าที่ของคาทอลิกจะต้องใช้สิทธิเพื่อการเลือกตั้งผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมืองในทุกระดับ ด้วยมโนธรรมที่ถูกต้อง และเลือกบุคคลที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม และมีความตั้งใจจริงที่จะเสริมสร้างความดีส่วนรวม

                                                                               ณ กรุงเทพฯ  วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556/ค.ศ. 2013
                                                                                            พระสังฆราช ยอแซฟ ชูศักดิ์  สิริสุทธิ์
                                                                                   เลขาธิการสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
                                                                                               มองซินญอร์ วิษณุ ธัญญอนันต์
                                                                                                      รองเลขาธิการสภาฯ
 

 10 
 เมื่อ: มกราคม 30, 2019, 06:40:37 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                “คำสอน” ของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

          ใกล้วันเลือกตั้งเข้าไปทุกทีแล้ว  เราคนไทยจะตัดสินใจเลือกใคร ขึ้นกับการตดสินใจของพวกท่านเอง  แต่  ลองมาพิจารณาคำสอนสำคัญที่คงได้ยินมานานแล้ว นำมาพิเคราะห์ดู  น่าจะเป็นแนวทางการตัดสินใจของทุกคนได้  และถ้าทำตามนี้  เราคงได้คนดีมาปกครองบ้านเมือง  และประชาชนจะสุขสบายในบ้านเมืองที่ก้าวหน้าและสงบเรียบร้อยแน่นอน

                                                                                                 “คำสอน” ของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

           ขอน้อมนำ พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ  มาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์และสิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งพระบรมราโชวาทที่คัดเลือกมานี้สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและแก้ไขปัญหาการทำงานได้ด้วย

                                                                                                                        “คนดี

         “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”
 
          (พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512)




หน้า: [1] 2 3 ... 10