หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2019, 03:47:04 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

● พูดจริง ทำจริง...

'ผู้หนักแน่นในสัจจะพูดอย่างไร ทำอย่างนั้น จึงได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือและความยกย่องสรรเสริญ จากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทำ คือ พูดจริง ทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด และสร้างเสริมความดี ความเจริญ ให้เกิดขึ้นทั้งแก่บุคคลและส่วนรวม' ●
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๐

● การปิดทองหลังพระ...

'การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมาก ไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก
เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้' ●
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๐๖

● ต้องมีความสุจริต...

'คนไม่มีความสุจริต คนไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้
ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ' ●
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๒

● ต้องสร้างพื้นฐาน...

'การจะพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่างให้เจริญนั้นจะต้องสร้างและเสริมขึ้นจากพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ก่อนทั้งสิ้น
ถ้าพื้นฐานไม่ดีหรือคลอนแคลนบกพร่องแล้ว ที่จะเพิ่มเติมเสริมต่อให้เจริญขึ้นไปอีกนั้น ยากนักที่จะทำได้
จึงควรจะเข้าใจให้แจ้งชัดว่า นอกจากจะมุ่งสร้างความเจริญแล้ว ยังต้องพยายามรักษาพื้นฐานให้มั่นคง ไม่บกพร่อง พร้อมๆ กันได้' ●
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๓

● ต้องมีใจที่เป็นกลาง...

'หลักของคุณธรรม คือ การคิดด้วยจิตใจที่เป็นกลาง ก่อนจะพูดจะทำสิ่งไร จำเป็นต้องหยุดคิดเสียก่อน
เพื่อรวบรวมสติให้ตั้งมั่น และให้จิตสว่างแจ่มใส ซึ่งเมื่อฝึกหัดจนคุ้นเคยชำนาญแล้ว จะกระทำได้คล่องแคล่ว
ช่วยให้สามารถแสดงความรู้ ความคิด ในเรื่องต่าง ๆ ให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย ได้ชัด ไม่ผิดทั้งหลักวิชาทั้งหลักคุณธรรม'
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๐ กรกฎาคม ๒๕๓๕

● ความจริงใจทำการใดก็สำเร็จ...

'ความจริงใจต่อผู้อื่นเป็นคุณธรรมสำคัญมากสำหรับผู้ที่ต้องการความสำเร็จและความเจริญ
เพราะช่วยให้สามารถขจัดปัดเป่าปัญหาได้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอันเกิดจากความกินแหนงแคลงใจ
และเอารัดเอาเปรียบกัน นอกจากนั้น ยังทำให้ได้รับความเชื่อถือไว้วางใจ และความร่วมมือสนับสนุนจากทุกคนทุกฝ่าย
ที่ถือมั่นในเหตุผลและความดี ผู้มีความจริงใจจะทำการสิ่งใดก็มักสำเร็จได้โดยราบรื่น' ●
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๕

● ต้องศรัทธาในงาน...

'งานทุกอย่างมีบุคคลซึ่งมีชีวิตจิตใจ มีความนึกคิดเป็นผู้กระทำ ถ้าผู้ทำมีจิตใจไม่พร้อมจะทำงาน เช่น ไม่ศรัทธาในงาน ไม่สนใจผูกพันกับงาน
ผลงานที่ทำก็ย่อมบกพร่อง ไม่คงที่ ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติมีศรัทธา เข้าใจซึ้งถึงประโยชน์ของงาน พร้อมใจและพอใจที่จะขวนขวายปฏิบัติงานโดยเต็มกำลังความสามารถ งานจึงจะดำเนินไปได้โดยราบรื่น และบรรลุผลตามที่มุ่งหมาย' ●
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๐ กรกฎาคม ๒๕๓๖

● คิดก่อนพูดและทำ...

'ความคิดนั้นเป็นแม่บทใหญ่ของการพูดและการกระทำ เพราะกิจที่จะทำคำที่จะพูดทุกอย่างล้วนสำเร็จมาจากความคิด
การคิดก่อนพูดและก่อนทำจึงช่วยให้บุคคลสามารถยับยั้งคำพูดที่ไม่สมควร หยุดยั้งการกระทำที่ไม่ถูกต้อง' ●
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๐

● พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น...

'ผู้หนักแน่นในสัจจะ พูดอย่างไรทำอย่างนั้น จึงจะได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธา เชื่อถือ
และความยกย่องสรรเสริญจากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทำ คือ พูดจริงทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญ
ในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด' ●
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๐

● รู้จักประมาณตน...
'การรู้จักประมาณตน ได้แก่ การรู้จักและยอมรับว่าตนเองมีภูมิปัญญาและความสามารถด้านไหน เพียงใด
และควรจะทำงานด้านไหน อย่างไร การรู้จักประมาณตนนี้ จะทำให้คนเรารู้จักใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ได้ถูกต้อง
เหมาะสมกับงาน และได้ประโยชน์สูงสุดเต็มตามประสิทธิภาพ ทั้งยังทำให้รู้จักขวนขวายศึกษาหาความรู้
และเพิ่มพูนประสบการณ์อยู่เสมอ เพื่อปรับปรุงส่งเสริมศักยภาพที่มีอยู่ในตนเองให้ยิ่งสูงขึ้น' ●
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๑

                                             *     ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ     *

Vichitr Thongthua
Credit  :  contact@motorexpo.co.th
November  29 – December  10,  2019




 2 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2019, 11:18:26 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                               รวมคำสอนของ ‘พ่อ‘ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ แรงบันดาลใจ เรื่องการดำเนินชีวิตและชีวิต และการทำงาน และการทำงาน

                                

    ตั้งแต่ทรงครองราชย์ จากอดีตจนถึงปัจจุบันนั้น 'ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ' ทรงมีพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสกับปวงชนชาวไทยนานัปการ ในการให้ทุกคนได้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคม และทรงเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพวกเราในทุกๆ ด้าน ซึ่งหากเราใส่ใจและสนใจนำพระราชดำรัสมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันของพวกเรา ทั้งด้านความคิดด้านการงาน ครอบครัว และการใช้ชีวิตแล้ว เชื่อแน่ว่าจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นอย่างแน่นอน
พระราชดำรัสของพระองค์ที่มอบให้แก่พวกเราชาวไทยในหลากหลายเรื่องนั้น ล้วนแล้วแต่มีคติสอนใจที่อยากให้ทุกคนนำมาประพฤติปฏิบัติเพื่อความสุข ความสำเร็จ และความเจริญของเราเปรียบเสมือนเป็น 'คำสอนของพ่อ’ ที่ยิ่งใหญ่ และมีคุณค่า
ต่อไปนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระองค์ได้ให้พระบรมราโชวาทในโอกาสต่างๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติตนเป็นคนดี การทำงาน และการใช้ชีวิตในสังคม เชื่อว่าหลายๆ พระบรมราโชวาทที่พระองค์มอบให้นั้น พวกเราคงเคยได้ยินกันบ่อยๆ แต่จะมีใครรู้ไหมว่าพระบรมราโชวาทนั้น เกิดขึ้นที่ไหน และเมื่อใด

 ● ขอน้อมนำพระบรมราโชวาท มาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์และสิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งพระบรมราโชวาทที่คัดเลือกมานี้ สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และแก้ไขปัญหาการทำงานได้ด้วย ●
                                                                          
● การทำความดี...
 'การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่ว ซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่ และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว แต่ละคนจึงต้องตั้งใจ และเพียรพยายามให้สุดกำลัง ในการสร้างเสริมและสะสมความดี’ ●   พระบรมราโชวาทพระราชทาน แก่ผู้สำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สวนอัมพร                                   ๑๔ สิงหาคม ๒๕๒๕

● คนเราต้องเตรียมตัว...
'คนเราต้องเตรียมตัว เพื่อที่จะเผชิญปัญหาต่างๆ ในชีวิต แต่การเตรียมตัวนั้น ก็ต้องมีความรู้ประกอบด้วย มีการฝึกนิสัยใจคอของตนให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคได้ด้วย สิ่งที่สำคัญในการฟันฝ่าอุปสรรคในชีวิตคือ ต้องรู้จัก ตัวเอง รู้ว่าตัวกำลังทำอะไร รู้ว่าตัวต้องการอะไร’ ●
กระแสพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ นักศึกษาวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ เชียงใหม่
๓ มกราคม ๒๕๑๖

● คนเราต้องมีความสบายใจ...
'ความสบายใจของคนเป็นของที่หายาก คนเราต้องมีความสบายใจ จึงจะมีชีวิตที่ราบรื่นได้' ●
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงาน '๕ ธันวา วันมหาราช’ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
๕ เมษายน ๒๕๒๑

● เมื่อมีโอกาสทำงาน...
การทำงาน...'เมื่อมีโอกาสและมีงานทำ ควรเต็มใจ ทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้ หรือเงื่อนไขอันใด ไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆ นั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใด ย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยัน และความซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น' ●
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา
๘ กรกฎาคม ๒๕๓๐

● ต้องปรับปรุงตัวตลอดเวลา...
'การดำรงชีวิตที่ดีจะต้องปรับปรุงตัวตลอดเวลา การปรับปรุงตัวจะต้องมีความเพียรและความอดทน เป็นที่ตั้ง
ถ้าคนเราไม่หมั่นเพียร ไม่มีความอดทน ก็อาจจะท้อใจไปโดยง่าย เมื่อท้อใจไปแล้ว ไม่มีทางที่จะมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองแน่ๆ' ●
พระบรมราโชวาท พระราชทาน แก่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนจิตรลดา
๒๗ มีนาคม ๒๕๒๓

● ต้องช่วยกันทำ...
'ต่างคนต่างมีหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเฉพาะหน้าที่นั้น เพราะว่าถ้าคนใดทำหน้าที่เฉพาะของตัว โดยไม่มองไม่แลคนอื่น งานก็ดำเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุว่างานทุกงานจะต้องพาดพิงกัน จะต้องเกี่ยวโยงกัน ฉะนั้นแต่ละคน จะต้องมีความรู้ถึงงานของผู้อื่น แล้วช่วยกันทำ' ●
พระราชดำรัส พระราชทานแก่ คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
๔ ธันวาคม ๒๕๓๓

● ต้องตั้งเป้าหมาย
'...การทำงานใดๆ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ควรอย่างยิ่งที่จะตั้งเป้าหมาย ขอบเขต และหลักการไว้ให้แน่นอน เพราะจะช่วยให้สามารถ ปฏิบัติมุ่งเข้าสู่ผลสำเร็จได้โดยตรง และถูกต้องพอเหมาะพอดี เป็นการป้องกัน และขจัดความล่าช้า ความสิ้นเปลือง ความเสียเปล่า ทุกอย่างได้อย่างสิ้นเชิง...' ●
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๑๗ กรกฎาคม ๒๕๓๐
 
● การคิดก่อนพูด…
'หลักของคุณธรรม คือ การคิดด้วยจิตใจที่เป็นกลาง ก่อนจะพูดจะทําสิ่งไร จําเป็นต้องหยุดคิดเสียก่อน เพื่อรวบรวมสติให้ตั้งมั่น และจิตสว่างแจ่มใส ซึ่งเมื่อฝึกหัดคุ้นเคยชํานาญแล้ว จะกระทําได้คล่องแคล่ว ช่วยให้สามารถแสดงความรู้ความคิดในเรื่องต่างๆ ให้ผู้ฟังได้เข้าใจได้ง่าย ได้ชัด ไม่ผิด ทั้งหลักวิชา ทั้งหลักคุณธรรม...’ ●
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๓๕

● ความเจริญในการทำงาน…
'ความเจริญของคนทั้งหลาย ย่อมเกิดมาจากประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพชอบเป็นหลักสําคัญ ผู้ที่จะสามารถประพฤติชอบ และหาเลี้ยงชีพชอบได้ด้วยนั้น ย่อมจะมีทั้งวิชาความรู้ ทั้งหลักธรรมทางศาสนา เพราะสิ่งแรกเป็นปัจจัยสําคัญสําหรับใช้กระทําการทํางาน สิ่งหลัง เป็นปัจจัยสําคัญสําหรับส่งเสริมความประพฤติและการปฏิบัติงานให้ชอบ คือ ให้ถูกต้องและเป็นธรรม' ●
พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ครูโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนา อิสลาม ๔ จังหวัดภาคใต้จังหวัดปัตตานี
๒๔ สิงหาคม ๒๕๑๙

● คนดี…
'ในบ้านเมืองนี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดีไม่มีใครที่จะทําให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทําให้ บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทําให้ทุกคนเป็นคนดีหากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอํานาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...' ●
พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมชนลูกเสือแห่งชาติค่ายลูกเสือวชิราวุธจังหวัดชลบุรี
๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๒

● ความสามัคคี...
'สามัคคีนี้ก็คือ การเห็นแก่บ้านเมือง และช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง ด้วยการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และทํางานด้วยการซื่อสัตย์สุจริต ต้องส่งเสริมงานของกันและกัน และไม่ทําลายงานของกันและกัน มีเรื่องอะไรให้ได้พูดปรองดองกัน อย่าเรื่องใครเรื่องมัน และงานก็ทํางานอย่างตรงไปตรงมา นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม...' ●
พระราชดํารัสที่พระราชทานในพิธีประดับยศนายตํารวจชั้นนายพล
๑๕ มกราคม ๒๕๑๙

● คนเราจะต้องรับและจะต้องให้...
'คนเราจะเอาแต่ได้ไม่ได้ คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ หมายความว่า ต่อไปและเดี๋ยวนี้ด้วยเมื่อรับสิ่งของใดมา ก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้น ให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีให้หมู่คณะและในชาติ ทำให้หมู่คณะและชาติประชาชนทั้งหลายมีความไว้ใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วย ด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้' ●
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น
๒๐ เมษายน ๒๕๒๑










 








 3 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2019, 06:43:21 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                  รู้จัก "ซิสเตอร์ อานา โรซ่า ซิโวรี"
                                         รู้จัก "ซิสเตอร์ อานา โรซ่า ซิโวรี" แห่งร.ร.เซนต์แมรี่ จ.อุดรฯ ล่ามและพระญาติของ "โป๊ปฟรานซิส"

เผยแพร่: 22 พ.ย. 2562 13:54   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเป็นอย่างมากสำหรับการเสด็จเยือนประเทศไทยของพระสันตปาปาฟรานซิสในช่วงระหว่างวันที่ 20 - 23 พ.ย. 2562 นี้

                                 


ทั้งนี้นอกจากจะมาเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของรัฐบาลไทยและสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทยแล้ว...

การมาครั้งนี้ของโป๊ปฟรานซิสยังถือเป็นการได้มาพบปะกับพระญาติของพระองค์อย่าง "ซิสเตอร์ อานา โรซ่า ซิโวรี" (Sister Ana Rosa Sivori) วัย 77 ปี ที่มาเป็นมิชชันนารีอยู่ในประเทศไทยอีกด้วย

โดยก่อนหน้านี้สำนักข่าว AP ได้เปิดเผยเรื่อราวที่ชวนมหัศจรรรย์นี้ โดยระบุว่า "ซิสเตอร์ อานา โรซ่า ซิโวรี" ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนหรือผู้ช่วยครูใหญ่โรงเรียนเซนต์แมรี่ ที่จังหวัดอุดรธานี นั้นหาใช่ "ซิสเตอร์" ทั่วๆ ไป หากแต่มีสถานะเป็นพระญาติของผู้นำศาสนจักรโรมันคาทอลิกองค์ปัจจุบัน เนื่องจากคุณปู่ของซิสเตอร์กับคุณตาของโป๊ปฟรานซิสนั้นเป็นพี่น้องกันนั่นเอง

ทั้งนี้ "ซิสเตอร์ อานา โรซ่า ซิโวรี" ซึ่งเป็นชาวอิตาลี ได้ออกบวชตั้งแต่สาวๆ ก่อนติดตามพ่อแม่ไปอยู่ที่ประเทศอาร์เจนตินา และย้ายมาทำงานเป็นมิชชันนารีที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509

ซิสเตอร์ อานา โรซ่า ซิโวรี ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้วตอนสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จเยือนเมียนมานั้นตนไม่อยากจะไปรบกวนท่าน จึงไม่ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าแต่อย่างใด

ส่วนการเสด็จเยือนไทยครั้งนี้โป๊ปฟรานซิสได้มอบหมายหน้าที่ล่ามให้กับท่านเพราะซิสเตอร์ อานา โรซ่า ซิโวรี นั้นสามารถพูดภาษาไทยชัดเจน แถมยังเข้าใจภาษาสเปนและอิตาลี อีกด้วย

ในตอนท้ายของการสัมภาษณ์ ซิสเตอร์ อานา โรซ่า ซิโวรีเผยว่าสำหรับอนาคตตนนั้นคงจะอยู่ที่ประเทศไทยตลอดไปเพราะทางด้านของโป๊ปฟรานซิสได้บัญชาว่างานของซิสเตอร์อยู่ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นอย่าย้ายซิสเตอร์ไปที่ไหนเด็ดขาด...

 4 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2019, 05:51:45 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                         พระสันตะปาปาตรัสประทานกำลังใจชาวไทย
                                                             พระดำรัส'พระสันตะปาปา'ประทานกำลังใจ ในโอกาสเสด็จเยือนไทย
วันเสาร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.55 น.

                                         
                                                                            โป๊ปฟรังซิส พระสันตะปาปา พระดำรัส
 
เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา เมื่อเวลา 18.00 น.(ตามเวลาประเทศไทย) สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงมีพระดำรัสผ่านทางวีดิทัศน์ ก่อนเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20 - 23 พฤศจิกายนนี้ โอกาสนี้ได้ประทานกำลังใจแก่ชาวไทยที่ได้ร่วมส่งเสริมความสมัครสมานสามัคคี และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ทั้งในประเทศของตนเองและตลอดจนทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

      บรรดามิตรสหายที่รัก ในโอกาสก่อนที่พ่อจะเดินทางไปยังประเทศไทย พ่อขอกล่าวกับลูกทุกคนด้วยความรักพ่อทราบดีว่า เชื้อชาติที่หลากหลาย และมากมายด้วยชนชาติกอปรกับการมีขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ายิ่งประเทศไทยได้ทำงานอย่างแข็งขัน เพื่อสนับสนุนความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ไม่ใช่เพียงแค่สำหรับประชาชนในประเทศเท่านั้น แต่รวมถึงทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วยบ่อยครั้งในโลกใบนี้ต้องเผชิญกับความบาดหมาง การแตกแยก และการกีดกัน การให้คำมั่นสัญญานี้จะนำมาซึ่งความสมัครสมานสามัคคี ให้เกียรติศักดิ์ศรีแก่ทุกคนไม่ว่าทั้งชาย หญิง และเด็กทั้งเป็นแรงบันดาลใจในความพยายามของพี่น้องเพื่อนมนุษย์ชายหญิงทั่วโลกเพื่อช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้มีการพัฒนามากขึ้นในความเป็นครอบครัวมนุษยชาติของพวกเรา

อีกทั้งมีความสมัครสมานสามัคคีกัน ในความยุติธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติตลอดการเดินทางของพ่อ จะได้มีโอกาสพบปะกับคริสตชนคาทอลิกในประเทศไทยเพื่อจะมอบกำลังใจแก่พวกเขา ในความเชื่อ และสิ่งที่ได้ร่วมมือแบ่งปันต่อสังคมโดยรวม พวกเขาเป็นคนไทยที่จะต้องทำหน้าที่เพื่อประเทศของตน

พ่อก็มีความหวังในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางมิตรภาพที่ร่วมแบ่งปันกันกับพี่น้องพุทธศาสนิกชนชายหญิงผู้ซึ่งเป็นประจักษ์พยานถึงคุณค่าแห่งความอดทนอดกลั้น และความสามัคคีปรองดองกันซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง พ่อเชื่อมั่นว่า การเยี่ยมเยียนของพ่อนี้ จะช่วยให้ตระหนักถึงความสำคัญอย่างชัดเจนของการเสวนาศาสนสัมพันธ์ ด้วยความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งทั้งการร่วมมือทำงานกันฉันพี่น้อง เป็นพิเศษในเรื่องการทำงานบริการเพื่อคนยากจนเพื่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างมากที่สุด และการทำงานเพื่อสันติภาพ ซึ่งในช่วงเวลานี้เราจำเป็นต้องทำงานอย่างมากเพื่อสันติภาพ พ่อทราบดีว่า

ขณะนี้มีผู้คนกำลังทำงานเพื่อเตรียมการเดินทางเยี่ยมเยือนของพ่อ ขอขอบคุณทุกคนจากส่วนลึกในหัวใจของพ่อ ช่วงวันเวลาเหล่านี้ พ่อขอนำพวกลูกทุกคน ผู้เป็นมิตรสหายที่รักรวมเข้าไว้ในคำภาวนาของพ่อ เพื่อลูกทุกคน เพื่อครอบครัว และเพื่อประเทศของลูกทั้งขอกล่าวด้วยว่า ได้โปรดอย่าหยุดที่จะภาวนาเพื่อพ่อด้วยเช่นเดียวกัน ขอขอบคุณ

      Credit  :  แนวหน้า ออนไลน์  17 พฤศจิกายน  2562

 5 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2019, 09:39:31 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

      ชายตาหยีหมุนรอบตัวด้วยเท้าปักพื้นข้างเดียว  หันร่างออกไปคล้ายจะวิ่งหนี  และ ด้วยการหมุนตัวกลับก็ยกเท้าขึ้น และเตะคนกรีกที่คอหอย  ทำให้มันกระเด็นกลับล้มลงไปที่พื้นกระดานเรือ พยายามหายใจ  เมื่อเจ้าคนครึ่งชาติพุ่งเข้ามา  และเจ้าหนุ่มน้อยพุ่งเข้ามาด้วย  ขฯะที่เท้าของคนผิวเหลืองยังคงลอยอยู่ในอากาศ  เจ้าหนุ่มน้อยเส้นขนรอบตัวสวย ได้เหวี่ยงหมัดเข้าใส่ใบหน้าของคนผิวเหลือง  แต่ปรากฎว่าหน้าของเขาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว  มือของคนตาหยีพุ่งผ่านเข้าหาอย่างรวดเร็ว  และร่างของหนุ่มน้อยตัวใหญ่ หมุนรอบตัว  บ่ายหน้ากลับไปตรงที่เขาขยับออกมา   ณเวลาที่ คนกรีกย่ำมาตามพื้นกระดาน  ที่คนผิวเหลืองกำลังพันตูอยู่กับเจ้าหนุ่มน้อยร่างใหญ่ที่ลอยอยู่ตรงเข่าสองข้างของเขา  ด้วยเครื่องหมายแสดงความเสียใจ  เขางอมือกำแน่นรูปกำปั้นประหลาดและชกอย่างแรงเข้ที่กกหูของหนุ่มน้อยร่างใหญ่นั้น  ทำให้มันล้มไปข้างหน้าลงที่พื้นเรือ  หมดสติทันที  ตัวมันเองอาจทำให้ดั้งจมูกของตนเองหักในการล้มนั้น  ขณะที่คนผิวเหลืองใช้มีอรับประคองศีรษะ ค่อยวางลงที่พื้นกระดานเรือ
 
      คนตาหยี หันไปมองกลุ่มทาสอื่นๆ  " ฉันขออภัยสำหรับการกระทำที่ไม่สบายตาของพวกท่าน แต่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ "  เขาคุกเข่าลงที่พื้น ใช้มืกอบเอาอาหารที่ตกลงที่พื้นกระดานเรือใส่คืนเข้าไปในหม้อเหล็กประจำตัว   ทำความสะอาดตรงนั้นและเมื่อเสร็จสรรพ  เขายืนขึ้น  หันไปมองคนอื่น แล้วโค้งคำนับช้าๆ

      คาสคาอ้าปากค้าง  ช่างเหมือนนรกเลยหรือ?  เราไม่เคยเห็นอะไรเหมือนเช่นนี้  กลืนอาหารลงคอแบบฝืดมาก  เขาเช็ดปากด้วยหลังมือที่ขนรุงรังข้างหนึ่ง  แล้วเดินตรงไปหาคนผิวเหลืองตัวเล็ก  ถามว่า " คุณเป็นคนชนิดใด น้องชาย?"  ฉันจำได้ว่าฉันถามคุณแบบนี้เมื่อวานนี้  แต่คุณไม่ตอบ และหลังจากที่ฉันเห็นคุณกำราบสองคนร่างยักษ์นี้แล้ว  ยิ่งทำให้ฉันอยากทราบหลายอย่างจากปากของท่าน  จะบอกฉันได้หรือยัง?"

      คนตัวเล็กมองข้ามหัวคาสคาและท่าทางยืนหยัดในสิ่งที่เขาจะพูด  " ฉันคือซิวเหล่าเซ " เสียงของเขานุ่มนวลและสุภาพ ก่อให้เกิดความรู้สึกพอใจกับตนเองว่าคนที่ฟังรู้สึกพอใจที่ได้ยิน  แต่แล้ว เสียงของเขาแหลมขึ้น  " ทำไมคุณพี่สนใจเรื่องของฉัน มากอย่างนี้ ท่านนายทัพ?  คาสคารีบตอยว่า " ฉันไม่ใช่ทหาร  แต่เป็นทาสเยี่ยงท่าน "

 6 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2019, 11:01:45 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                         คาสคา – ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 40 - 43
                                                                          ประพันธ์โดย  Barry Sadler เมื่อปี 1979                                                                                      Alan Petervich เริ่มแปลและเรียบเรียงเมื่อ เมษายน 04 , 2014  ถึงวันนี้ หน้า 40 – 41 – 42 – 43

                                         

      แปลกมากขึ้นคือวิธีการที่เขาปฏิบัติร่อนไปรอบๆเหล่าทาสอื่นๆ  คนร่างเล็กไม่ส่งเสียงอะไรออกมา แสดงว่าเป็นผู้มีมารยาทดี  ไม่แสดงอะไรที่เป็นที่สะดุด เมื่อเขาเลือกปฏิบัติไปตามวิธีการของเขา  ด้วยหน้ายิ้มเรียบๆ และทำท่าขอบคุณพวกเลวๆทั้งหลาย ที่ปล่อยให้เขาทำท่าทางตามที่เขาปรารถนา  อาจจะมีอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นในสมองของคนตัวเล็กที่น่าจะส่งถึงชั้นฟ้าสู่บรรดาพระทั้งหลาย  เมื่อวันสว่างเต็มที่  คาสคาเฝ้ามองดูบรรดาทาสคนอื่นๆก็ทีละน้อย รู้สึกจะได้ประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆจากคนตัวสีเหลือง  จนกระทั่งเขาไม่รู้สึกสนใจต่อไป  คืนนั้น  หลังอาหารเย็น  เขาก็เดินไปหาคนผิวสีเหลืองตัวเล็ก และถามว่า
 " ทำไมคุณปล่อยให้พวกเขาทำกับคุณอย่างนั้น  คุณคนผิวเหลือง"?
     
      ดวงตาสีน้ำตาล ในสีหน้าเรียบเฉยมองดรงที่คาสคา  ไม่มีริ้วรอยแห่งความกลัวใดๆในชายคนนั้น  อะไรก็ตามที่มีคนทำกับเขา มิได้ทำเพราะเขากลัวคนแน่นอน

      คนผิวเหลืองยิ้ม  ฟันของเขาเรืองแสงสะท้อนสีขาวออกมาในแสงที่เริ่มสลัว  " ไม่ใช่คืนนี้นะคุณ  คืนนี้เรานอนแบบคนเถื่อนแน่ๆ  ขอนอนคืนนี้ก่อน  วันพรุ่งนี้เราจึงจะตอบคำถมของคุณ  เพราะมันเป็นไปตามที่ท่านเล่าซือคอนฟูชีอูสกล่าวไว้ เพื่อสอนเราให้รู้จักเรียนรู้  พรุ่งนี้เราทั้งสองจะได้เรียนรู้มากกว่านี้ "

      ขณะที่เขานอนลงบนเสื่อฟางคืนนั้น  คาสคาคิดถึงคนตัวเล็กประหลาดที่ดวงตาเป็นประกาย  แต่ในที่สุด เขาหยุดที่จะพิจารณาลงลึกมากก่านี้  ในสิ่งที่คนผิวเหลืองหมายถึง   และ เมื่อเขาส่งเสียงคำรามทางจมูกออกมา  หมุนตัวตะแคงขวา  และปล่อยให้เสียงอื๊ดอ๊าดจากการโยกของลำเรือ เป็นเสียงกล่อมให้เขาหลับต่อไป

      และเมื่อวันใหม่มาถึงเหมือนทุกวัน  เช่นวันอื่นๆ  เพราะการหลับในตอนกลางคืนนั้นทำให้เขาลืมคิดถึงคนผิวเหลืองไปจนตื่นขึ้นมาในวันใหม่  จนกระทั่งถึงเวลาอาหารมื้อเย็น  ก็เกิดเรื่อง

      ส่วนแบ่งอาหารของทาสลดลงเห็นได้จากหม้อดำใบใหญ่  ใครที่มองดูจะเห็นบริการแบบนี้ในกองเรือมาเป็นร้อยๆปีมาแล้ว   อาหารทุกมื้อ มีการเตรียมพร้อมในที่เฉพาะที่สามารถตั้งเตาไฟให้ความร้อนได้  ที่เปิดโล่งบนกองทรายที่กราบเรือ  หม้อทองเหลืองถูกวางแทนเตาใหญ่  ีการระวังเป็นพิเศษเมื่อก่อไฟเพื่อทำอาหารบนเรือใบขนาดใหญ่นี้  เมื่ออาหารพร้อม  หม้อบรรจุอาหารยกลงตั้งข้างกราบเรือ  เหล่าทาสต่างมายืนรออาหารตามตำแหน่งที่ยอมกันว่า ใครอยู่หัวแถว และคนถัดไปเป็นใครดังนี้ไปจนคนสุดท้าย ในมือถือหม้อขนาดเล็กสำหรับใส่อาหารที่ปันส่วนมาให้แต่ละคน   โดยธรรมชาติที่ทุกคนต้องยอมก็คือ  คาสคายืนเป็นคนหัวแถวอันดับที่หนึ่ง  เพราะเขาเป็นคนแข็งแรงที่สุด  คนแข็งแรงที่สุดต้องเป็นคนได้รับอาหารก่อนเพื่อน  คาสคา เขาถือหม้อโลหะเล็กใส่อาหารที่เป็นสตูว์เนื้อปลา เดินไปนั่งไขว้ขาที่พื้นเรือ ใช้นิ้วคีบเอาอาหารจากหม้อเล็กส่งเข้าปาก  บางครั้งก็เลียริมฝีปากเพื่อขจัดเศษอาหารติดเล็กน้อย

      ความโกลาหลในแถวที่รอเข้ารับอาหารเกิดขึ้น ทำให้คสคาต้องเอาใจใส่ 

      คนผิวเหลืองตัวเล็กมีปัญหา 
      เขาเฝ้ารอรับอาหารเป็นคนสุดท้ายของแถว เพราะรูปร่างเล็กกว่าคนอื่น  เขาพอใจที่อยู่ในสถานะนั้น  ขณะที่ก้มสีรษะเดินผ่านทาสผู้สูงอายุ เพื่อไปรับอาหารส่นของเขา  เมื่อได้รับอาหารส่วนแบ่งใส่ภาชนะหม้อโลหะแล้ว  เขาเดินเพื่อจะไปหาที่นั่งรับประทานอาหาร  ก็ปรากฎว่า ชายสองคนนึกสนุกในการจะเล่นแกล้งคนตัวเล็กผิวเหลือง

       คนหนึ่งเป็นคนหนุ่มอายุราวยี่สิบปี  ขนที่ปรากฎตามแขนขาและลำตัวสีสวย  ลักษณะท่าทางดูได้  รวมทั้งหนวดเคราบนใบหน้าแลปาก  อีกคนลักษณะเลือดผสม  คือกรีกและเปอร์เซีย  เจ้าพันธ์ผสมตัวโตและท่าทางแข็งแรง  คนนี้ดูเหมือนเคยท้าคาสคามาประลองกำลังเพื่ออยู่ในฐานะผู้นำแถวในเรื่องต่างๆ  อย่างไรก็ดี  เขามองเห็นอะไรบางอย่างในตัวคนร่างใหญ่ท่าทางบึกบึนมากกว่า และลักษษะเป็นนายทหารยศสูงแน่  ก็เลยปล่อยให้คาสคเป็นหัวหน้าต่อไป  ดังนั้น คาสคาจึงไม่คิดจะ"เตะตูด" เจ้าหมอนี่ แต่คนผิวเหลืองคงไม่คิดเช่นนั้น  และก็เลยเกิดการต่อสู้แบบยุติธรรมเกิดขึ้น!

      เมื่อคนตาหยีเล็กน้อยถือเอาหม้อใส่อาหารและเริ่มตรงไปที่เขาเคยเลือกไว้  เจ้าทาสหนุ่มผมบล็อนแกล้งเขา  ปัดหม้ออาหารของเขาตกลงที่พื้นกราบเรือ  เจ้าคนผมบล็อนและลูกผสมคิดว่างานสนุกใหญ่นี้เกิดแล้ว พร้อมกับบอกให้คนผิวเหลืองกินอาหารที่หล่นลงที่พื้นเรือเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง  โดยมองว่าเ่ทาที่ปรากฎนั้นเป็นสัตว์อะไรสักอย่างกระมัง  หรืออาจจะเป็นลิงชนิดหนึ่ง ว่าเข้าไปนั่น

      คนผิวเหลืองกระโดดแผล็วจากส่วนล่างของเรือ ขึ้นมาาที่กราบเรือ  สีหน้ายิ้มแย้ม  เขาเหวี่ยงเนื้อสตูว์ผ่านเสื้อคลุมสีส้มออกไปแล้วหันไปเผชิญหน้ากับคนสองคนนั้น  ขณะโค้งคำนับอย่างสุภาพ  เขากล่าวว่า  " ท่านผู้ทรงเกียติขอรับ  เป็นความประสงค์ของท่านที่จะแกล้งเราอย่างนั้นหรือ?  เราทำอะไรให้ท่านไม่พอใจหรือ?  ถ้าเช่นนั้น  ก็ขอโทษด้วยใจจริงเป็นอย่างสูง เพราะเรามิได้ตั้งใจทำเช่นนั้น  เรามิได้ประสงค์ทำร้ายท่านทั้งสอง  เราเพียงปรารถนาท่านให้สนุกในชีวิตที่เต็มไปด้วยการคบค้าสมาคมกันขอรับท่านทั้งสอง "

      เจ้าคนลูกครึ่งไม่สามารถเชื่อคำพูดที่หูได้ยิน  แล้วมันก็เริ่มหัวเราะ  " ทำร้ายฉันนี่นะ ?  แกไม่ประสงค์ทำร้ายพวกเราใช่ไหมที่แกพูด  หา?  ไอ้คางคกเหลือง  ฉันจะสั่งสอนแกว่าการทำร้ายมันเป็นอย่างไรโว้ย! 

      คาสคเริ่มพลิกตัวตื่นขึ้น  และตั้งใจจะยุติการต่อสู้ที่ทำท่าจะเกิดขึ้น  เมื่อคนผิวเหลืองมองเห็นเขาและเดินมาหาเพื่อนั่งลงใกล้ๆ  อ้าว  ก็มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะห้ามปรามมิให้เกิดการทำร้ายกัน  บางทีคนผิวเหลืองอาจโดนตีกบาลโดยไอ้ยักษ์สองตัวก็จะได้สำนึกกระมัง  เขาจึงหันกลับไปรับอาหารที่รับประทานค้างอยู่  แต่ก็เฝ้าดูไม่หยุด 

      เจ้าลูกครึ่งกรีกยังคงพูดกับชายผิวเหลือง  พอใจในน้ำเสียงของตนมาก  เขาเริ่มบรรยายด่าพ่อด่าแม่ที่เป็นผู้ให้กำเนิดไอ้บ้าผิวเหลืองตาตี่คนนี้

      คนผิวเหลืองถอนหายใจคล้ายกับรำคาญเหนื่อยห่ายกับคนไม่รู้เรื่องทั้งสอง  และดูแล้วท่าทางมันทั้งสองจะกระโดดเข้าเหยียบทับเขาเป็นแน่  แต่ เขากลับทำมือแขนในท่วงท่าประหลาด ที่เป็นลักษณะเดียวกับที่คสคามองเห็นเขาปฏิบัติเช่นนั้นในการฝึกซ้อมแน่นอน 

      ท่าทางของคนผิวเหลืองที่ทำอยู่นั้นทำให้เจ้าลูกครึ่งโวยวายว่า " เอ็งทำอะไรวะ?  " พร้อมกับสบัดแขนยาวของเชาไปทางคนผิวเหลืองและตะครุบตรงบ่าของเขา  แต่ก่อนที่จะทราบว่าอะไรคืออะไรกิดขึ้น  เขาลอยละลิ่วขึ้นเบื้องบนในอากาศ  ตกลงหลังกระแทกพื้นเรือห่างออกไปสิบฟุตเต็มๆ  เสียงร่างตกกระทบพื้นดังสนั่น

      คนผิวเหลืองเปลี่ยนอริยบท  เขาหันไปหาเจ้าคนที่นอนแผ่หราอยู่ตรงนั้น  โค้งคำนับอย่างสุภาพ  ถามว่า " คุณจะกรุณาปล่อยคนโชคร้ายอย่างเราให้อยู่อย่างสงบจะได้หรือไม่  เราไม่ทำอันตรายคุณดอก  เขาพูดแบบมิใช่การล้อเลียนแน่  น้ำเสียงแสดงความจริงใจ  " โปรดอย่าบังคับใจเราให้กระทำสิ่งที่ไม่เป็นผลดีแก่ท่าน "

      เจ้าครึ่งชาติกรีกนอนแผ่หราสักครู่  งงงัน  แล้วลมหายใจฟื้นกลับมา  มันยืนขึ้น  และแล้ว  พร้อมกับเสียงคำรามลั่น  พุ่งตัวเข้าหาคนผิวเหลือง  มือสองข้างกางกว้างเจ้าหาเขา  ทำท่าว่าจะบีบคอให้หักตายคามือกระนั้น

     
       

     

 7 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2019, 09:06:26 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                       อาฟเตอร์ช็อก หลัง “บิ๊กแดง” ประกาศจุดยืน!

                                                         ทีมข่าวคิดลึก สยามรีฐ ออนไลน์ 14 ตุลาคม 2562 05:00  ประเด็นลึก

                                
 
      การบรรยายพิเศษ ของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก บรรยายพิเศษเรื่อง แผ่นดินของเราในมุมมองความมั่นคง ที่หอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ยังคงสร้าง “เอฟเฟกซ์” อย่างต่อเนื่อง จนถึงวันนี้

เพราะนับจากนาทีที่พล.อ.อภิรัชต์ ร่ายยาวถึงปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในบ้านเราว่าเป็นแบบไฮบริด คือเกิดสงครามแบบลูกผสม ไม่ใช่การรบพุ่งที่ใช้อาวุธเหมือนในอดีต หากแต่พัฒนาการรูปแบบก้าวล้ำไปมากขึ้น อีกทั้งยังประกาศชัดเจนว่า จะขวางไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 เพราะประเทศไทยจะแบ่งแยกมิได ้

นอกจากนี้ พล.อ.อภิรัชต์ ยังชำแหละถึงปัญหาการเมืองในบ้านเรา ว่ามาจากคนกลุ่มใดบ้างทั้งกลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มนักวิชาการพวกซ้ายดัดจริต ไปจนถึงพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่มีลักษณะ ฮ่องเต้ซินโดรม

แน่นอนว่า ฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับพล.อ.อภิรัชต์ อย่าง พรรคอนาคตใหม่ ไม่สามารถนั่งนิ่งตกเป็น “เป้าโจมตี”อยู่ฝ่ายเดียว ดังนั้นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ “กุนซือ” จึงเปิดที่ทำการพรรค เพื่อเล็คเชอร์วิชาการว่าด้วยการเมือง การปกครอง โดยเฉพาะการตอบโต้ในทุกประเด็นที่พล.อ.อภิรัชต์ บรรยายพิเศษ อย่างดุเดือด

จากท่าทีของทั้งพล.อ.อภิรัชต์ และปิยบุตร กำลังกลายเป็นความเคลื่อนไหวที่หลายคนเฝ้าจับตามองด้วยความวิตกกังวล ว่าที่สุดแล้วบรรยากาศการเมืองไทย หลังการเลือกตั้ง อาจจะไม่ได้จบอยู่ในเวทีสภาผู้แทนราษฎร เสียแล้ว

เมื่อการปะทะกันทางความคิด ระหว่าง “ขุนทหาร” คือ พล.อ.อภิรัชต์ กับปิยบุตร จากพรรคอนาคตใหม่ต่างออกมาในลักษณะของการ “ประจันหน้า” มากกว่าที่จะประนีประนอม หาจุดลงตัวร่วมกันได้ยาก !

อาฟเตอร์ช็อก หลังจากที่เกิดปฏิกริยาตอบโต้ พล.อ.อภิรัชต์ จากฝ่ายการเมืองทั้งพรรคอนาคตใหม่ และพรรคเพื่อไทยกำลังถูกโยงไปถึงขั้นที่ว่า โอกาสที่การเมืองจะออกมาเล่น “นอกสภาฯ” พาประชาชนลงมาเคลื่อนไหว ต่อต้านกองทัพและรัฐบาลของ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บนท้องถนนจะเกิดขึ้นได้หรือไม่

สถานการณ์การเมืองวันนี้เดินไปไกล เกินกว่าจะใช้ “เวทีสภาฯ” เป็นคำตอบ แม้จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้วก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อ “คู่ขัดแย้ง” ทางความคิด และทางการเมือง ไม่ได้ถูกจำกัดเอาไว้ที่ “นักการเมือง”ด้วยกันเอง หากแต่ ยังมี “กองทัพ” เข้ามามีบทบาทสำคัญ

อย่างไรก็ดีการเดินสายของพรรคอนาคตใหม่ที่กำลังเป็นฝ่าย “ถือธงนำ” ล้ำหน้า พรรคเพื่อไทยที่กลายเป็นฝ่าย “เดินตาม” ทั้งที่เป็นพรรคอันดับหนึ่งมีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนพลาดท่าเสียทีกันกลางวงสัมมนา เพราะมีนักวิชาการ” เสนอแนวคิดให้แก้ “มาตรา 1” จนทำให้ “กอ.รมน.ภาค 4ส่วนหน้า” ใช้เป็นเหตุนำไปแจ้งความดำเนินคดีกับ “12 แกนนำ” ทั้งฝ่ายการเมืองและนักวิชาการในข้อหา มาตรา 116

วันนี้ เมื่อพล.อ.อภิรัชต์ เปิดหน้าชนกับ “กลุ่มการเมืองฝั่งตรงข้าม” อย่างตรงไปตรงมา เมื่อพรรคอนาคตใหม่ เลือกชูประเด็นการเมือง มากกว่าแก้ชูแนวทางแก้ไขปัญหาปากท้อง แต่มุ่งไปที่การแก้รัฐธรรมนูญ จนทำให้คนในสังคมระแวงว่าจะมีการแก้มาตรา 1ไปจนถึง “มาตรา 2”

สถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งทำให้เวทีในสภาฯไม่อาจรองรับและตอบสนอง “เป้าหมาย”ของฝ่ายการเมือง จนทำให้ กองทัพของ บิ๊กแดงที่เฝ้ามองความเคลื่อนไหว ต้องออกมาส่งสัญญาณ พร้อมรบนอกสภาฯอย่างที่เห็น

ที่เหลือที่ต้องติดตาม คือโอกาสและความเป็นไปได้ที่ การเมืองจะถูกดึงลงท้องถนน ได้หรือไม่ เพราะนี่คือ แนวรบสุดท้ายสำหรับพรรคอนาคตใหม่ที่ยังเหลืออยู่ !

Credit :  สยามรัฐ ออนไลน์ ทีมข่าวคิดลึก  14 ตุลาคม  2562


 8 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2019, 10:02:45 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                            ชมรมคนโสดคาทอลิกเสนอ “คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ หน้า 39“

นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า ประพันธ์โดย  Barry Sadler เมื่อปี 1979                                                                                                          Alan Petervich เริ่มแปลและเรียบเรียงเมื่อ เมษายน 04 , 2014  ถึงวันนี้

                                     
                                     http://
                                                                             หน้า 39 และเริ่ม บทที่  14

      การเดินทางจะกินเวลาประมาณ สิบสองหรือ สิบสามวัน  ขึ้นกับแรงลมและดินฟ้าอากาศ   มีเวลาพอสำหรับการพักผ่อน  คาสคาคิดเช่นนั้น  เขาเฝ้าสังเกตุเกาะเล็กเกาะน้อยหลายพันเกาะที่เรียงรายตามลาดไหล่ทะเล ซีคลาเดส  ถึงท่าเทียบเรือต่างๆนอกกาบของเรือ  ขณะที่เรือเดินสมุทรมหึมาเชิดจมูกเรือแหวกคลื่นฝ่าน้ำทะเลสีคล้ำเหมือนเหล้าองุ่น  มันน่าชื่นชมในการเฝ้าดูเกาะแก่งต่างๆและสูดเอาอากาศสดชื่นของทะเลที่ปกคลุมท้องฟ้าถึงสุดขอบฟ้า  มันดูเหมือนกองเรือประหลาดขนาดใหญ่ที่ลอยลำอยู่บนน้ำทะเลสีดำ ภายใต้ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส   มันเหมือนยามกองเกียรติยศของขบวนเรือที่บรรดาพระส่งมา เพื่อเร่งความเร็วให้ขบวนเรือรีบเดินทางไปสู่อิสระภาพโดยเร็ว

เขายิ้มลึกๆภายใน  ในความคิดแบบเด็กๆ  มันเป็นเวลาหลาย – หลายปีตั้งแต่ภาพฝันเกิดขึ้นในสมองที่ออกจะถือดีอย่างไม่ประสีประสา คล้ายกับการถูกคล้ายเศษไม้ที่ลอยน้ำอยู่กลางทะเลกว้าง   จากนั้น ก็เกิดอะไรบางอย่าง  ลางสังหรณ์ที่ดีไง  อะไรบางอย่างลึกในจิตใจของเขา  กำลังบอกเขาว่า อิสระภาพกำลังจะมาถึงแล้ว  แต่เขาก็ยังงงเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ว่า ไอ้พวกทาสคนอื่นจะคิดหรือเปล่าว่าพวกมันจะรู้หรือเปล่า นี่คือช่วงความคิดสั้นๆของเขา

เขาต้องเก็บความคิดเช่นนี้ไว้ระหว่างการเดินทาง  อีกครั้ง  เหมือนเช่นตอนที่เขาถูกนำครั้งแรกไปสู่เกาะเซรีโฟส  เขาไม่รู้สึกร่องรอยของการเมาคลื่นเลย  แม้แต่ในทะเลที่คลื่นลมเงียบสงบตอนนี้  ความเจ็บป่วยเกิดขึ้นกับทาสคนอื่นๆหลายคน  การโคลงเบาๆและเอียงไปมาของเรือ เพียงช่วยเขาให้ผ่อนคลายจากความนึกคิดเรื่องต่างๆขณะที่เขาพักผ่อน.

พวกเขาจากหมู่เกาะเหล่านั้นไป  รุ่งเช้าของวันที่สอง ในท้องทะเล  เมื่อเขาเดินขึ้นสู่ชั้นบนของเรือ  ก็มองเห็นด้านท้ายเรือคือหมู่เกาะอาชะยา  ปลายสุดด้านใต้ของประเทศกรีก  พวกเขาเคลื่อนตัวเข้าสู่ทะเลที่ไม่มีเกาะแก่งใดๆ  ที่ชาวกรีกเรียกว่าทะเลโยเนียน  เป็นมหาสมุทรที่แผ่กว้างสี่ร้อยไมล์ แยกประเทศกรีก ออกจากประเทศที่เคยมีพระจักรพรรดิ์และเป็นลูกศิษย์ นั่นคือ โรม.

ในสิบวันที่กล่าวนั้นลมนิ่งไม่ไหวติงเพียงสองครั้ง   ครั้นแล้ว เสียงเคาะกลองยาวไม้ก็ดังกระหึ่มขึ้นตามมาตรการ และทาสประจำหน้าที่ทุกคนก็เริ่มวาดกรรเชียงพร้อมๆกัน  การลงแส้ จะใช้เป็นบางครั้งเท่านั้นในเรือลำนี้  กัปตันมีชุดฝีพายประจำกรรเชียงพร้อม และประสงค์จะให้พวกเขามีสุขภาพดีนานเท่าที่สามารถจะทำได้  มีเพียงสองคนเสียชีวิตลงจากไข้เลือดออก ที่ทำให้ฟันทั้งแผงหลุดออกไป   กรณีอื่นก็คือ ที่กัปตันพยายามเคาะศีรษะทาสบางคนที่พายเรือผิดจังหวะ  เมื่อเขาพยายามกดไม้ถือลงที่ศีรษะทาสแรงมาก  แต่กระโหลกศีรษะทาสคนนั้นบางกว่าที่กัปตันคิด  แน่นอน  ที่เป็นอันตรายก็คือไม้ถือนั้นทำด้วยไม้เนื้อแข็งและยอดไม้เป็นแผ่นเงินหุ้มไว้.

คาสคาพยายามเก็บเนื้อเก็บตัวระหว่างการเดินทางนี้  แต่ ที่ไม่สามารถเมินเฉยได้ก็คือ  เขาสังเกตุเห็นบางสิ่งบางอย่างในบรรดาทาสเหล่านั้น  มันก็คงต้องมีอะไรบ้างจากทาสจำนวนสี่สิบห้าถึงหกสิบห้าคน  ทาสคนหนึ่งที่หนวดและเคราเพียงกำมือสีเทาทำให้ดูน่าสนใจ  มันยากที่จะบอกเพราะว่าสีของผิวสะท้อนคล้ายสีทองภายใต้การไหม้เกรียมของแสงอาทิตย์  ดวงตาทั้งสองข้างของเขาคล้ายกับใครบางคนที่คาสคาเคยเห็นในบรรดากลุ่มนักเดินทางจากตะวันออก ซึ่งมาที่ตลาดต่างๆในเยรูซาเลม  เว้นแต่ว่า  พวกเขาดูผิดเพี้ยนเล็กน้อย  ดูแล้วคล้ายกับสีหน้าคนง่วงซึม  ร่างของเขาบางแต่กล้ามเป็นมัดๆเข้าร่างนั้น
 
แต่ ที่มันมากก็คือ ชายคนนั้นได้ทำสิ่งที่ออกจะผิดปกติ  ทุกเช้าและทุกเย็น เขาจะทำพิธีอะไรบางอย่างที่แปลกประหลาดในการออกกำลัง  งอตัวบิดเบี้ยวคล้ายงู  สบัดแขนสองข้างทำท่าแปลกๆ   และท่าสบัดแข้งขาในท่วงท่าอื่นๆด้วยเวลานานพอสมควร  พร้อมกับพ่นลมปราณออกมาผ่านฟันและริมฝีปาก พร้อมกับขยับหุบและยื่นพุงเข้าออกพร้อมกับสูดลมหายใจ

ต่อไป  หน้า 40

 9 
 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2019, 08:50:15 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                            คาสคา – ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 38
                                                                       Casca : The Immortal Mercenary Page 38

     คาสคาได้เดินอย่างช้าๆลงจากเนินเขาไปยังที่ตั้งเหมือง  มัดม้วนกระดาษปาปิรุสอยู่ในมือของเขา และพยายามที่จะปรับรับข้อมูลทุกอย่างที่ได้รั่วไหลออกมา  เขายังคงอยู่ในสภาวะของความวุ่นวายใจเมื่อมินิตเตรอมาหาเขา

     " เพื่อน  เรื่องมันเป็นไปอย่างไร?  ทั้งหมดนั้นเป็นเอกสารปลดปล่อยตัวคุณใช่ไหม?  เขาให้เงินทองแก่คุณหรือเปล่า?   เกิดอะไรขึ้น?  บอกฉันซี เพื่อน "
     
     คาสคายิ้มแบบมีเลศนัยแบบปกติของเขา  " ฉันบอกคุณแล้วว่า ไอ้ลูกหมาตัวนี้มันซ่อนอะไรเอาไว้ในแขนเสื้อของมัน  มันซื้อตัวฉัน และกำลังจะทำให้ฉันเป็นนักดาบคนหนึ่ง "

     " นักดาบเหรอ? "

      " เรากำลังจะไปโรมเดิอนหน้า  เมื่อเขาถูกปลดหน้าที่ที่นี่  แต่ฉันก็คงได้โอกาสรับอิสระภาพ ถ้าฉันรับใช้เขาเป๋นอย่างดี และฆ่าคนมากพอในสนามนักกีฬาต่อสู้ "

      เขาจุปากเบาๆ  " ดี  สิ่งหนึ่ง เพื่อนยาก  ฉันกำลังจะจากเหมืองนี้ไป  และนั่นก็คือการปรับตัวดีขึ้น  ตอนนี้ฉันกำลังจะไปเก็บเสิ้อผ้าสิ่งของ และกลับไปที่คฤหาสน์ของเขา และทำงานที่นั่น จนถึงเวลาที่เราจะออกจากประเทศกรีกไป "

      มินิตเตรอหัวหมุนตอนนี้  หน้าของเขาบิดเบี้ยว และคาสคา ตอนนั้นคาสคาคิดว่าผู้ดูแลเหมืองร่างเล็กกำลังจะร้องไห้

      " ไอ้บ้า  มันไม่แฟร์เลย  มันควรจะปล่อยคุณเป็นอิสระ  ใครก็ตามที่แม้ทรงเกียติเล็กน้อย่าจะทำดีกว่านี้ "

      ความห่วงใยของมินิตเตรอ จับใจคาสคา  เขาวางมือโอบกอดรอบบ่าไหล่ของคนตัวเล็ก  " อย่ากังวลไปเลยเพื่อน  ทุกอย่างจะเรียบร้อย   ตามที่คุณพูด  ผมยังมีเวลาสำหรับเรื่องนี้  กลับบ้านไปเถอะ  ไปหาภรรยาของคุณ ลูชีอูส   คุณทำดีกับฉันมากพอแล้ว  ซึงฉันจะจำไว้ไม่รู้ลืม  คุณเป็นเพื่อนคนแรกที่ฉันมีในรอบห้าสิบห้าปี  นั่นมิใช่เรื่องเล็กน้อย  ไปบ้านเถอะเพื่อน  คุณจะได้แสดงความเมตตากับภรรยาให้เธอได้ชื่นใจ "

      เดือนนั้นผ่านไปโดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น  คาสคาได้รับการดูแลอย่างดีในคฤหาสน์ของเครสปา  ตนรับใช้สูงอายุ เป็นคนใจดี  และทาสคนอื่นๆก็กลัวเขา เพราะว่ามีรูปร่างและขนาดมัดกล้ามใหญ่โต  มินิตเตรอมาหาบ่อย เพื่อนัดแนะแลสรุปทุกอย่างที่เกิดขึ้นในจักรภพโรมันตั้งแต่คาสคาถูกนำตัวมาที่เหมือง   เพราะคิดว่า ความรู้เหล่านั้นจะช่วยถางทางไปสู่อิสระภาพของเขาได้  เขาจะเก็บข้อมูลปัจจุบันไว้ ทุกวัน  ถ้าเขาพลาด  อายุที่แท้จริงของเขาก็จะมีคนรู้แน่  เกมที่เตรียมไว้ก็จะไม่สำเร็จ  และโทษที่จะได้รับก็สุดพรรณาแน่นอน  ในช่วงเวลาเหล่านั้น   คาสคาใช้เวลาของเขา ฝึกเพลงาบในสวนหลังคฤหาสน์ของเครสปา  ท่ี่นั่นเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงฟันและแทงศัตรูสมมุติ ความอุ่นของแสงอาทิตย์ที่สาดกระทบส่วนหลัง ทำใไห้เขาพอใจมาก  ความรู้สึกขณะกำด้ามดาบในมือทำให้เขามีความเชื่อมั่น  นี่คืออะไรบางอย่างที่เขาเข้าใจและมันคือหนทางไปสู่อิสระภาพ

        โดยมิให้คาสคาเห็น  บ่อยมากที่เครสปามาเฝ้าดู  เผยอยิ้มในการรัลรองในตัวมันเอง  ใช่  เขาคือคนที่ดูทุกอย่างออก  โดยโชคใดๆก็ตาม ทาสคนนี้จะทำตัวให้เป็นส่วนสำคัญในเกมกีฬานี้  คนนี้แหละที่เป็นจุดหมายของความเป็นผู้ชนะ  เขามีความชำนิชำนาญ และประกอบด้วยความตั้งใจที่ปรากฎออกมาตอนเข้าห้ำหั่นที่เสาไม้นั้น  ประจักษ์พยานของความประสงค์สูงสุดเพื่ออิสระภาพของเขา   เขาบอกเครสปาว่า เขามีแรงจูงใจ  ใช่... ชิ้นสวยงามของความเปลี่ยนแปลง

       พวกเขาออกเรือแล่นใบไป  มินิตเตรออยู่ที่ท่าเรือ  โบกมืออำลา  พอใจกับตนเอง

       หลังจากทุกอย่าง  เขาได้มีส่วนร่วมในการผจญภัยยิ่งใหญ่  แม้จัดีกว่า  เขาได้ทำตามคำแนะนำของคาสคา เขารุกเร้าดด้วยไม้เรียว

        น่าประหลาดใจ  แทนที่จะต่อสู้  เธอกลับอ่อนปวกเปียกละมุลละไมและพยาามทำให้เขาพอใจ  ใช่  ชีวิตที่ว่าเหลือทนจริงๆ  และน่าสนใจจรีงๆ 

        คาสคานั้นรอคอยการเดินทางอยู่แล้ว  เรือใบสามเสาที่พวกเขาบังคับให้แล่นไป เป็นเรือพิฆาตทางทหาร ฝีพายนั่งคู่  แตกต่างจากเรือสินค้าที่นำตัวเขามาส่งที่เหมือง  ที่นี่ฝีพายทั้งหมดเป็นทาส และล่ามโซ่โยงติดกันที่ด้ามใบพายของเรือ  ถ้าเรือจม  พวกเขาก็จมตามลงไปใต้น้ำ  คนที่ส่งเสียงให้จังหวะดูจะเป็นชาวกอล จากขนาดส่วนสัดและสีผิว  เขาตีให้จังหวะ ที่ลำกฃองไม้ ด้วยปฏิบัติการณ์ที่นุ่มนวล  ใบพายของทาสแฉลบที่น้ำทะเลสีเทาเขียว และเรือใบใหญ่มุ่งออกสู่ทะเลลึก  เสียงกระทุ้งน้ำได้จังหวะทำให้คาสคารู้สึกก้องกังวาล ในชีพจรของเขาเอง  ทาสพายเรือออกไปจนถึงทะเลเปิด และลมสามารถพัดเรือต่อไป

       คาสคาถูกนำไปรวมกับกลุ่มทาสส่วนตัวของเครสปา ใสกลุ่มที่อยู่ด้านหน้าเรือ  ที่นั่นพวกเขาได้ทำที่นอนที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

        มันเป็นวันที่อากาศดี  และท้องฟ้าแจ่มใส  โดยมีลมมาจากทะเลทรายอาระเบีย พัดข้ามทะเลเมดิเตอเรเนียนไป   นั่นคือลมที่นำเรือเราตรงไปสู่ กรุงโรม  มันดูจะเป็นการเดินทางที่ง่ายมาก  สำหรับคาสคา  นั่นคือหนทาง ทางทะเลสู่โรม และสนามนักสู้ ก็ชัดเจนขึ้น.   

 

 10 
 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2019, 10:02:39 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                        “บิ๊กแดง” หักมุมสายฟ้าแลบ-อ่อนสยบแข็ง
“บิ๊กแดง” หักมุมสายฟ้าแลบ-อ่อนสยบแข็งได้ผลเกินคาด !!
เผยแพร่: 22 ต.ค. 2562 01:49   ปรับปรุง: 22 ต.ค. 2562 09:43   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
เมืองไทยฯ360 องศา

                                http://

เรียกว่ารวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทันจริงๆ สำหรับกำหนดการเข้าชี้แจงของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.อ.พงศกร รอดชมพู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นประธาน เมื่อตอนสายวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ที่บอกว่า ตั้งตัวไม่ทัน เพราะมาแบบ “สายฟ้าแลบ” คาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว เพราะตามกำหนดการเดิม พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ มีความเคลื่อนไหวให้เห็นว่ามีภารกิจไปตรวจเยี่ยมให้นโยบายกับหน่วยทหารกองพลทหารราบที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่เช้า มีภาพปรากฏในชุดพรางทหาร และยังมีภารกิจตรวจเยี่ยมให้นโยบายกองกำลังสุรสีห์ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน แต่ในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เมื่อเขาได้บ่ายหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร เปลี่ยนชุดใหม่เป็นสวมชุดสูทสากลเข้าชี้แจง (ใช้คำว่าปรึกษาหารือ) กับคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวเมื่อเวลาประมาณ 10.50 น .

หากพิจารณาตามลำดับเวลาก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 10.00 น.ผู้บัญชาการทหารบกได้ส่งตัวแทนให้ พล.อ.สุนัย ประภูชะเนย์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก มาชี้แจงแทน ซึ่ง พล.อ.พงศกร รอดชมพู ประธานคณะกรรมาธิการ จากพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า ทางกรรมาธิการต้องการให้ผู้บัญชาการทหารบกมาชี้แจงด้วยตัวเอง ดังนั้น จึงจะเชิญมาเป็นครั้งที่ 2 ภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน หากไม่มาก็จะมีการเชิญไปอีกเป็นครั้งที่ 3 ต่อไป

การเชิญมาชี้แจงคราวนี้ เกิดจากกรณีที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ได้บรรยายพิเศษหัวข้อแผ่นดินของเราในมุมมองความมั่นคง เมื่อหลายวันก่อน โดยชี้ให้เห็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ในรูปแบบใหม่ โดยชี้ให้เห็นว่า มีนักการเมืองบางคนที่รับแนวคิดจากภายนอกเข้ามาทำลายความมั่นคง มีการพูดถึง “ฮ่องเต้ซินโดรม” เน้นย้ำให้เห็นว่าเป็น “พวกหนักแผ่นดิน” ซึ่งหลายคนมองออกว่าหมายถึงใคร และเป็นนักการเมืองในพรรคไหนบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างความไม่พอใจและมีการตอบโต้กลับมาจากนักการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ และพรรคเพื่อไทย รวมไปถึงบรรดาแนวร่วมของพวกเขาที่ดาหน้าออกมารุมถล่มผู้บัญชาการทหารบกอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน ในซีกของฝ่ายค้านก็ได้ใช้กลไกทางสภา นั่นคือ คณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ ที่มี ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่เป็นประธาน ทำหนังสือเชิญ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ มาชี้แจงเป็นการด่วน แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านจากกรรมาธิการในซีกของพรรคฝ่ายรัฐบาล ที่กล่าวหาว่า เป็นการใช้อำนาจมิชอบ

อย่างไรก็ดี เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันแบบนี้ หากมองในมุมการเมือง มันก็เหมือนกับการ “แก้เกม” จนอีกฝ่ายคาดไม่ถึง ตั้งรับไม่ทันกันเลยทีเดียว เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า เมื่อตามกำหนดเดิมทางผู้บัญชาการทหารบกได้ส่งตัวแทน คือ พล.อ.สุนัย ประภูชะเนย์ ซึ่งเป็นระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกมาชี้แจง เหมือนกับเป็นการหยั่งท่าที ซึ่งก็เป็นไปตามคาดที่ ทางกรรมาธิการในซีกของฝ่ายค้านต้องการกดดันให้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ มาชี้แจงด้วยตัวเอง ด้วยการเตรียมออกหนังสือเชิญ เป็นครั้งที่สอง และหากไม่มาอีกก็จะเชิญเป็นครั้งที่สาม

มองในมุมแบบนี้ มันก็คือเกมที่ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะจากพรรคอนาคตใหม่ ที่เดินตามแนวทางของ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ที่มีท่าทีตอบโต้อย่างแข็งกร้าว ใช้กลไกทางสภา “เอาคืน” ผู้บัญชาการทหารบก ในความหมายที่คาดกันว่า จะ “ไล่บี้” ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว มันอาจไม่ง่าย เพราะยังมีกรรมาธิการฝ่ายรัฐบาล ที่คอยถ่วงดุลอยู่ แต่ภาพที่ออกมาก็ต้องการสื่อให้ไปในทางแรกมากกว่า เพียงแต่ว่างานนี้มัน “ผิดแผน” เนื่องจากผู้บัญชาการทหารบก แก้เกม “บุกสภา” แบบสายฟ้าแลบ

นั่นคือ ในตอนแรกส่งตัวแทนมาชี้แจง ขณะที่ตัวเองมีความเคลื่อนไหวให้เห็นว่ามีภารกิจตรวจเยี่ยมกำลังพลที่กองพลทหารราบที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี จนกรรมาธิการซีกฝ่ายค้าน คิดว่า พล.อ.อภิรัชต์ คงไม่มาชี้แจงแล้ว จึงย้ำว่า จะออกหนังสือเชิญให้มาชี้แจงด้วยตัวเองให้ได้ แต่กลายเป็นว่าพูดไม่ทันขาดคำ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ก็โผล่มาสภาแบบกะทันหัน โดยเขาบอกว่ามีการเปลี่ยนชุดเป็นชุดสูทสากลในรถกันเลย พร้อมกับยกเลิกภารกิจในช่วงบ่ายทั้งหมด แล้วเดินทางมาชี้แจง และภาพที่ออกมาก็ดูดี ดูซอฟต์ลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นการแสดงให้เห็นว่ามีการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

ขณะเดียวกัน “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ยังถือโอกาสเคลียร์เรื่องที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เคยตอบคำถามสื่อมวลชนในช่วงการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่า “ไม่รู้สิ ถ้า (พล.อ.อภิรัชต์) เป็นได้ก็ดี ซึ่งต้องไปตามขั้นตอน” โดยเขาย้ำว่า เวลานี้ยังรับราชการ และเป็นสมาชิกวุฒิสภา และตามรัฐธรรมนูญเป็นไปตามข่าวไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนคำถามว่าในอนาคตเป็นไปได้หรือไม่นั้นก็ตอบว่า “ผมเป็นเพื่อนกับนักการเมืองดีกว่า ผมไม่เล่นการเมือง”

ดังนั้น นาทีนี้หากโฟกัสเฉพาะประเด็นการเดินทางเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ สภาผู้แทนราษฎร ของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ครั้งนี้ มองเป็นการแก้เกมแบบหักมุมจนฝ่ายนักการเมืองฝ่ายค้านตั้งตัวไม่ทัน หมดหนทางสร้างเงื่อนไขต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งยังเป็นการทำให้มองเห็นว่าเขาก็ยึดมั่นในกติกา สามารถแยกบทบาทได้อย่างเข้าใจเกินคาด!!

Credit  :  Manager Online  22  October  2019




หน้า: [1] 2 3 ... 10