หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
 11 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2021, 11:38:23 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
          โป๊บฟรังซิสตั้งเงื่อนไขการใช้หนังสือคู่มือมิสซาโรมันปี 1962 ในพิธีมิสซา
Pope Francis Restricts Using the Roman Missal of 1962 in Masses | EWTN News Nightly
https://youtu.be/wdnXbGAEfAs
EWTN  Jul 17, 2021                                                                                                     Petervich – Vichitr Thongthua Updated & Translated 22 Jul 2021
Did Pope Francis just Ban the Latin Mass? Analysis and Commentary on Traditiones Custodes  โป๊บฟรังซิสพึ่งห้ามมิสซาลาตินหรือ?  บทวิเคราะห์และคำวิจารณ์เกี่ยวกับ Traditiones Custodes ( ประเพณีดั้งเดิมที่ต้องเก็บรักษาไว้ )
3,113 views  Jul 16, 2021
Miles Mariae  ทหารของพระแม่มารี
3.42K subscribers
This video looks at the Motu Proprio of Pope Francis on the Traditional Latin Mass called Traditiones Custodes. What does this document mean? How will affect you?                     คลิปวีดีโอม้วนนี้กล่าวถึงสารตราเฉพาะของโป๊บฟรังซิสว่าด้วยมิสซาลาตินแบบประเพณีดั้งเดิมที่เรียกกันว่า Traditiones Custodes – ประเพณีดั้งเดิมที่ดูแลรักษาไว้     เอกสารนี้หมายความอย่างไร? จะมีผลกระทบคุณอย่างไร?
License  คำอนุญาต : Creative Commons Attribution license (reuse allowed)                                                     คำอนุญาตเนิ้อหาสร้างสรรค์ปกติ (อนุญาตให้กลับมาใช้ได้)

167 Comments
Vichitr Thongthua
Add a public comment...โป๊บมีเหตุผลไม่สามารถหักล้างงานพิธีกรรมที่ตกทอดมาจากบรรดาอัครสาวกได้  ตรงข้าม ควรรับฟังเหตุผลที่โป๊บเบเนดิกอธิบายไว้ใน Summorum Pontificum.
Pinned by Miles Mariae 1 day ago take a look at this interpretation on ทำให้กระจ่างขึ้นโดยทหารของพระแม่มารี 1 วัน โปรดดูคำแปลนี้ที่ RORATE CAELI
Article: "Legal Considerations on the motu proprio Traditionis Custodes" - Restrictions demand strict interpretation                                                                                  บทความ: “ การพิจารณาด้านกฎหมายเกี่ยวกับสารตราเฉพาะ – คำสั่งเงื่อนไขการตีความเคร่งครัด

by โดย Fr. Pierre Laliberté, J.C.L.*

1. Principles หลักเกณฑ์
The motu proprio “Traditionis Custodes” was issued by Pope Francis on 16 July 2021, along with an accompanying letter.       สารตราเฉพาะ “Traditionis Custodes”  ออกโดยโป๊บฟรังซิส เมื่อวันที่  16 กรกฎาคม 2021 พร้อมกับจดหมายควบคู่ฉบับหนึ่ง
As a restrictive decree, this present motu proprio of Pope Francis should be interpreted strictly, in accord with the legal maxim Regula Juris 15 (odiosa restringenda, favorabilia amplificanda). Interestingly, there is no vacatio legis on the document either.
 
ในฐานะกฤษฎีกาการตั้งเงื่อนไข  สารตราปัจจุบันของโป๊บฟรังซิสฉบับนี้ ควรได้รับการแปลอย่างฉะเพาะ เจาะจง ให้ตรงกับข้อกฎหมายสำคัญ Regula Juris 15 (odiosa restringenda, favorabilia amplificanda)น่าสนใจ  ไม่มี การยกเว้นกฎหมาย หรือ no vacatio legis  ในเอกสารแต่อย่างใด

Pope Francis indicates in the first paragraph that the bishops constitute the principle of unity of the particular churches and govern them through the proclamation of the Gospel. As the specified end of the document is the “constant search for ecclesial communion”, it would also appear that hermeneutically, this document should be interpreted in a way which genuinely fosters ecclesiastical communion between the faithful, priests, and bishops, and does not promote negative feeling and ill-will amongst any members of the Christian faithful who are attached to the traditional liturgical forms.
โป๊บฟรังซิสระบุในย่อหน้าแรกว่า บรรดาบิสชอปได้ตั้งหลักการเอกภาพของวัดโบสถ์พิเศษและปกครองวัดโบสถ์เหล่านั้นผ่านประกาศพระวรสาร  โดยภาคจบที่ระบุพิเศษของเอกสาร เป็น “ การเสาะหามิหยุดหย่อนเพื่อความเป็นกลุ่มก้อนสำหรับวัดโบสถ์ต่างๆ”  ก็จะปรากฎด้วยว่าในการแปลความหมาย เอกสารนี้ควรจะได้รับการแปลในวิธีที่เสริมส่งจริงจังต่อการรวมเป็นเอกภาพของศาสนจักร ท่ามกลางสัตบุรุษ คุณพ่อบาดหลวง และบรรดาบิสชอป  และอย่าส่งเสริมความรู้สึกด้านลบรวมทั้งความประสงค์ร้าย ท่ามกลางมวลหมู่สมาชิกใดๆของคริสตชนสัตบุรุษ ซึ่งยึดติดกับรูปแบบพิธีกรรมตามประเพณีเดิม

It is worthwhile to indicate what this motu proprio does not place restrictions upon. No mention whatsoever is made of the pre-conciliar Breviarium Romanum, Pontificale Romanum and Rituale Romanum. No express abrogation is made of any notable document concerning the traditional Roman Missal, and such abrogation should not therefore be implied. The traditional Missal remains, as it always was, never abrogated. The rights established by Quo Primum, by the theological and liturgical tradition of the Western rites, and immemorial custom remain intact. No mention is made of the traditional rites of the various religious communities (Dominican, Carmelite, Praemonstratensian, etc.) nor those of the ancient sees (Ambrosian, Lyonnais, etc.). There is no indication that the right of a priest to celebrate privately according to the 1962 missal is in any way infringed.

มันมีคุณค่ามากที่จะชี้สิ่งที่สารตราฉะเพาะนี้ไม่ตั้งเงื่อนไขไว้  ไม่มีข้อวิจารณ์อะไรก็ตามที่ระบุในหนังสือ Breviarium Romanum, Pontificale Romanum and Rituale Romanum ฉบับก่อนสังคายนา ไม่มีการแสดงการยกเลิกเพิกถอนที่ทำขึ้นเป็นเอกสารกฎระเบียบใดๆเกี่ยวกับหนังสือมิสซาโรมันแบบดั้งเดิม และการยกเลิกเช่นนั้น ดังนั้นจึงไม่ควรรวมมาไว้ด้วย  หนังสือคู่มือมิสซาดั้งเดิมยังคงอยู่  แบบที่มันเคยอยู่ ไม่เคยถูกยกเลิกแต่อย่างใด  บรรดาสิทธิที่สถาปนาโดยสมณสาร Quo Primum โดยประเพณีทางพิธีกรรมและทางเทวะวิทยาของจารีตตะวันตก และประเพณีปฏิบัติที่ยึดถือจดจำไว้ ยังคงไม่มีการแตะต้อง  ไม่พูดถึงเรื่องจารีตพิธีดั้งเดิม  ของชุมชนทางศาสนาต่างๆ   (Dominican, Carmelite, Praemonstratensian, etc.) nor those of the ancient sees (Ambrosian, Lyonnais, etc.).  ไม่มีการระบุว่า สิทธิของคุณพ่อบาดหลวงที่จะถวายมิสซาส่วนตัว ตามหนังสือมิสซาปี 1962 มีผลกระทบ ทางใดบ้าง.

When read in comparison with the extensive granting of rights conceded by Summorum Pontificum and clarified and expanded by Universae Ecclesiae, when there is no express revocation of these rights indicated by Pope Benedict XVI, one must conclude canonically that they still exist.      There is a serious lack of clarity in this document which this brief analysis will attempt to address, and it is evident that its ambiguities will be, sadly, taken advantage of by those with less than a genuine love for the Church, her faithful people, and her heritage. 
เมื่ออ่านเปรียบเทียบกับการอนุมัติสิทธิพิเศษตามที่อนุมัติโดย Summorum Pontificum และอธิบายชัดเจนและขยายความต่อโดยศาสนจักรสากล  เมื่อไม่มีการแสดงการฟื้นฟูสิทธิเหล่านี้ ที่ท่านเบเนดิกต์ชี้ไว้  คนหนึ่งต้องสรุปทางกฎหมายว่า สิทธิเหล่านั้นยังคงมีอยู่  มีการขาดคำอธิบายจริงจังในเอกสารเหล่านี้ซึ่งการวิเคราะห์สั้นๆนี้จะพยายามอธิบาย และมันเป็นที่ประจักษ์ว่ามันเป็นการกำกวม  เสียใจ ที่มีการเอาประโยชน์จากคนที่ไม่มีความรักจริงใจสำหรับพระศาสนจักร์ ต่อคริสตชนของศาสนา และผู้สืบทอดขององค์การ

2. Documentary Analysis  การวิเคราะห์ทางเอกสาร
Article 1, discussing the liturgical books promulgated by Sts. Paul VI and John Paul II, indicates that they are the “unique expression of the lex orandi of the Roman Rite.” In the absence of any indication to the contrary, one must conclude that the status of the Extraordinary Form liturgical books remains intact.
เรื่องที่ 1  โดยพิจารณาบรรดาหนังสือพิธีกรรมที่เผยแพร่โดยนักบุญปอลที่ VI และนักบุญจอห์นปอลที่ II  ชี้ว่าหนังสือเหล่านั้นเป็น “การแสดงออกอย่างยอดเยี่ยมของกฎการอ่านจารีตพิธีโรมัน”  โดยไม่มีการระบุใดๆแบบตรงข้าม  ใครก็ตามต้องสรุปว่าสถานะของหนังสือพิธีกรรมมิสซาพิเศษ (Extraordinary Form) ยังคงไม่ถูกแตะต้อง

Article 2 recognizes the diocesan bishop as the “moderator, promoter, and guardian of the whole liturgical life of the particular Church.” This is true and has always been the case. This article merely recognizes that the bishop regulates the general liturgical life of the diocese, which encompasses also the use of the pre-conciliar Missale Romanum, and to authorize its use, just as a bishop would authorize the right of any priest to celebrate the liturgy.
เรื่องที่ 2 รับรู้ว่าบิสชอปสังฆมณฑล เป็นประหนึ่ง “คนกลาง  ผู้เสริมส่ง  และผู้ปกปักษ์ของชีวิตพิธีกรรมทั้งครบของศาสนจักรพิเศษ”  นี้เป็นเรืองจริงและจะเป็นกรณีเสมอ  บทนี้ยอมรับรู้ว่าบิสชอปวางกฎเกณฑ์ชีวิตพิธีกรรมทั่วไปของสังฆมณฑล ซึ่ง รวมเอาการใช้หนังสือมิสซา Missale Romanum ฉะบับก่อนสังคายนา และมีอำนาจการใช้มันได้  เช่นเดียวกับบิสชอปคนหนึ่งที่อาจให้สิทธิบาดหลวงองค์หนึ่งให้ถวายพิธีกรรมได้

In considering Article 3, it is worthwhile to note that the provisions of this article refer to the “Missal antecedent to the reform of 1970.” Strictly understood, the Missal antecedent to the reform of 1970 is the editio typica of 1965 with the alterations of Tres abhinc annos of 4 May 1967. This is not the 1962 Missal. To this author’s knowledge, the 1965 missal is used hardly, if ever.
ในการพิจารณาเรื่องที่ 3 มันมีคุณค่ามากที่จะตั้งข้อสังเกตุว่า ข้อกำหนดของเรื่องนี้อ้างอิง”มิสซาที่มีมาก่อนการฟื้นฟูหนังสือมิสซาปี 1970”  เพื่อให้เข้าใจตรงๆ  หนังสือคู่มือมิสซาที่มีมาก่อนฉบับฟื้นฟูปี 1970 คือฉบับ พิมพ์ปี 1965 – editio typica 1965 โดยมีฉบับอื่นที่พิมพ์ Tres abhinc annos ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 1967  ฉบับนี้ไม่ใช่หนังสือมิสซา 1962  เท่าที่ผู้เขียนรู้  หนังสือคู่มือมิสซา 1965  ใช้ยาก  ถ้ามีอยู่จริง.

 12 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2021, 08:34:14 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                            สารตราของโป๊บว่าด้วยหลักเกณฑ์มิสซาลาติน <Traditiones Custodes>
                                                            the Motu Proprio of Pope Francis on the Traditional Latin Mass called Traditiones Custodes.

เนื่องจาก สารตราเฉพาะฉบับนี้ยาวพอสมควร และมีเรื่องราวที่ต้องทำความเข้าใจหลายแห่ง  เรา ผู้ดำเนินการเว็บไซต์นี้  จึงขอแบ่งงานเป็นสองเรื่อง  คือ ในเวลานี้  เราจะนำเอาสารตราเฉพาะ หรือ Motu Proprio ของโป๊บฟรังซิสเต็มฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ ลงตรงนี้ให้ท่านผู้อ่านดูก่อน  ผู้ใดแปลได้ก็แปลความและอธิบายให้เพื่อนๆบิสชอปและคุณพ่อบาดหลวงฟัง ย่อมดีมากนะครับ  แต่เราได้แปลความหมายและเดินตามที่พระบาดหลวงต่างประเทศเขียนไว้ตามนั้น  เราจะนำคำแปลพร้อมตำวิจารณ์ลงพร้อมกันในวันต่อไป  จะรออ่านก็ได้ครับ  ลงแน่และท่านจะได้เข้าใจว่า ความจริงแล้ว โป๊บฟรังซิสคืดอย่างไรกับมิสซาลาตินแบบประเพณีดั้งเดิม  โปรดรออ่านวันพรุ่งนี้ ครับ

จากเรา  Alan Petervich -  Peter Vichitr Thongthua

Francis Motu Proprio <TRADITIONIS CUSTODES>

Index       Facebook Twitter Mail Feed RSS   Back   Top       Print                                         pdf
Francis Motu Proprio
                                                                                                                                  [ DE  - EN  - ES  - IT ]
APOSTOLIC LETTER  ISSUED "MOTU PROPRIO"  BY THE SUPREME PONTIFF
FRANCIS
«TRADITIONIS CUSTODES»
On the Use of the Roman Liturgy     Prior to the Reform of 1970       Official translation
 Guardians of the tradition, the bishops in communion with the Bishop of Rome constitute the visible principle and foundation of the unity of their particular Churches. [1] Under the guidance of the Holy Spirit, through the proclamation of the Gospel and by means of the celebration of the Eucharist, they govern the particular Churches entrusted to them. [2]
In order to promote the concord and unity of the Church, with paternal solicitude towards those who in any region adhere to liturgical forms antecedent to the reform willed by the Vatican Council II, my Venerable Predecessors, Saint John Paul II and Benedict XVI, granted and regulated the faculty to use the Roman Missal edited by John XXIII in 1962. [3] In this way they intended “to facilitate the ecclesial communion of those Catholics who feel attached to some earlier liturgical forms” and not to others. [4]
In line with the initiative of my Venerable Predecessor Benedict XVI to invite the bishops to assess the application of the Motu Proprio Summorum Pontificum three years after its publication, the Congregation for the Doctrine of the Faith carried out a detailed consultation of the bishops in 2020. The results have been carefully considered in the light of experience that has matured during these years.
At this time, having considered the wishes expressed by the episcopate and having heard the opinion of the Congregation for the Doctrine of the Faith, I now desire, with this Apostolic Letter, to press on ever more in the constant search for ecclesial communion. Therefore, I have considered it appropriate to establish the following:
Art. 1. The liturgical books promulgated by Saint Paul VI and Saint John Paul II, in conformity with the decrees of Vatican Council II, are the unique expression of the lex orandi of the Roman Rite.
Art. 2. It belongs to the diocesan bishop, as moderator, promoter, and guardian of the whole liturgical life of the particular Church entrusted to him, [5] to regulate the liturgical celebrations of his diocese. [6] Therefore, it is his exclusive competence to authorize the use of the 1962 Roman Missal in his diocese, according to the guidelines of the Apostolic See.
Art. 3. The bishop of the diocese in which until now there exist one or more groups that celebrate according to the Missal antecedent to the reform of 1970:
§ 1. is to determine that these groups do not deny the validity and the legitimacy of the liturgical reform, dictated by Vatican Council II and the Magisterium of the Supreme Pontiffs;
§ 2. is to designate one or more locations where the faithful adherents of these groups may gather for the eucharistic celebration (not however in the parochial churches and without the erection of new personal parishes);
§ 3. to establish at the designated locations the days on which eucharistic celebrations are permitted using the Roman Missal promulgated by Saint John XXIII in 1962. [7] In these celebrations the readings are proclaimed in the vernacular language, using translations of the Sacred Scripture approved for liturgical use by the respective Episcopal Conferences;
§ 4. to appoint a priest who, as delegate of the bishop, is entrusted with these celebrations and with the pastoral care of these groups of the faithful. This priest should be suited for this responsibility, skilled in the use of the Missale Romanum antecedent to the reform of 1970, possess a knowledge of the Latin language sufficient for a thorough comprehension of the rubrics and liturgical texts, and be animated by a lively pastoral charity and by a sense of ecclesial communion. This priest should have at heart not only the correct celebration of the liturgy, but also the pastoral and spiritual care of the faithful;
§ 5. to proceed suitably to verify that the parishes canonically erected for the benefit of these faithful are effective for their spiritual growth, and to determine whether or not to retain them;
§ 6. to take care not to authorize the establishment of new groups.
Art. 4. Priests ordained after the publication of the present Motu Proprio, who wish to celebrate using the Missale Romanum of 1962, should submit a formal request to the diocesan Bishop who shall consult the Apostolic See before granting this authorization.
Art. 5. Priests who already celebrate according to the Missale Romanum of 1962 should request from the diocesan Bishop the authorization to continue to enjoy this faculty.
Art. 6. Institutes of consecrated life and Societies of apostolic life, erected by the Pontifical Commission Ecclesia Dei, fall under the competence of the Congregation for Institutes of Consecrated Life and Societies for Apostolic Life.
Art. 7. The Congregation for Divine Worship and the Discipline of the Sacraments and the Congregation for Institutes of Consecrated Life and Societies of Apostolic Life, for matters of their particular competence, exercise the authority of the Holy See with respect to the observance of these provisions.
Art. 8. Previous norms, instructions, permissions, and customs that do not conform to the provisions of the present Motu Proprio are abrogated.
Everything that I have declared in this Apostolic Letter in the form of Motu Proprio, I order to be observed in all its parts, anything else to the contrary notwithstanding, even if worthy of particular mention, and I establish that it be promulgated by way of publication in “L’Osservatore Romano”, entering immediately in force and, subsequently, that it be published in the official Commentary of the Holy See, Acta Apostolicae Sedis.
Given at Rome, at Saint John Lateran, on 16 July 2021, the liturgical Memorial of Our Lady of Mount Carmel, in the ninth year of Our Pontificate.
FRANCIS

 13 
 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2021, 05:17:29 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
         Fundamentally, holiness is always the same but it is also new in concrete people as the Second Vatican Council reminded us (Lumen gentium, 41). It takes on different expressions in the martyrs, in consecrated virgins, in hermits, in monks, in the Church’s pastors, in the leaders of nations, in the mendicant orders, in missionaries, in contemplatives, in educators, in the saints of social charity. It is enough to scan the list of saints from these last fifty years since the Congregation for the Causes of Saints was established to see how many seeds have matured from the Council who had point out that holiness is a universal vocation and not the privilege of a few elect. There is one holiness which is the reflection of that of Christ who impresses on each person an unrepeatable and personal imprint. It is like love: extremely unique and personal.

โดยพื้นฐาน ความศักดิ์สิทธิ์เป็นแบบเดียวเสมอ แต่ในกลุ่มประชาชนถือเคร่งจะเป็นเรื่องใหม่ อย่างที่สังคายนาวาติกันที่สองเตือนเรา(Lumen gentium, 41).  ดูจะให้ความหมายต่างออกไปในเรื่องวีระสักขี สาวพรหมจารีถือบวช  ในกลุ่มฤาษี  ในกลุ่มนักพรต  ในกลุ่มเจ้าอาวาสวัดต่างๆ  ในกลุ่มหัวหน้าบริหารชาติ  ในคณะเลี้ยงชีพด้วยการขอทาน  ในพวกมิสชันนารี  ในกลุ่มเข้าทำฌาณสมาบัติ  ในกลุ่มนักการศึกษา  ในบรรดานักบุญที่รักสังคม  เป็นการพอเพียงที่จะสแกนรายนามของนักบุญ จากจำนวนห้าสิบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สมณกระทรวงเพื่อนักบุญถูกสถาปนาขึ้น  เพื่อดูว่าพันธุ์มนุษย์มากมายมีวุฒธิภาวะจากสมณกระทรวงซึ่งได้ชี้ว่า ความศักดิ์สิทธิ์เป็นกระแสเรียกสากลและไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของคนที่ได้รับเลือกไม่กี่คน  มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการสะท้อนของสิ่งที่พระคริสต์ ซึ่งประทับลงในแต่ละคนเป็นรอยประทับส่วนบุคคลและไม่ซ้ำกัน  มันเป็นคล้ายความรัก คือ เป็นหนึ่งเดียวและส่วนบุคคลเท่านั้น.

As for the challenges, they are the same for the Congregation as for the Church and her presence in the world. The Church is a means of belief both because of the objective holiness of the faith, the sacraments, the charisms, and because of the subjective holiness of Christians. It is what is professed in the article of the Apostles’ Creed: “I believe…in the communion of saints”, which means the communion of the means of holiness and of men and women who are saints.

สำหรับเรื่องท้าทาย ก็เป็นเช่นเดียวกันสำหรับสมณกระทรวงเช่นที่เป็นสำหรับศาสนจักรและการมีอยู่ในโลก  พระศาสนจักรเป็นวิธีทางของความเชื่อ ทั้งเพราะว่าวัตถุประสงค์ความศักดิ์สิทธิ์ของความเชื่อ  ศีลศักดิ์สิทธิ์ พระพรสวรรค์ และเพราะความศักดิ์สิทธิ์ที่หมายประสงค์ของคริสตชน  มันเป็นสิ่งที่ที่ถือปฏิบัติในบทภาวนาเชื่อของอัครสาวก ที่ว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ...ในสหพันธ์นักบุญ” ซึ่งหมายถึงการรวมตัวกันของเส้นทางความศักดิ์สิทธิ์และของขายและหญิงที่เป็นนักบุญทุกท่าน.

Inside the Archives at the Congregatioin for the Causes of Saints  ภายในศูนย์เอกสารที่สมณกระทรวงเพื่อพิจารณานักบุญ
Every saint promotes the growth and unity of the entire body of the Church. Each saint is aware that his or her task is the one mission of the Church. The saints are complete people, they lived with human and Christian passion, rich in human and Christian passion, they desired for the supernatural, hungered for justice, for the love of God and of being in solidarity with each brother or sister. Christians intuitively perceive the credibility of faith in Jesus Christ, referring both to His own biographical events as well as to His ongoing presence in the Church, especially in the saints.

นักบุญทุกองค์ส่งเสริมความงอกงามและเอกภาพของร่างทั้งครบของพระศาสนจักร  นักบุญแต่ละองค์เกรงว่าภาระของเขาหรือของเธอเป็นภาระกิจหนึ่งของพระศาสนจักร  บรรดานักบุญล้วนเป็นประชาชนสมบูรณ์ครบครัน  พวกเขามีชีวิตด้วยความทุกข์ยากแบบคริสตชนและมนุษย์ อุดมด้วยความทุกข์ทนเยี่ยงมนุฯย์และคริสตชน  พวกเขาปรารถนาจะเหนือธรรมชาติ  หิวหาความยุติธรรม  หาความรักถึงพระเจ้าและรักเพื่อนพี่น้อง  คริสตชนคิดเองในการรับเอาความเชื่อในพระเยซูคริสต์  โดยอ้างถึงทั้งเหตุการณ์ในชีวิตตนเช่นเดียวกับดำเนินความเป็นอยู่ของเขาในพระศาสนจักร เป็นต้นในบรรดานักบุญทั้งหลาย.

 YOUR CONTRIBUTION FOR A GREAT MISSION:
SUPPORT US IN BRINGING THE POPE'S WORDS INTO EVERY HOME
Topics
•   #INSIDETHEVATICAN
•   VATICAN
•   DICASTERY
•   MSGR. MARCELLO SEMERARO

31 May 2021, 15:00
Peter Vichitr Thongthua  แปลและเรียบเรียง
28 June 2021  -  Ad  Majorem  Dei  Gloriam
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxEnd5


 

 14 
 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2021, 05:13:20 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
         บรรดานักบุญกลายเป็นแบบอย่างที่ประสพความสำเร็จแลดูสดสวยของมนุษยชาติ  ในหนังสือ แนะนำส่วนพระองค์ Exhortation Gaudete et exsultate  โป๊บได้เขียนว่า ความศักดิ์สิทธิ์แสดง “โฉมหน้าที่สวยสดงดงามที่สุดของพระศาสนจักร” (n. 9)  เรายังสามารถยินยันว่า ในช่วงหลายทศวรรษที่แล้ว การสักการะนักบุญอีกครั้งหนึ่งได่กลายเป็นส่วนที่ได้รับการพิจารณาของชีวิตของพระศาสนจักร ที่รับรู้ความต้องการของประจักษ์พะยานของพวกเขาสำหรับชุมชนสัตบุรุษ " ความเป็นยุคเดียวกัน" ของนักบุญองค์หนึ่งมิได้ขึ้นกับความใกล้เคียงแบบตามลำดับเวลาวันเดือนปี ใกล้เคียงกัน -- แม้ ถ้ามีคนที่เป็นกรณีมากและ“อยู่ในเส้นทางบุญราศรี”และนักบุญซึ่งเป็นคนรุ่นเดียวกับเรา –ดังที่เคยมีคนที่ครบครัน ร่ำรวยมากมายในเรื่องทนทรมานแบบคริสตชน ประสงค์จะอยู่เหนือธรรมชาติ  หิวกระหายหาความยุติธรรม หาความรักของพระเจ้า  และที่จะเป็นที่ยอมรับกับพี่น้องชายหญิงทั้งหลาย

Q: With the new norms introduced in 2016, Pope Francis recommended vigilance regarding the administration of goods and that costs be contained regarding the causes. A “solidarity fund” also exists for cases in which there were difficulties in sustaining the costs. How did the Pontiff’s indications affect your “mission budget”?

ถ. ด้วยเงื่อนไขใหม่ที่นำเสนอในปี 2016 โป๊บฟรังซิสได้เสนอแนะการเฝ้าระวังเกี่ยวกับการบรืหารสิ่งต่างๆและว่าราคาต้นทุนต้องมีลงไว้เกี่ยวกับการพิจารณาแต่ละกรณี  “กองทุนความ สัมพันธ์กัน” ด้วย ต้องวางไว้สำหรับกรณีพิจารณา ซึ่งมีความยุ่งยากในการรักษาไว้ซึ่งราคาทุน การระบุชี้ของพระสันตะปาปามีผลกระทบต่อ “งบประมาณภาระกิจ” ของท่านหรือไม่อย่างไร?

Under various aspects, a cause for beatification is a complex and detailed process. As such, there are certain costs associated with the work of the commissions, the printing of documents, meetings of experts (historical and theological tasked with the study of the documentation or doctors when it comes to miracles). The Dicastery is always attentive to contain costs so that the economic factor might not be an obstacle for Causes to move forward. In this sense, the administrative norms approved by the Holy Father in 2016 guarantee transparent and regular administration. Funded in various ways, a “Solidarity Fund” administered by the Congregation has been established for those Causes having fewer resources. Other ways of supporting them are under study.

ภายใต้แง่คิดต่างๆนาๆ กรณีเพื่อพิจารณาเป็นบุญราศรี มันเป็นกระบวนการซับซ้อนมีรายละเอียดมากมาย  อย่างเช่น  มีการใช้ทุนจำนวนหนึ่งแน่นอนอยู่แล้วที่เกี่ยวกับงานของคณะกรรมาธิการต่างๆ  งานพิมพ์เอกสาร  การประชุมพบปะของผู้ชำนาญการ ( ทางประวัติการและทางเทววิทยาที่มีภาระต้องศึกษาของงานเอกสารหรือของบรรดาแพทย์เมื่อมาเผชิญกับอัศจรรย์ต่างๆ)  สำนักงานย่อยหรือThe Dicastery สนใจเสมอที่จะรวมค่าลงทุนต่างๆเพื่อว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจจะไม่เป็นอุปสรรคสำหรับกรณีต่างๆที่จะเคลื่อนก้าวไปเรื่อยๆ  ในความหมายนี้ เงื่อนไขทางการบริหารที่รับรองโดยพระสันตะปาปาในปี 2016 ค้ำประกันการบริหารที่โปร่งใสและเป็นระเบียบ  เมื่อมีเงินลงทุนต่างๆ  “กองทุนความสัมพันธ์กัน” ที่บริหารโดยสมณกระทรวงได้รับการก่อตั้งสำหรับกรณีพิจารณาเหล่านั้นที่มีแหล่งข้อมูลน้อยกว่า  หนทางอื่นที่จะสนับสนุนเรื่องดังกล่าวกำลังศึกากันอยู่.

2021 Holy See Budget, single Dicasteries costs งบประมาณสันตะสำนัก งบลงทุนเพียง Dicastery เดียว

Q: In the “liquid” society hypothesized by Bauman, holiness always seems to be a choice that goes against the tide. What are the new challenges the Congregation is called to face so as to propose once again the attractiveness of evangelical radicality?

ถ. ในสมาคม “ที่ไม่มีการบังคับ” ที่สร้างสมมุติฐานโดยโบแมน ความศักดิ์สิทธิ์ตลอดไป ดูเหมือนจะเป็นการเลือกที่โต้คลื่น  อะไรคือการท้าทายใหม่ๆที่สมณกระทรวงถูกเรียกมาให้เผชิญจนตัองกำหนดความติดตรึงใจของการเน้นความรุนแรงทางพระวรสารหรือ?

We live in this “liquid society”, aware of the opportunity but also of the risks. The Church is not new to these pitfalls to the faith and to the credibility of Christianity. Second-century Christians already had to face objections against their faith in Jesus the Messiah; the same thing had already emerged during his public life as was reported by Saint Justin in the Dialogue with Trypho: “But how is it possible that the Messiah has already come if things have not changed, if peace has not been established, if Israel is still enslaved to the Romans, if the world is the same as it was before?” The Christians would respond: “It is true, yes, many things are as they were before, they have not changed.

เรามีชีวิตใน “สมาคมที่ไม่มีการบังคับ” นี้ กังวลกับโอกาสแต่ยังกังวลกับความเสี่ยงด้วย  พระศาสนจักรมิได้ใหม่กับการตกอยู่ในความเชื่อและความเชื่อถือของศาสนาคริสต์  คริสตชนศตวรรษที่สองแล้ว ได้เผชิญหน้าข้อขัดขวางความเชื่อของพวกเขาในพระเยซูพระเมสสีอัส สิ่งเดียวกับที่เกิดขึ้นในระหว่างชีวิตสาธารณะของพวกเขาเหมือนที่มีรายงานโดยนักบุญจัสตินใน Dialogue with Trypho : “แต่อย่างไรที่เป็นไปได้ว่า พระเมสสีอัสได้เสด็จมาแล้วถ้าสิ่งต่างๆไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  ถ้าสันติภาพยังมิได้รับการสถาปนา ถ้าอิสราเอลยังตกเป็นทาสแก่พวกโรมัน  ถ้าโลกยังเหมือนเดิมแบบที่มันเป็นก่อนนี้?”คริสตชนควรตอบว่า : “มันเป็นความจริง ใช่แล้ว หลายสิ่งหลายอย่างยังคงเป็นอย่างที่มันเป็นมาก่อน มันมิได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย.

 But, if you really want to look at reality, you can also observe the new things, wonderful extraordinary, as, for example, the fraternity among the Christians, the sharing of goods, the faith, their courage under persecution, joy in tribulation. You can see wondrous things. Certainly, the kingdom of God has not yet come in its definitive fullness. It has come in seed form, but it has truly come and is growing, it is developing in the midst of the Christian community.” According to the parable in the Gospel, saints are truly matured seeds who bear much fruit.

 แต่ ถ้าท่านต้องการที่จะดูที่ความเป็นจริง ท่านสามารถสังเกตุเห็นสิ่งใหม่บางประการ  ตัวอย่างเช่น ความเป็นพี่น้องท่ามกลางคริสตชน การมีส่วนร่วมของสิ่งดีๆ ความเชื่อ ความกล้าหาญของพวกเขาภายใต้การเบียดเบียน  ความชื่นชมในความยากแค้น  ท่านสามารถเห็นสิ่งน่าประหลาดเหล่านี้  แน่นอน พระอาณาจักรของพระเจ้า ยังมิได้มาเต็มขนาดจริงจัง  มันมาแบบลักษณะเพาะเมล็ดพันธ์ แต่ก็มาแล้วจริงๆและกำลังเติบโต  มันกำลังพัฒนาในท่ามกลางของชุมชนคริสตชน “  ตามนิทานเปรียบเทียบในพระวรสาร  บรรดานักบุญนั้นล้วนเป็นเมล็ดพันธ์ที่แก่เต็มที่พร้อมจะผลิตผลจำนวนมาก.
 

 15 
 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2021, 05:07:49 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
          Beginning with the “reputation of sanctity and signs” perceived by the people of God, the investigation undergoes its first phase in the diocese (the process is open, testimony and documents are gathered, a tribunal is formed with theological and historical experts). Once the cause comes to Rome, a relator is assigned to it who guides the postulator in preparing the volume in which the evidence gathered in the diocese is synthesized so as to accurately reconstruct their life and to demonstrate their virtues or martyrdom as well as their relative reputation for holiness and signs of holiness that the Servant of God enjoyed.

โดยเริ่มต้นกับ “ชื่อเสียงของความศักดิ์สิทธิ์และเครื่องหมาย” ที่ได้รับโดยคนของพระเจ้า  การสืบสวนดำเนินภาคแรกในสังฆมณฑล (กระบวนการเปิด พยานหลักฐานและเอกสารได้รับการรวบรวมมา  ศาลมีการก่อตั้งขึ้น ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทางเทววิทยาและประวัติศาสตร์) เมื่อกรณีมาที่โรม  ผู้ประสานงาน(relator)คนหนึ่งถูกมอบหมายงานนี้เพื่อนำทางผู้เตรียมการ หรือ postulator ในการเตรียมเอกสารปึกใหญ่ ซึ่งในนั้นประจักษ์พยานต่างๆรวบรวมไว้ จากสังฆมณฑลนำเสนอเพื่อสร้างให้เห็นชีวิตของคนเหล่านั้นและเพื่อแสดงถึงฤทธิกุศลหรือการเป็นมรณสักขี เช่นเดียวกับชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์และเครื่องหมายแสดงความศักดิ์สิทธิ์ที่ข้ารับใช้พระเจ้าปฏิบ้ติในชีวืต.

This is the Positio which is then studied by a group of theologians and, in the case of a “ancient Cause” (regarding a candidate who lived a long time ago and for which there are no eyewitnesses), even by a Historical Commission. If these votes are favorable, the dossier is submitted to the further judgment of the Cardinals and Bishops of the Congregation. If, in the end, these too are favorable, the Holy Father can authorize the promulgation of the Decree of heroic virtues or the martyrdom or the offering of the life of the Servant of God, who then becomes venerable. He or she is recognized to have exercised the Christian virtues (theological: faith, hope and charity; cardinal: prudence, justice, fortitude and temperance; others: poverty, chastity, obedience, humility, etc.) to a “heroic” degree, or to have undergone an authentic martyrdom, or of having offered his or her life according to the requirements outlined by the Dicastery.

นี้คือแฟ้มประวัตินำเสนอ หรือ Positio ซึ่งจากนั้นจะถูกนำมาศึกษาโดยกลุ่มของนักเทววิทยาและ ในกรณี”กรณีผู้ตกค้างเก่า – ancient Cause” (หมายถึงผู้เป็นกรณีที่มีชีวิตนานมาแล้วและไม่มีประจักษ์พยานเลย) แม้กรรมาธิการประวัติศาสตร์ศึกษาแล้วก็ตาม  หากคะแนนเสียงดี  แผงเอกสารจะถูกส่งไปรับการตัดสินเพิ่มจากเหล่าพระคาร์ดินัลและบิสชอปของสมณกระทรวง  ถ้า ในที่สุด ข้อพิจารณาเหล่านี้เป็นบวก โป๊บสามารถมีอำนาจประกาศระดับฤทธิกุศลหรือความเป็นมรณสักขี หรือเสนอให้เป็นข้ารับใช้ของพระเจ้า ซึ่งต่อจากนั้น ก็กลายเป็นผู้น่าเคารพ  เขาหรือเธอ เป็นที่ยอมรับว่าได้ถือปฏิบัติฤทธิกุศลเยี่ยงคริสตชน (ทางเทววิทยา : ความเชื่อ ความหวัง และความรัก คาร์ดินัล: ความปรีชาญาณ  ความเที่ยงธรรม ความเช้มแข็ง และความอดทน  คนอื่น: ความยากจน ความบริสุทธิ์ ความนบนอบ  ความสุภาพ etc.) ถึงระดับ”วีระชน” หรือ ถึงระดับรับการเป็นมรณะสักขีจริงๆ หรืออุทิศชีวิตของเขาหรือของเธอตามที่สำนักงานย่อยต้องการและกำหนดไว้.

Beatification is the intermediary stage in view of canonization. If the candidate is declared a martyr, he or she becomes a Blessed immediately, otherwise it is necessary that a miracle be recognized owed to his or her intercession. Generally, this miraculous event is a healing held to be scientifically unexplainable, judged so by a Medical Commission composed of specialists, both believers and non-believers. First the theological consultants and then the Cardinals and Bishops of the Congregation also pronounce themselves on these miracles and the Holy Father authorizes the relative decree. In order to be canonized, that is, so that a person can be declared a Saint, a second miracle that took place after the beatification must be attributed to the Blessed’s efficacious intercession.

การประกาศแต่งตั้งให้เป็นบุญราศรี เป็นระดับกลางเพื่อนำไปสู่ทัศนะการเป็นนักบุญ  ถ้าผู้รอพิจารณาได้รับการประกาศเป็นมรณสักขี เขาหรือเธอก็เป็นมรณสักขีทันที  มิฉะนั้น อาจจำเป็นต้องมีอัศจรรย์สักเรื่องหนึ่งเป็นที่รับรู้ว่าเป็นการเสนอวิงวอนของเขาหรือเธอ  โดยทั่วไป เหตุการณ์น่าอัศจรรย์นี้ก็เป็นการรักษาให้ทุเลาที่ไม่สามารถอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้  ได้รับการตัดสินโดยคณะกรรมาธิการทางการแพทย์ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ทั้งที่เป็นคนคริสต์และไม่ใช่  กลุ่มแรกคือที่ปรึกษาทางเทววิทยาและจากนั้นก็คือ กลุ่มพระคาร์ดินัลและบิสชอปของสมณกระทรวงด้วยที่ประกาศรับรองเรื่องอัศจรรย์เหล่านี้ และพระสันตะปาปาผู้ถืออำนาจกฤษฎีกาที่เกี่ยวเนื่อง  เพื่อจะได้มีการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญ คือว่า ต้องมีอัศจรรย์ที่สองเกิดขึ้นหลังการแต่งตั้งเป็นบุญราศรีนั้น ต้องเกิดขึ้นจากการเสนอวิงวอนที่ทรงประสิทธิภาพของท่านบุญราศรี.

More than a “factory” that constantly produces saints, the Congregation is then, the Dicastery of the Roman Curia that, with centuries-old experience is specialized in recognizing them and with great diligence, expertise, and scientific rigor carries forward a process that verifies if a member of the faithful lived a high degree of holiness, in such a way as to be proposed as a model for the universal Church.

มากกว่า “โรงงานทำนักบุญ” ที่ผลิตนักบุญต่อเนื่องมา  สมณกระทรวง ครั้นแล้ว ก็คือสำนักงานย่อยของ Roman Curia ที่ ด้วยประสพการณ์เก่าแก่หลายศตวรรษ เชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการรับรู้เรื่องเหล่านี้ และด้วยความปรีชายิ่ง ประสพการณ์ล้นเหลือ และความเชี่ยวชาญทางทางวิทยาศาสตร์ ได้แบกรับกระบวนการที่ทำให้เป็นจริงได้ ถ้าสมาชิกของสัตบุรุษดำเนินชีวิตความศักดิ์สิทธิ์ระดับสูง  ในหนทางที่สามารถนำมาเสนอเป็นแบบอย่างสำหรับพระศาสนจักรสากลได้.

Q: In the Apostolic Exhortation Gaudete et exsultate, the Pope speaks of the “middle class of holiness”. How can these “saints next door” be recognized and offered as examples to the community of believers?

ถ. ใน Apostolic Exhortation ความเห็นเสนอแนะ Gaudete et exsultate, โป๊บพูดถึง “ระดับกลางของความศักดิ์สิทธิ์ - middle class of holiness”  บรรดา “นักบุญประตูถัดไป” หรือ “saints next door” เป็นที่รับทราบและนำเสนอเป็นตัวอย่างแก่ชุมชนผู่เชื่อทั้งหลายหรือ?

Gaudete et exsultate is a beautiful manifesto regarding the call to holiness in today’s world because the saints show us the possibilities of living the Gospel, not only those who are already beatified or canonized, but also those whom the Pope himself calls “the saints next door” who live near us and are “reflections of God’s presence”: “parents who raise their children with immense love, in those men and women who work hard to support their families, in the sick, in elderly religious who never lose their smile” (n. 7) in a world that no longer knows how to hope and that is indifferent before the sufferings of others.

ข้อเสนอแนะ Gaudete et exsultate  คำแนะนำที่ดีเกี่ยวกับการเรียกไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ในโลกทุกวันนี้ เพราะว่า บรรดานักบุญได้โชว์พวกเราความเป็นไปได้ของการดำรงชีวิตพระวรสาร มิใช่เพียงคนเหล่านั้นที่ถูกแต่งตั้งเป็นบุญราศรีหรือเป็นนักบุญ แต่ยังรวมถึงบรรดาคนที่โป๊บเองเรียกพวกเขาว่า “นักบุญข้างห้องถัดไป” ซึ่งดำเนินชีวิตใกล้เราและเป็น”การสะท้อนถึงการสถิตย์อยู่ของพระเจ้า”: “พ่อแม่เลี้ยงลูกหลานของพวกเขาด้วยความรักสุดยอด ในผู้ชายเหล่านั้นและผู้หญิงเหล่านั้น ซึ่งทำงานหนักเพื่อสนับสนุนครอบครัวของพวกเขา ในยามเจ็บป่วย ในผู้สูงอายุที่เป็นนักบวช พวกเขาไม่เคยขาดรอยยิ้ม”(n.7) ในโลกที่ตอนนี้ไม่ทราบว่าจะหวังอะไรและนั่นก็มิได้แสดงออก ต่อหน้าการทนทรมานของคนอื่น.

The proof of holiness for the Church is precisely small actions performed each day. The holiness of the “saints next door” is that lived every day by Christians who, in every part of the world, bear witness to Jesus’s love and risk their own lives without ever taking into account their own particular interests.

การพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์สำหรับพระศาสนจักรเป็นปฏิบัติการขนาดเล็กอย่างย่นย่อที่ทำกันทุกวัน  ความศักดิ์สิทธิ์ของ”นักบุญห้องข้างๆ” ก็เกิดขึ้นทุกวันโดยคริสตชนผู้ซึ่ง ในทุกส่วนของโลก ทำเป็นประจักษ์พะยานถึงความรักของพระเยซูและเสี่ยงชีวิตของตนโดยไม่มีการร่วมส่วนในความสนใจใดๆเป็นพิเศษของพวกเขาเอง

The saints become the most successful and beautiful models of humanity. In the Exhortation Gaudete et exsultate, the Pope wrote that holiness shows the “most beautiful face of the Church” (n. 9). We can also state that, in the last decades, the veneration of the saints has once again become a considerable part of the life of the Church who recognized the need of their witness for the community of believers. The “contemporariness” of a saint is not so much due to their chronological proximity – even if there are many causes concluded or in course of blessed and saints who are our contemporaries – as it is due to a person who was complete, rich in human and Christian passion, the desired the supernatural, hungered for justice, for the love of God and of being in solidarity with each brother or sister.
Xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx3


 16 
 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2021, 05:03:44 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
         enough to think, for example, that in the past, it was necessary to wait 50 years after the death of the Servant of God before beginning to study their life, virtues or martyrdom. This is not the case today. The length of the Cause, however, depends on many factors: some are intrinsic in themselves (complexity of the person, or of the historical period in which he or she lived); others are extrinsic (the willingness, preparation or availability of the persons who work on each cause: postulators, external collaborators, witnesses, etc.).

ต. เท่าที่นำเสนอในปี 1983 เงื่อนไขใหม่ที่จ้ดการเรื่องการแต่งตั้งนักบุญสามารถลดช่วงเวลาที่ต้องการสำหรับกระบวนการทำ beatification and canonization ได้มากทีเดียว  ตัวอย่างเช่น พอแล้วที่จะคิดเรื่องนี้ในอดีต ที่ต้องรอนานถึง 50 ปีหลังความตายของผู้รับใช้พระเจ้า ก่อนที่จะเริ่มศึกษาชีวิต วีรธรรมหรือความเป็นมรณสักขี  ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาแล้ว  อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาจัดการเรื่อง ขึ้นกับปัจจัยหลายประการ  บางประการมันขึ้นกับลักษณะส่วนตนของพวกเขา ( คือความซับซ้อนของคน หรือ ของช่วงเวลาทางประวัติที่เขาหรือเธอดำเนินชีวิต)  อย่างอื่นขึ้นกับ(ความประสงค์ การตระเตรียมหรือมีใครร่วมบ้างในแต่ละกรณี คือ ผู้นำเสนอเรื่องราว  ผู้ร่วมมือภายนอก ประจักษ์พะยาน ฯลฯ)

Ease case has its own numbers: the witnesses who provide testimony in the diocesan phases can be quite a few dozen. There is also a good number of other people and specialists involved. Still regarding time, each process of beatification and canonization has its own steps: the investigation, taking of testimony, drafting the Positiones, examination conducted by theological consultors and, depending on the cause, historical consultants. Then, there is time needed to consult medical experts when there is a possible miracle of healing to examine. Once this is all completed and each step has been positive, it is then presented to the ordinary session of the members of the Congregation, that is, the cardinals and bishops.

แต่ละกรณี มีจำนวนนับของตนเองเช่น ประจักษ์พะยานที่เป็นพะยานในกลุ่มงานกับสังฆมณฑลสามารถจัดให้ได้เพียงสองสามโหล  และจะมีจำนวนมากพอควรที่เป็นประชาชนหรือผู้เชี่ยวชาญอื่น  ยังคงเกี่ยวกับเวลา แต่ละกระบวนการของ beatification and canonization มีช่วงเดินหน้าของตน คือ การสืบสวนสอบสวน การจัดพะยาน การร่างคำเสนอ (Positiones เพื่อแสดงแก่คณะกรรมการ) การตรวจสอบที่ทำโดยที่ปรึกษาทางเทววิทยาและ  ขึ้นกับเนื่องของใคร ต้องมีคณะผู้สอบประวัติด้วย  และแล้ว  ต้องมีเวลาสำหรับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ เมื่ออาจจะมีอัศจรรย์เรื่องการบำบัดรักษาที่ต้องตรวจสอบ  และเมื่อกระบวนการทั้งหมดครบ  และแต่ละขั้นตอนผลเป็นบวก  ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องนำเสนอไปสู่การประชุมปกติของคณะกรรมการสมณกระทรวง นั่นคือ คณะ พระคาร์ดินัลและบรรดาบิสชอป.

Once the entire process has been concluded, the final word belongs to the Pope.
The Prefect of the Congregation submits the various causes to him for approval.
There are truly many cases (currently, those causes in course in Rome number almost 1,500, while those at the diocesan level number more than 600). The fact itself that not all of them are successful goes to show the seriousness of the process. This does not mean, however, that those who are not proposed for the veneration of the faithful were not exemplary people because of their witness of life.

เมื่อกระบวนการทั้งหมดสรุปได้แล้ว  คำตัดสินสุดท้ายต้องขึ้นกับโป๊บ
ประธานสมณกระทรวงได้ส่งเรื่องที่เสนอสมณกระทรวงหลายเรื่องมาถึงท่านเพื่อลงชื่อรับรอง จริงๆแล้วมีหลายกรณีจริงๆ (ที่เข้ามาด่วน กรณีเหล่านั้นที่เข้าแถวรอในโรมมีจำนวนเกือบ 1,500 เรื่อง  ในขณะในระดับสังฆมณฑลจะมีเพียงประมาณไม่มากกว่า 600 กรณี) ความจริงที่ว่าไม่ใช่ทุกเรื่องทุกกรณีจะประสพความสำเร็จนั้น แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของกระบวนการ อย่างไรก็ดี  แบบนี้มิได้หมายความว่าบรรดาคนที่มิได้รับการตัดสินเพื่อให้มีการให้ความเคารพนับถือของบรรดาสัตบุรุษนั้น มิได้เป็นตัวอย่างเพราะการดำเนินชีวิตแบบนั้น

Q: The large number of canonizations and beatifications promoted by the Congregation is an indication of the vitality of the Church in every age. On average, of the causes in process how many are brought to conclusion each year?

ถ. จำนวนมากของการประกาศเป็นนักบุญและบุญราศรี ที่เสริมส่งโดยสมณกระทรวง เป็นการชี้ถึงความมีชีวิตชีวาของพระศาสนจักรในทุกยุคสมัย  โดยเฉลี่ย ถึงจำนวนที่ดำเนินเรื่องอยู่นั้นมีจำนวนมากน้อยเท่าใดที่สรุปได้ในแต่ละปี?

The results of the last five decades the Congregation has been operative is not only positive, but surprising. Simplifying the process had allowed the number of people proposed to the veneration of the faithful to increase. They come from every continent and belong to all the categories of the people of God.
The spiritual and pastoral benefits of these fifty years since the foundation of the Congregation for the Causes of Saints (1969) is singular: as of the end of 2020, the total number is 3,003 beatifications and 1,479 canonizations. There are normally two Ordinary Sessions per month and four causes are examined in each of them.

ผลที่สมณกระทรวงปฏิบัติอยู่ในช่วงเวลาห้าสมัย ไม่ใช่มีเพียงที่สำเร็จ คือน่าประหลาด  การทำให้งานทางปฏิบัติง่ายลงทำให้จำนวนคนที่รับการเสนอให้ได้รับคารวะจากสัตบุรุษเพิ่มสูงขึ้น  พวกเขามาจากทุกทวีปและมาจากประชากรทุกเหล่าที่เป็นบุตรพระเจ้า      ผลประโยชน์ทางจิตวิญญาณและทางงานบริหารวัดของงานห้าสิบปีเหล่านี้ ตั้งแต่การก่อตั้งสมณกระทรวงเพื่อนักบุญ(1969)เป็นเลขเดียว  ตอนนี้เมื่อสิ้นปี 2020 จำนวนผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศรี 3,003 คนและ นักบุญ 1,479 คน  โดยปกติจะมีการประชุมปกติสองครั้งต่อเดือน และมีการตรวจสอบสี่คนในแต่ละครั้ง                                         

Therefore, the approximate number of causes brought to conclusion each year is between 80 and 90. This and other data can be accessed by visiting the Congregation’s web site that offers everyone easy and complete access to all the information about the Congregation and the process of canonization. To date, in addition to the main documents and publications, the site contains more than a thousand entries on the blesseds and saints of the last seven pontificates, enriched with images, citations, biographies, homilies, external links and multi-media material.

ดังนั้น จำนวนกรณีโดยประมาณที่นำสรุปได้แต่ละปีจะประมาณ 80 และ 90 คน  ข้อมูลนี้และข้อมูลอื่นสามารถพบได้โดยไปเยือนเว็บไซต์ของสมณกระทรวง ที่เสนอให้ทราบแบบง่ายๆและได้ขัอมูลครบทุกเรื่องเกี่ยวกับสมณกระทรวงและกระบวนการตั้งนักบุญ  ถึงปัจจุบัน เมื่อเพิ่มเอกสารและสิ่งพิมพ์หลัก  ศูนย์ที่ว่านี้มีงานมีงานส่งเข้ามาเป็นพันว่าด้วยบุญราศรีและนักบุญในสมณสมัยโป๊บเจ็ดองค์ที่แล้ว หนาแน่นไปด้วยรูปภาพต่างๆ  ข้อชี้แจงสารพัด ชีวประวัติมากมาย บทสอนใจ ข้อมูลภายนอกและเรื่องเกี่ยวกับสื่ออื่นๆ

Q: Often from the outside, the same vitality that raises models of Christian life to the honors of the altar is labeled “the saint factory”. Can you succinctly explain the rigor followed in the process of the beatification and canonization of a candidate?

ถ. บ่อยมากจากภายนอก  ความมีชีวิตชีวาเดียวกันที่ยกแบบอย่างของชีวิตคริสตชนไปสู่การให้เกียรติบนพระแท่น จะติดตราว่า”โรงงานนักบุญ”  ท่านสามารถอธิบายอย่างรวบรัดถึงความเร่าร้อนที่ตามมาในกระบวนการแต่งตั้งบุญราศรีและการประกาศคนใดคนหนึ่งเป็นนักบุญอย่างไร?

The expression could even work, if it is understood in the positive sense, that is, that place in which people work so as to arrive at the serious and honest presentation of persons worthy of being proposed as models of holiness. While the number of candidates is considerable, it is nevertheless important to add that this does not detract from the Congregation’s accuracy, deepening and authority. 

การอธิบายทำได้อยู่แล้ว  ถ้าเข้าใจในความรู้สึกด้านบวก  คือ ว่า สถานที่ที่คนทำงานจนสามารถแสดงอย่างซื่อสัตย์และจริงจัง  ของบรรดาบุคคลที่มีคุณค่า  ที่ถูกนำเสนอเป็นแบบอย่างความศักดิ์สิทธิ์  ขณะที่จำนวนผู้ถูกนำเสนอรอ ก็น่าพิจารณา  อย่างไรก็ดี  เป็นเรื่องสำคัญที่จะเพิ่มว่า เรื่องนี้มิได้เอามาจากความแม่นยำของสมณกระทรวง ที่ล้วงลงลึกและโดยอำนาจที่มี.
Xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx2
 

 17 
 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2021, 04:51:34 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                    มองหานักบุญ : แบบฉบับของมนุษย์ “ที่ประสพความสำเร็จที่สุด”
                                                                              Looking for saints: The “most successful” types of human beings     

 Cardinal Marcello Semeraro in his office  คาร์ดินัล มาร์เซลโล เซเมราโร ในที่ทำงานของเขา

Vatican News continues with its inside look at the history, objectives and “mission budgets” of the various Holy See dicasteries assisting the Pope in his pastoral ministry. Here featured is the Congregation for the Causes of Saints, with an interview with the Prefect, Cardinal Marcello Semeraro.

Vatican News ยังติดตามภายในภาพลักษณ์ประวัติศาสตร์ วัตถุประสงค์และ”งบประมาณทางภาระกิจ” ของสำนักงานย่อยของสันตะสำนักต่างๆ ที่ช่วยงานของพระสันตะปาปา ในงานปกครองวัด  ที่นี่ แสดงภาพสมณกระทรวงเพื่อเรื่องของนักบุญ  มาจากการสัมภาษณ์คาร์ดินัลมารเซลโล เซเมราโร ประธานสมณกระทรวง.

By Giancarlo La Vella –เรื่องจากข้อเขียนของ เจียนคาร์โล ลา เวลลา Vatican City

There are many ways to define holiness. One of them is to consider holiness as a model, or rather, the model, of beauty of the human person. This is what this Vatican Dicastery has been doing since 1969, the year of its foundation – combing through the lives of the candidates for the honors of the altar, looking for the Gospel in their lives so that every Christian might look to them as credible and, most importantly, imitable witnesses.

มีหลายวิธีที่จะจำกัดความความศักดิ์สืทธิ์ หนึ่งในวิธีดังกล่าวคือพิจารณาความศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็นประหนึ่งตัวต้นแบบ หรือ ต้นแบบของความสวยสดงดงามของมนุษย์คนนั้น  นี่คือสิ่งที่สำนักงานย่อยวาติกันกำลังทำอยู่ตั้งแต่ปี 1969 ปีที่ก่อตั้งสำนักงานย่อยนี้ – สางดูชีวิตของผู้ที่ถูกนำรายชื่อมาเพื่อรับเกียรติบนพระแท่น  ตรวจสอบหาพระวรสารในชีวิตของพวกเขา เพื่อว่าคริสตชนทุกคนสามารถมองพวกเขาประหนึ่งคนที่เชื่อถือได้ และ ที่สำคัญที่สุด เป็นประจักษ์พยานที่คนเลียนแบบได้.

Behind the proclamation that someone is a Saint, there is a scrupulous, collective dedication that takes years, sometimes decades. The complex process requires the participation of people who possess various competencies for which the costs totaled about 2 million euro in 2021.

เบื้องหลังการประกาศว่าใครคนหนึ่งเป็นนักบุญ  ก็จะมีการแสดงให้เห็นความเป็นกลุ่มก้อน ที่เคลือบแคลงสงสัย ที่กินเวลาหลายปี บางกรณีหลายทศวรรษ  กระบวนการซับซ้อนต้องการการมีส่วนร่วมของผู้คนที่มีความสามารถพิเศษในสาขาต่างๆ   ซึ่งมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 2 ล้านยูโรในปี 2021 (Money Exchange inJune 29 is  37.972 THB.to 1EURO and.31.83 THB. to 1US Dollar)

The “saint factory” is an expression that “could even work, if it is understood in the positive sense, that is, that place in which people work so as to arrive at the serious and honest presentation of persons worthy” of the title, observes the Prefect of the Congregation, Cardinal Marcelle Semeraro, who explains how the dicastery functions.

“โรงงานผลิตนักบุญ” เป็นการแสดงออกว่า “ สามารถทำงานได้ ถ้าเข้าใจในความรู้สึกด้านบวก  นั่นคือ สถานที่ที่คนทำงานให้มาถึงการเสนอที่ซื่อสัตย์และจริงจังของบุคคลที่ทรงคุณค่า”  ของสมญานาม(นักบุญ) เป๋นผู้ดูแลในฐานะสมณประธานกระทรวง พระคาร์ดินัลมาร์เซลเล เซเมราโรซึ่งอธิบายให้ฟังว่าสำนักงานย่อย dicastory นี้ทำหน้าที่อะไร.

Q: The Lord addresses the call to holiness to “all the faithful of Christ of whatever rank or status” (Lumen gentium). And yet from its origins, the Church has always felt the need to recognize exemplary witnesses and to “officially” accept their fidelity to the Gospel message. What role does the Congregation for the Causes of Saints play in this process?

ถ: องค์พระเจ้าตรัสถึงการเรียกไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ ถึง “ทุกคนที่สัตย์ซื่อของพระคริสต์ ไม่ว่ายศชั้นใดหรือสถานะใด” (Lumen gentium). และตั้งแต่ต้นกำเนิดของมัน พระศาสนจักรรู้สึกเสมอถึงความต้องการที่จะรับทราบประจักษ์พะยานที่เป็นตัวอย่าง และยอมรับ”อย่างเป็นทางการ” ถึงความมั่นใจของพวกเขาต่อสาส์นแห่งพระวรสาร  บทบาทใดเล่าที่สมณกระทรวงว่าด้วยการพิจารณานักบุญปฏิบัติการในการดำเนินการ?

As the Second Vatican Council reminded us, holiness is certainly a universal vocation, for each and every person. Regarding the official recognition of the holiness of an individual Christian, we are speaking of an ancient tradition. From early on, in fact, when the news spread about some martyr, or of someone who had lived the Gospel in an exemplary way, they were proposed as models of life for everyone and as intercessors before God for the needs of the believers. Various canonical procedures and rules govern the declaration that someone is a saint. But the fundamental focus is this: the Church has always believed that its members can attain holiness and that they must be known and proposed for public veneration.

ตามที่สังคายนาวาติกันที่สองทวนให้เราจดจำคือ ความศักดิ์สิทธิ์แน่นอนเป็นกระแสเรียกสากลอย่างหนึ่ง สำหรับแต่ละคนและทุกคน  เกี่ยวกับการรับรู้เป็นทางการถึงความศักดิ์สิทธิ์ของคริสตชนแต่ละคน เรากำลังพูดถึงธรรมประเพณีเก่าแก่  อันที่จริง ตั้งแต่ต้นแล้ว เมื่อข่าวแพร่ออกไปถึงเรื่องมรณสักขีบางคน  หรือบางคนที่ดำเนินชีวิตตามพระวรสารในวิถีทางที่เป็นตัวอย่าง พวกเขาถูกถือว่าเป็นแบบอย่างของชีวิตสำหรับแต่ละคนและเป็นดังผู้เสนอวิงวอนต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า สำหรับความต้องการของสัตบุรุษ  กระบวนการทางกฎหมายและข้อบังคับต่างๆมีไว้เพื่อปฏิบัติในการประกาศว่าบางคนเป็นนักบุญ  แต่ศูนย์รวมพื้นฐานคือข้อนี้ที่ว่า : พระศาสนจักรเชื่อเสมอว่าสมาชิกสามารถได้รับความศักดิ์สิทธิ์ และ พวกเขาต้องเป็นที่รู้จักและถูกนำเสนอเพื่อการคารวะสาธารณะ.

The Congregation for the Causes of Saints follows the iter of beatification and canonization of the Servants of God, assisting the bishops through the investigation process regarding the martyrdom or the offering of their life and miracles of a faithful Catholic who, while he or she was living, while they were dying and after their death, were held to be holy, either due to martyrdom or through the offering of their lives. Those faithful Catholics whose cause for beatification and canonization has been initiated are called Servants of God. In every case, it is always necessary that there be an authentic, widespread and enduring “reputation for sanctity”, or that it is commonly believed by the Christian community that they lived an integrated life, that they exercised Christian virtue and that their lives had been fruitful.
 
สมณะกระทรวงเพื่อแต่งตั้งนักบุญ เดินตามหนทางของการแต่งตั้งเป็นบุญราศรีและการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญของบรรดาผู้รับใช้พระเจ้า โดยช่วยบรรดาบิชอปทางกระบวนการสืบสวนความเป็นมรณสักขี หรือเสนอชีวิตหรืออัศจรรย์ของคาทอลิกผู้สัตย์ซื่อ ซึ่ง ขณะที่เขาหรือเธอมีชีวิตอยู่ ขณะที่ตายลงและหลังความตายของพวกเขา ถือว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ หรือเนื่องจากการเป็นมรณสักขี หรือจากชีวิตของพวกเขา  คาทอลิกผู้ซื่อสัตย์เหล่านั้น ซึ่งการพิจารณาเพื่อประกาศเป็นบุญราศรีหรือแต่งตั้งเป็นนักบุญ มีการริเริ่มที่เรียกกันว่าผู้รับใช้ของพระเจ้า ในทุกกรณี มันจำเป็นเสมอว่า มี”ชื่อเสียงด้านความศักดิ์สิทธิ์” หรือ เป็นที่เชื่อกันโดยทั่วไปจากชุมชนคริสตชน ว่าพวกเขาดำเนินชีวิตสมบูรณ์ครบครัน  ว่า พวกเขามีฤทธิกุศลแบบคริสตชนและว่าชีวิตของพวกเขาได้ผลบริบูรณ์.

Q: Your activity truly requires “teamwork” including the participation of postulators, witnesses, consultants, theologians, academics, doctors, cardinals, bishops. How many people are involved and how is the work of the various phases structured?

ถ. งานของท่านจริงๆแล้วต้องการ “ทีมผู้ปฏิบัติงาน” หรือ “teamwork” ที่รวมเอาการมีส่วนร่วม ของผู้ยื่นคำร้อง  ประจักษ์พะยาน  ที่ปรึกษา นักเทววิทยา บัณฑิตผู้ทรงความรู้  บรรดานายแพทย์  พระคาร์ดินัลหลายองค์  บิสชอปหลายองค์  มีผู้คนมารวมกันทำงานจำนวนเท่าใด  และ งานของขั้นตอนต่างๆวางโครงสร้างไว้อย่างไร?
 

 18 
 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2021, 05:10:19 AM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                               Pope Francis’ post-operative progress proceeds well

                                                            Pope Francis' post-operative progress proceeds well after last Sunday's surgery
                                                                          https://www.vaticannews.va/.../post-operative-recovery...


VATICANNEWS.VA
Post-operative recovery proceeds well and Pope eating regularly - Vatican New
ข่าววาติกัน
หลังก่ารผ่าตัดลำไส้เสร็จโป๊บฟรังซิสสบายดีและสามารถเสวยพระกระยาหารได้แล้ว  ไม่มีอาการน่าเป็นห่วงใดๆๆ
พระองค์ได้รับสารแสดงความเป็นห่วงใยจากผู้หวังดีทั่วโลก และได้ตอบกลับขอบคุณผู้หวังดี พร้อมสัญญาจะภาวนาตอบแทนทุกท่าน
                                             vichitr_t@hotmail.com

Post-operative recovery proceeds well and Pope eating regularly
Results from the histological exam confirm the diverticulitis. Pope Francis “is touched by the many messages and the affection received in these days and expresses his gratitude for the closeness and prayer”.
Vatican News
The post-operative recovery of Pope Francis continues following last Sunday’s planned intestinal surgery. The Director of the Holy See Press Office, Matteo Bruni, gave the update in Wednesday’s statement on the Pope’s health.
In the statement, Bruni notes that “the post-operative progress of His Holiness Pope Francis continues to be regular and satisfactory. The Holy Father has continued to eat regularly, and infusion therapy has been suspended.”
The Director of the Press Office continues, “the final histological examination has confirmed a severe diverticular stenosis with signs of sclerosing diverticulitis.”

In conclusion, the statement notes that “Pope Francis is touched by the many messages and the affection received in these days and expresses his gratitude for the closeness and prayer.”
  

 19 
 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2021, 02:42:15 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                    อียูตรวจสอบวาติกันหลังเจอฉ้อโกงเงินบริจาคหมื่นล้าน
ส่องคดีทุจริตโลก:เมื่อ 'อียู'ตรวจสอบ'วาติกัน'หลังเจอครหาฉ้อโกงเงินบริจาคนับหมื่น ล.
วันอาทิตย์ ที่ 04 ตุลาคม 2563 เวลา 17:30 น.

เขียนโดย isranews
 
กับการทุจริตนั้นมาจากกรณีที่สำนักเลขาธิการแห่งนครรัฐวาติกันได้ใช้เงินส่วนมากซึ่งมาจากการบริจาคเป็นจำนวนทั้งสิ้น 350 ล้านยูโร (12,946,754,397 บาท) ไปกับการร่วมทุนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวนี้ และปรากฎว่าในรายละเอียดการใช้จ่ายเงินดังกล่าว พบว่ามีการใช้เงินเป็นจำนวนหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อจ่ายให้กับนักธุรกิจชาวอิตาลีรายหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในการลงทุน

ส่องคดีทุจริตโลก (www.isranews.org) ในสัปดาห์นี้ ขอนำเสนอประเด็นความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับแวดวงคริสตจักรกันอีกครั้งหนึ่ง    โดยเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งได้รายงานว่าผุ้ประเมินและต่อต้านการฟอกเงินของสหภาพยุโรปหรืออียูจะมีกำหนดการไปเยือนยังนครรัฐวาติกัน เพื่อจะตรวจสอบในกรณีที่มีการรายงานข้อพิรุธเรื่องการบริหารจัดการเงินในนครรัฐแห่งนี้ ซึ่งข้อครหาดังกล่าวส่งผลทำให้ให้มีหลายคนรวมไปถึงพระคาร์ดินัลที่ทรงอิทธิพลที่สุดต้องถูกไล่ออกจากตำแหน่ง

โดยในช่วง 2 สัปดาห์หลังจากนี้ ทางทีมงานจาก Moneyval หรือหน่วยงานด้านการเฝ้าระวังารฟอกเงินของอียูจะดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของทางวาติกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการฟอกเงินและการให้เงินเพื่อสนับสนุนการก่อการร้าย

โดยทางนครรัฐวาติกันได้ยินยอมการประเมินความโปร่งใสจากหน่วยงาน Moneyval หลังจากนครรัฐแห่งนี้ได้เคยเซ็นข้อตกลงอนุสัญญาการเงินของสหภาพยุโรปไปเมื่อปี 2552 ซึ่งสาเหตุที่ทางนครรัฐวาติกันได้เซ็นอนุสัญญาด้งกล่าวก็เนื่องมาจากก่อนหน้านี้นั้นภาพพจน์ในด้านความโปร่งใสของนครรัฐวาติกันประสบกับข้อครหาเป็นอย่างยิ่งเนื่องพบว่ามีการใช้บัญชีในประเทศที่เป็นสถานที่ในการหลบเลี่ยงภาษี และยังพบว่าธนาคารเจ้าของบัญชีเหล่านั้นมีส่วนในประเด็นทุจริตหลายกรณี

และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น ก็มีข้อวิจารณ์จากหน่วยงานเฝ้าระวังด้านการใช้จ่ายงบประมาณของนครรัฐวาติกัน ซึ่งตำหนิการทำหน้าที่ของนครรัฐวาติกันอย่างรุนแรง เนื่องจากฝ่ายกฎหมายของนครรัฐไม่สามารถที่จะพิพากษาคดีทุจริตหลายคดีอันเกี่ยวข้องกับการรับการโอนเงินอันมีที่มาจากแหล่งเงินต้องสงสัย

โดยในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายของนครรัฐวาติกันได้เปิดการสืบสวนข้อครหาการทุจริต อันเนื่องมาจากข้อร้องเรียนว่าการลงทุนในสันตะสำนัก (Holy See) เพื่อร่วมทุน อสังหาริมทรัพย์ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังฤษนั้นอาจมีข้อทุจริต

ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับการทุจริตนั้นมาจากกรณีที่สำนักเลขาธิการแห่งนครรัฐวาติกันได้ใช้เงินส่วนมากซึ่งมาจากการบริจาคเป็นจำนวนทั้งสิ้น 350 ล้านยูโร (12,946,754,397 บาท) ไปกับการร่วมทุนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวนี้ และปรากฎว่าในรายละเอียดการใช้จ่ายเงินดังกล่าว พบว่ามีการใช้เงินเป็นจำนวนหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อจ่ายให้กับนักธุรกิจชาวอิตาลีรายหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในการลงทุน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นมีข่าวใหญ่ซึ่งสะเทือนวงการคริสตจักรออกมา เพื่อพระสันตะปาปาฟรานซิสได้ไล่พระคาร์ดินัลแอนเจโล เบคซิว (Angelo Becciu) ออกจากตำแหน่งคาร์ดินัล โดยนายเบคซิวนั้นถือได้ว่าเคยเป็นผู้ที่มีอำนาจอันดับ 2 ในสำนักเลขาธิการวาติกันมาตั้งแต่ปี 2554-2561ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นพระสันตะปาปาฟรานซิสยังเป็นผู้ที่แต่งตั้งให้นายเบคซิวได้ดำรงตำแหน่งเป็นอุปราชประจำสมณะกระทรวงการแต่งตั้งนักบุญแห่งนครรัฐวาติกัน

อย่างไรก็ตามนายเบคซิวได้กล่าวว่าพระสันตะปาปาฟรานซิสได้ใช้ข้อกล่าวหาซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องและไม่มีมูลมาไล่เขาออกจากตำแหน่ง ซึ่งข้อกล่าวหาระบุว่าเขาได้ยักยอกเงินจำนวน 1 แสนยูโร (3,699,072 บาท) ซึ่งเป็นเงินในส่วนรับผิดชอบของสันตะสำนัก นำไปบริจาคให้กับมูลนิธิแห่งหนึ่งซึ่งมีน้องชายของเขาเป็นผู้ควบคุมมูลนิธิดังกล่าว

แต่ทั้งนายเบคซิวและครอบครัวก็ได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่ได้มีการทำอะไรผิดแต่อย่างใด

ทั้งนี้รายงานว่าหลังจากการออกจากตำแหน่งของนายเบคซิวและการตรวจสอบของ Moneyval ก็มีการคาดการณ์ว่าพระสันตะปาปาจะแต่งตั้งพระคาร์ดินัลจอร์จ เพล ให้เข้ามาดูกำกับดูแลการและแก้ไขปัญหาเรื่องการใช้จ่ายเงินที่ไม่โปร่งใสของนครรัฐวาติกันต่อไป

อย่างไรก็ตามนายเบคซิวได้กล่าวว่าพระสันตะปาปาฟรานซิสได้ใช้ข้อกล่าวหาซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องและไม่มีมูลมาไล่เขาออกจากตำแหน่ง ซึ่งข้อกล่าวหาระบุว่าเขาได้ยักยอกเงินจำนวน 1 แสนยูโร (3,699,072 บาท) ซึ่งเป็นเงินในส่วนรับผิดชอบของสันตะสำนัก นำไปบริจาคให้กับมูลนิธิแห่งหนึ่งซึ่งมีน้องชายของเขาเป็นผู้ควบคุมมูลนิธิดังกล่าว

แต่ทั้งนายเบคซิวและครอบครัวก็ได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่ได้มีการทำอะไรผิดแต่อย่างใด

ทั้งนี้รายงานว่าหลังจากการออกจากตำแหน่งของนายเบคซิวและการตรวจสอบของ Moneyval ก็มีการคาดการณ์ว่าพระสันตะปาปาจะแต่งตั้งพระคาร์ดินัลจอร์จ เพล ให้เข้ามาดูกำกับดูแลการและแก้ไขปัญหาเรื่องการใช้จ่ายเงินที่ไม่โปร่งใสของนครรัฐวาติกันต่อไป

Credit  :   สำนักข่าวอิศรา
@isranewsfanpage  · บริษัทด้านสื่อ/ข่าวสาร

                                                                                   Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                        Alan  Petervich  -  Peter Vichitr Thongthua
                                                                                           22  June  2021



 20 
 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2021, 06:19:58 PM 
เริ่มโดย Petervich - กระทู้ล่าสุด โดย Petervich
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                       ส่องคดีทุจริตโลก: สอบสวน 'วาติกัน' ลงทุนเอี่ยวบรรษัทฟอกเงินผ่านธนาคารสวิส

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม 2562 เวลา 13:30 น.
เขียนโดย  isranews

"...กองทุนเซ็นจูเรี่ยน โกลบอล ฟัน (Centurion Global Fund) ที่ทางนครรัฐวาติกันเข้าไปลงทุนประสบภาวะขาดทุนเป็นจำนวน 4.6 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2561 และยังประสบกับปัญหาด้านการบริหารเงินเป็นจำนวนถึง 2 ล้านยูโร (67,197,454 บาท) ซึ่งในช่วงปี 2561 กองทุนแห่งนี้ได้เพิ่มเงินลงทุนเข้าไปอีกเป็นจำนวน 70 ล้านยูโร (2,351,857,979 บาท) โดยสองในสามของเงินที่ว่ามานั้น มาจากสำนักงานบริหารศาสนจักรส่วนกลาง (Holy See’s Secretariat of State) และเงินบริจาคในถุงทานของ Peter’s Pence ซึ่งพระสันตะปาปานำเงินจำนวนนี้ไปใช้สำหรับช่วยในงานการกุศลเมตตาและงานฉุกเฉิน และการบริจาคอุทิศที่สังฆมณฑลรอบโลกหามาเพื่อสนับสนุนงานของวาติกัน..."

Nationalcatholic

ส่องคดีทุจริตโลก สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ประจำสัปดาห์นี้ขอนำเสนอกรณีทุจริตอันเกี่ยวข้องกับการใช้เงินลงทุนของคริสตจักรซึ่งกลายเป็นเครื่องมือในการฟอกเงินจำนวนมหาศาล

โดยเว็บไซต์ National Catholic Register ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข่าวด้านศาสนาคริสต์ของสหรัฐอเมริกา อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือพิมพ์อิตาลี ชื่อว่า Corriere della Serra ได้รายงานข่าวว่า กองทุนเซ็นจูเรี่ยน โกลบอล ฟัน (Centurion Global Fund) ที่ทางนครรัฐวาติกันเข้าไปลงทุนประสบภาวะขาดทุนเป็นจำนวน 4.6 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2561 และยังประสบกับปัญหาด้านการบริหารเงินเป็นจำนวนถึง 2 ล้านยูโร (67,197,454 บาท)

ซึ่งในช่วงปี 2561 กองทุนแห่งนี้ได้เพิ่มเงินลงทุนเข้าไปอีกเป็นจำนวน 70 ล้านยูโร (2,351,857,979 บาท) โดยสองในสามของเงินที่ว่ามานั้น มาจากสำนักงานบริหารศาสนจักรส่วนกลาง (Holy See’s Secretariat of State) และเงินบริจาคในถุงทานของ Peter’s Pence ซึ่งพระสันตะปาปานำเงินจำนวนนี้ไปใช้สำหรับช่วยในงานการกุศลเมตตาและงานฉุกเฉิน และการบริจาคอุทิศที่สังฆมณฑลรอบโลกหามาเพื่อสนับสนุนงานของวาติกัน

ผลจากกรณีดังกล่าว ส่งผลทำให้สาธารณชนได้ออกมาตั้งคำถามถึงการบริหารเงินของกองทุนเป็นอย่างมาก ในประเด็นที่ว่า ทำไมต้องมีการเพิ่มเงินลงทุนของกองทุนเป็นจำนวนมากทั้งๆที่ยังประสบปัญหาขาดทุนอยู่

Centurian

เว็บไซต์ของกองทุน เซ็นจูเรี่ยน โกลบอล ฟัน (Centurion Global Fund)

ต่อมาสำนักข่าวคาทอลิกนิวส์ (CNA) ได้เข้าสืบสวนในเรื่องการใช้เงินของกองทุนเซนจูเรียนฯ ดังกล่าว จนพบว่ามีธุรกรรมทางการเงินอันเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างประเทศที่ถูกกล่าวหาว่ามีการฟอกเงินเกิดขึ้น

โดยเอกสารแสดงความก้าวหน้าของกองทุนได้ระบุว่าเงินลงทุนของกองทุนเซ็นจูเรี่ยนทั้งหมดอยู่ในบัญชีของธนาคาร Banca Zarattini ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งธนาคารจะทำทำหน้าที่บริหารและดำเนินการด้านการปรับปรุงบริการการค้าของกองทุน

และมีรายงานจากทางสื่อสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกาว่าธนาคารแห่งนี้ถูกกล่าวหาโดยอัยการสหรัฐอเมริกาว่ามีส่วนในการฟอกเงินมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (30,214,710,000 บาท) ให้กับบรรษัทน้ำมันแห่งชาติของประเทศเวเนซูเอลาที่มีชื่อว่า PDVSA และยังมีส่วนในการฟอกเงินให้กับประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรของเวเนซูเอลาด้วย

ZArattinibank

เว็บไซต์ของธนาคาร  Banca Zarattini

ซึ่งรายงานดังกล่าวทำให้มีการสอบสวนต่อธนาคารในข้อหาว่า ไม่ปฏิบัติตามมาตรการว่าด้วยการป้องกันการฟอกเงิน โดยในช่วงเวลาต่อมาได้มีการอายัดกองทุน(ไม่ระบุชื่อกองทุน)ที่บริหารโดยธนาคารจำนวนหนึ่ง เนื่องจากต้องสงสัยว่าเงินกองทุนที่ว่ามานั้นเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของบริษัท PDVSA

ขณะที่สื่อทางการเงินในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ออกมาทำรายงานความเชื่อมโยงด้วยว่าธนาคารแห่งนี้นั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับเงินสินบนจำนวน 62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,812,841,800 บาท) ที่ถูกจ่ายไปให้กับทางบริษัท PDVSA

บรรษัทน้ำมัน PDVSA ของเวเนซูเอลา

ทั้งนี้ มีข้อมูลยืนยันว่า กองทุนเซ็นจูเรี่ยนฯนั้นมีที่ตั้งสำนักงานอยู่ในประเทศมอลตา และยังใช้ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และอีเมลแอดเดรสเดียวกับบริษัท Gamma Capital สัญชาติมอลตา ที่ปรากฏว่าบริษัท Gamma เป็นผู้จัดการกองทุนเซ็นจูเรียนอย่างเป็นทางการ โดยผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัท Gamma ก็คือนายเอนโซ ฟิลิปปินี (Enzo Filippini) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสินทรัพย์ของธนาคาร BSI ซึ่งเป็นธนาคารสวิสที่ปิดตัวไปแล้วในช่วงปี 2559

นายเอนโซ ฟิลิปปินี (Enzo Filippini) เจ้าของและผู้ก่อตั้งบริษัท Gamma Capital

สำหรับการบริหารกองทุนของทางบริษัท Gamma Capital นั้นมีรายงานออกมาว่าในช่วงปี 2560 ทางบริษัท Gamma ได้ทำธุรกรรมการค้าทั้งหมดผ่านธนาคารแค่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นก็คือธนาคาร Banca Zarattini และต่อมาในช่วงปี 2561 บริษัท Gamma ก็ได้ใช้ธนาคาร 2 แห่งทำการค้าในกิจการด้านการเงินของลูกค้า ซึ่งก็คือธนาคาร Banca Zarattini และธนาคาร Sparkasse Bank Malta ซึ่งธนาคาร Sparkasse Bank Malta ก็ถูกสื่อมวลชนหลายแห่งรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของบรรษัทน้ำมัน PDVSA และนอกจากนี้สื่อ The Times of Malta ก็ได้รายงานอีกว่าในเอกสารปานามาเปเปอร์ได้ระบุชื่อธนาคาร Sparkasse Bank Malta เอาไว้ว่าเป็นธนาคารถูกมักจะถูกใช้บริการโดยบริษัท มอสแซค ฟอนเซกา

ยิ่งไปกว่านั้นยังปรากฎข้อมูลในเอกสารของบประมาณของทางวาติกันด้วยด้วยว่าผู้ที่บริหารกองทุนเซ็นจูเรี่ยนฯนั้นแท้จริงแล้วก็คือนายเอ็นริโก้ คราสโก (Enrico Crassco) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินให้กับทางวาติกันมาอย่างยาวนาน

ซึ่งจากกรณีดังกล่าวนั้นทำให้ทางสำนักงานสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐวาติกันต้องออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ว่าขณะนี้กำลังมีกระบวนการสอบสวนสืบสวนในเรื่องของการลงทุนในกองทุนเซ็นจูเรี่ยนฯของสำนักงานบริหารศาสนจักรส่วนกลางอย่างละเอียด และทางด้านของวาติกันเองก็พร้อมที่จะร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆเพื่อตรวจสอบในกรณีดังกล่าวนี้

อย่างไรก็ดี กองทุนเซ็นจูเรียนฯและบริษัท Gamma ได้ปฎิเสธที่จะตอบคำถามต่อสื่อมวลชนทั้งทางโทรศัพท์และทางอีเมล

เรียบเรียงจาก:http://www.ncregister.com/daily-news/vatican-investments-linked-to-global-money-laundering-investigations

กดคลิก ติดตาม ส่งแชร์ข่าวอิศรา ได้ที่นี่ https://www.facebook.com/isranewsfanpage

facebook link

หมวดหมู่รายงาน-สกู๊ป | Isranews | ข่าวทั่วไปศูนย์ข่าวสืบสวน | เรื่องเด่น - สำนักข่าวอิศรา
TAGSส่องคดีทุจริตโลก
สำนักข่าวอิศรา
เรื่องเด่น - สำนักข่าวอิศรา
ไขคำตอบ 'สถาบันอิศรา' กับ 'สสส.'

Credit  :  สำนักข่าวอิสรา
                                                                                                    Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                         Alan Petervich  --  Peter  Vichitr  Thongthua
                                                                                                            21  June   2021

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10