หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การเสด็จลงไปในนรกของพระคริสตเจ้า  (อ่าน 78 ครั้ง)
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2037



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2018, 11:36:49 AM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                        การปลอบโยนของการเสด็จลงไปในนรกของพระคริสตเจ้า
                                                                                        The Consolation of Christ’s Descent Into Hell
STEPHEN BEALE
OCTOBER 29, 2018
https://1mpkoh2uj7ew36r28p3t8kxt11gl-wpengine.netdna-ssl.com/wp-content/uploads/2018/10/1280px-Anastasis_fresco_Chora_Church-660x350.jpg
                                           

He descended into hell… .พระองค์เสด็จลงสู่นรก....

Few lines of the Apostles Creed are as overlooked as this one.
Seen alone, the truth expressed in this simple line ( - Credo in Deum Patrem omnipotentem, Creatorem Caeli et Terrae, et in Jesum Christum….crucifixus, mortuus, et sepultus: descendit ad inferos…)  is shocking: the Church teaches that Christ went to hell. สองสามบรรทัดของบทสัญลักษณ์อัครสาวก เป็นประหนึ่งถูกมองข้ามไปอย่างนี้  มองเรื่องนี้อย่างเดียว ความจริงที่แสดงออกมาในบรรทัดธรรมดานี้เป็นเรื่องที่ทำให้สะดุ้งตกใจแน่คือ พระศาสนจักรสอนว่า พระคริสตเจ้าได้เสด็จไปนรก.

[According to Saint Thomas Aquinas, there are Four Sections to Hell: Gehenna, Purgatory, and Limbo of the Children, and Limbo of the Fathers]

Why would the Church say such a thing? It seems utterly scandalous. But then so is the reality of the cross, not to mention the Incarnation itself. ทำไมพระศาสนจักรจึงพูดสิ่งเช่นนั้น?  มันดูเหมือนเรื่องน่าอดสูอย่างยิ่งยวด  แต่แล้ว ดังนั้นมันเป็นความเป็นจริงของไม้กางเขน  ไม่จำต้องอ้างการรับเอากายของพระองค์เอง.
     But still: why do we affirm that Christ descended to hell? แต่ ยังมี คือ ทำไมพวกเรายืนยันเห็นพ้องว่าพระคริสตเจ้าเสด็จลงไปสู่นรก?

The fundamental answer is that Christ did this to experience our fallen state to its fullest. That means that His death on the cross had to be a true death. And, in death, our bodies are separated from our souls. So while His body rested in the tomb, His human soul descended into hell—all the while still united to His divinity.  คำตอบพื้นฐานคือว่าพระคริสตเจ้าทำสิ่งนี้ เพื่อให้เรามีประสพการณ์กับสภาวะที่พลาดพลั้งของเราให้เต็มที่สุด  นั่นหมายความว่า การสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนต้องเป็นการตายอย่างแท้จริง  และ ในความตาย ร่างกายของพวกเราถูกแยกจากวิญญาณของเรา  ดังนั้น ขณะที่พระกายของพระองค์ถูกพักไว้ในคูหา วิญญาณมนุษย์ของพระองค์ลงไปในนรก—ณเวลาทั้งหมดยังคงรวมอยู่กับพระเทวภาพของพระองค์.

The descent to hell served two further purposes. First, during His three-day sojourn, Christ made proclaimed the gospel. As 1 Peter 3:19 says, He ‘went to preach to the spirits in prison.’ But Christ was also on a rescue mission: Church tradition holds that he rescued the holy fathers from limbo on the edge of hell, bringing them into heaven. This too is biblically grounded. (See for example Ephesians 4, quoted below.)  การเสด็จลงสู่นรกได้ปฏิบัติเพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่นอีกสองประการ  ประการแรก  ระหว่างการพักค้างสามวันของพระองค์ พระคริสตเจ้าได้ทรงประกาศพระวรสาร  เช่นที่ 1 เปโตร 3:19 กล่าว พระองค์’ได้ไปประกาศความรอดพ้นแก่วิญญาณที่ถูกจองจำ.’ แต่พระคริสตเจ้ามีพันธกิจการไถ่กู้ด้วย  ธรรมประเพณีของพระศาสนจักรยึดถือว่าพระองค์ได้ไถ่กู้กลุ่มปิตาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์จากที่กักขังตรงชายขอบนรก(Limbo of the fathers)โดยนำพวกเขาเข้าสู่สวรรค์  สิ่งนี้ด้วยมีพื้นฐานกล่าวไว้ในพระคัมภีร์. (ดูเป็นตัวอย่างที่ เอเฟซัส 4 ระบุข้างล่าง).

As with all aspects of the Passion, Christ’s descent to hell was not only a historical event. It is also something that affects our lives today—just as much as His last breath on the cross, or the piercing of His side. ด้วยแง่มุมทั้งหมดของมหาทรมาน การเสด็จลงสู่นรกไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ประการหนึ่งเท่านั้น  ยังเป็นอะไรบางอย่างที่มีผลกระทบต่อชีวิตของพวกเราทุกวันนี้ด้วย---เพียงมากเท่าที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของพระองค์บนไม้กางเขน หรือ การแทงสีข้างของพระองค์

As Catholics we believe that Christ did more than just pay the penalty for our sins. He gave us the ability to carry our own crosses to that in dying with Him we might also rise again. We are thus called to unite our suffering to His own on the cross. As Christ Himself said, “Come to me, all you who labor and are burdened, and I will give you rest” (Matthew 11:28). ในฐานะคาทอลิกเราเชื่อว่าพระคริสตเจ้าได้ทรงทำสิ่งที่มากกว่าเพียงชดใช้โทษสำหรับบาปของพวกเรา  พระองค์ได้ประทานแก่เราซึ่งความสามารถที่จะแบกกางเขนของพวกเราเองไปถึงสิ่งนั้นในการตายกับพระองค์ที่เราอาจกลับคืนชีพอีก  ดังนั้น เราถูเรียกให้มารวมเอาความทรมานของพวกเรากับของพระองค์เองบนไม้กางเขน  ดังที่พระคริสตเจ้าพระองค์เองได้ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาพบเราเถิด  เราจะให้ท่านได้พักผ่อน” (มัทธิว 11:28).

Christ Himself also comes to us, consoling us by being radically present to us in our own suffering.  พระคริสตเจ้าพระองค์เองยังได้ทรงเสด็จมาหาเรา โดยบรรเทาใจเราด้วยทรงเป็นของประทานอย่างถอนรากแก่เราในการทรมานของเราเอง.

The doctrine of the descent to hell gives us the assurance that there is no darkness, no suffering, no horror, and no fear that Christ cannot touch. As the future Pope Benedict XVI put it in his Introduction to Christianity, “This article thus asserts that Christ strode through the gate of our final loneliness, that in his Passion he went down into the abyss of our abandonment. Where no voice can reach us any longer, there is He.” คำสอนของการเสด็จลงสู่นรก ให้ความั่นใจแก่เราว่า ไม่มีความมืด ไมมีการทรมาน ไม่มีความน่ากลัวสยดสยอง และไม่มีความกลัวว่าพระคริสตเจ้าไม่สามารถแตะต้อง  เหมือนดังที่โป๊บเบเนดิกต์ที่ XVl กล่าวไว้ในสาร Introduction to Christianity ของพระองค์ว่า “บทความนี้ ด้วยประการฉะนี้ ยืนยันว่าพระคริสตเจ้าได้ก้าวอย่างองอาจผ่านประตูแห่งความโดดเดี่ยวสุดท้ายของพวกเรา ที่ ในพระทรมานของพระองค์ๆได้ทรงลงสู่ความลึกล้ำสุดของการทอดทิ้งพวกเรา  ที่ใดที่ไม่มีเสียงสามารถมาถึงเราอีกต่อไป  ที่นั่นแหละจะมีพระองค์”

Christ’s descent to hell shows us that Christ words reach us and touch us even in our moments of deepest despair. As Psalm 139 puts it, even if we tried to we could not escape His presence: การเสด็จลงสู่นรกของพระคริสตเจ้าแสดงให้พวกเราเห็นว่า พระวาจาของพระคริสตเจ้ามาถึงเราและแตะต้องเราแม้ในช่วงเวลาของความสิ้นหวังอย่างลึกซึ้งที่สุด  ดังที่เพลงสดุดี 139 ใส่เข้าไว้ แม้ถ้าพวกเราพยายามทำ เราก็ไม่สามารถหลบพ้นการสถิตย์อยู่ของพระองค์ได้
Behind and before you encircle me พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์อยู่ทั้งข้างหลังและข้างหน้า
and rest your hand upon me. และทรงวางพระหัตถ์บนข้าพระองค์
Such knowledge is too wonderful for me, ความรู้อย่างนี้อัศจรรย์เกินข้าพระองค์
far too lofty for me to reach. สูงนัก ข้าพระองค์เอื้อมไม่ถึง

Where can I go from your spirit?  ข้าพระองค์จะไปไหน ให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้?
From your presence, where can I flee? หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์
If I ascend to the heavens, you are there; ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตย์ที่นั่น
if I lie down in Sheol, there you are (verses 5-8). ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย พระองค์ทรงสถิตย์ที่นั่น (บทสดุดีที่ 5-8)

But something wonderful happens during the descent. Traditional doctrine holds that the descent was a glorious event. Traditional icons and frescoes depicting it tend to show Christ not on the cross, but carrying it as a sort of trophy. He breaks down the gates of hell, tramples Satan, and lifts Adam and Eve out of their tombs. In one traditional image, Christ is surrounded by the white mandala. In a more recent paintinga halo of light encircling Him shines into the darkness of hell. แต่บางอย่างที่น่าประหลาดเกิดระหว่างการลงสู่นรก  คำสอนตามธรรมประเพณียึดถือว่า การลงสู่นรกเป็นเหตุการณ์ที่รุ่งโรจน์ประการหนึ่ง  ภาพปรากฎและภาพวาดสีปูนเปียกแบบธรรมประเพณีวาดโดยแสดงแนวโน้มพระคริสตเจ้ามิได้อยู่บนไม้กางเขน  แต่กำลังแบกอยู่ประหนึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับ  พระองค์พังทุกประตูนรกลง ปราบซาตาน และยกอาดัมและเอวาออกจากคูหาฝังพวกเขา  ในภาพเขียนดั้งเดิมภาพหนึ่ง พระคริสตเจ้ากำลังถูกล้อมรอบโดยจักรวาลรูปวงกลมสีขาว ในภาพเขียนที่ใหม่กว่าภาพหนึ่ง ร้ศมีชองแสงที่ฉายรอบพระองค์ส่องเข้าไปในความมืดของนรก.

This perspective is confirmed the account of Ephesians 4, which makes it clear that the ascent was predicated on a descent—almost defining the ascent in terms of the descent:
Therefore, it says: ดังนั้น ก็กล่าวว่า:  “He ascended on high and took prisoners captive;he gave gifts to men.”                  What does “he ascended” mean except that he also descended into the lower regions of the earth? “พระองค์ได้เสด็จสูงขึ้นไปและได้ทรงนำผู้ถูกจำขังไปด้วย  พระองค์ทรงประทานสิ่งของให้แก่มนุษย์”  อะไรที่ว่า “พระองค์เสด็จสูงขึ้นไป” หมายความว่าพระองค์ได้เสด็จลงสู่ดินแดนของโลกที่ต่ำกว่ามิใช่หรือ?

The one who descended is also the one who ascended far above all the heavens, that he might fill all things (verses 8-10).  ผู้ที่ลงต่ำก็คือผู้ที่ขึ้นสูงไกลลิบเหนือสวรรค์ทุกชั้นฟ้า  ที่ผู้นั้นอาจทำให้ทุกสิ่งอย่างเสร็จสมบูรณ์ไป. (บทที่ 8-10)

In the Greek tradition, Christ’s descent to hell is known as the Anastasis, which means resurrection. This might seem like an oxymoron, since we typically think of the resurrection as happening on the third day. But the term speaks to a deep truth: Christ’s resurrection begins in hell. ในธรรมประเพณีกรีก การเสด็จลงสู่นรกของพระคริสตเจ้าเป็นที่ทราบกันว่าคือ Anastasis  ซึ่งหมายถึงการกลับคืนชีพ   คำนี้อาจดูเหมือน 0xymoron  โดยที่พวกเราคิดอย่างเป็นแบบแผนถึงการกลับคืนพระชนม์ชีพตามที่เกิดในวันที่สาม  แต่คำศัพท์ที่พูดถึงความจริงลึกล้ำ ก็คือ การกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้าเริ่มในนรก.

This, then, is the ultimate consolation of the Church’s teaching on the descent to hell. The source of all our hope has its roots deep in the land of despair. Indeed, one traditional view of hell that it is the place we all who enter should abandon hope. This is because hell is defined as the absence of God’s presence—a sort of antithesis to what heaven will be. ดังนั้น ข้อนี้เป็นการปลอบโยนท้ายสุดของคำสอนของพระศาสนจักรว่าด้วยการเสด็จลงสู่นรก แหล่งข้อมูลของความหวังทั้งหมดของเรามีรากเหง้าลึกลงไปในดินแดนแห่งความสิ้นหวัง  จริงๆ  ทัศนะทางธรรมประเพณีอย่างหนึ่งของนรกที่เป็นสถานที่ ที่เราทุกคนต้องเข้าไปน่าจะเป็นตอนที่ละทิ้งความหวัง  นี้เป็นเพราะว่านรกถูกจำกัดความว่าเป็นประหนึ่งการขาดการประทับอยู่ของพระเจ้า—ชนิดหนึ่งของการใช้ถ้อยคำที่ความหมายกลับกัน (ที่เรียกว่า antithesis) ต่อสิ่งที่สวรรค์น่าจะใช่.

And yet, God did go to hell. Thanks to Christ, there is no chasm too wide or despair too deep for God’s love to reach us. That is the enduring significance of His descent to hell. และ จนบัดนี้ พระเจ้าได้ลงสู่นรก  ขอบพระคุณพระคริสตเจ้า ไม่มีช่องว่างที่เปิดกว้างเกินไปหรือความสิ้นหวังที่ลึกล้ำเกินไปสำหรับความรักของพระเจ้าที่จะมาถึงพวกเรา  นั่นคือความหมายที่ยืนยงชั่วกาลนานของการเสด็จลงสู่นรกของพระองค์.

          Alan Petervich : โปรดติดตามโพสต์เรื่อง Pope Francis and The Hell ในโพสต์ต่อไป.


บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: