หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระคัมภีร์จริงๆแล้วพูดอะไรถึง”ผู้ตาย” ?  (อ่าน 162 ครั้ง)
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2061



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 23, 2019, 11:55:55 AM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                 พระคัมภีร์จริงๆแล้วพูดอะไรถึง”ผู้ตาย” ?
                                                                                     What does the Bible really say about the "dead"?
The Catholic Bible 101
http://www.catholicbible101.com/thedead.htm
Alan Petervich Updated January 10, 2019
                                                                                                         The Dead – ผู้ตาย

There are many Protestants who believe that it is forbidden to pray to the Saints in heaven.  They confuse our Catholic prayers to them, asking for their intercession, as being divination of the saints, which is strictly forbidden by the Bible.  So what does the Bible really say about the "dead"?  Is being dead in the body = to being dead in the spirit?   Is it forbidden to talk to the dead?  If Jesus talked to the dead while He was alive on earth, did He violate his own command to not divine them up?
มีโปรเตสตันท์หลายคนที่เชื่อว่าห้ามสวดภาวนาถึงบรรดานักบุญในสวรรค์  พวกเขาสับสนคำภาวนาคาทอลิกถึงพวกนั้น โดยขอการช่วยวิงวอนของพวกนั้น  ในฐานะความเป็นชาวสวรรค์ของนักบุญทั้งหลาย  ซึ่งถูกห้ามอย่างเข้มงวดโดยพระคัมภีร์  ดังนั้น อะไรหรือที่พระคัมภีร์กล่าวจริงๆเกี่ยวกับ “คนตาย”?   หรือการตายในร่างกาย เท่ากับ ตายในจิตวิญญาณ?  มีการห้ามพูดกับคนตายหรือ? ถ้าพระเยซูเจ้าพูดกับคนตายขณะที่พระองค์มีชีวิตบนโลก  พระองค์ได้ละเมิดคำสั่งของพระองค์เองที่จะไม่ทำให้พวกเขาเป็นชาวสวรรค์หรือ?

The answers are below, and categorized for you.  The dead in Christ are much more alive than they ever were here on earth,  because they are not constrained by their bodies, they are one with Christ, and they share in his glory.  And by asking for the prayers of the saints, they do not somehow stand "between" us and Jesus, but rather, alongside of us in our prayers.  James 5:16 says that the prayers of a holy person are very powerful, and who is more holy than someone who is already in heaven sharing in Christ's glory?  Paul says that intercessory prayer is a good thing, in 1 Timothy 2:1.  And since saints in heaven never sleep, they can pray for us around the clock, even while we are asleep, at work, or at play.
 คำตอบอยู่ช้างล่างและจัดเป็นหมวดหมู่สำหรับคุณแล้ว  ผู้ตายในพระคริสต์เป็นผู้มีชีวิตมากกว่าที่พวกเขาเคยเป็นที่นี่บนโลก  เพราะว่า พวกเขาไม่ถูกจำกัดโดยร่างกายของพวกเขาเอง  พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ และพวกเขามีส่วนร่วมในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์  และ โดยการขอคำภาวนาของบรรดานักบุญ พวกเขา ด้วยเหตุผลบางประการ มิได้ยืน”ระหว่าง”พวกเราและพระเยซูเจ้า แต่ ค่อนข้างจะ เคียงข้างเราในคำภาวนาของเรา  ยากอบ 5:16 กล่าวว่า คำภาวนาของผู้ศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งมีพลังมาก และผู้ซึ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่าบางคนซึ่งอยู่ในสวรรค์แล้ว ที่มีส่วนร่วมในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้าหรือ?  นักบุญเปาโลกล่าวว่าคำภาวนาวิงวอนขอเป็นสิ่งที่ดี ใน 1 ตีโมธี 2:1 และโดยที่บรรดานักบุญในสวรรค์ไม่เคยหลับนอน พวกเขาสามารถภาวนาเพื่อพวกเราทุกเวลา  แม้ขณะที่เรานอนหลับ ทำงาน หรือเล่น.

And what about the poor souls in purgatory?  We can pray, fast, and suffer for them too. If purgatory wasn't real, then the verses below that talk about praying, fasting, and suffering for the dead would be meaningless.
 และ อะไรที่เกี่ยวกับวิญญาณที่น่าสงสารในไฟชำระ? เราสามารถสวดภาวนา ถือศีลอด และทรมานสำหรับพวกเขาด้วย    ถ้าไฟชำระไม่มีอยู่จริง  ถ้าเช่นนั้นวลีข้างล่างที่พูดถึงการสวดภาวนา การถือศีลอด และการทรมานสำหรับคนตายก็คงไม่มีความหมาย.

                                                  The “Dead” in Christ are Not Dead, but ALIVE! “ผู้ตาย” ในพระคริสต์ไม่ใช่คนตาย  แต่เป็นคนมีชีวิต!

 Matthew 22: 31-32: And as for the resurrection of the dead, have you not read what was said to you by God,  `I am the God of Abraham, and the God of Isaac, and the God of Jacob'? He is not God of the dead, but of the living."           มัทธิว 22: 31-32: ส่วนเรื่องผู้ตายกลับคืนชีพ ท่านไม่ได้อ่านพระวาจา ที่พระเจ้าตรัสแก่ท่านหรือว่า เราคือพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ? พระองค์มิใช่พระเจ้าของผู้ตาย  แต่เป็นพระเจ้าของผู้เป็น”
Hebrews 12:1:Therefore, since we are surrounded by so great a cloud of witnesses, let us also lay aside every weight, and sin which clings so closely, and let us run with perseverance the race that is set before us
(**NOTE - Witnesses have to be alive in order to witness for us, to our Judge, Jesus Christ)
 ฮีบรู 12:1: พวกเรา ก็เช่นเดียวกัน  เมื่อมีพยานจำนวนมากห้อมล้อมอยู่  เราจงละทิ้งทุกสิ่งที่ถ่วงอยู่และบาปที่เกาะแน่น  เราจงมีมานะวิ่งต่อไปในการแข่งขัน ซึ่งกำหนดไว้สำหรับเรา  (**ข้อสังเกตุ – บรรดาพยานต้องมีชีวิต เพื่อจะเป็นพยานสำหรับพวกเรา สำหรับผู้พิพากษาของเรา --พระเยซูคริสตเจ้า)

                                                                 The State of Those Who Die in Christ สถานะของบรรดาคนที่ตายในพระคริสต์

Luke 20:35-36:but those who are accounted worthy to attain to that age and to the resurrection from the dead neither marry nor are given in marriage,  for they cannot die any more, because they are equal to angels and are sons of God, being sons of the resurrection.
ลูกา 20:35-36: แต่คนที่จะบรรลุถึงโลกหน้าและจะกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตายนั้น  จะไม่แต่งงานเป็นสามีภรรยากันอีก  เพราะเขาจะไม่ตายอีกต่อไป เขาจะเป็นเหมือนเทวดา-ทูตสวรรค์-และจะเป็นบุตรของพระเจ้า เพราะเขาจะกลับคืนชีพ.

                      Death is Not a Barrier that Separates us From Our Loved Ones in Christ  ความตายมิใช่สิ่งขวางกั้นที่แบ่งแยกเราจากพวกที่เป็นที่รักของเราในพระคริสต์

Romans 8:38-39 For I am sure that neither death, nor life, nor angels, nor principalities, nor things present, nor things to come, nor powers,  nor height, nor depth, nor anything else in all creation, will be able to separate us from the love of God in Christ Jesus our Lord. 
โรม 8:38-39 เพราะ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าความตายหรือชีวิต ไม่ว่าเทวดา-ทูตสวรรค์-หรือเทพระดับสูง ไม่ว่าสิ่งที่เป็นปัจจุบัน หรือสิ่งที่จะมาในอนาคต  ไม่ว่าฤทธิ์อำนาจใด  ไม่ว่าสูงเท่าใดและไม่ว่าลึกเท่าใด หรือสิ่งอื่นใดในสิ่งสร้างทั้งหมด  จะสามารถพรากเราได้จากความรักของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา.
 
บันทึกการเข้า
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2061



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 23, 2019, 12:04:57 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                            The “Dead” in Christ Share in Christ’s Divinity and Glory          “ผู้ตาย” ในพระคริสต์ ร่วมส่วนในสภาวะพระเจ้าและพระสิริรุ่งโรจน์ของพระคริสต์

1 Corinthians 6:17: But he who is united to the Lord becomes one spirit with him.
1 โครินธ์ 6:17: แต่ผู้ที่สนิทสัมพันธกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นจิตใจเดียวกันกับพระองค์

1 Peter 5:1: So I exhort the elders among you, as a fellow elder and a witness of the sufferings of Christ as well as a partaker in the glory that is to be revealed.     
1 เปโตร 5:1: โดยเหตุที่ข้าพเจ้าเป็นผู้อาสุโสคนหนึ่ง เป็นพยาน ถึงพระทรมานของพระคริสตเจ้า และมีส่วนจะรับพระสิริรุ่งโรจน์ที่จะปรากฎในอนาคตด้วย
 
2 Peter 1:4: by which he has granted to us his precious and very great promises, that through these you may escape from the corruption that is in the world because of passion, and become partakers of the divine nature.   
2 เปโตร 1:4: พระองค์จึงประทานพระพรยิ่งใหญ่ล้ำค่าให้เราตามที่ทรงสัญญาไว้  เพื่อท่านทั้งหลายจะได้หลุดพ้นจากความเสื่อม ที่มาจากราคะตัณหาในโลก เข้ามามีส่วนร่วมในพระธรรมชาติของพระเจ้า
 
                                 Divination of the Dead (forbidden by Deuteronomy 18:10)        สภาวะชาวสวรรค์ของผู้ตาย (ถูกห้ามโดยเฉลยธรรมบัญญัติ 18:10)

1 Samuel 28: 8-16: So Saul disguised himself and put on other garments, and went, he and two men with him; and they came to the woman by night. And he said, "Divine for me by a spirit, and bring up for me whomever I shall name to you."  The woman said to him, "Surely you know what Saul has done, how he has cut off the mediums and the wizards from the land. Why then are you laying a snare for my life to bring about my death?"  But Saul swore to her by the LORD, "As the LORD lives, no punishment shall come upon you for this thing."  Then the woman said, "Whom shall I bring up for you?" He said, "Bring up Samuel for me."  When the woman saw Samuel, she cried out with a loud voice; and the woman said to Saul, "Why have you deceived me? You are Saul."  The king said to her, "Have no fear; what do you see?" And the woman said to Saul, "I see a god coming up out of the earth."  He said to her, "What is his appearance?" And she said, "An old man is coming up; and he is wrapped in a robe." And Saul knew that it was Samuel, and he bowed with his face to the ground, and did obeisance.  Then Samuel said to Saul, "Why have you disturbed me by bringing me up?" Saul answered, "I am in great distress; for the Philistines are warring against me, and God has turned away from me and answers me no more, either by prophets or by dreams; therefore I have summoned you to tell me what I shall do."  And Samuel said, "Why then do you ask me, since the LORD has turned from you and become your enemy?
1ซามูเอล 28:8-16: กษัตริย์ซาอูลจึงทรงปลอมพระองค์ สวมฉลองพระองค์อย่างอื่น เสด็จไปพร้อมกับชายสองคน มาถึงหญิงคนนั้นเวลากลางคืน กษัตริย์ซาอูลตรัสว่า “จงเข้าทรงเรียกวิญญาณให้ฉันตามที่ฉันจะบอกชื่อเถิด” หญิงคนนั้นตอบว่า “ท่านรู้แล้วว่ากษัตริย์ซาอูลทรงทำอะไร พระองค์ทรงขับไล่บรรดาคนทรงและหมอดูไปจากแผ่นดิน  ทำไมท่านจึงมาวางอุบายล่อดิฉันให้ถูกฆ่า”  กษัตริย์ซาอูลทรงอ้างพระนามพระยาห์เวห์สาบาญกับนางว่า “พระยาห์เวห์ทรงพระชนม์อยู่ฉันใด  ท่านจะไม่ต้องรับโทษที่ทำเช่นนี้อย่างแน่นอน”  หญิงนั้นจึงถามว่า “ดิฉันจะต้องเรียกวิญญาณของใคร”  กษัตริย์ซาอูลทรงตอบว่า “จงเรียกวิญญาณของซามูเอลให้ฉันเถิด”
หญิงนั้นเห็นซามูเอลก็เกรีดร้อง ทูลกษัตริย์ซาอูลว่า “ทำไมพระองค์จึงทรงลวงข้าพเจ้า พระองค์คือกษัตริย์ซาอูล”  กษัตริย์ตรัสตอบว่า “อย่ากลัวไปเลย  ท่านเห็นอะไร”  หญิงนั้นทูลตอบกษัตริย์ซาอูลว่า “ข้าพเจ้าเห็นวิญญาณของผู้หนึ่ง ขึ้นจากแผ่นดิน”  ซาอูลตรัสถามว่า “มีรูปร่างอย่างไร”  นางทูลตอบว่า “เป็นชายชรา สวมเสื้อคลุม กำลังขึ้นมา”  กษัตริย์ซาอูลทรงทราบว่าเป็นซามูเอล  จึงทรงกราบลงพระพักตร์จรดพื้น
ซามูเอลทูลกษัตริย์ซาอูลว่า “พระองค์เสด็จมารบกวนข้าพเจ้าทำไม เพราะเหตุใดจึงทรงเรียกข้าพเจ้าขึ้นมา”   กษัตริย์ซาอูลตรัสตอบว่า “ข้าพเจ้ามีความทุกข์หนักใจ ชาวฟิลิสเตียมาทำสงครามกับข้าพเจ้า  และพระเจ้าทรงละทิ้งข้าพเจ้าไป ไม่ทรงตอบข้าพเจ้าอีก ไม่ว่าจะเป็นทางประกาศกหรือทางความฝัน ข้าพเจ้าจึงต้องเรียกท่านมา บอกข้าพเจ้าว่าจะต้องทำอย่างไร”  ซามูเอลทูลตอบว่า “ทำไมพระองค์เสด็จมาถามข้าพเจ้า ในเมื่อพระยาห์เวห์ทรงละทิ้งพระองค์ และทรงเป็นศัตรูของพระองค์แล้ว..”

                             The People Who Die in the State of Grace Appear Alive on Earth  ประชาชนที่ตายในสถานะพระหรรษทานปรากฎว่ามีชีวิตบนโลกนี้

Matthew 27: 50-53: And Jesus cried again with a loud voice and yielded up his spirit.  And behold, the curtain of the temple was torn in two, from top to bottom; and the earth shook, and the rocks were split; the tombs also were opened, and many bodies of the saints who had fallen asleep were raised, and coming out of the tombs after his resurrection they went into the holy city and appeared to many. 
มัทธิว 27: 50-53: แต่พระเยซูเจ้าทรงเปล่งเสียงดังอีกครั้งหนึ่งแล้วสิ้นพระชนม์  ทันใดนั้น ม่านในพระวิหารก็ฉีกขาดเป็นสองส่วนตั้งแต่ด้านบนลงมาถึงด้านล่าง แผ่นดินสั่นสะเทือน ก้อนหินแตก  คูหาที่ฝังศพเปิดออก ร่างผู้ศักดิ์สิทธิ์หลายร่างที่ล่วงหลับไปแล้วกลับคืนชีพ  และออกมาจากหลุมศพหลังจากที่พระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ เข้าไปในนครศักดิ์สิทธิ์แล้วแสดงตนแก่ผู้คนจำนวนมาก.

Matthew 17 1-3: And after six days Jesus took with him Peter and James and John his brother, and led them up a high mountain apart.  And he was transfigured before them, and his face shone like the sun, and his garments became white as light.  And behold, there appeared to them Moses and Elijah, talking with him.
มัทธิว 17 1-3: ต่อมาอีกหกวัน พระเยซูเจ้าทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชาย ไปบนภูเขาสูงที่ปราศจากผู้คน  แล้วพระวรกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา พระพักตร์เปล่งรัศมีดุจดวงอาทิตย์  ฉลองพระองค์กลับมีสีขาวดุจแสงสว่าง  โมเสสและประกาศกเอลิยาห์สำแดงตนสนทนาอยู่กับพระองค์.
 
                                                               The Dead Interceding for Us Here on Earth   ผู้ตายวิงวอนขอสำหรับพวกเราที่นี่บนโลก

2 Maccabees 15: 11-16: He armed each of them not so much with confidence in shields and spears as with the inspiration of brave words, and he cheered them all by relating a dream, a sort of vision, which was worthy of belief.  What he saw was this: Onias, who had been high priest, a noble and good man, of modest bearing and gentle manner, one who spoke fittingly and had been trained from childhood in all that belongs to excellence, was praying with outstretched hands for the whole body of the Jews.  Then likewise a man appeared, distinguished by his gray hair and dignity, and of marvelous majesty and authority.  And Onias spoke, saying, "This is a man who loves the brethren and prays much for the people and the holy city, Jeremiah, the prophet of God."  Jeremiah stretched out his right hand and gave to Judas a golden sword, and as he gave it he addressed him thus:  "Take this holy sword, a gift from God, with which you will strike down your adversaries."
 2 มัคคาบี 15: 11-16: ยูดาสมอบอาวุธให้ทหารแต่ละคน ทั้งโล่และหอกที่ให้ความปลอดภัยและถ้อยคำปลุกใจที่ให้ความกล้าหาญ เขาทำให้ทหารมีกำลังใจโดยเล่าถึงความฝันที่น่าเชื่อถือ  ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นนิมิตรอย่างหนึ่ง  นิมิตรที่เขาเห็นเป็นดังนี้ เขาเห็นโอนีอัสที่เคยเป็นมหาสมณะ เป็นคนดี มีคุณธรรม มีกิริยาท่าทางสุภาพอ่อนโยน คำพูดน่าฟัง ได้รับการอบรมตั้งแต่เยาว์วัยให้ปฏิบัติคุณธรรมทุกประการ กำลังยกมือขึ้นอธิษฐานภาวนาเพื่อชาวยิวทั้งหลาย แล้วชายอีกคนหนึ่งปรากฏขึ้น มีผมหงอกขาว ท่าทางสง่า ดูเป็นผู้ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจ  โอนีอัสพูดว่า   “นี่คือเยเรมีย์  ประกาศกของพระเจ้า เขารักพี่น้องและอธิษฐานเพื่อประชากรและนครศักดิ์สิทธิ์อยู่เสมอ”  เยเรมีย์ยื่นมือขวามอบดาบทองคำให้ยูดาส  ขฯที่มอบดาบเขาพูดว่า “จงรับดาบศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้เถิด  ดาบนี้เป็นของประทานจากพระเจ้า  ท่านจะใช้ดาบนี้ปราบศัตรู”
(**NOTE - Here the dead Onias and the dead Jeremiah appear on earth, and it is revealed that Onias and Jeremiah intercede and pray for their people on earth
 ที่นี่โอนีอัสและเยเรเมียร์ที่ตายแล้วปรากฎมาบนโลก  และเป็นที่เปิดเผยว่า โอนีอัสและเยเรเมียร์เสนอวิงวอนลัอธิษฐานภาวนาสำหรับประชาชนบนโลก )
บันทึกการเข้า
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2061



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 23, 2019, 12:14:24 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

Luke 16: 19-31: "There was a rich man, who was clothed in purple and fine linen and who feasted sumptuously every day.  And at his gate lay a poor man named Lazarus, full of sores,  who desired to be fed with what fell from the rich man's table; moreover the dogs came and licked his sores.  The poor man died and was carried by the angels to Abraham's bosom. The rich man also died and was buried;  and in Hades, being in torment, he lifted up his eyes, and saw Abraham far off and Lazarus in his bosom.  And he called out, `Father Abraham, have mercy upon me, and send Lazarus to dip the end of his finger in water and cool my tongue; for I am in anguish in this flame.'  But Abraham said, `Son, remember that you in your lifetime received your good things, and Lazarus in like manner evil things; but now he is comforted here, and you are in anguish.  And besides all this, between us and you a great chasm has been fixed, in order that those who would pass from here to you may not be able, and none may cross from there to us.'  And he said, `Then I beg you, father, to send him to my father's house,  for I have five brothers, so that he may warn them, lest they also come into this place of torment.'  But Abraham said, `They have Moses and the prophets; let them hear them.'  And he said, `No, father Abraham; but if some one goes to them from the dead, they will repent.'  He said to him, `If they do not hear Moses and the prophets, neither will they be convinced if some one should rise from the dead.'"
ลูกา 16: 19-31: “เศ่ษฐีผู้หนึ่ง  แต่งกายหรูหราด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีราคาแพง จัดงานเลี้ยงใหญ่ทุกวัน  คนยากจนผู้หนึ่งชื่อราซารัส นอนอยู่ที่ประตูบ้าน ของเศรษฐีผู้นั้น  เขามีบาดแผลเต็มตัว  อยากจะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐี มีแต่สุนัขมาเลียแผลข16: 19-31:ขา  วันหนึ่งคนยากจนผู้นี้ตาย  ทูตสวรรค์นำเขาไปอยู่ในอ้อมอกของอาบราฮัม  เศรษฐีคนนั้นก็ตายเช่นกัน และถูกฝังไว้  เศรษฐี ซึ่งกำลังถูกทรมานอยู่ในแดนผู้ตาย แหงนหน้าขึ้น  มองเห็นอายราฮัมแต่ไกล  และเห็นลาซารัสอยู่ในอ้อมอก  จึงตะโกนว่า “ท่านพ่ออายราฮัม  จงสงสารลูกด้วย  กรุณาส่งลาซารัสให้ใช้ปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นให้ลูกสดชื่นข้นบ้าง  เพราะลกกำลังทุกข์ทรมานอย่าสาหัสในเปลวไฟนี้”  แต่อาบราฮัมตอบว่า “ลูกเอ๋ย จงจำไว้ว่า  เมื่อยังมีชีวิต  ลูกได้รับแต่สิ่งดีๆ ส่วนลาซารัสได้รับแต่สิ่งเลวๆ  บัดนี้เขาได้รับการบรรเทาใจที่นี่  ส่วนลูกต้องรับทรมาน  ยิ่งกว่านั้น  ยังมีเหวใหญ่ขวางอยู่ระหว่างเราทั้งสอง  จนใครที่ต้องการจะข้ามจากที่นี่ไปหาลูก ก็ข้ามไปไม่ได้  และผู้ที่ต้องการจะข้ามจากด้านโน้นมาหาเราด้วย"
้            เศรษฐีจึงพูดว่า “ท่านพ่อ ลูกอ้อนวอนให้ท่านส่งลาซารัสไปยังบ้านบิดาของลูก  เพราะลูกยังมีพี่น้องอีกห้าคน  ขอให้ลาซารัสเตือนเขา อย่าให้มาสถานที่ทรมานแห่งนี้เลย”  อาบราฮัมตอบว่า “พี่น้องของลูกมีโมเสสและบรรดาประกาศกอยู่แล้ว  ให้เขาเชื่อฟังท่านเหล่านั้นเถิด”  แต่เศรษฐีพูดว่า “มิใช่เช่นนั้น  ท่านพ่ออาบราฮัม  ถ้าใครคนหนึ่งจากบรรดาผู้ตายไปหาเขา เขาจึงจะกลับใจ”  อาบราฮัมตอบว่า “ถ้าเขาไม่เชื่อฟังโมเสสและบรรดาประกาศก  แม้ใครที่กลับคืนชีวิตจากบรรดาผู้ตายเตือนเขา  เขาก็จะไม่เชื่อ”

Revelation 6: 9-11 When he opened the fifth seal, I saw under the altar the souls of those who had been slain for the word of God and for the witness they had borne;  they cried out with a loud voice, "O Sovereign Lord, holy and true, how long before thou wilt judge and avenge our blood on those who dwell upon the earth?"  Then they were each given a white robe and told to rest a little longer, until the number of their fellow servants and their brethren should be complete, who were to be killed as they themselves had been.
 วิวรณ์ 6:9-11: เมื่อลูกแกะทรงเปิดตราผนึกดวงที่ห้า  ข้าพเจ้าเห็นวิญญาณที่ใต้แท่นบูชา  วิญาณเหล่านั้นเป็นวิญญาณของผู้ที่ถูกประหารเพราะพระวาจาของพระเจ้า และเพราะคำพยานที่เขาให้  เขาเหล่านั้นนร้องเสียงดังว่า “ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์และทรงสัตย์  พระองค์จะทรงรีรออีกนานเท่าใดเล่า ที่จะทรงตัดสินลงโทษผู้อาศัยบนแผ่นดิน เป็นการแก้แค้นแทนโลหิตของเรา”  แล้ว แต่ละคนได้รับเสื้อขาว และได้รับพระวาจาให้อดทนต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าเพื่อนผู้รับใช้และพี่น้องของเขา ที่จะต้องถูกประหารเหมือนเขาจะมีจำนวนครบถ้วน. 
(**NOTE – Here the dead saints in heaven are asking God to stop the slaughter of us believers here on earth by taking out the enemy’s footsoldiers  ที่นี่นักบุญที่ถูกฆ่าตาย ในสวรรค์ กำลังขอพระเจ้า ให้หยุดฆ่าพวกเราผู้เชื่อที่นี่บนโลก โดยถอดทหารเดินเท้าของศัตรูออกไป).

                 It’s OK to Talk to the Dead (but not to conjure them up to get hidden knowledge)  มันถูกต้องที่จะพูดกับผู้ตาย (แต่ไม่ให้ปลุกพวกเขามารับความรู้ที่ซ่อนไว้)

Luke 7:12-15: As he drew near to the gate of the city, behold, a man who had died was being carried out, the only son of his mother, and she was a widow; and a large crowd from the city was with her.  And when the Lord saw her, he had compassion on her and said to her, "Do not weep."  And he came and touched the bier, and the bearers stood still. And he said, "Young man, I say to you, arise."  And the dead man sat up, and began to speak. And he gave him to his mother.
 ลูกา 7:12-15: เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้ประตูเมือง ก็ทรงเห็นคนหามศพออกมา  ผู้ตายเป็นบุตรคนเดียวของมารดาซึ่งเป็นม่าย  ชาวเมืองกลุ่มใหญ่มาพร้อมกับนางด้วย  เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเห็นนางก๋สงสารและตรัสกับนางว่า “อย่าร้องไห้ไปเลย”  แล้วพระองค็เสด็จเข้าไปใกล้  ทรงแตะแคร่หามศพ คนหามก็หยุด  พระองค์จึงตรัสว่า “หนุ่มเอ๋ย เราบอกเจ้าว่า จงลุกขึ้นเถิด”  คนตายก็ลุกขึ้นนั่งและเริ่มพูด  พระเยซูเจ้าจึงทรงมอบเขาให้แก่มารดา 
John 11: 38-44: Then Jesus, deeply moved again, came to the tomb; it was a cave, and a stone lay upon it.  Jesus said, "Take away the stone." Martha, the sister of the dead man, said to him, "Lord, by this time there will be an odor,for he has been dead four days."  Jesus said to her, "Did I not tell you that if you would believe you would see the glory of God?"  So they took away the stone. And Jesus lifted up his eyes and said, "Father, I thank thee that thou hast heard me.  I knew that thou hears me always, but I have said this on account of the people standing by, that they may believe that thou didst send me."  When he had said this, he cried with a loud voice, "Lazarus, come out."  The dead man came out, his hands and feet bound with bandages, and his face wrapped with a cloth. Jesus said to them, "Unbind him, and let him go." 
ยอห์น 11: 38-44: พระเยซูเจ้าทรงสะเทือนพระทัยอีก  เสด็จถึงคูหาฝังศพ  ซึ่งเป็นโพรงหินมีหินแผ่นหนึ่งปิดอยู่  พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงยกแผ่นหินออก”  มารธาน้องสาวของผู้ตายทูลว่า “ พระเจ้าข้า  ศพมีกลิ่นแล้ว เพราะฝังมาถึงสี่วัน”  พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เรามิได้บอกท่านหรือว่า ถ้าท่านมีความเชื่อ ท่านจะเห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า”  คนเหล่านั้นจึงยกแผ่นหินออก  พระเยซูเจ้าทรงเงยพระพักตร์ขึ้น ตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดาเจ้า  ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระองค์ ที่ทรงฟังคำของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าทราบดีว่า พระองค์ทรงฟังข้าพเจ้าเสมอ  แต่ที่ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้  ก็เพื่อประชาชนที่อยู่รอบข้าพเจ้า  เขาจะได้เชื่อว่า พระองค์ทรงส่งข้าพเจ้ามา”  ตรัสดังนี้แล้ว  พระองค์ทรงเปล่งพระสุรเสียงดังว่า  “ลาซารัสเอ๋ย จงออกมาเถิด”  ผู้ตายก็ออกมา  มีผ้าพันมือพันเท้า และผ้าคลุมใบหน้าด้วย  พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงเอาผ้าออกและให้เขาไปเถิด”
 
Acts 9: 36-41: Now there was at Joppa a disciple named Tabitha, which means Dorcas. She was full of good works and acts of charity. In those days she fell sick and died; and when they had washed her, they laid her in an upper room.  Since Lydda was near Joppa, the disciples, hearing that Peter was there, sent two men to him entreating him, "Please come to us without delay."  So Peter rose and went with them. And when he had come, they took him to the upper room. All the widows stood beside him weeping, and showing tunics and other garments which Dorcas made while she was with them.  But Peter put them all outside and knelt down and prayed; then turning to the body he said, "Tabitha, rise." And she opened her eyes, and when she saw Peter she sat up.  And he gave her his hand and lifted her up. Then calling the saints and widows he presented her alive.
Matthew 17 1-3: And after six days Jesus took with him Peter and James and John his brother, and led them up a high mountain apart.  And he was transfigured before them, and his face shone like the sun, and his garments became white as light.  And behold, there appeared to them Moses and Elijah, talking with him.
กิจการ 9:36-41: ในบรรดาศิษย์ที่เมืองยัฟฟา มีหญิงคนหนึ่งชื่อทาบีชาแปลว่า “เนื้อทราย”ทำความดีและให้ทานเป็นอันมาก  ระหว่างนั้นนางป่วยและถึงแก่กรรม  เขาทำความสะอาดศพและตั้งศพไว้ในห้องชั้นบน  เมืองลิดดาอยู่ใกล้กับเมืองยัฟฟา  บรรดาศิษย์รู้ว่าเปโตรอยู่ที่เมืองลิดดา  จึงส่งขายสองคนไปเชิญเขาว่า “โปรดรีบมาหาเราเถิด”  เปโตรไปกับเขาทันที  เมื่อไปถึง เขาก็พาเปโตร ขึ้นไปยังห้องชั้นบน  บรรดาหญิงม่ายมาห้อมล้อม  ทุกคนต่างร้องไห้  และชี้ให้เปโตรดูเสื้อผ้า ทั้งชั้นนอกชั้นในที่ทาบีธาทำให้เมื่อนางยังมีชีวิต  เปโตรจึงสั่งให้ทุกคนออกไปข้างนอก  เขาคุกเข่าอธิษฐานภาวนาแล้วหันมาดูศพ พูดว่า “ทาบีธาเอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด”  นางก็ลืมตาขึ้นมองดูเปโตร และลุกขึ้นนั่ง  เปโตรจึงยื่นมือพยุงให้นางยืน  แล้วเรียกบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์และบรรดาหญิงม่ายเข้ามา  ชี้ให้เห็นว่านางยังมีชีวิต 
มัทธิว 17: 1-3 : ต่อมาอีกหกวัน  พระเยซูเจ้าทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายไปบนภูเขาสูงที่ปราศากผู้คน  แล้วพระวรกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา พระพักตร์เปล่งรัศมีดุจดวงอาทิตย์ ฉลองพระองค์กลับมีสีขาวดุจแสงสว่าง  โมเสสและประกาศกเอลียาห์สำแดงตนสนทนาอยู่กับพระองค์
บันทึกการเข้า
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2061



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 23, 2019, 12:20:16 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

                                   We On Earth Pray, Suffer, and Fast for the Dead                      เราบนโลกอธิษฐานภาวนา  พลีกรรม และถือศีลอด เพื่อผู้ตาย

2 Timothy 1: 16-18: May the Lord grant mercy to the household of Onesiphorus, for he often refreshed me; he was not ashamed of my chains,  but when he arrived in Rome he searched for me eagerly and found me; may the Lord grant him to find mercy from the Lord on that Day; and you well know all the service he rendered at Ephesus.
2 ทิโมธี 1:16-18: ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าประทานพระเมตตาต่อครอบครัวของโอเนสิโฟรัส เพราะเขาให้กำลังใจข้าพเจ้าบ่อยๆ และเขาไม่เคยอาย ที่ข้าพเจ้าต้องถูกจองจำเลย  ตรงกันข้าม ทันทีที่เขามาถึงกรุงโรม  เขาพยายามสืบหาข้าพเจ้าจนพบ ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดให้เขาได้รับพระเมตตาของพระองค์ในวันนั้นเถิด  ท่านรู้ดีว่า เขาช่วยเหลือข้าพเจ้ามากเพียงใดเมื่ออยู่ที่เมืองเอเฟซัส
(**NOTE – Here Paul prays for his dead friend Onesiphorus. Note the past tense in all of Paul’s references to him, and how Paul prays for his family remaining behind ที่นี่ นักบุญเปาโลอธิษฐานภาวนาสำหรับเพื่อนผู้ตายของเขาโอเนซีโฟรัส  จงสังเกตุว่าที่เขาอ้างอืงนั้ใช้กริยาอดีตทั้งหมด  และเปาโลอธิษฐานอย่างไรสำหรับครอบครัวของเขาที่ยังคงมีชีวิตอยู่).

2 Maccabees 12: 39-45: On the next day, as by that time it had become necessary, Judas and his men went to take up the bodies of the fallen and to bring them back to lie with their kinsmen in the sepulchres of their fathers.  Then under the tunic of every one of the dead they found sacred tokens of the idols of Jamnia, which the law forbids the Jews to wear. And it became clear to all that this was why these men had fallen.  So they all blessed the ways of the Lord, the righteous Judge, who reveals the things that are hidden;  and they turned to prayer, beseeching that the sin which had been committed might be wholly blotted out. And the noble Judas exhorted the people to keep themselves free from sin, for they had seen with their own eyes what had happened because of the sin of those who had fallen.  He also took up a collection, man by man, to the amount of two thousand drachmas of silver, and sent it to Jerusalem to provide for a sin offering. In doing this he acted very well and honorably, taking account of the resurrection.  For if he were not expecting that those who had fallen would rise again, it would have been superfluous and foolish to pray for the dead.  But if he was looking to the splendid reward that is laid up for those who fall asleep in godliness, it was a holy and pious thought. Therefore he made atonement for the dead, that they might be delivered from their sin.
2 มัคคาบี 12:39-45: วันรุ่งขึ้น เพราะความจำเป็นเร่งด่วน ยูดาสกับทหารไปเก็บศพของผู้ที่ถูกฆ่าในการรบ เพื่อนำไปฝังไว้กับญาติพี่น้องในที่ฝังศพของบรรพบุรุษ  แต่ในเสื้อของผู้ตายแต่ละคนเขาพบเครื่องราง รูปเคารพที่นับถือกันที่เมืองยัมเนีย  ซึ่งธรรมบัญญัติห้ามชาวยิวสวม  จึงเห็นได้ชัดว่าเพราะเหตุนี้เองทหารเหล่านี้จึงถูกฆ่า  ดังนั้น ทุกคนถวายพระพรแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงตัดสินอย่างยุติธรรม และทรงเปิดเผยสิ่งที่ซ่อนไว้  เขาอธิษฐานภาวนาวอนขอพระเจ้าให้ทรงลบล้างบาปให้หมดสิ้น  ยูดาสผู้ทรงศักดิ์เตือนบรรดาทหารให้รักษาตนให้พ้นจากบาป  เขาทั้งหลายได้เห็นกับตาแล้วว่า  เกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่ตายเพราะได้ทำบาป ยูดาสเรี่ยไรเงินจากทหารแต่ละคน ได้เงินจำนวนสองพันเหรียญดรักมาส่งไปกรุงเยรูซาเลม เพื่อจัดให้มีการถวายบูชาชดเชยบาป  นับว่าเป็นการกระทำที่งดงามและน่ายกย่อง  โดยคำนึงถึงการกลับคืนชีพของผู้ตาย  เพราะถ้าเขาไม่มีความหวังว่าผู้ตายจะกลับคืนชีพ  การอธิษฐานภาวนาเพื่อผู้ตายคงไม่มีประโยชน์ และไร้ความหมาย  แต่ถ้าเขาทำไปเพราะคิดว่า ผุ้ที่ตายขณะยังเลื่อมใสต่อพระเจ้า จะได้รับบำเหน็จรางวัลงดงาม  ก็เป็นความคิดที่ดีและศักดิ์สิทธิ์  เขาสั่งให้ถวายเครื่องบูชาชดเชยบาปของผู้ตาย เพื่อจะได้พ้นจากบาป

1 Samuel 31: 8-13: On the morrow, when the Philistines came to strip the slain, they found Saul and his three sons fallen on Mount Gilboa.  And they cut off his head, and stripped off his armor, and sent messengers throughout the land of the Philistines, to carry the good news to their idols and to the people.  They put his armor in the temple of Ashtaroth; and they fastened his body to the wall of Bethshan.  But when the inhabitants of Jabesh-gilead heard what the Philistines had done to Saul,  all the valiant men arose, and went all night, and took the body of Saul and the bodies of his sons from the wall of Beth-shan; and they came to Jabesh and burnt them there.  And they took their bones and buried them under the tamarisk tree in Jabesh, and fasted seven days.
 1 ซามูเอล 31: 8-13: วันต่อมา เมื่อชาวฟิลิสเตียออกมาปล้นทรัพย์จากผู้ตาย  ก็พบพระศพของกษัตริย์ซาอูลกับพระโอรสทั้งสามพระองค์อยูบนภูเขากิลโบอา  จึงตัดพระเศียรของกษัตริย์ซาอูล  นำศาสตราวุธของพระองค์ไปแล้วส่งข่าวดีไปทั่วแผ่นดินของชาวฟืลิสเตีย เพื่อแจ้งข่าวในวิหารของรูปเคารพและแก่ประชาชน  เขานำอาวุธของกษัตริย์ซาอูลมาวางไว้ในวิหารของเทพีอัชทาโรธ และตรึงพระศพไว้ที่กำแพงเมือง        เบธชาน แต่เมื่อชาวเมืองยาเบชในแคว้นกิเลอาดรู้เรื่องที่ชาวฟีลิสเตียทำกับกษัตริย์ซาอูล  บรรดู้มีใจกล้าหาญเดินทางตลอดทั้งคืน  เพื่อปลดพระศพของกษัตริย์ซาอูลและพระโอรสลงจากกำแพงเมือง  เบธชาน  แล้วเชิญพระศพกลับมาถวายพระเพลิงที่เมืองยาเบช  เขาอัญเชิญพระอัฐิไปฝังไว้ใต้ต้น มะขามที่เมืองยาเบช  แล้วจำศีบอดอาหารไว้ทุกข์เป็นเวลาเจ็ดวัน.
(**NOTE- Here is a prime example of fasting for the dead, namely Saul and his sons นี่เป็นตัวอย่างแรกของการถือศีลอดเพื่อผู้ตาย  คือซาอูลและบุตรชายของเขา).

                                                                             The Baptism of Suffering การล้างบาปแห่งการทนทุกข์ทรมาน

Mark 10:38-39:  But Jesus said to them, "You do not know what you are asking. Are you able to drink the cup that I drink, or to be baptized with the baptism with which I am baptized?"  And they said to him, "We are able." And Jesus said to them, "The cup that I drink you will drink; and with the baptism with which I am baptized, you will be baptized;
มาระโก 10:38-39: พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านไม่รู้ว่ากำลังขออะไร  ท่านดื่มถ้วยที่เราจะดื่มได้ไหม  หรือรับการล้างที่เราจะรับได้หรือไม่”  ทั้งสองทูลว่า”ได้พระเจ้าข้า”  พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ถ้วยที่จะดื่มนั้น ท่านจะได้ดื่ม และการล้างที่เราจะรับนั้น ท่านก็จะได้รับ
(**NOTE – Here Jesus refers to another kind of “baptism”, his  “baptism” of suffering and martyrdom ตรงนี้พระเยซูเจ้าอ้างอิงถึงชนิดอื่นของ”การล้าง”  “การล้าง” ของพระองค์แห่งการทรมานและการเป็นมรณสักขี.)

Luke 12:50: I have a baptism to be baptized with; and how I am constrained until it is accomplished! เรามีการล้างที่จะต้องรับ และเราเป็นทุกข์กังวลใจอย่างมากจนกว่าการล้างนี้จะสำเร็จ
(**NOTE – Another reference to the “baptism” of suffering and martyrdom by Jesus  การอ้างอิงอื่นถึง “การล้าง” ของการทนทุกข์ทรมานและการเป็นมรณสักขีโดยพระเยซูเจ้า ).

1 Corinthians 15:29:  Otherwise, what do people mean by being baptized on behalf of the dead? If the dead are not raised at all, why are people baptized on their behalf? 
1 โครินธ์ 15:29: อีกอย่างหนึ่ง ประชาชนหมายความว่าอย่างไรโดยได้รับการล้างเพื่อผู้ตาย  ถ้าผู้ตายไม่กลับคืนชีพ  จะมีประโยชน์ใดที่จะรับศีลล้างบาปเพื่อเขาเหล่านั้น
(**NOTE – Being “baptized on behalf of the dead” means to suffer for them โดยที่ “ล้างบาป เพื่อผู้ตาย” หมายความว่าทนทุกข์ทรมานเพื่อพวกเขา).

                              The Dead Present Our Prayers from Earth to God in the Form of Incense    ผู้ตายเสนอคำภาวนาของเราจากโลกสู่พระเจ้าในรูปของกำยาน

Revelation 5:8: And when he had taken the scroll, the four living creatures and the twenty-four elders fell down before the Lamb, each holding a harp,and with golden bowls full of incense, which are the prayers of the saints;
 วิวรณ์ 5:8: เมื่อทรงรับม้วนหนังสือแล้ว ผู้มีชีวิตทั้งสี่ตนและผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่คน ก็กราบลงเฉพาะพระพักตร์ลูกแกะ ต่างถือพิณและผอบทองคำมีกำยานใส่เต็ม ซึ่งเป็นคำภาวนาของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์.
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: