หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ทำไมเราจึงไม่สามารถสื่อสารกับคนที่เรารักที่ตาย?  (อ่าน 157 ครั้ง)
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2067



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2019, 11:01:50 AM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                             ทำไมเราจึงไม่สามารถสื่อสารกับคนที่เรารักที่ตาย?
                                                                                 Why Can't We Communicate With Our Dead Loved Ones?
St. Luke the Evangelist  The Catholic Church
June 26, 2017

Question:  We believe in the Holy Spirit. We believe in the apparitions of Mary. We believe in the angels & the saints. Why does the church not condone the use of a psychic to communicate with the spirits of our deceased loved ones?

คำถาม :เราเชื่อในพระจิตเจ้า  เราเชื่อในการประจักษ์มาของแม่พระ  เราเชื่อในทูตสวรรค์และนักบุญทั้งหลาย  ทำไมพระศาสนจักรไม่ยอมใช้วิธีการทรงวิญญาณเพื่อสื่อสารกับจิตวิญญาณของคนที่รักที่ตายไป?
 When a loved one passes away, the powerful bond of love that was once there still remains. It is somewhat natural that we want to have continued connection with that loved one.  People in this situation can be very vulnerable as they seek to know that their loved ones are "OK".
 เมื่อคนที่รักคนหนึ่งตายไป  พันธะแห่งความรักที่มีพลังที่ครั้งหนึ่งเกิดขึ้น ก็ยังคงอยู่  มันค่อนข้างจะเป็นธรรมชาติที่เราต้องการมีการติดต่อต่อไปกับคนที่เรารักคนนั้น  ประชาชนในสถานะการณ์เช่นนี้ สามารถรู้สึกอ่อนใจมากขณะที่แสวงหาที่จะทราบว่าคนที่เขารักเหล่านั้น “OK”.

The story of Dives and Lazarus (Luke 16:19-31) informed all early Christian belief about the fate of the dead. In the parable, Dives (Latin for “rich man”) passes by the poor man Lazarus without helping him. When they both die, Dives goes to Hades, and Lazarus goes to heaven.
From his place of torment, Dives sees Lazarus resting in the bosom of Abraham and begs him for comfort, or that he at least send a message to his family warning them to change their ways.
Abraham denies the first request, saying,
เรื่องของเศรษฐีและลาซารัส (ลูกา 16:19-31) ได้ให้ข้อมูลความเชื่อคริสตชนเริ่มแรกทั้งหมด ที่เกี่ยวกับชะตาของผู้ตาย  ในนิทานเปรียบเทียบ เศรษฐี (Dives ลาติน) ผ่านลาซารัสคนยากจนโดยไม่ช่วยเขา  เมื่อคนทั้งสองตาย  เศรษฐีไปสู่ไฟนรก  และลาซารัสไปสวรรค์  จากสถานที่ทรมาน เศรษฐีเห็นลาซารัสพักผ่อนอยู่ในอ้อมอกของอาบราฮัม และขอเขาให้ช่วยบ้าง  หรือย่างน้อยส่งสารถึงครอบครัวของตนเตือนพวกเขาให้เปลี่ยนทางแห่งชีวิต  อาบราฮ้มปฏิเสธคำขอแรก โดยกล่าวว่า

Between us and you a great chasm has been fixed, in order that those who would pass from here to you may not be able, and none may cross from there to us
ระหว่างเราและลูกมีเหวใหญ่ขวางอยู่ เพื่อว่าผู้ที่ประสงค์จะผ่านจากที่นี่ไปหาลูกไม่สามารถทำได้  และไม่มีผู้ใดข้ามจากที่นั่นมาหาเรา (Luke 16:27).

The Church Fathers read this as a denial of the ability of the spirits of the dead to pass to the world of the living.
 ปิตาจารย์ทางศาสนจักร์เช้าใจเรื่องนี้ว่าเป็นดังคำปฏิเสธความสามารถของจิตวิญญาณของผู้ตายท่จะผ่านมาถึงโลกของผู้เป็น.

But, what are they really getting when they pursue the services of a supposed psychic or a medium?  At best, the mediums are charlatans and thieves, using bits of inside or generic information to take advantage of a grieving person by making them believe that they can actually communicate with the dead.   At worst, they are making the proverbial "deal with the devil."
แต่ พวกเขาได้อะไรอย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาทำพิธีทรงวิญญาณหรืออาศัยคนทรงวิญญาณ?  อย่างดีที่สุด คนทรงวิญญาณก็เป็นคนปลิ้นปล้อนล่อลวงและผู้ร้าย โดยใช้ข้อมูลภายในหรือข้อมูลทั่วไป เพื่อได้ประโยชน์จากผู้ที่กำลังโศกเศร้า โดยทำให้พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถ ณเวลานั้น ติดต่อกับผู้ตายได้ อย่างเลวที่สุด พวกเขาก็สามารถทำแบบสุภาษิต”เล่นกับปีศาจ”.

 The Church has always made it clear that conjuring or attempting to communicate with the dead is a dangerous thing.  In the Catechism of the Catholic Church, paragraph 2116 it is clearly stated:
คลอดเวลา พระศาสนจักรสอนไว้อย่างชัดเจนว่า การปลุกผีหรือความพยายามที่จะสื่อสารกับผู้ตายเป็นสิ่งที่มีอันตรายมาก  ในคำสอนของศาสนจักรคาทอลิก พารากราฟ 2116 ยืนยันอย่างชัดเจนว่า:

“All forms of divination are to be rejected: recourse to Satan or demons, conjuring up the dead or other practices falsely supposed to “unveil” the future. Consulting horoscopes, astrology, palm reading, interpretation of omens and lots, the phenomena of clairvoyance, and recourse to mediums all conceal a desire for power over time, history, and, in the last analysis, other human beings, as well as a wish to conciliate hidden powers. They contradict the honor, respect, and loving fear that we owe to God alone…”
รูปแบบต่างๆทั้งหมดของการหยั่งรู้ต้องอย่าให้มี คือ การพึ่งพาอาศัยซาตานหรือบรรดาปีศาจ  การปลุกผู้ตายขึ้นมาหรือวิธีการอื่นๆที่สมมุติอย่างผิดพลาดที่จะ “เปิดสู่” อนาคต  การปรึกษาหารือทางหมอดูโหราศาสตร์  การอ่านลายมือ  การตีความ ลางและเคราะห์วาสนา  ปรากฎการณ์ของหมอดูยกเมฆ  และการพึ่งพาอาศัยตัวกลางที่ปกปิดความปรารถนาจะมีอำนาจเหนือนอกเวลา  ประวัตืศาสตร์ และ ในการวิเคราะห์สุดท้าย  บรรดามนุษย์อื่นๆ  เช่นเดียวกับความปรารถนาที่จะผูกไมตรีกับอำนาจที่ซ่อนเร้น  พวกเขาขัดแย้งกับเกียรติยศ  ความเคารพนับถือ และโดยรักที่กลัวว่าเราเป็นหนี้กับพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น...”

If some spirit is actually being conjured up, how can we be sure that what is being conjured is not Satan or one of his demons instead of the spirit of our loved one?  The devil is real. His demons are real.  Their goal is the ruin of humanity. Their desire is to trick us into doing things against God's law, and replace our Eternal Life with Eternal Death.
ถ้าเวลานั้น จิตวิญญาณบางดวงถูกปลุกขึ้นมา เราจะสามารถเชื่ออย่างไรว่าที่ปลุกขึ้นมานั้น ไม่ใช่ซาตานหรือหนึ่งในบรรดาปีศาจพวกของมันแทนที่จะเป็นจิตวิญญาณของคนที่เรารัก?  ปีศาจมีอยู่จริง  บรรดาภูติผีปีศาจมีอยู่จริง  เป้าหมายของพวกมันก็คือทำลายมนุษยชาติ  ความปรารถนาของพวกมันคือหลอกล่อด้วยเล่ห์กลให้เราเข้าไปสู่การกระทำสิ่งที่ขัดแย้งกับบัญญัติของพระเจ้า  และ แทนชีวิตชั่วนิรันดรของเราด้วยความตายตลอดนิรันดร์.

 Let's contrast conjuring up spirits with asking Mary or one of the Saints in heaven to pray for us.  As Scripture indicates, those in heaven are aware of the prayers of those on earth. In Revelation 5:8, John depicts the saints in heaven offering our prayers to God under the form of "golden bowls full of incense, which are the prayers of the saints." But if the saints in heaven are offering our prayers to God, then they must be aware of our prayers. They are aware of our petitions and present them to God by interceding for us.
ให้เราต่อต้านการปลุกจิตวิญญาณขึ้นมา โดยร้องขอต่อพระแม่มารีหรือนักบุญองค์หนึ่งในสวรรค์ให้สวดภาวนาเพื่อเรา  ตามที่พระคัมภีร์แนะนำ  บรรดาผู้อยู่ในสวรรค์ต่างกังวลถึงคำภาวนาของบรรดาคนที่อยู่บนโลก  ในหนังสือวิวรณ์ 5:8  นักบุญยอห์นพรรณนาให้เห็นบรรดานักบุญในสวรรค์ ที่เสนอคำภาวนาของพวกเราต่อพระเจ้า ภายใต้รูปแบบของ “อ่างทองคำที่เต็มด้วยกำยาน ซึ่งคือคำภาวนาของนักบุญทั้งหลาย”  แต่ ถ้านักบุญทั้งหลายในสวรรค์กำลังเสนอคำภาวนาของเราแก่พระเจ้า  ถ้าเช่นนั้น พวกท่านเหล่านั้นต้องกังวลถึงคำภาวนาของพวกเรา  บรรดานักบุญกังวลถึงคำวิงวอนของพวกเราและนำถวายคำภาวนาเหล่านั้นแด่พระเจ้า โดยนำเสนอสำหรับพวกเรา.

Some object to asking our fellow Christians in heaven to pray for us. They reason that God has forbidden contact with the dead in passages such as Deuteronomy 18:10–11. Actually, what God has forbidden is necromantic practice of conjuring up spirits.
บางคนไม่เห็นด้วยที่จะขอเพื่อนคริสตชนในสวรรค์ให้ภาวนาเพื่อพวกเรา  พวกเขาให้เหตุผลว่า พระเจ้าได้ทรงห้ามการติดต่อกับผู้ตาย ในข้อเขียนเช่น เฉลยธรรมบัญญัติ 18:10-11  เพราะฉนั้น อะไรที่พระเจ้าได้ทรงสั่งห้าม ก็คือการปฏิบัติใช้เวทย์มนต์คาถาของการปลุกจิตวิญญาณ.

"There shall not be found among you any one who burns his son or his daughter as an offering, anyone who practices divination, a soothsayer, or an augur, or a sorcerer, or a charmer, or a medium, or a wizard, or a necromancer. . . . For these nations, which you are about to dispossess, give heed to soothsayers and to diviners; but as for you, the Lord your God has not allowed you so to do. The Lord your God will raise up for you a prophet like me from among you, from your brethren—him you shall heed" (Deut. 18:10–15).
จะต้องไม่พบว่าในท่ามกลางพวกท่านมีคนใดคนหนึ่งที่เผาลูกชายหรือลูกสาวของตนเป็นเสมือนของถวาย  ผู้ใดก็ตามที่ทำเรื่องการหยั่งรู้  หมอเวทย์มนต์  หรือหมอดู  หรือพ่อมดผู้วิเศษ  หรือหมอทำเสน่ห์ หรือคนทรงผี  หรือพ่อมด หรือคนทรงผี..... สำหรับชาติเหล่านี้ ซึ่งท่านกำลังจะแสดงออก ให้ความเอาใจใส่กับหมอเวทย์มนต์  และหมอดู  แต่สำหรับท่าน พระผู้เป็นใหญ่พระเจ้าของท่านไม่อนุญาตให้ท่านทำเช่นนั้น  พระผู้เป็นใหญ่พระเจ้าของท่านจะยกท่านขึ้นเป็นผู้พยากรณ์เหมือนเราจากพวกท่าน  จากบรรดาพี่น้อง—เขา ที่ท่านจะให้ความเอาใจใส่” (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:10-15)

God thus indicates that one is not to conjure the dead for purposes of gaining information; one is to look to the Church and scripture instead. Thus one is not to hold a séance. But a reasonable person can discern the vast difference between holding a séance to have the dead speak through you and a child asking in prayer for his deceased parent to intercede for him. One is an occult practice bent on getting secret information; the other is a humble request for a loved one to pray to God on one’s behalf.
ดังนั้น พระเจ้าชี้ว่า ใครคนหนึ่งต้องไม่ปลุกผู้ตายสำหรับวัตถุประสงค์ของการได้ข้อมูล  คนหนึ่งต้องดูที่พระศาสนจักรและพระคัมภีร์แทน  ดังนั้น คนหนึ่งต้องไม่ยึดถือการนั่งชุมนุมทรงผี   แต่ คนที่มีเหตุผลสามารถเล็งถึงความแตกต่างกว้างใหญ่ไพศาล ระหว่างยึดถือการนั่งชุมนุมทรงผี  ให้ผู้ตายพูดกับท่าน และเด็กเล็กคนหนึ่งสวดภาวนาสำหรับสำหรับพ่อแม่ที่ล่วงลับไปขอให้วิงวอนสำหรับเขา  คนหนึ่งทำพิธีการโน้มเอียงที่จะได้ข้อมูลลับ  อีกคนหนึ่งร้องขออย่างสุภาพสำหรับคนที่เขารักโดยสวดภาวนาถึงพระเจ้าเพื่อคนๆนั้น.

We hope that his has helped you.  เราหวังว่าคำภาวนาของเขาได้ช่วยท่านด้วย.
           
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: