หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อัครสังฆมณฑลบอสตันเปิดเผยคลื่นแรกของการปรับองค์กรวัดปกครอง  (อ่าน 226 ครั้ง)
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2113



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2019, 03:14:22 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                           อัครสังฆมณฑลบอสตันเปิดเผยคลื่นแรกของการปรับองค์กรวัดปกครอง

Boston Archdiocese Unveils First Wave of Massive Parish Reorganization. Watch Out!                                                                            อัครสังฆมณฑลบอสตันเปิดเผยคลื่นแรกของการปรับองค์กรวัดปกครองขนานใหญ่ ระมัดระวังไว้!

The first wave of a massive change to the organization of parishes in the Boston Archdiocese was unveiled on Thursday. BCI is getting concerned that a well-intentioned and much-needed plan has the potential to turn into a train-wreck based on some early indicators. Read on.                      คลื่นแรกของการเปลี่ยนขนานใหญ่แก่องค์กรของวัดปกครอง ในอัครสังฆมณฑลบอสตัน ได้ถูกเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีBCI(BostonCatholicInsider)กำลังระมัดระวังว่า โครงการที่ตั้งอกตั้งใจทำและต้องการมาก มีพลังที่จะเปลี่ยนไปสู่ทรากพังยับเยินตามดัชนีชี้วัดบางตัวที่แสดงให้เห็นก่อนนั้น  โปรดอ่านต่อไป.

Here is a link to the announcement by the archdiocese, including the list from the Archdiocese of the 28 parishes that will be grouped into 12 clusters (or “collaboratives”) in the first phase of the reorganization plan :                                                                                                                                                                                               นี่คือตัวเชื่อมหนึ่งกับประกาศของอัครสังฆมณฑล รวมรายชื่อวัดปกครอง 28 แห่งจากอัครสังฆมณฑลที่จะแยกเป็น 12 กลุ่มย่อย (หรือ “หน่วยผู้ร่วมมือ – collaboratives”) ในช่วงแรกของแผนการปรับปรุงใหม่ :

1. Saint Luke and Saint Joseph, Belmont
2. Saint Mary, Saint Margaret, Saint John, Beverly
3. Saint Mary, Saint Theresa, Saint Andrew, Billerica
4. Saint Mary, Brookline (a one-parish collaborative)
5. Saint Mary of the Angels, Roxbury and Saint Thomas and Our Lady of Lourdes, Jamaica Plain
6. Saint Mary and Sacred Heart, Lynn
7. Our Lady of the Assumption and Saint Maria Goretti, Lynnfield
8. Saint Lucy and Saint Monica, Methuen
9. Sacred Heart, Middleboro and Saints Martha and Mary, Lakeville
10. Sacred Heart and Our Lady Help of Christians, Newton
11. Saint James, Saint John, Immaculate Conception, and Saint Anne, Salem
12. Saint Jerome and Immaculate Conception, Weymouth

Here is a summary from the Boston Globe: นี่เป็นสรุปจาก Boston Globe :
The Roman Catholic Archdiocese of Boston on Thursday announced the names of more than two dozen parishes participating in the first phase of a major reorganization that will eventually group the archdiocese’s 288 parishes into about 135 clusters, each led by a team of clergy and lay leaders.                     อัครสังฆมนฑลโรมันคาทอลิกแห่งบอสตัน ได้ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีรายชื่อของวัดปกครองมากกว่า 24 วัดที่ร่วมในเพสแรกของการปรับองค์กรครั้งสำคัญ ที่ในขั้นสุดท้ายจัดกลุ่มวัดปกครอง 288 วัดของอัครสังฆมณฑลเป็นกลุ่มย่อยประมาณ135 กลุ่ม แต่ละกลุ่มนำโดยทีมของหัวหน้าที่เป็นนักบวชและฆราวาส

The reorganization, to be phased in over five years, is designed to help parishes cope with diminished Mass attendance, a shortage of priests, and anemic fund-raising. Church officials hope the plan will eventually strengthen parishes and help reverse those trends.                                การปรับองค์กรใหม่ ที่จะต้องทำให้สำเร็จในเวลาประมาณห้าปี   ได้รับการออกแบบเพื่อช่วยวัดปกครองจัดการกับเรื่อง การมาร่วมมิสซาลดน้อยลง การขาดแคลนบาทหลวง และการตั้งกองทุนที่ขาดแคลน เจ้าหน้าที่ศาสนจักรหวังว่าแผนการ ในที่สุด จะเสริมพลังวัดปกครองและช่วยปรับแนวโน้มเหล่านั้นให้ดีขึ้น

The 28 parishes participating in the pilot phase — diverse in size, wealth, ethnicity, and geography — will be grouped into 12 clusters, or “collaboratives.” The collaboratives will gradually take shape over the next two years, as clergy and lay leaders are assigned and trained, and teams from each one create a long-term plan.                                                                                                   วัดปกครอง 28 แห่งที่กำลังร่วมในเฟสนำร่อง – แปลกแตกต่างกันใน ขนาด ความมั่งคั่ง ความเป็นกลุ่ม และสภาพภูมิศาสตร์ – จะถูกจัดเป็นกลุ่มย่อย 12 กลุ่ม หรือ “หน่วยผู้ร่วมมือ”(Collaboratives) หน่วยผู้ร่วมมือ ทีละขั้น จะก่อรูปภายในสองปีข้างหน้า โดยที่หัวหน้าที่เป็นฆราวาสและนักบวชได้รับการมอบหมายหน้าที่และรับการฝึกอบรม ตั้งเป็นทีมแต่ละแห่งด้วยแผนงานที่กินเวลานาน.

The parishes will remain open, but church officials said they hope will learn to work together to share resources.                                                                                                                    วัดปกครองทั้งหมดจะยังคงเปิดกว้าง  แต่ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบวัดกล่าวว่า พวกเขาหวังที่จะเรียนรู้ที่ทำงานร่วมกันเพื่อแชร์แหล่งข่อมูลต่างๆ

This topic merits much more attention than time and space permit BCI to give to it today. We will share a few initial observations.                                                                                             หัวข้อที่สนใจกันนี้ให้ประโยชน์ที่ทำให้เกิดความสนใจมากกว่าเวลาและช่วงว่างทำให้ BCI ยอมให้ทำได้ทุกวันนี้  เราจะแชร์ดูแลด้วยการสังเกตุแรกเริ่มเล็กๆน้อยๆบ้างสักสองสามข้อ คือ:

First, a new pastoral plan is a necessity given the changing dynamics above–but, for the record, it should be noted that the biggest problems are failed leadership at the highest levels of the archdiocese and diminished Mass attendance, which then translates to the lowercontributions.                                                                                                               ข้อแรก แผนบริหารวัดใหม่เป็นเรื่องจำเป็นที่จะให้เกิดการเปลี่ยนกลไกที่ว่า – แต่ เพื่อเป็นบันทึก จึงน่าจะตั้งข้อสังเกตุว่า บรรดาปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คือการนำที่ล้มเหลวที่ระดับสูงที่สุดของสังฆมณฑล และการมาร่วมพิธีมิสซาที่ลดน้อยถอยลง  ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นก็แปลความได้ว่ามีการทำบุญที่ลดลงด้วย.

When BCI looks at the numbers, though we have fewer priests, the ratio of priests to active Mass-going Catholics is actually proportionate today to what the ratio was decades ago when we had more priests and more Mass-going Catholics.  It is unclear why the media does not realize that and the archdiocese does not publicly say that. We will get you data in the near future.              เมื่อ BCI มองที่ตัวเลข แม้จะเห็นว่าเรามีจำนวนพระสงฆ์น้อยลง อัตราพระสงฆ์เมื่อหลายทศวรรษก่อนเทียบกับคาทอลิกที่มาวัดอย่างแข็งขัน ก็ได้สัดส่วนทุกวันนี้ กับที่สัดส่วนกับเมื่อหลายทศวรรษก่อน เมื่อเรามีพระสงฆมากกว่า และคาทอลิกที่มามิสซามากกว่าด้วย  มันไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทำไมสื่อต่างๆไม่ได้เข้าใจข้อนั้น และอัครสังฆมณฑลไม่กล่าวเรื่องนั้นอย่างเปิดเผยในสาธารณะ เราคงจะได้ข้อมูลให้ท่านทราบในอนาคตอันใกล้นี้.

Second, it seems to BCI that the archdiocese is putting the cart before the horse. Just as we were thinking this yesterday, one long-time reader observed to BCI via email:                              ข้อที่สอง  มันดูเหมือนBCIแสดงให้เห็นว่า อัครสังฆมณฑลกำลังเทียมรถก่อนม้า  เหมือนเช่นเรากำลังคิดเรื่องนี้เมื่อวานนี้ ผู้ที่อ่านเป็นเวลานานคนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตุแก่ BCI ทางอีเมล์ว่า:

“RCAB has done nothing to build trust in its Catholics.  It has done nothing to foster the proper formation for staff and laity to handle how these changes happen — they have definitely put the cart before the horse. So with no trust, and the average parish council member not knowing the canonical difference between “church” and “parish,” there is likely to be a lot more heat generated than light.”                                                                                                                             “พระอัครสังฆราชโรมันคาทอลิกไม่ทำอะไรเลยที่จะสร้างความไว้วางใจในกลุ่มคริสตชนคาทอลิกของเขา  ไม่ทำอะไรเลยที่จะเสริมส่งการศึกษาอบรมโดยเฉพาะ สำหรับคณะผู้ทำงานและฆราวาสเพื่อจัดการอย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ที่เกิดขึ้น – พวกเขา ที่เห็นชัด คือนำตัวยานอยู่หน้าม้าที่ลากรถนั้น  ดังนั้น ค้วยการไม่มีความไว้วางใจ และ สมาชิกสภาวัดโดยเฉลี่ย ไม่รู้ความแตกต่างทางกฎหมายพระศาสนจักร ระหว่างคำว่า “วัด” และ “วัดปกครอง” ดูเหมือนจะมีความร้อนจำนวนมากเกิดขึ้นแทนจะเบาลง”

The right sequence would be to get the right people with strong leadership qualities and proud adherence to true Catholic Church teachings on-board  first to help lead and guide the path ahead–and also get the wrong people out of any leadership roles.  Then, you form and educate people with real authentic catechesis, not just “the new evangelization training.” And after that, then you roll out the changes.  The archdiocese has the order all wrong.                                      ผลที่ตามมาที่ถูกต้องก็น่าจะได้คนที่ถูกต้องที่มีคุณลักษณะความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและความยึดมั่นที่น่าภูมิใจกับคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิกที่แท้จริงของคณะ ถือเป็นสิ่งแรกที่ช่วยนำหนทางไปข้างห้า—และสิ่งที่ควรทำด้วยก็คือ ให้คนที่ไม่ทำงานออกไปจากบทบาทของผู้นำใดๆ  จากนั้น คุณรวมคนและให้การศึกษาอบรมพวกเขาด้วยคำสอนทรงอำนาจของพระศาสนจักรที่แท้จริง มิเพียง “การฝึกอบรมการเผยแพร่พระวรสารแบบใหม่” และหลังจากนั้น ต่อไป คุณนำความเปี่ยนแปลงเข้ามา  อัครสังฆมณฑลตอนนี้ออกคำสั่งผิดพลาดหมด.

Third, the lack of financial transparency by the Boston Archdiocese is going to continue to hurt, rather than help build trust and enable success. Just one  example is described in this post, New Boston Chancellor Needs to Work on Transparency.  More than halfway into the fiscal year, there is still no published operational budget, as was published in 2010, 2011 and 2012.  Several readers report they wrote to Chancellor John Straub, some multiple times, and got no response. Any of the following could be the reason: a) He is not sufficiently capable or competent that he has produced a budget more than halfway into the fiscal year and is still working on it, b)  He is unconcerned about delivering what faithful Catholics are looking for in order to trust the archdiocese, c) He has a budget, but will not share it because there is something the archdiocese is hiding, such as mingling funds from separate entities, or borrowing from Peter to pay Paul, d) he flat out lied or deceived everyone when, upon his promotion to Chancellor, he said publicly, one of his goals would be to “continue to maintain that stability and transparency and enhance it where we can.”  Given this budget was published for the past 3 years, we have clearly gone backwards from the past. He has also failed to respond to inquiries about how the bills for 40-50% of parishes in the red are being paid. The next step for some readers is to take the matter to the Papal Nuncio and the Vatican  Congregation for Bishops. If the report does not appear soon, BCI may start a campaign calling for a new Chancellor to be named, since John Straub is already missing the mark.

ข้อที่สาม การขาดความโปร่งใสทางการเงินโดยอัครสังฆมณฑลบอสตันกำลังดำเนินการทำร้ายต่อไปเรื่อยๆ  แทนที่จะช่วยสร้างความไว้วางใจและสามารถประสพความสำเร็จ  ขอยกมาเพียงหนึ่งตัวอย่างในโพสต์นี้ คือ ผู้บริหารสูงสุดของบอสตันคนใหม่ จำเป็นต้องทำงานด้วยความโปร่งใส  มากกว่าครึ่งทางเข้าสู่ปีงบประมาณ ยังคงไม่มีงบประมาณดำเนินงานพิมพ์เผยแพร่ออกมา เหมือนที่ได้พิมพ์ในปี 2010, 2011,และ 2012  ผู้อ่านหลายๆคนรายงานว่าพวกเขาได้เขียนถึงผู้บริหารสูงสุด Chancellor John Straub หลายๆครั้งมาแล้ว  ก็มิได้คำตอบแต่อย่างใด  อาจจะมีเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ : a) เขาเป็นผู้ที่ความสามารถหรือประสพการณ์ความชำนาญไม่พอ ที่จะผลิตงบประมาณจนเลยครึ่งเวลาเข้าสู่ปีงบประมาณ และทำงานเรื่องนี้อยู่ b) เขาไม่สนใจเกี่ยวกับการที่จะออกข้อมูลที่คริสตชนคาทอลิกผู้ซื่อสัตย์กำลังเสาะหาเพื่อทำให้เกิดความวางใจในอัครสังฆมณฑล c) เขามีงบประมาณ แต่ไม่อยากให้ใครมีส่วนรู้เห็น(share) เพราะว่ามีอะไรบางอย่างที่อัครสังฆมณฑลกำลังปกปิดไว้  เช่นการผสมผสานเงินกองทุนที่ได้รับมาจากหน่วยงานต่างๆ หรือยืมมาจาก Peter เพิ่อมาจ่าย Paul  d) เขาไม่มีอะไรชัดเจน เพียงโกหกหรือหลอกลวงทุกคน เมื่อ หลังจากได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุด เขาพูดใท่สาธารณะ ว่า วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งก็คือ “ยังคงทำให้เกิดความมั่นคงและความโปร่งใส และส่งเสริมทั้งสองประการในทุกที่ที่เราสามารถทำได้”  งบประมาณที่แสดงให้เห็นนี้พิมพ์มาเป็นเวลาสามปีแล้ว เห็นได้ชัดว่าเราย้อนกลับไปสู่อดีต  เขายังผิดพลาดที่จะตอบข้อซักถามเกี่ยวกับว่าทำไมบิลก็บเงิน 40-50% ของวัดปกครองทั้งหมดที่เป็นตัวแดงถูกนำมาชำระเงินด้วย  ขั้นต่อไปสำหรับผู้อ่านบางคนก็คือนำเรื่องไปสู่สมณทูตวาติกัน(Papal Nuncio)และคณะกรรมการเพื่อพระสังฆราชแห่งวาติกัน (Congregation for Bishops) ถ้ารายงานไม่มีออกมาทันทีทันใดนั้น BCI อาจเริ่มการรณรงค์เรียกร้องให้มีผู้บริหารสูงสุดคนใหม่  โดยที่ John Straub กำลังหายตัวไปจากเรื่องดังกล่าว.
             
บันทึกการเข้า
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2113



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2019, 03:20:12 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
      Fourth, the arrangement of collaboratives, and nature of clergy personnel decisions could be wrought with controversy.  How will a doctrinally orthodox parish mesh with one that is doctrinally less orthodox?  For example, in Newton, the example cited with parishioner comments in the Globe article, a number of readers have written to share concerns because Sacred Heart has been led by a former seminary instructor and doctrinally orthodox pastor, Fr. John Connolly, who is in his 80s and near retirement, while Our Lady Help of Christians was led by the not-doctrinally-orthodox Fr. Walter Cuenin and is currently led by Fr. John Sassani, whose orthodoxy is exemplified by his recently permitting a Yoga Prayer program at the parish, despite clear admonitions from the Vatican’s Congregation of the Faith about the spiritual dangers of yoga. Sacred Heart has had pro-life Masses on a monthly basis, while in contrast, the Social Justice group at Our Ladys used to march in the annual Boston Gay Pride parade. Sacred Heart and nearby St. Bernards both have weekly Eucharistic Adoration on Saturday mornings; Our Ladys has no regular time for Eucharistic Adoration. When Our Ladys was renovated in the late 1990s, they installed a Protestant-style in-ground baptismal pool in the floor near the altar–and not long after the church reopened, BCI is told a lay Eucharistic minister fell into the baptismal pool during Communion, dropping a glass chalice on the marble floor, which shattered and spilled the precious blood of Christ on the floor.                                                                                                   
ข้อที่สี่ การจัดการเรื่องของผู้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ และธรรมชาติของการตัดสินใจส่วนบุคคลนักบวช สามารถเกิดการโต้แย้งได้ อย่างไรที่วัดปกครองที่ยึดมั่นในคำสอนพระศาสนจักร พันกันกับสิ่งที่เป็นคำสอนดั้งเดิมน้อยไป?  ตัวอย่างเช่น ใน Newton ตัวอย่างที่ได้มาจากคำวิจารณ์ของสัตบุรุษในบทความนสพ. Globe ผู้อ่านจำนวนหนึ่งได้เขียนแสดงการมีส่วนในความวิตกกังวล เพราะว่าพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ถูกนำมาโดยอดีตอาจารย์สามเณราลัยคนหนึ่งและเป็นเจ้าอาวาสออร์ทอด๊อกตามคำสอน คุณพ่อ John Connolly ซึ่งอายุย่างเข้าปีที่ 80 และใกล้จะเกษียณแล้ว ขณะที่ พระแม่มารี องค์ความช่วยเหลือของคริสตชน ถูกนำมาโดยผู้ที่มิได้เป็นออร์ทอด๊อกตามคำสอน Fr. Walter Cueninและปัจจุบันนำโดย Fr. John Sassani ซึ่งความซื่อสัตย์ต่อความเชื่อของท่านเป็นตัวอย่างโดยการอนุญาตเมื่อเร็วๆนี้ ให้ทำโครงการ Yoga Prayer program ที่วัดปกครอง แม้ได้รับการห้ามจาก CDF ของวาติกันเกี่ยวกับอันตรายฝ่ายจิตวิญญาณของระบบโยคะ  วัดพรหฤทัยนั้นจัดพิธีมิสซาเพื่อเสริมชีวิตทุกเดือน ขณะที่กลับกัน กลุ่มยุติธรรมสังคมที่วัด Our Ladys เคยเดินขบวนพาเรดประจำปีแสดงความภูมิใจกลุ่มเกย์บอาตัน  วัดพระหฤทัยและวัดนักบุญเบอร์นาร์ดใกล้กันนั้น ทั้งสองวัดจัดการเคารพศีบมหาสนิทประจำสัปดาห์ในตอนเช้าวันเสาร์ วัดแม่พระไม่มีเวลาประจำสำหรับการเคารพศีลมหาสนิท  เมื่อวัดแม่พระมีการซ่อมแซมในปลายปี ช่วง 1990 พวกเขาได้จัดการแบบโปรเตสตันท์ในอ่างใหญ่ที่เป็นที่ล้างบาป ในพื้นที่ห้องใกล้พระแท่น—และไม่นานหลังจากที่วัดเปิดอีกครั้งหนึ่ง BCI ได้ทราบว่าศาสนบริกรฆราวาสผู้ช่วยพิธี ตกลงไปในอ่างโปรดศีลล้างบาป ระหว่างการแจกศีล  ปล่อยถ้วยแก้วใส่พระโลหิตตกแตกบนพื้นห้องหินอ่อน  ซึ่งแตกกระจายและปล่อยน้ำองุ่นที่เป็นพระโลหิตล้ำค่าของพระคริสตเจ้าลงบนพื้นห้อง

Now they have rubber mats and cordons to prevent that problem, but other liturgical concerns remain. The differences in the leadership, culture, liturgies and orthodoxy of the parishes could not be greater. Who will ultimately be the pastor of the collaborative? Will he be orthodox or not? How will the two diametrically different parishes blend together and make decisions? Beyond this collaborative, how will all clergy personnel decisions be made?  Will decisions be influenced by back-room dealings outside of standard pastoral appointment processes, as happened with the naming of Msgr. Paul Garrity to St. Catherine’s in Norwood in 2011 after Garrity had announced his retirement from the priesthood?  What will an orthodox parish do if and when their new pastor for the collaborative is not decidely not orthodox?                                                               ปัจจุบันนี้พวกเขามีเสื่อยางและวงเขตล้อม เพื่อป้องกันปัญหานั้น  แต่ ความกังวลทางพิธีกรรมอื่นๆยังคงมีอยู่  ความแตกต่างในการเป็นผู้นำ วัฒนธรรม พิธีกรรมและความเชื่อดั้ง้ดิมของวัดปกครอง ไม่สามารถมีอะไรใหญ่กว่านั้น  ผู้ใดเล่าในท้ายที่สุดจะเป็นเจ้าอาวาสของผู้ที่มาร่วมปฏิบัติการ? เขาจะมีความเชื่อแบบดั้งเดิมหรือไม่? วัดปกครองที่แตกต่างกันแบบสมบูรณ์เด็ดขาดทำอย่างไรจึงจะโน้มเข้าหากันและทำการตัดสินใจได้? นอกเหนือจากเป็นผู้ร่วมปฏิบัติภารกิจ ทำอย่างไรการตัดสินใจของบุคลากรนักบวชทั้งหมดจึงจะเป็นไปได้? การตัดสินใจเหล่านั้นจะได้รับอิทธิพลจากการกระทำในห้องลับนอกกระบวนการที่ได้มีการแต่งตั้งทางปกครองมาตรฐานหรือไม่? ดังที่ได้เกิดขึ้นกับการระบุชื่อ Msgr. Paul Garrity เป็นเจ้าอาวาสวัด St. Catherine ใน Norwood เมื่อปี 2011 หลังจาก Garrity ได้ประกาศการลาพักผ่อนจากสังฆภาพสงฆ์? วัดปกครองที่ถือมั่นแบบดั้งเดิมจะทำอย่างไร ถ้าและเมื่อเจ้าอาวาสองค์ใหม่ของพวกเขาที่จะมาร่วมปฏิบัติปรับปรุงได้มีการตัดสินใจแล้วว่าไม่ใช่ผู้ถือความเชื่อแบบดั้งเดิม?

Lastly, the failed leadership at the top in the Boston Archdiocese will continue to undermine the chances for success of this broad, very important initiative. Bishop Deeley’s comments about why this effort will succeed are reflective of the problem. In the archdiocesan press release, he said, “We have confidence that Disciples in Mission will be successful because it is the fruit of a collaborative effort with clearly defined goals and objectives.”  Where to start on this one?                                                                                 ข้อสุดท้าย ความเป็นผู้นำที่ล้มเหลวที่ยอดสุดในอัครสังฆมณฑลบอสตัน จะยังต่อเนื่องบ่อนทำลายโอกาสสำหรับความสำเร็จของคณะปกครองนี้ ซึ่งการริเริ่มสำคัญมาก การวิพากษ์ วิจารณ์ของพระสังฆราช Deeley เกี่ยวกับที่ว่าทำไมความพยายามนี้จะสำเร็จนั้น เป็นการสะท้อนปัญหา  ในแถลงข่าวทางหนังสือพิมพ์ของอัครสังฆมณฑล เขากล่าวว่า “เรามีความเชื่อมั่นว่า สานุศิษย์ในการแพร่พระศาสนา(Disciples in Mission)จะประสพความสำเร็จ เพราะว่ามันเป็นผลที่ได้ของการพยายามร่วมมือกันด้วยเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดชัดเจน”

What are the measurable objectives?  How many Catholics is each collaborative expected to bring back to the Church by what date?  How much is weekly Mass attendance across the archdiocese expected to increase by, in what timeframe?                                                                          อะไรคือวัตถุประสงค์ที่วัดได้? ชาวคาทอลิกมากน้อยเพียงใดเป็นผู้ร่วมมือที่หวังจะถูกนำกลับสู่พระศาสนจักรในวันอะไร? การเข้าร่วมมิสซารายสัปดาห์กี่มากน้อยทั่วอัครสังฆมณฑล ที่หวังว่าจะเพิ่มขึ้น ในกรอบเวลาใด?

Worse still is the misguided notion that the initiative will succeed because it comes from a “collaborative effort with clear goals.” The Big Dig came from a collaborative effort with clear goals.  Obamacare came from a collaborate effort with clear goals. So did the 9/11 terrorist acts. So did the Nazi Holocaust. Are collaboration and having goals really the essential factors to have a model for “success”? Does the Vicar General really believe that collaboration with clear goals makes an initiative succeed?                                                                                                    ที่เลวร้ายที่สุดยังคงเป็นข้อสังเกตุที่ทำให้หลงผิดว่า การริเริ่มจะสำเร็จเพราะว่ามันมาจาก”ความพยายามที่ร่วมมือกันโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน” การขุดค้นที่ยิ่งใหญ่(Big Dig)มาจากความพยายามร่วมมือกันโดยเป้าหมายที่ชัดเจน  โอบามาแคร์มาจากความพยายามที่มีเป้าหมายชัดเจน  เช่นเดียวกับการกระทำของผู้ก่อการร้าย 9/11 ดังนั้นก็แบบฆ่าล้างเผ่าพันธ์แบบนาซี  การให้ความร่วมมือและการมีเป้าหมายจริงๆแล้ว เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งยวดที่น่าจะเป็นโมเดลสำหรับ”ความสำเร็จ”หรือ? พระสังฆราช จริงๆแล้วเชื่อว่าการร่วมมือกันด้วยเป้าหมายชัดเจนทำให้การริเริ่มสำเร็จหรือ?

First off, an initiative like this will succeed, if and only if, it has strong leadership starting at the top, and the initiative is rooted from top to bottom in the authentic teachings of the Roman Catholic Church.  Strong leadership at the top means the archbishop is passionately committed to his episcopal responsibilities to teach, sanctify and govern. How is that going lately?  We have documented failures there since 2010. Furthermore, “leadership” as defined by an expert in the field, means attributes like integrity (alignment of words and actions with inner values, walking the talk, sticking to strong values, and building an entire organization with powerful and effective cultural values), dedication (spending whatever time and energy on a task is required to get the job done, giving your whole self to the task, dedicating yourself to success and to leading others with you), magnanimity (giving credit where it is due and accepting personal responsibility for failures), humility (recognizing that you are not inherently superior to others and thus they are not inferior to you), openness (being able to listen to ideas that are outside one’s current mental models),  and creativity (thinking differently, being able to get outside the box and take a new and different viewpoint on things).                                                เมื่อเกิดข้อแรก การริเริ่มแบบนี้จะประสพความสำเร็จ ถ้าและถ้าเท่านั้น มันเป็นการนำที่ขัมแข็งโดยเริ่มที่ยอดบนก่อน และการริเริ่มก็ออกรากจากยอดบนลงล่างในคำสอนทรงอำนาจของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก การนำที่เข้มแข็งที่ปลายยอดหมายความว่าพระอัครสังฆราชต้องยอมรับแบบหลงไหลกับความรับผิดชอบในหน้าที่สังฆราชของเขาที่จะสอน ทำให้ศักดิ์สิทธิ์และปกครอง  หลังๆนี้สิ่งนั้นเกิดอย่างไร? เราได้จดบันทึกความล้มเหลวที่นั่นตั้งแต่ปี 2010  ยิ่งกว่านั้น “การนำองค์กร” แบบที่จำกัดความโดยผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งในสนาม หมายถึงการมีคุณสมบัติเช่นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (การวางแนวของถ้อยคำและการกระทำที่มีคุณค่าภายในกว่า การขยับการพูดจาไป การยึดถือคุณค่าที่เข้มแข็ง และการสร้างองค์กรทั้งครบด้วยคุณค่าที่ทรงอำนาจและเป็นวัฒนธรรมที่มีประสิทธิผล) การอุทิศตน (โดยใช้เวลาและพลังงานอะไรก็ได้ในภาระกิจที่ต้องการให้งานนั้นสำเร็จไป ทุ่มตัวเองทั้งครบเพื่องานนั้น อุทิศตัวท่านเองแก่ภาระกิจ โดยอุทิศตนไปสู่ความสำเร็จและไปสู่การนำคนอื่นไปกับท่าน) ความใจกว้างไม่เห็นแก่ตัว (โดยให้เครดิตณ ที่ถึงเวลาและยอมรับความรับผิดชอบส่วนตนสำหรับความผิดพลาดต่างๆ) ความสุภาพถ่อมตน (โดยรับรู้ว่าท่านไม่ใช่ผู้มีอำนาจที่ตกทอดไปสู่คนอื่นและดังนั้นพวกเขาไม่ใช่ผู้มีฐานะต่ำกว่าท่าน) ความเปิดเผย (โดยสามารถรับฟังความคิดอ่านที่มีภายนอกแบบแผนความคิดปัจจุบันของใครคนหนึ่ง) และ ความรู้จักสร้างสรร (ด้วยการคิดต่าง โดยสามารถรับเอาความคิดนอกระบบและรับเอาทัศนะคติที่ใหม่และแตกต่างในเรื่องต่างๆ)

On just the first three attributes–integrity, dedication, and magnanimity, the report card for our episcopal leadership is not very good. As for how well-rooted the archdiocese is in the authentic teachings of the Catholic Church, just look at their PR firm (filled with former Biden staff and Biden/Obama fundraisers), proudly ex-Catholic HR executive director, Secretary for Social Services and Healthcare (who speaks on panels with anti-Catholics like Barney Frank and thinks Catholic identity means supporting the controversial Catholic Campaign for Human Development), Campaign for Catholic Schools chair who raises millions of dollars for pro-abortion political figures, and certain parish adult faith formation programs.                                             ว่าด้วยเพียงคุณสมบัติประจำสามประการแรก – ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การอุทิศตน และความใจกว้างไม่เห็นแก่ตัว การ์ดรายงานเพื่อการเป็นผู้นำในฐานะสังฆราชไม่ดีมากเลย  สำหรับที่ว่าอัครสังฆมณฑลที่มีรากฐานดีจะเป็นอย่างไรในคำสอนที่ทรงอำนาจของพระศาสนจักรคาทอลิก  เพียงดูที่หน่วยงานข่าวสารของพวกเขา (ที่เต็มด้วยคณะทำงานของอดีตไบเด็นและคณะผู้หาทุนไบเด็น/โอบามา) ที่พูมใจก็คืออดีตคาทอลิกหัวหน้า HR executive director เลขานุการสำหรับ Social Services และ Healthcare (ซึ่งพูดบนเวทีกับกลุ่มแอนตี้คาทอลิกอย่างเช่น Barney Frank และคิดว่ารูปลักษณ์คาทอลิกหมายถึงการสนับสนุนการรณรงค์แบบคาทอลิกที่มีปัญหาสำหรับการพัฒนามนุษย์) การรณรงค์เพื่อเก้าอี้โรงเรียนคาทอลิก ซึ่งหาทุนหลายล้านดอลลาร์สำหรับบุคคลที่เป็นนักการเมืองนิยมการแท้งบุตร และโครงการให้การศึกษาอบรมความเชื่อแก่ผู้ใหญ่ของวัดปกครองบางวัด.

BCI has been hoping and praying that the archdiocese can pull off this new pastoral plan successfully. But, the challenges and shortcomings above cause BCI to believe the archdiocese still does not get it. We wish we did not feel compelled to say this, but we simply do not think the Boston Archdiocese has what it takes right now to make this ambitious undertaking successful.  Longtime readers can attest that we have been right with our assessments a whole lot more since 2010 than we have been wrong. That is what BCI thinks.  What do you think?          BCI ได้เฝ้าหวังและสวดภาวนาว่า อัครสังฆมฯฑลจะสามารถดึงเอาแผนงานบริหารวัดใหม่นี้อย่างประสพผลสำเร็จ  แต่ ความท้าทายและข้อบกพร่องข้างบนนั้นเป็นสาเหตุให้ BCI เชื่อว่าอัครสังฆมณฑลยังไม่สามารถทำได้  เราประสงค์ว่าเราจะไม่ถูกผลักดันให้กล่าวสิ่งนี้  แต่เราเพียงไม่คิดว่าอัครสังฆมณฑลบอสตันได้สิ่งที่ถูกต้องเวลานี้ ที่จะทำภาระหน้าที่ ที่ทะเยอทะยานได้เป็นผลสำเร็จ  ผู้อ่านที่อยู่นานตรงนี้สามารถให้การเป็นพยานได้ว่า เราได้ทำถูกต้องด้วยการประเมินผลของเราในปริมาณมากตั้งแต่ปี 2010 มากกว่าที่เราทำผิดพลาด.  นั่นคือที่ BCI คิด  คุณคิดอะไร?

Ad  Majorem  Dei  Gloriam                                                                                                                                                             Alan  Petervich – Peter Vichitr Thongthua                                                 
Updated July 1, 2019
 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: