หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การแก้ไขกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาของวาติกัน  (อ่าน 446 ครั้ง)
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2106



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2019, 04:25:59 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                       การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
                  LAW N. IX: AMENDMENTS TO THE CRIMINAL CODE AND THE CODE OF CRIMINAL PROCEDURE (11 July-กรกฎาคม 2013)

                                  THE PONTIFICAL COMMISSION FOR THE VATICAN CITY STATE คณะกรรมาธิการเพื่อนครรัฐวาติกัน

-bearing in mind the Fundamental Law of the Vatican City State of 26 November 2000; โดยคำนึงถึงกฎหมายพื้นฐานของนครรัฐวาติกันลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2000;

-bearing in mind the Act on Sources of Law of 1 October 2008, N. LXXI; โดยคำนึงถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยแหล่งกำเนิดแห่งกฎหมายลงวันที่ 1 ตุลาคม 2008, N. LXXI;

-bearing in mind the Decree of the President of the Governorate of
25 January 2012, N.CLIX, promulgating amendments and additions to Law of 30 December 2010, N.CXXVII, on the Prevention and Countering of the Laundering of the Proceeds of Criminal Activities and the Financing of Terrorism, confirmed by Law of 24 April 2012, N. CLXVI; โดยคำนึงถึงกฤษฎีกาของนายกเทศมนตรีแห่งสำนักผู้ครองนครลงวันที่ 25 มกราคม 2012, N.CLIX โดยประกาศการแก้ไขและการเพิ่มเติมแก่กฎหมายลงวันที่ 30 ธันวาคม 2010, N. CXXVII,ว่าด้วยการปกป้องและการตอบโต้การฟอกเงินแห่งการดำเนินการของกิจกรรมความผิดอาญาและการให้เงินช่วยการก่อการร้าย ยืนยันโดยกฎหมายลงวันที่ 24 เมษายน 2012, N. CLIX;

considering that โดยพิจารณาว่า

-pursuant to articles 7 and 8 of the Act on the sources of Law of 1 October 2008, N.
LXXI, the Italian Criminal Code and the Italian Code of Criminal Procedure
Received into the Vatican legal system by the Law of 7 June 1929, n. II, are currently in force in the Vatican City State;
-ตามมาตรา 7 และ 8  แห่งพระราชบัญญัติ ว่าด้วยแหล่งกำเนิดแห่งกฎหมาย ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2008, N.LXXI, ประมวลกฎหมายอาญาอิตาลี และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่รับเข้าสู่ระบบกฎหมายวาติกัน โดยกฎหมายลงวันที่ 7 มิถุนายน 1929, n. II, ปัจจุบันกำลังบังคับใช้ในนครรัฐวาติกัน ;

-the time elapsed makes necessary the modernization of some provisions in order to
render more effective the contrast of various criminal activities, including those having transnational connotations; เวลาที่ผ่านไปทำให้จำเป็นที่จะมีความทันสมัยของเงื่อนไขบางประการ เพื่อจะมอบคืนสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากกว่าซึ่งการเทียบเคียงเพื่อแสดงให้เห็นกิจกรรมที่เป็นความผิดทางอาญาต่างๆ  รวมทั้งการกระทำเหล่านั้นที่มีการแสดงในเวลาเดียวกันนอกประเทศ;

-over the years, the Holy See, acting also in the name and on behalf of the Vatican City State, has ratified various international conventions that require the suppression of certain criminal activities and the adoption of enhanced measures on international
cooperation;has promulgated the following ผ่านมาหลายปี สันตะสำนัก ที่ปฏิบัติการด้วยในนามและเป็นตัวแทนนครรัฐวาติกัน ได้ให้การอนุมัติการประชุมนานาชาติต่างๆ ที่ต้องการปราบปรามกิจกรรมที่มีความผิดทางอาญาบางประการ และ การรับเอามาตรการที่ยกระดับขึ้นเกี่ยวกับความร่วมมือนานาชาติ ได้ประกาศใช้
LAW กฎหมาย
                                                        CHAPTER-บทที่  I
                   AMENDMENTS TO THE CRIMINAL CODE การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา
                                                         Article-มาตรา 1
                          (Offences committed in the territory of the State)
                                           ความผิดที่กระทำในดินแดนแห่งรัฐ

The text of article 3 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:
“Whoever commits an offence in the territory of the State is punished according to theVatican law. An offence is deemed to be committed in the territory of the State when its constituting action or omission is carried out, as a whole or in part, in the territory, or if the consequence resulting from that action or omission takes place in the territory. The offence committed on board a vessel that is flying the flag of the State or on an official aircraft, or on an aircraft that is registered under the laws of the State at the time that the offence is committed, is also deemed to be committed in the territory of the State.”
ข้อความของมาตรา 3 ของประมวลกฎหมายอาญาถูกแทนที่ทั้งหมด ด้วยข้อความต่อไปนี้:
“ใครก็ตามกระทำความผิดในดินแดนแห่งรัฐ ถูกลงโทษตามกฎหมายวาติกัน  ความผิดที่ถือว่าถูกกระทำในดินแดนแห่งรัฐ เมื่อการกระทำหรือการไม่กระทำเกิดขึ้น ครบทั้งหมดหรือบางส่วน ในดินแดน หรือถ้าการตามมาเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำหรือการไม่กระทำเกิดขึ้นในดินแดน  คามผิดที่กระทำบนพาหนะที่กำลังติดธงชองรัฐ หรือบนเครื่องบินของทางการลำหนึ่ง หรือบนเครื่องบินที่ขึ้นทะเบียนภายใต้กฎหมายของรัฐณเวลาที่ความผิดถูกกระทำขึ้น ถือด้วยว่าถูกกระทำในดินแดนแห่งรัฐ”

                                               Article – มาตรา 2
                                    (Offences committed abroad)
                                       ความผิดที่กระทำในต่างประเทศ

The text of article 4 of the Criminal Code is entirely replaced by the following: ข้อความของมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ถูกแทนที่ทั้งหมดด้วยข้อความต่อไปนี้:
“Whoever commits abroad one of the following offences: “ผู้ใดก็ตามทำในต่างประเทศ หนึ่งในความผิดดังต่อไปนี้:
a) offences against the security of the State; ความผิดต่อความมั่นคงปลอดภัยแห่งรัฐ
b) offences of counterfeiting the seal of the State and the use of a counterfeited seal;
    ความผิดฐานปลอมแปลงตราประทับแห่งรัฐและใช้ตราประทับปลอมแปลงนั้น;
c) offences of counterfeiting currency, revenue stamps and Vatican public bonds;
    ความผิดฐานปลอมแปลงเงินตรา สแตมป์รายได้และพันธบัตรมหาชนวาติกัน;
d) offences committed by public officials in the service of the State, taking advantage   of their powers or violating the duties inherent to their functions; ความผิดที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐในการรับใช้รัฐ รับผลประโยชน์ที่อยู่ในอำนาจของพวกตน หรือละเมิดหน้าที่ที่ตกทอดอยู่ในหน้าที่ที่ต้องปฏิบีติของพวกเขา
f) any other offence for which the laws or the ratified international conventions require the application of the Vatican law; is punished according to Vatican law. ความผิดใดอื่นสำหรับที่บรรดากฎหมายหรือการประชุมนานาชาติที่ได้รับการรับรอง ต้องการการปรับใช้ของกฎหมายวาติกัน; ถูกลงโทษตามกฎหมายวาติกัน
Whoever has committed an offence abroad whose prosecution is required by a ratified international agreement, is punished according to Vatican law if he is found in the territory of the State and is not extradited.” ผู้ใดก็ตามที่ได้กระทำความผิดในต่างประเทศ ซึ่งการดำเนินคดีต้องการการตกลงนานาชาติที่เป็นที่ยอมรับ ถูกลงโทษตามกฎหมายวาติกัน ถ้าคนผู้นั้นถูกพบในดินแดนแห่งรัฐ และยังมิได้ถูกส่งข้ามแดน.

                                                    Article – มาตรา 3
                           (Offences committed by a citizen abroad)
                             ความผิดที่ทำโดยพลเมืองคนหนึ่งในต่างประเทศ

The text of article 5 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:
ข้อความของมาตรา 5 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ถูกแทนทั้งหมดโดยข้อความต่อไปนี้:
“Outside the cases set forth in the previous paragraph, the citizen who commits abroad an offence for which Vatican law sets forth a penalty of no less than three years of imprisonment is punished according to the same law, if found in the territory of the State. For the purposes of the present article, a stateless person who has his habitual residence in the State is assimilated to the citizen. ”
“นอกบรรดาคดีที่กำหนดไว้ในพารากราฟก่อนนั้น พลเมืองที่ทำความผิดในต่างประเทศ ที่กฎหมายวาติกันกำหดโทษไม่น้อยกว่าสามปีในการจำคุก ต้องถูกลงโทษตามกฎหมายเดียวกัน  ถ้าถูกพบในดินแดนแห่งรัฐ  เพื่อวัตถุประสงค์ของหลักแห่งความเชื่อถือปัจจุบัน  บุคคลที่ไม่สังกัดรัฐใด ผู้ซึ่งมีที่อยู่อาศัยประจำในรัฐถือว่าเหมือนถูกรับเข้าเป็นพลเมือง “

                                                   Article – มาตรา 4
                (Offences committed abroad against the State or the citizens)
                             ความผิดที่ทำในต่างประเทศต่อรัฐหรือต่อพลเมือง
The text of article 6 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:   ข้อความของมาตรา 6 แห่งประมวลกฎหมายอาญาถูกแทนทั้งหมดโดยข้อความต่อไปนี้;
“Outside the cases set forth in the preceding articles, the foreigner who commits abroad an offence against the State or a citizen for which the Vatican law sets forth a penalty of no less than three years imprisonment is punished according to the same law, upon request of the Secretariat of State. When a citizen is the victim of the offence, a private complaint is also required to proceed.In these cases, as well as in those cases foreseen in article 4, paragraph 2, and article 5,the penalty is reduced by a third.”
“นอกกรณีที่กำหนดในข้อความที่ว่ามาก่อน  ชาวต่างประเทศที่ทำในต่างประเทศซึ่งความผิดต่อรัฐ หรือต่อพลเมืองคนหนึ่ง ซึ่งกฎหมายวาติกันกำหนดโทษไม่น้อยกวาโทษจำคุกสามปี ต้องถูกจำคุกตามกฎหมายเดียวกัน  ตามการร้องขอของสำนักรัฐมนตรี  เมื่อพลเมืองคนหนึ่งเป็นเหยื่อของการทำผิด  การฟ้องส่วนตัวด้วยต้องมีเพื่อดำเนินการ  ในคดีเหล่านี้ เช่นเดียวกับในคดีเหล่า นั้นที่คาดการณ์ไว้ในมาตรา 4 ย่อหน้า 2  และ มาตรา 5 การลงโทษถูกลดลงหนึ่งในสาม

                                                Article – มาตรา 5
                                          (Concurrent jurisdiction)
                                       การบังคับใช้กฎหมายที่ประจวบกัน

The text of article 8 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:
 ข้อความของมาตรา 8 ของประมวลกฎหมายอาญาถูกแทนทั้งหมดต้วยข้อความต่อไปนี้;
“In the cases foreseen in the preceding articles, when the citizen or the foreign national has been judged abroad, the prosecution for the same facts shall not proceed except upon request of the Secretariat of State.When the foreign trial is renewed in the State, the penalty served abroad shall be taken into account, considering its nature and applying, where necessary, the provisions of article
40.”
 “ในกรณีที่คาดการณ์ในมาตราต่างๆที่ระบุก่อนนั้น  เมื่อพลเมืองหรือผู้มีสัญชาติต่างประเทศถูกตัดสินในต่างประเทศ  การดำเนินคดีสำหรับความจริงเดียวกัน จะไม่ดำเนินไปเว้นแต่ได้รับการร้องขอของสำนักเลขาธิการแห่งรัฐ  การลงโทษที่กำหนดทำในต่างประเทศ จะถูกนำเข้าพิจารณา  โดยพิจารณาธรรมชาติของมันและการปรับปฏิบัติ ที่ใดจำเป็น เงื่อนไขของ มาตรา 40”

 
                                                      Article – มาตรา 6
                                                        (Extradition)
                                                    การส่งบุคคลข้ามแดน

At the end of article 9 of the Criminal Code the following two paragraphs are added:
“The extradition is denied if there are substantial grounds to believe that: ตอนจบมาตรา 9 ของประมวลกฎหมายอาญา ข้อความสองพารากราฟต่อไปนี้ถูกเพิ่มเข้ามา: คือ
“การส่งบุคคลข้ามแดนถูกปฏิเสธ ถ้ามีพื้นฐานสาระสำคัญที่เชื่อว่า:
a) the extradition request has been made for the purpose of prosecuting, punishing or harming a person on account of that person’s race, religion, nationality, ethnic origin or political opinion; คำร้องขอการส่งบุคคลข้ามแดนได้กระทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ของการดำเนินคดี  ทำโทษหรือทำอันรายบุคคลจากสาเหตุของ เชื้อชาติ  ศาสนา  สัญชาติ แหล่งกำเนิดคนส่วนน้อย หรือความคิดเห็นทางการเมือง
b) the person requested would be in danger of being subjected to torture or to the death penalty in the requesting State; บุคคลที่ถูกร้องขออาจตกอยู่ในอันตราย ที่เกิดจากการทรมานหรือรับโทษถึงตายในรัฐที่ร้องขอนั้น
c) it is contrary to the fundamental interests the State or of the Holy See. มันขัดแย้งกับความสนใจพื้นฐานของรัฐหรือของสันตะสำนัก

To determine whether the grounds for denying extradition referred to in letters a) and b) of the preceding paragraph exist, all relevant considerations are taken into account, including the existence in the requesting State of a pattern of systematic, gross, long-lasting or mass violations of human rights.” เพื่อตกลงว่าพื้นฐานสำหรับการปฏิเสธการส่งข้ามแดนที่อ้างถึงในอักษร a) และ b) ของพารากราฟที่มาก่อนนั้นมีอยู่  การพิจารณาที่ตรงกันทั้งหมดต้องนำมาพิจารณาด้วย รวมทั้งการมีอยู่ในรัฐที่ร้องขอเกี่ยวกับแบบแผนให้เห็นเป็นระบบ.

                                                     Article – มาตรา 7
                               (On the maximum penalty imprisonment)
                                                การจำคุกที่เป็นโทษสูงสุด

In article 13, paragraph 1,of the Criminal Code, the words “from three days to
twenty-four years” are replaced by the following:“from three days to thirty-five years.”
ในมาตรา 13 พารากราฟ 1, ของประมวลกฎหมายอาญา  ถ้อยคำ “ตั้งแต่สามวันถึงยี่สิบสี่ปี” ถูกแทนด้วยข้อความต่อไปนี้คือ: “ตั้งแต่สามวันถึงสามสิบห้าปี”

                                                    Article – มาตรา 8
                                           (Confiscation and freezing)
                                       การยึดทรัพย์สินและการห้ามเคลื่อนไหว

The text of article 3 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:
“In case of a guilty verdict, the judge orders the confiscation of the goods used or
intended to commit the offence, as well as the proceeds, profits, their value
and other benefits that arise from their use. The confiscation of the goods whose manufacture, use, transport, possession or sale constitutes an offence is always mandatory, even in the absence of a guilty verdict. ข้อความของมาตรา 3 ของประมวลกฎหมายอาญาถูกแทนที่ทั้งหมดด้วยข้อความดังต่อไปนี้: “ในกรณีคำตัดสินว่ามีควาผิด ผู้พิพากษาสั่งการยึดสินค้าที่ใช้หรือมุ่งหมายกระทำความผิด เช่นเดียวกับการดำเนินการ  ผลกำไร  มูลค่าของสินค้าและผลประโยชน์อื่นที่เกิดจากการใช้สินค้าเหล่านั้น  การยึดสินค้าของผู้ที่ผลึต ใช้ ขนส่ง ครอบครองหรือจำหน่าย ก่อให้เกิดความผิด ต้องอยู่ในการบังคับกฎหมาย แม้ว่าไม่อยู่ในคำตัดสินว่าผิดก็ตาม.

 If the goods mentioned in paragraph 1 belong to a bona fides third party, their confiscation shall not be ordered. Regarding the goods referred to in paragraph 2, their confiscation shall not be ordered if they belong to a bona fides third party and if




บันทึกการเข้า
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2106



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2019, 04:35:20 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
      their manufacture, use, transport, possession or sale may be approved through an administrative authorization.The goods owned, possessed or administered, directly or indirectly, by criminalassociations, beyond those goods referred to in paragraph 1, are always confiscated, without prejudice to the bona fides rights of third parties.
ถ้าสินค้าที่ระบุในพารากราฟ 1 เป็นของบุคคลที่สามที่เชื่อได้จริง การยึดทรัพย์สินเหล่านั้นจะต้องไม่มีการสั่ง  เกี่ยวกับสินค้าที่อ้างถึงในพารากราฟ 2 การยึดสินค้าเหล่านั้นจะไม่สั่งปฏิบัติ ถ้าสินค้าเหล่านั้นเป็นของบุคคลที่สามที่สุจริตใจ และถ้าการผลิต ใช้ ขนส่ง ครอบครองหรืจำหน่าย อาจได้รับการรับรองผ่านผู้มีอำนาจทางการบริหาร  สินค้าที่เป็นเจ้าของ  ครอบครองหรือบริหารจัดการ  โดยตรงหรือทางอ้อม โดยสมาคมอาชญากร  นอกเหนือสินค้าเหล่านั้นที่อ้างถึงในพารากราฟที่ 1 ต้องถูกยึดเสมอ โดยไม่ต้องมีการพิจารณาถึงสิทธิความบริสุทธิใจของบุคคลที่สาม.

The preceding provisions apply to the goods that result from the transformation,
conversion or intermingling of the goods subject to confiscation, as well as to the profits and other benefits that arise from their use.  Whenever it is not possible to confiscate the goods referred to in preceding paragraphs, the judge orders the confiscation of currency, goods or assets of an equivalent value among
those owned or possessed, directly or indirectly, exclusively or jointly with others, by the convicted person, without prejudice to the bona fide rights of third parties.
 เงื่อนไขที่ระบุไว้ก่อนปรับใช้กับสินค้าที่เกิดผลจากการแปรเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงและการเคล้าผสมของสินค้าที่ต้องถูกยึดนั้น เช่นเดียวกับกำไรและผลประโยชน์อื่นๆที่เกิดจากการใช้สินค้านั้น  เมื่อใดก็ตามมันเป็นไปไม่ได้ที่จะยึดสินค้าที่อ้างถึงในพารากราฟก่อนนั้น  ผู้พิพากษาสั่งยึดเงินตรา สินค้าหรือทรัพย์สินที่มูลค่าเท่าเทียมกันท่ามกลางสินค้าที่มีผู้เป็นเจ้าของ หรือครอบครอง โดยตรงหริทางอ้อม โดยผูกขาดหรือร่วมกับคนอื่น ดดยบุคคลที่ถูกพิพากษาตัดสิน โดยไม่ต้องคำนึงถึงสิทธิที่แสดงสุจริตของบุคคลที่สาม.

The judge shall adopt precautionary measures, including the seizure of the money, goods or assets likely to be confiscated, to prevent their sale, transfer or disposal, as well as other measures that permit identifying, tracing, and freezing the money, goods or assets likely to be confiscated, without prejudice to the bona fide rights of third parties.
ผู้พิพากษาจะถือเอามาตรการระมัดระวัง รวมทั้งการยึดเงินตรา สินค้าหรือทรัพย์สินที่จะต้องถูกยึด  เพื่อป้องกันการจำหน่าย  จ่ายโอนหรือทำลาย  เช่นเดียวกับมาตรการอื่นที่อนุญาตให้ ทำเอกลักษณ์ แกะรอยตาม และห้ามเคลื่อนไหวทางการเงิน สินค้าหรือทรัพย์สินคล้ายกับถูกยึด  โดยไม่ต้องพิจารณาถึงสิทธิที่มีความบริสุทธิ์ใจของบุคคลที่สาม.
 
“freezing” means: “การห้ามเคลื่อนไหว” หมายถึง:

a) regarding goods, the prohibition to move, transfer, convert, dispose, use, manage, or access those goods so as to modify their volume, amount, location, ownership,
possession, nature, destiny, as well as of any other change that would allow their use,including the management of an investment portfolio;
    เกี่ยวกับสินค้า  การห้ามเคลื่อนไหว  จ่ายโอน  เปลี่ยนแปลง  ทำลาย  ใช้  จัดการหรือเป็นเจ้าของสินค้าเหล่านั้นอย่างเช่น ปรับปริมาณของมัน  จำนวน  สถานที่  ความเป็นเจ้าของ  การถือครอง  ธรรมชาติ  จุดหมายปลายทาง เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงใดอื่นที่อาจอนุญาตการใช้  รวมทั้งการจัดการตามใบประกาศการลงทุน;

b) regarding other assets, the prohibition to move, transfer, convert, use or manage
those assets, including their sale, attachment to or constitution of any other rights or
warranties over them in order to obtain goods or services. Unless otherwise provided by the law, the confiscated goods are acquired by the
Patrimony of the Holy See.”
    เกี่ยวกับทรัพย์สินอื่น  การห้ามเคลื่อนไหว  จำหน่ายจ่ายโอน เปลี่ยนแปลง ใข้หรือจัดการทรัพย์สินเหล่านั้น รวมทั้งการลดราคา  การยึดติดหรือการประกอบกับสิทธิหรือการค้ำประกันสินค้านั้นเพื่อได้สินค้าหรือบริการ  จนกว่าจะมีการจัดการตามกฎหมายเป็นอย่างอิ่น  สินค้าที่ถูกยึดต้องถูกครอบครองโดยปิตาจารย์ของสันตะสำนัก.
                                                        Article – มาตรา 9
                                      (Protection of bona fides third parties)
                                         การปกป้องคุ้มครองฝ่ายที่สามที่สุจริตใจ

In Book I of the Criminal Code, “On the Penalties,” Chapter II, “On the Penalties in
General,” after article 36, the following article 36 bis is added:
«When ordering the confiscation of goods, the judge declares void any deed or contractconcerning the confiscated goods when it emerges that the third party knew or should have known that the goods that are the object of the said deed or contract fall within the scope of paragraphs 1, 2, 5 and 6 of article 36.
The action for annulment is brought forth by the Promoter of Justice, and the trial is
governed by the rules applicable to civil actions in criminal proceedings.

ใน Book l ของประมวลกฎหมายอาญา “ว่าด้วยโทษที่ลง” Chapter ll, “ว่าด้วยโทษที่ลงโดยทั่วไป” ตามมาตรา 36  มาตรา 36 bis ที่ตามมาเพิ่มข้อความดังต่อไปนี้:
« เมื่อสั่งการยึดสินค้า  ผู้พิพากษาประกาศโมฆะการกระทำใดๆหรือสัญญาใดๆที่เกี่ยวกับสินค้าที่ถูกยึดเมื่อมันปรากฎให้เห็นว่าบุคคลที่สามรู้และควรจะรู้ว่าสินค้าที่เป็นวัตถุประสงค์ของการกระทำหรือสัญญาดังกล่าว ตกอยู่ภายในขอบข่ายที่เป็นวิสัยของพารากราฟ 1, 2, 5 และ 6 ของมาตรา 36
การกระทำเพิ่อโมฆะกรรมต้องมาจากผู้ส่งเสริมความยุติธรรม(Promoter of Justice) และการใต่สวนถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ที่ปรับใช้กับการกระทำในการดำเนินการที่เกี่ยวกับอาชญากรรม.

Bona fides third parties entitled to the restitution of seized goods or of goods subject to other precautionary measures, may intervene in the proceedings and request their
restitution. Bona fides third parties entitled to the restitution of confiscated goods may bring forward civil proceedings to secure their rights as well as the ensuing restitution of thosegoods or, if restitution is not possible, compensation for any damages.»
กลุ่มบุคคลที่สามที่สุจริตใจ มีชื่อที่จะได้คืนสินค้าที่ถูกยึด หรือสินค้าที่เป็นวัตถุเพื่อใช้มาตรการระมัดระวัง อาจแทรกแซงในการดำเนินการและร้องขอการคืนสินค้าของพวกเขา  กลุ่มบุคคลที่สามที่สุจริตใจมีชื่อในการชอคืนสินค้าที่ถูกยึดนั้น อาจนำไปสู่การดำเนินการทางแพ่ง เพื่อขอคืนสิทธิของพวกเขา เช่นเดียวกับตามมาด้วยการขอคืนทรัพย์สินเหล่านั้น หรือ ถ้าการขอคืนทรัพย์สินไม่สามารถเป็นไปได้  ก๋ต้องมีการชดใช้สำหรับความเสียหายใดๆ »

                                                Article – มาตรา 10
                              (Disclosure of information or documents)
                                   การเปิดเผยข้อมูลช่าวสารหรือเอกสารต่างๆ

The following article 116 bis is added to Book II “Crimes in Particular”, Title I “Crimes
against the Security of the State”, Chapter I “Crimes against the State” of the Criminal Code, following article 116:
มาตรา 116 bis ต่อไปนี้ ถูกเพิ่มเข้ามาใน Book ll “Crimes in Particular- อาชญากรรมในรูปพิเศษ”, Title l “อาชญากรรมต่อต้านความมั่นคงปลอดภัยของรัฐ”, Chapter l “อาชญากรรมต่อรัฐ” ของประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 116:

“Whoever illicitly obtains or reveals information or documents whose disclosure is
forbidden, is punished with six months to two years imprisonment or with a fine
ranging from 1,000 to 5,000 euro
“ใครผู้ใด โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ยึดถือหรือเปิดเผยข้อมูลข่าวสารหรือเอกสารต่างๆ ซึ่งการเปิดเผยนั้นถูกห้ามไว้ ต้องถูกลงโทษด้วยการจำคุกหกเดือนถึงสองปี หรือด้วยการปรับเป็นเงินตั้งแต่ 1,000  ถึง  5,000 ยูโร,

.If the object of the offence consists of information or documents concerning the
fundamental interests or the diplomatic relations of the Holy See or the State, the penalty shall be of four to eight years imprisonment.
ถ้าวัตถุประสงค์ของการทำผิด ประกอบด้วยข้อมูลข่าวสารหรือเอกสารต่างๆที่เกี่ยวกับความสนใจพื้นฐานหรือความสัมพันธ์ทางการทูตของสันตะสำนักหรือรัฐ  โทษจะเป็นการจำคุกสี่ถึงแปดปี
 
If the conduct referred to in the preceding paragraph is committed due to criminal
negligence, the penalty shall be of six months to two years imprisonment.”
ถ้าการกระทำที่อ้างถึงในพารากราฟก่อนนั้นเกิดขึ้น เนื่องมาจากการเพิกเฉยละเลยอ้นเป็นอาชญากรรม
โทษที่ได้รับจะเป็นการจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสองปี.

                                                      Article – มาตรา 11
                                                       (Enslavement)
                                                    การกดขี่ทำให้เป็นทาส

The text of article 145 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:
ข้อความของมาตรา 145 ของประมวลกฎหมายอาญา ถูกแทนที่ทั้งหมดโดยข้อความดังต่อไปนี้:

 “Whoever exercises the powers attaching to the right of ownership over a person, or
who subjects or keeps a person in a state of continuous submission, forcing that person to work, to provide sexual services, to beg or to provide any other compensation that constitutes exploitation, is punished with eight to twenty years imprisonment.
   ผู้ใดก็ตามใช้พลังอำนาจที่ติดมากับสิทธิความเป็นเจ้าของเหนือบุคคลหนึ่ง หรือผู้ที่กดขี่หรือทำให้บุคคลหนึ่งอยู่ในสภาวะของการอยู่ใต้อำนาจต่อเนื่อง  โดยบังคับว่าบุคคลน้นต้องทำงาน  จัดบริการทางเพศให้  ขอหรือจัดหาการชดเชยใดๆที่ทำให้เกิดการทำประโยชน์ให้ ต้องถูกลงโทษด้วยการจำคุก แปดถึงยี่สิบปี.
 
For the purposes of this article, the subjection or retention of a person in a state of
Submission is deemed to occur when it is committed through violence, threat, deception, abuse of power, or by abusing a situation of physical or mental vulnerability or need, or through the offer or conferral of money or other benefits to whoever has control over the person. “
สำหรับวัตถุประสงค์ของบทความนี้  การทำให้บุคคลยอมอยู่ภายใต้การควบคุม หรือการกักกันบุคคลหนึ่งไว้ในสภาวะของการอยู่ภายใต้การควบคุม ถือว่าเกิดขึ้นเมื่อเป็นการกระทำด้วยความรุนแรง  การคุกคาม การล่อลวง  การข่มขืนใจโดยใช้อำนาจ  หรือการข่มขืนใจที่เป็นการทำประทุษร้ายทางกายหรือจืตใจ หรือความต้องการ หรือผ่านการเสนอหรือตอบแทนด้วยเงินหรือผลประโยชน์อื่นแก่ผู้ใดก็ตามที่มีการควบคุมเหนือบุคคล. “
 
                                                     Article – มาตรา 12
                                                        (Kidnapping)
                                                     การลักพาตัวบุคคล

The text of article 146 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:
“Whoever deprives another person of his personal freedom is punished with one to five years imprisonment and with a fine of up to 10,000 euro.
ข้อความของมาตรา 146 ของปะมวลกฏหมายอาญาถูกแทนที่ทั้งหมดด้วยข้อความดังต่อไปนี้:
“ผู้ใดก็ตามกืดกันคนอื่นจากอิสระภาพส่วนบุคคลของเขา ต้องถูกลงโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งถึงห้าปีและด้วยค่าปรับเป็นเงินถึง 10,000 ยูโร.

If the guilty person seizes or in any way detains and threatens to kill, to injure or to
continue to detain another person in order to compel a third party to do or abstain from doing any act as an explicit or implicit condition for his release, is punished with four to ten years imprisonment and with a fine ranging from 5,000 to 15,000 euro.
ถ้าบุคคลที่ทำผิดยึดเอา หรือโดยวิธีใด กักกันและคุกคามที่จะฆ่า ทำอันตราย หรือยังคงกักกันคนอื่นเพื่อขับไล่กลุ่มบุคคลที่สามให้กระทำหรือเลิกการกระทำใดๆในเงื่อนไขที่ชัดเจนหรือเป็นนัยเพื่อได้รับการปล่อยตัว  ต้องถูกลงโทษด้วยการจำคุกตั้งแต่สี่ถึงสิบปีและปรับเป็นเงินตั้งแต่ 5,000 ถึง 15,000 ยูโร

If the offence is committed against one’s ascendant, descendant or spouse; against a public official in view to his public functions; or if, as a consequence of the fact, the victim suffers serious injury to his person, health, or goods; or if the offence is committed for profit; the penalty is of five to twelve years imprisonment and with a fine of no less than 15,000 euro.
ถ้าความผิดกระทำต่อญาติสายบน ญาติสายล่าง หรือคู่แต่งงานของคนหนึ่ง ต่อเจ้าหน้าที่ทางการคนหนึ่งในท้ศนะการปฏิบ้ติงานทางการของเขา  หรือถ้า ในฐานะผลลัพท์ของความจริง เหยื่อทนทรมานจากการประทุษร้ายอย่างรุนแรงแก่ตัวเขา  สุขภาพ  หรือสินค้า หรือถ้าการกระทำผิดถูกกระทำเพื่อหากำไร  โทษที่ได้รับคือการจำคุก ห้าถึงสิบสองปีและด้วยการปรับเป็นเงินไม่น้อยกว่า 15,000 ยูโร.

If the offence is committed against two or more persons, the penalty is increased from one third to a half. The punishment is reduced between a sixth and a half if the guilty person spontaneously releases the person retained, before any act of prosecution, without having obtained any benefit, and without having caused that person any physical injury.”
ถ้าความผิดถูกกระทำต่อบุคคลสองคนหรือมากกว่า  โทษต้องเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่ง  การลงโทษจะลดลงระหว่างหนึ่งในหกและครึ่งหนึ่งถ้าบุคคลที่ทำผิดปล่อยตัวบุคคลที่จับไว้ทันทีทันใด ก่อนจะมีการพิจารณาคดี โดยไม่มีการถือเอาผลประโยชน์ใดๆ และโดยปราศจากเหตุที่ว่าบุคคลนั้นถูกประทุษร้ายทางกายใดๆ.”

                                             Article – มาตรา 13
                                              (Embezzlement)
                                                การยักยอกฉ้อฉล

The text of article 168 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:
ข้อความของมาตรา 168 ของประมวลกฎหมายอาญาถูกแทนที่ทั้งหมดด้วยข้อความต่อไปนี้:

“Unless it constitutes a more serious defence, the public official
, the foreign public official, or the official of a public international organization
who subtracts,misappropriates or diverts, for his own benefit or for the benefit of another, any property,public or private funds or assets, or any other thing of value entrusted to him by virtue of his functions, is punished with three to five years imprisonment, with a perpetual interdiction from public office, and with a fine of no less than 5,000 euro.
“นอกจากจะก่อให้เกิดการป้องกันที่รุนแรงมากกว่า  เจ้าหน้าที่ทางการ, เจ้าหน้าที่ทางการชาวต่างประเทศ  หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การนานาชาติสาธารณะ ซึ่งถอดเอา ยักยอก หรือ ทำนอกลู่นอกทาง สำหรับผลประยชน์ของเขาเอง หรือผลประโยชน์ของคนอื่น  ซึ่งทรัพย์สินใดๆ กองทุนหรือทรัพย์สินสาธารณะหรือกองทุนส่วนตัว หรือสิ่งอื่นใดที่มีค่ามอบหมายให้เขาดูแล โดยเห็นแก่งานในหน้าที่ของเขา  ต้องถูกลงโทษการจำคุกตั้งแต่สามถึงห้าปี ด้วยการถูกห้ามถาวรจากสำนักงานทางการ  และด้วยการปรับไม่น้อยกว่า 5,000 ยูโร
บันทึกการเข้า
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2106



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2019, 04:39:42 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
     
If the damages are minor, or if the subtracted goods are entirely returned before the
opening of the trial, the interdiction from public office shall be temporary and the
incarceration shall be of one to three years.”
ถ้าความเสียหายมีเพียงเล็กน้อย หรือ ถ้าสินค้าที่เอาออกไปถูกนำคืนมาทั้งหมดก่อนการเปิดการพิจารณาคดี  การห้ามเข้าทำงานจากสำนักงานทางการจะเป็นการชั่วคราว และการถูกคุมขังจะเริ่มตั้งแต่หนึ่งถึงสามปี.”

                                                 Article – มาตรา 14
                                                      (Extortion)
                                                     การขู่กรรโชก
                                                       
The text of article 169, paragraph 1,of the Criminal Code is replaced by the following:
ข้อความของมาตรา 169 พารากราฟ 1, ของประมวลกฎหมายอาญา ถูกแทนที่ด้วยข้อความต่อไปนี้:

“The public official, the foreign public official, or the official of a public international
organization who, abusing of his position or powers, or through the performance or the failure to perform an act appertaining to his functions, in violation of the laws, compels someone to give or promise an undue advantage for himself or for another,
is punished with four to seven years imprisonment, with a perpetual interdiction from public office, and with a fine of no less than 20,000 euro.”
“เจ้าหน้าที่ทางการ เจ้าหน้าที่ทางการชาวต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ของ์องค์การนานาชาติสาธารณะแห่งหนึ่ง ซึ่ง ใช้ตำแหน่งหรืออำนาจในทางที่ผิด หรืออาศัยการทำงานหรือการผิดพลาดที่จะทำงานการกระทำที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของเขา  ในการละเมิดต่อกฎหมาย  บังคับคนบางคนเพื่อให้หรือสัญญาจะให้ประโยชน์ที่เกินควรสำหรับตัวเขาเองหรือสำหรับคนอื่น  ต้องถูกลงโทษด้วยการจำคุกตั้งแต่สี่ถึงเจ็ดปี ด้วยการขาดจากสำนักงานทางการ และต้องเสียค่าปรับไม่น้อยกว่า 20,000 ยูโร.”

                                                    Article – มาตรา 15
                                                  (Improper induction)
                                          การเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ไม่เหมาะสม

1.The text of article 170, paragraph 1,of the Criminal Code is replaced by the following: ข้อความของมาตรา 170, พารากราฟ 1, ของประมวลกฎหหมายอาญาภถูกแทนที่โดยข้อความดังต่อไปนี้:

“The public official, the foreign public official, or the official of a public international
organization who, abusing of his position or powers, or through the performance or the failure to perform an act appertaining to his functions, in violation of the laws, induces someone to give or promise an undue advantage for himself or for another,
is punished with one to four years imprisonment, with a temporary interdiction from public office, and with a fine of no less than 15,000 euro.”
    “เจ้าหน้ที่ทางการ เจ้าหน้าที่ทางการต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององคการนานาชาติทางการ ซึ่ง โดยอาศัยตำแหน่งหรืออำนาจ หรืออาศัยการกระทำหรือการผิดพลาดที่จะกระทำ กิจการอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของเขา ในการละเมิดกฎหมาย  ชักนำคนบางคนที่จะให้หรือสัญญาผลประโยขน์ที่เกินควรสำหรับตนเองหรือสำหรับผู้อื่น ต้องถูกลงโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งถึงสี่ปี  ด้วยการอยู่ห่างจากสำนักงานทางการชั่วคราว และด้วยการปรับไม่น้อยกว่า 15,000 ยูโร”

2. In the text of article 170, paragraph 2,of the Criminal Code, is entirely replaced by the following: ในข้อความของมาตรา 170, พารากราฟ 2, ของประมวลกฎหมายอาญา ถูกแทนทั้งหมดด้วยข้อความดังตอไปนี้:
“The penalty is of six months to three years imprisonment if the public official, the
foreign public official, or the official of a public international organization receives an
undue advantage by merely taking advantage of another person’s error.”
“โทษที่ได้รับคือการจำคุกหกเดือนถึงสามปีถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ เจ้าหน้าที่ทางการต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การนานาชาติทางการแห่งหนึ่ง รับผลประโยชน์เกินควรโดยเพียงได้ผลประโยชน์ของความผิดพลาดของบุคคลอื่น.”

                                                 Article – มาตรา 16
                        (Corruption in the exercise of a public function)
                               การคอรัปชั่นในการปฏิบัติงานในหน้าที่ทางการ

The text of article 171 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:
ข้อความของมาตรา 171 ของประมวลกฎหมายอาญาถูกแทนที่ทั้งหมดโดยข้อความดังต่อไปนี้:

“The public official, the foreign public official, or the official of a public international
organization who solicits or accepts, directly or indirectly, of an undue advantage for
himself or for another, or accepts its offer or promise, in order to perform or because he has performed an act appertaining to his functions, is punished with two to five years imprisonment, with a temporary interdiction from public office, and with a fine of no less than 5,000 euro.”
“เจ้าหน้าที่ทางการ เจ้าหน้าที่ทางการต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การนานาชาติทางการแห่งหนึ่งซึ่งเรียกร้อง หรือรับ โดยตรงหรือทางอ้อม ซึ่งผลประโยชน์เกินไปสำหรับตนเองหรือสำหรับคนอื่น หรือรับการเสนอหรือการสัญญาสิ่งนั้น เพื่อปฏิบัติการหรือเพราะว่าเขาได้ปฏิบัติการกระทำที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของเขา ต้องถูกลงโทษด้วยการจำคุกสองถึงห้าปี ด้วยการต้องห้ามชั่วคราวจากสำนักงานทางการและด้วยการปรับไม่น้อยกว่า 5,000 ยูโร”


                                                          Article – มาตรา 17
                        (Corruption by an act contrary to official duties)
                            การคอรับชั่นโดยการกระทำขัดแย้งกับหน้าที่ทางการ

The text of article 172, paragraph 1, of the Criminal Code is replaced by the following: ข้อความของมาตรา 172, พารากราฟ 1, ของประมวลกฎหมายอาญาถูกแทนที่โดยข้อความดังต่อไปนี้:

“The public official, the foreign public official, or the official of a public international
organization who solicits or accepts, directly or indirectly, an undue advantage for the himself or for another, or who accepts its offer or promise, in order to omit or to delay, or because he has omitted or delayed, the performance of an act appertaining to his functions, or to perform or because he has performed an act contrary to his official duties, is punished with three to six years imprisonment, with a temporary interdiction from public office, and with a fine of no less than 10,000 euro.”
“เจ้าหน้าที่ทางการ เจ้าหน้าที่ทางการต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การนานาชาติทางการแห่งหนึ่งซึ่งเรียกร้อง หรือรับ โดยตรงหรือทางอ้อมซึ่งผลประโยชน์ที่เกินไปสำหรับตนเองหรือสำหรับคนอื่น หรือรับการเสนอหรือการสัญญาสิ่งนั้น เพื่อละเลยเพิกเฉยหรือล่าช้า หรือเพราะว่าเขาได้ละเลยเพิกเฉยหรือได้ล่าช้า  การปฏิบัติกระทำการเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของเขา หรือปฏิบัติ หรือเพราะว่าเขาได้ปฏิบัติกระทำการตรงข้ามกับงานในหน้าที่ทางการของเขา ต้องถูกลงโทษด้วยการจำคุกสามถึงหกปี โดยห้ามเข้าสำนักงานทางการชั่วคราว และด้วยค่าปรับไมน้อยกว่า 10,000 ยูโร”

                                                    Article – มาตรา 18
                       (Penalties in the case of bribery and instigation)
                        โทษที่ได้รับในกรณีของการให้สินบนและการยุยงส่งเสริม

The text of article 173 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:
ข้อความของมาตรา 173 ของประมวลกฎหมายอาญาถูกแทนที่ทั้งหมดด้วยข้อความดังต่อไปนี้:

“The penalties set forth in articles 171 and 172 apply also to whoever promises, offers, obtains or gives to a public official, a foreign public official, or an official of a public international organization, directly or indirectly, any undue advantage for himself or for another, to perform or because he has performed an act appertaining to his functions, to omit or to delay, or because he has omitted or delayed, the performance of an act appertaining to his functions, or to perform or because he has performed an act contrary to his official duties. โทษที่ระบุในมาตรา 171 และ 172 ปรับใช้กับใครก็ตามที่สัญญา เสนอให้ รับหรือให้แก่เจ้าหน้าที่ทางการ เจ้าหน้าที่ทางการต่างประเทศหรือเจ้าหน้าที่ขององค์การนานาชาติทางการ โดยตรงหรือทางอ้อม ผลประโยชน์ใดที่เกินไปสำหรับตนเองหรือสำหรับผู้อื่น ให้ปฏิบัติการหรือเพราะว่าเขาได้ปฏิบัติกระทำการเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของเขา หรือละเลยเพิกเฉยหรือล่าช้า หรือเพราะว่าเขาได้ละเลยเพิกเฉยหรือได้ล่าช้า การปฏิบัติกระทำการที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของเขา หรือปฏิบัติการ หรือเพราะว่าเขาได้ปฏิบัติการตรงข้ามกับหน้าที่ทางการของเขา.

If the public official, the foreign public official, or the official of a public international
organization does not commit the offence, whoever has incited him to commit the crime is subject to the penalties established in this article, reduced by half.”
ถ้าเจ้าหน้าที่ทางการ เจ้าหน้าที่ทางการต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การนานาชาติทางการไม่กระทำความผิด  ใครก็ตามที่กระตุ้นยุยงเขาให้กระทำอาชญากรรม ก็เป็นผู้ต้องรับโทษที่ตั้งไว้ในมาตราบี้ลดลงครึ่งหนึ่ง”

                                                   Article – มาตรา 19
                                                (Abuse of functions)
                                           การใช้งานในหน้าที่ในทางที่ผิด

1.   The text of article 175 of the Criminal Code is replaced by the following:
ข้อความของมาตรา 175 ของประมวลกฎหมายอาญา ถูกแทนที่โดยข้อความต่อไปนี้:

“Unless it constitutes a more serious offence, the public official, the foreign public official, or the official of a public international organization who, abusing of his position or powers, performs or fails to perform an act in violation of the laws in order to obtain an undue advantage for himself or for another or to cause unjust harm to another, is punished with one to five years imprisonment, with a temporary interdiction from public office, and with a fine of no less than 5,000 euro. นอกจากมันจะกระทำความผิดที่ร้ายแรงมากกว่า เจ้าหน้าที่ทางการ เจ้าหน้าที่ทางการต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การนานาชาติทางการแห่งหนึ่ง ซึ่ง  ด้วยการใช้ในทางที่ผิดซึ่งตำแหน่งหรืออำนาจ กระทำการหรือพลาดที่จะกระทำการในการละเมิดต่อกฎหมาย เพื่อจะได้รับประโยชน์ที่เกินไปสำหรับตนเองหรือสำหรับคนอิ่น หรือเป็นสาเหตุให้เกิดอันตรายที่ไม่ยุติธรรมแก่ผู้อื่น  ต้องถูกลงโทษด้วยการจำคุกตั้งแต่หนึ่งถึงห้าปี พร้อมกับให้ห่างจากสำนักงานทางการชั่วคราว และถูกปรับไม่น้อยกว่า 5,000 ยูโร.

The same penalty applies to the public official, the foreign public official, or the official of a public international organization who, in the exercise of his functions, incites someone to violate the laws or the provisions of the authorities”
โทษอย่างเดียวกันปรับใช้แก่เจ้าหน้าที่ทางการ เจ้าหน้าที่ทางการต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การนานาชาติทางการ ซึ่ง ในการกระทำตามหน้าที่ของเขา ปลุกปั่นกระตุ้นบางคนให้ละเมิดกฎหมาย หรือเงื่อนไขที่กำหนดของผู้ทำหน้าที่บริหาร”

                                                       Article 20
                                         (Trading in influence)
                                            การซื้อขายในอิทธิพล

The text of article 204 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:
ข้อความของมาตรา 204 ของประมวลกฎหมายอาญาถูกแทนที่ทั้งหมดด้วยข้อความดังต่อไปนี้:

“Unless it constitutes a more serious offence, the public official, the foreign public
official, the official of a public international organization, and any other person who
solicits or accepts, directly or indirectly, an undue advantage for himself or for another, in order to abuse of his real or supposed influence with a view to obtain an undue advantage from the public administration or from a public authority of the State or of the Holy See, is punished with one to five years imprisonment and with a fine of no less than 5,000 euro.
นอกจากมันจพก่อให้เกิดความผิดร้ายแรงมากกว่าประการหนึ่ง เจ้าหน้าที่ทางการ เจ้าหน้าที่ทางการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ขององค์การนานาชาติทางการแห่งหนึ่ง และ บุคคลอื่นใดๆ ที่ชักชวนจูงใจ หรือรับ โดยตรงหรือทางอ้อม ซึ่งผลประโยชน์ที่เกินไปสำหรับตนเองหรือสำหรับคนอื่น  เพื่อจะใช้อิทธิพลที่แท้จริงหรือคาดคะเนเอาของเขา ด้วยทัศนะที่จะถือเอาผลประโยชน์เกินไป จากงานบริหารทางการ หรือจากผู้มีอำนาจทางการของรัฐหรือของสันตะสำนัก  ต้องถูกลงโทษการจำคุกตั้งแต่หนึ่งถีงห้าปี และด้วยค่าปรับไม่น้อยกว่า 5,000 ยูโร.

Unless it constitutes a more serious offence, the same penalty applies to whoever
promises, offers, or gives to a public official or to any other person, directly or indirectly,an undue advantage in order that the said public official or person abuses of his real or supposed influence with a view to obtain, from the public administration or from a public authority of the State or of the Holy See , an undue advantage for himself or for another. If the guilty person is a public official, a temporary interdiction from public office is added to the aforementioned penalties.”

นอกจากมันเกิดความผิดร้ายแรงมากกว่า  โทษอย่างเดียวกันที่ปรับใช้แก่ผู้ใดก็ตามที่สัญญา เสนอให้ หรือให้แก่เจ้าหน้าที่ทางการ หรือแก่บุคคลอื่นใด โดยตรงหรือทางอ้อม ซึ่งผลประโยชน์เกินไป เพื่อว่าเจ้าหน้าที่ทางการดังกล่าวหรือบุคคลใช้อิทธิพลที่แท้จริงหรือที่คาดคะเนเอาด้วยทัศนะที่จะถือเอา จาก
การบริหารทางการหรือจากผู้มีอำนาจทางการคนหนึ่งของรัฐหรือของสันตะสำนัก ซึ่งผลประโยชน์เกินไปสำหรับตนเองหรือสำหรับผู้อื่น ถ้าบุคคลที่มีความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ การให้ห่างจากที่ทำการชั่วคราว ต้องเพิ่มเข้ากับโทษที่กล่าวถึงก่อนนั้น.”

                                             Article – มาตรา 21
                                    (Definition of public official)
                                  คำจำกัดความของเจ้าหน้าที่ทางการ

The text of article 207 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:
ข้อความของมาตรา 207 ของประมวลกฎหมายอาญาถูกแทนที่ทั้งหมดด้วยข้อความต่อไปนี้:

“For the purposes of criminal law: สำหรับวัตถุประสงค์ของกฎหมายอาญา:

a) “public official” means: “เจ้าหน้าที่ทางการ” หมายถึง:
i. any person holding a legislative, administrative or judicial office in the State,
whether appointed or elected, permanent or temporary, paid or unpaid, irrespective
of that person’s seniority; บุคคลใดที่กำลังยึดครองสำนักงานออกกฎหมาย งานบริหารหรืองานฝ่าย
ยุติธรรมในรัฐ  ไม่ว่าได้รับการแต่งตั้งหรือได้รับเลือก ถาวรหรือชั่วคราว  รับหรือไม่รับค่าตอบแทน ไม่
คำนึงถึงความอาวุโสของบุคคลผู้นั้น;
ii. any person who performs a public function, even for a public agency or public
บันทึกการเข้า
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2106



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2019, 04:45:24 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
     enterprise, or who provides a public service. บุคคลใดที่ทำงานทางการ แม้สำหรับงานทางการหรือวิสาหกิจทางการ หรือ ผู้ที่จัดให้บริการทางการ

b) “foreign public official” means any person who, for the purposes of the domestic law of a foreign State, holds a legislative, administrative or judicial office in that State, whether appointed or elected; as well as any person exercising a public function for a foreign State, including for a public agency or public enterprise of a foreign State; “เจ้าหน้าที่ทางการต่างประเทศ” หมายถึงบุคคลใด ซึ่ง สำหรับวัตถุประสงค์ของกฎหมายภายในประเทศของรัฐต่างประเทศ ยึดถือที่ทำการออกกฎหมาย บริหารงานหรือฝ่ายยุตธรรมในรัฐนั้น  ไม่ว่าได้รับแต่งตั้งหรือได้รับเลือกมา  เช่นเดียวกับบุคคลใดที่บริหารงานในหน้าที่สาธารณะสำหรับรัฐต่างประเทศ รวมทั้งสำนักตัวแทนทางการ หรือวิสาหกิจทางการของรัฐต่างประเทศ;

c) “official of a public international organization” means an international civil servant
and any person who is authorized by such an organization to act on its behalf.”
“เจ้าหน้าที่ขององค์การนานาชาติทางการ” หมายถึง คนงานพลเรือนนานาชาติคนหนึ่ง และบุคคลใดซึ่งได้รับอำนาจหน้าที่โดยองค์การเช่นนัน ให้ทำการเพราะเห็นแก่องค์การนั้น”

                                                  Article – มาตรา 22
                                     (Perverting the course of justice)
                                    การนำเส้นทางยุติธรรมออกนอกลู่นอกทาง

The following article 217 bis is added to Book II “Crimes in Particular”, Title IV
“Crimes against the Administration of Justice”, Chapter IV “False Testimony” of the
Criminal Code: มาตรา 217 bis ต่อไปนี้ ถุกเพิ่มมาให้ Book ll “ อาชญากรรมในรูปพิเศษ” Title iV
“อาชญากรรมต่องานบริหารความยุติธรรม”, Chapter iV “ประจักษ์พยานเท็จ” ของประมวลกฎหมายอาญา

“The provisions of the preceding articles apply also to whoever, in the course of a trial, artificially modifies the state of the setting or the situation of things or persons  in order to deceive a judge during a judicial inspection or reconstruction, or an expert witness during an appraisal. “เงื่อนไขของบทบัญญัติที่มาก่อนปรับใช้ด้ยกับผู้ก็ตาม ในเส้นทางของการพิจารณาคดีหนึ่ง ปรับปรุงอย่างไม่ใช่ของจริงซึ่งสถานะของการวางระบบหรือสภาวะของสิ่งต่างๆหรือบุคคลต่างๆ เพื่อจะหลอกลวงผู้พิพากษาคนหนึ่งในระหว่างการตรวจสอบหรือการสร้างขึ้นใหม่ทางความยุติธรรม  หริอสร้างพยานที่เชี่ยวชาญคนหนึ่งระหว่างการประเมินผล.

Unless it constitutes a more serious offence, the provisions of the preceding articles
apply also to whoever falsely declares or testifies in sworn documents or in other legal instruments to be produced before the judicial authorities, with a view to deceive the judge who is assessing the evidence.” นอกจากว่า มันก่อให้เกิดการกระทำความผิดร้ายแรงมากกว่า  เงื่อนไขของบทบัญัติที่มีมาก่อนด้วย ปรับใช้กับผู้ใดก็ตามที่ประกาศหรือให้การอย่างผิดๆในเอกสารที่สาบาญ หรือในเครื่องมือทางกฎหมายอื่นๆ ที่เสนอต่อผู้ทรงอำนาจทางการยุติธรรม ด้วยทัศนะที่จะหลอกลวงผู้พิพากษาซึ่งกำลังรับประจักษ์พยาน”

                                                 Article – มาตรา  23
                                       (Induction of false testimony)
                                             การพิสูจน์ของพยานเท็จ

The following article 221 bis is added to Book II “Crimes in Particular”, Title IV
“Crimes against the Administration of Justice”, Chapter IV “False Testimony” of the
Criminal Code: มาตรา 221 bis ที่ตามมาถูกเพิ่มเติมแก่ Book ii “อาชญากรรมในรูปแบบพิเศษ”, Title iV “อาชญากรรมต่อการบริหารของความยุตืธรรม”, Chapter iV “พยานเท็จ” ของประมวลกฎหมายอาญา:

“Unless it constitutes a more serious offence, the penalties foreseen for the offences set forth in this Chapter apply also to whoever induces someone, through the promise of an undue advantage, to commit one of the offences set forth in this Chapter. นอกจากมันเกิดความผิดร้ายแรงมากกว่า  โทษที่เห็นล่วงหน้าสำหรับความผิดที่ระบุในมาตรานี้ ปรับใช้ด้วยแก่ผู้ใดก็ตามที่ชักจูงบางคน ด้วยคำสัญญาของผลประโยชน์เกินไป ให้กระทำหนึ่งในความผิดที่ระบุในมาตรานี้.

When the induction is achieved through the use of physical force, threats or intimidation, the penalty is of five to ten years imprisonment.
When the offence that has been instigated is not committed, the penalty for instigation is reduced by between a third and a half.” เมื่อการชักนำประสพความสำเร็จอาศัยกำลังทางกาย  การคุกคามต่างๆหรือการขู่ขวัญ  โทษคือการจำคุกตั้งแต่ห้าถึงสิบปี  เมื่อความผิดที่ได้รับการกระตุ้นไม่เกิดขึ้น  โทษสำหรับการกระตุ้นลดลงระหว่างหนึ่งในสามและครึ่งหนึ่ง”

                                                 Article – มาตรา 24
                                            (Obstruction of justice)
                                             อุปสรรคของความยุติธรรม

The following article 221 ter is added to Book II “Crimes in Particular”, Title IV
“Crimes against the Administration of Justice”, Chapter IV “False Testimony” of the
Criminal Code: มาตรา 221 ter ที่ตามมาถูกเพิ่มให้แก่ Book ii “อาชญากรรมในแบบพิเศษ”,Title iV
“อาชญากรรมต่อการบริหารของความยุติธรรม” , Chapter iV “พยานเท็จ” ของประมวลกฎหมายอาญา:

“Unless it constitutes a more serious offence, whoever uses physical force, threats or
intimidation against a judicial or law enforcement public official with a view to interfere with his official duties, is punished with seven to twelve years imprisonment.
When the obstruction of justice does not occur, the penalty is reduce between a third and the half.” “นอกจากว่ามันก่อให้เกิดความผิดร้ายแรงมากกว่า  ผู้ใดก็ตามใช้กำลังทางกาย คุกคามหรือขู่เข็ญ ต่อเจ้าหน้าที่ทางการที่เป็นผู้พิพากษาหรือบังคับใช้กฎหมาย ด้วยทัศนะที่จะเข้าแทรกแซงในหน้าที่ทางการของเขา  ต้องถูกลงโทษด้วยการจำคุก ตั้งแต่เจ็ดถึงสิบสองปี  เมื่อการกีดขวางความยุติธรรมไม่เกิดขึ้น  โทษจะลดลงระหว่างหนึ่งในสามและครึ่งหนึ่ง “

                                                     Article – มาตรา 25
                                                 (Criminal association)
                                                 สมาคมนักก่ออาชญากรรม

The text of article 248 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:
ข้อความของมาตรา 248 ของประมวลกฎหมายอาญาถูกแทนที่ทั้งหมดด้วยข้อความดังต่อไปนี้:

“When two or more persons enter into a partnership to commit several crimes or to
obtain unjust benefits by taking advantage of the intimidating potential that arises from the partnership, those who promote, constitute, organize or direct the criminal group are punished, just for that fact, with three to seven years imprisonment.” เมื่อบุคคลสองคนหรือมากกว่าเข้าไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนไปทำอาชญากรรมต่างๆ หรือเอาประโยชน์ที่ไม่ยุติธรรมโดยเอาผลประโยชน์ของการคุกคามขู่เข็ญความสามารถที่จะเป็นได้ ที่เกิดขึ้นจากความเป็นหุ้นส่วน คนเหล่านั้นที่ส่งเสริม ก่อตั้ง  รวบรวมหรือจัดการกลุ่มอาชญากรรมถูกลงโทษ  เพียงเพื่อสำหรับความจริง ด้วยการจำคุกตั้งแต่สามถึงเจ็ดปี”
 
Whoever participates intentionally in an organized criminal group and whoever actively participates in its criminal activities or in other activities of the group, in the knowledge that his participation contributes to the achievement of the criminal aims of the group, is punished, by the mere fact of his participation, with one to five years imprisonment. ใครก็ตามมีส่วนอย่างตั้งความปรารถนาในกลุ่มอาชญากรรมที่รวมตัวกัน และผู้ใดก็ตามร่วมส่วนอย่างจริงจังในกิจกรรมอาชญากรรมของมัน หรือในกิจกรรมอื่นของกลุ่ม  ในความรู้ที่การมีส่วนร่วมชองเขา อุทิศแก่ความสำเร็จของเป้าหมายทางอาชญากรรมของกลุ่ม  ต้องถูกลงโทษ โดยความจริงปกติธรรมดาของการร่วมส่วน ด้วยโทษจำคุกหนึ่งถึงห้าปี.
 
If the organized group intends to commit several offences that are punishable with a
maximum penalty of no less than four years; the penalty, in the cases foreseen in paragraph ถ้ากลุ่มที่รวมตัวกันตั้งใจที่จะกระทำความผิดต่างๆที่ถูกลงโทษด้วยโทษมากที่สุดไม่น้อยกว่าสี่ปี  โทษ ในคดีที่เห็นล่วงหน้าในพารากราฟ1, is of five to ten years imprisonment, while, in the cases foreseen in paragraph เป็นการจำคุกตั้งแต่ห้าถึงสิบปี  ขณะที่ ในคดีที่เห็นล่วงหน้าในพารากราฟ 2, the penalty is of three to six years imprisonment. โทษคือจำคุกตั้งแต่สามถึงหกปี

Whoever organizes, directs, aids, abets, facilitates or counsels the commission of a
crime involving an organized criminal group, is subject to the same penalties set forth in paragraph 2 ใครก็ตาม รวบรวมก่อตั้ง อำนวยการ  ให้ความช่วยเหลือ  สนับสนุนให้กำลังใจ ทำให้สะดวกขึ้นหรือให้คำปรึกษาแนะนำคณะกรรมการพิเศษของอาชญากรรมที่เกี่ยวกับกลุ่มอาชญากรรมที่รวมตัวกัน ขึ้นกับโทษเดียวกันกับที่ระบุไว้ในพารากราฟ 2

The partnership to commit a single crime that is punishable with a maximum penalty of no less than four years, is punished, in the case that that crime is not attempted, with a penalty of six months to three years imprisonment. In the case that that crime is attempted or perfected, the penalty for the attempted or perfected crimes applies, if higher. การเป็นหุ้นส่วนเพื่อทำอาชญากรรมเดี่ยวอย่างหนึ่งที่ต้องถูกลงโทษด้วยโทษสูงที่สุดไม่น้อยกว่าสี่ปี ต้องถูกลงโทษ  ในกรณี่ที่ว่าอาชญากรรมนั้นไม่มีความพยายามที่จะทำ  คงต้องโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี  ในกรณีที่ว่าอาชญากรรมนั้นพยายามที่จะทำหรือทำสำเร็จสมบูรณ์  โทษสำหรับอาชญากรรมที่พยายามทำหรือทำสำเร็จต้องปรับใช้ ถ้าสูงกว่า

If the group is armed, the penalty is of five to fifteen years imprisonment. A group is
deemed armed if the members of the group have access to arms or explosives in order to attain the ends of the group, even if those arms or explosives are hidden or stored. ถ้ากลุ่ม(ทำอาชญากรรม)มีอาวุธ  โทษจะเป็นการจำคุกตั้งแต่ห้าถึงสิบห้าปี  กลุ่มหนึ่งที่ถือว่ามีอาวุธถ้าสมาชิกของกลุ่มสมคบกันมีอาวุธหรือวัตถุระเบิดเพื่อจะบรรลุเป้าประสงค์สุดท้ายของกลุ่ม แม้ถ้าอาวุธหรือระเบิตเหล่านั้นถูกซุกซ่อนหรือสะสมไว้
If the group has ten or more members, the penalties are increased.” ถ้ากลุ่มมีสมาชิกสิบคนหรือมากกว่า  โทษที่ได้รับจะเพิ่มขึ้น.

                                                  Article – มาตรา 26
                                        (Fraud in public procurement)
                                     การหลอกลวงฉ้อฉลในการจัดหาทางการ

1. In the first paragraph of article 299 of the Criminal Code, the words
“with three to twelve months imprisonment and a fine over a hundred lira”
are replaced by the following: ในพารากราฟที่หนึ่งของมาตรา 299 ของประมวลกฎหมายอาญา ถ้อยคำ “ด้วยการจำคุกตั้งแต่สามถึงสิบสองเดือนและการปรับประมาณหนึ่งร้อยลีรา” ถูกแทนที่ด้วยข้อความดังต่อไปนี้:
“with one to five years imprisonment and a fine of no less than 10,000 euro.”
“ด้วยการจำคุกตั้งแต่หนึ่งถึงห้าปี และการปรับไม่น้อยกว่า 10,000 ยูโร

2. In the second paragraph of article 299 of the Criminal Code, the words
“with one to five years imprisonment and a fine of no less than five hundred lira”
are replaced by thefollowing: ในพารากราฟที่สองของมาตรา 299 ของประมวลกฎหมายอาญา
ถ้อนคำ “ด้วยการจำคุกตั้งแต่หนึ่งถึงห้าปีและการปรับไม่น้อยกว่าห้าร้อยลีร่า” ถูกแทนที่ด้วยข้อความต่อไปนี้:
“with three to seven years imprisonment and with a fine of no less than
20,000 euro.” ด้วยการจำคุกตั้งแต่สามถึงเจ็ดปี และการปรับไม่น้อยกว่า 20,000 ยูโร”

                                                  Article – มาตรา 27
                                 (Circumvention of incapable persons)
                                การใช้เล่ห์หนีรอดของบุคคลที่ไร้ความสามารถ

The text of article 415 of the Criminal Code is entirely replaced by the following:
 “Whoever, in order to obtain an undue advantage for himself or for another, induces a person to perform an act whose legal effects are harmful to himself or to another, either by taking advantage of a minor’s emotions or inexperience or by taking advantage of that person’s illness or psychological weakness, even if that person has not been declared legally incapable or unable, is punished with two to six years imprisonment and with a fine ranging from 1,000 to 10,000 euro.”

“ข้อความของมาตรา 415 ของประมวลกฎหมายอาญา ถูกแทนที่ทั้งหมดด้วยข้อความต่อไปนี้:
ผู้ใดก็ตม เพื่อจะได้มาซึ่งผลประโยชน์เกินไป สำหรับตัวเองหรือสำหรับคนอื่น  ชักจูงบุคคลหนึ่งให้ปฏิบัติการกระทำ ซึ่งผลตามกฎหมายของเขาเป็นอันตรายต่อตนเองหรือต่อผู้อื่น ทั้งโดยรับผลประโยชน์ของอารมณ์หรือการขาดประสพการณ์ของผู้น้อย หรือโดยรับผลประโยชน์ของความป่วยไข้หรือความอ่อนแอทางจิตวิทยาของบุคคลนั้น  แม้ ถ้าบุคคลนั้นมิได้ถูกประกาศเป็นผู้ไร้คววามสามารถหรือไม่สามารถ ต้องถูกลงโทษด้วยการจำคุกตั้งแต่สองถึงหกปีและด้วยการปรับตั้งแต่ 1,000 ถึง 10,000 ยูโร”


                                                 Article – มาตรา 28
                                    (Corruption in the private sector)
                                                คอรัปชันในภาคเอกชน

The following article 419 bis is added to Book II “Crimes in Particular”, Title X“Crimes against Property”, Chapter IV “Misappropriation” of the Criminal Code: “Unless it constitutes a more serious offence, any person who directs or works for a private sector entity who,in the course of his economic, financial or commercial activities, solicits or accepts, on any title, directly or indirectly, an undue advantage for himself or for another in order to perform an act appertaining to his duties, is punished with one to three years imprisonment and with a fine of no less than 5,000 euro. มาตรา 419 bis ต่อไปนี้ ถูกเพิ่มให้ Book ll “อาชญากรรมในแบบพิเศษ”, Title X “อาชญากรรมต่อทรัพย์สิน”,Chapter lV “การใช้ในทางที่ผิด” ของประมวลกฎหมายอาญา: “นอกจากว่ามันก่อให้เกิดความผิดร้ายแรงมากกว่า  บุคคลใดซึ่งอำนวยการหรือทำงานสำหรับองค์กรภาคเอกชน ซึ่ง ในเส้นทางของกิจกรรมทางการพาณิชย์ การเงิน และเศรษฐกิจ จูงใจชักชวน หรือรับเอากรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ โดยตรงหรือทางอ้อม ผลประโยชน์เกินไปสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อให้ปฏิบัติกิจการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของเขา ต้องถูกลงโทษด้วยการจำคุกหนึ่งถึงสามปี และปรับไม่น้อยกว่า 5,000 ยูโร

Unless it constitutes a more serious offence, the same penalty applies to whoever,
บันทึกการเข้า
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2106



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2019, 04:50:05 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
     
in the course of economic, financial or commercial activities, promises, offers, or gives on any title, directly or indirectly, an undue advantage to a person who directs or works for a private sector entity with a view that that person performs an act appertaining to his duties. นอกจากว่ามันก่อให้เกิดความผิดร้ายแรงมากกว่า  โทษเดียวกันปรบใช้กับใครก็ตาม ในเส้นทางของกิจการทางพาณิชย์ การเงินและเศรษฐกิจ  สัญญา เสนอให้ หรือให้กรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์  โดยตรงหรือทางอ้อม ผลประโยชน์เกินไปสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อให้ปฏิบัติกิจการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของเขา

If the facts foreseen in the preceding paragraph are committed with a view to omit or to delay an act appertaining to his duties, or because such an act has been omitted or delayed, or with a view to perform an act contrary to his duties, or because such an act has been performed, the penalty is increased by between a third and a half.”
ถ้าความจริงที่รู้ล่วงหน้าในพารากราฟที่มาก่อนถูกมอบหมายให้ด้วยทัศนะที่จะละเลยเพิกเฉย หรือทำล่าช้าซึ่งการกระทำที่เกี่ยวกับหน้าที่ของเขา หรือเพราะว่าการกระทำเช่นนั้นได้ถูกละเลยหรือถูกทำให้ล่าช้า หรือด้วยทัศนะที่จะปฏิบัติการขัดแย้งกับหน้าที่ของเขา  หรือเพราะว่าการกระทำเช่นนั้นได้ถูกทำแล้ว  โทษถูกเพิ่มระหว่างหนึ่งในสามและครึ่งหนึ่ง.”

                                                  Article – มาตรา 29
                                           (Receipt of stolen goods)
                                            ใบเสร็จรับสินค้าที่ถูกขะโมยมา

In article 421 of the Criminal Code, the words “outside the case foreseen in article
225” are replaced by the following:  “outside the cases foreseen in articles 225 and 421 bis.” ในมาตรา 421 ของประมวลกฎหมายอาญา ถ้อยคำ “ นอกกรณีที่รู้ก่อนในมาตรา 225 “ ถูกแทนที่ด้วยข้อความดังต่อไปนี้: “นอกกรณีที่รู้ก่อนในมาตรา 225 และ 421 bis “
 
                                                 Article – มาตรา 30
                               (Money laundering and self-laundering)
                                          การฟอกเงินและการฟอกตัวเอง

The following paragraph 1 bis is added to article 421 bis: of the Criminal Code:
“1 bis. For the purposes of this article, “predicate offence” means any criminal acts
punishable, pursuant to the criminal law, with a minimum penalty of six months or more of imprisonment or detention; or with a maximum penalty of one year or more of imprisonment or detention.” พารากราฟที่ 1 bis ต่อไปนี้ถูกเพิ่มให้แก่ มาตรา 421 bis: ของประมวลกฎหมายอาญา: “1 bis. สำหรับวัตถุประสงค์ของบทความนี้, “ยืนยันความผิด” หมายความว่าการกระทำใดๆถูกลงโทษได้ ตามกฎหมายอาชญากรรม ด้วยโทษจำคุกน้อยที่สุดหกเดือน หรือจำคุกมากกว่านั้นหรือกักกันตัว ; หรือด้วยทษมากที่สุดหนึ่งปีหรือมากกว่า หรือกักกันตัวไว้.”

                                                   Article – มาตรา 31
                                        (Abolition of life imprisonment)
                                            การยกเลิกการจำคุกตลอดชีวิต

1.For all those offences for which the law foresees a penalty of life imprisonment, that penalty shall be replaced by thirty to thirty-five years imprisonment.
2.Wherever the law prescribes some legal consequence to the penalty of life
imprisonment, those consequences shall apply to the penalty referred to in paragraph 1
1.   สำหรับความผิดทั้งหมดเหล่านั้นซึ่งกฎหมายรู้ก่อนเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต โทษนั้นจะถูกแทนที่ด้วยการจำคุกตั้งแต่สามสิบถึงสามสิบห้าปี
2.   ไม่ว่าที่ใดที่กฎหมายบรรยายถึงผลทางกฎหมายกับโทษการจำคุกตลอดชีวิต ผลที่ตามมาเหล่านั้นจะปรับไปสู่โทษที่อ้างถึงใน พารากราฟ 1

                                                 CHAPTER – บทที่ II
                         AMENDMENTS TO THECODE OF CRIMINALPROCEDURE
                            การแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                                                 Article –มาตรา 32
                                       (Seizure by the judicial police)
                                                การยึดโดยตำรวจศาล

The text of article 166, paragraph 1,of the Code of Criminal Procedure is replaced by
the following: ข้อความของมาตรา 166, พารากราฟ 1, ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถูกแทนที่ด้วยข้อความดังต่อไปนี้:

“The officials of the judicial police shall seize the goods used, or intended to be used, to commit the offence, those which are the product of the crime, their profit or value as well as all those which could be useful to ascertain the truth.” “เจ้าหน้าที่ตำรวจศาลจะยึดเอาสินค้าที่ใช้ หรือตั้งใจจะนำไปใช้ เพื่อกระทำความผิด เหล่านั้น ซึ่งเป็นผลิตผลของอาชญากรรม กำไรหรือมูลค่าของมัน เช่นเดียวกับทั้งหมดนั้นซึ่งสามารถเป็นประโยชน์ที่จะสืบหาความจริงได้”

                                                 Article –มาตรา 33
                                  (Protection of witnesses and victims)
                                        การคุ้มครองพยานและผู้ตกเป็นเหยื่อ

The following article 256 bis is added to Book II “On the inquiry”, Title II “On the
Formal Inquiry”, Chapter VI “On the Witnesses” of the Code of Criminal Procedure:
“Whenever during the course of criminal proceedings concerning the offences set forth in this law there is a concrete and present danger for the personal integrity of a potential witness or for the victim of the crime, or for their close relatives, the tribunal, upon request of the person concerned or of his legal representative, and having heard the Promoter of Justice, adopts the necessary measures to ensure his protection.“
มาตรา 256 bis ที่ตามมาถูกเพิ่มให้แก่ Book ll “ว่าด้วยการสืบสวน” Title ll “ว่าด้วยการสืบสวนตามพิธีการ” , Chapter Vl “ว่าด้วยพยาน” ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา:
“เมื่อใดก็ตาม ระหว่างกระบวนการของการดำเนินการทางอาชญากรรม ที่เกี่ยวกับความผิด ที่ระบุไว้ในกฎหมายนี้ มีอันตรายปัจจุบันและเห็นเป็นรูปธรรม สำหรับการยึดถือหลักคุณธรรมส่วนบุคคล ของพยานที่มีความสามารถซ่อนเร้นอยู่ หรือสำหรับเหยื่อของอาชญากรรม หรือสำหรับญาติพี่น้องใกล้ชิดของพวกเขา  ศาลผู้พิจารณาคดี เมื่อได้รับคำร้องขอของบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือผู้แทนตามกฎหมายของเขา  และเมื่อได้ฟังผู้ส่งเสริมความยุติธรรม  รับเอามาตรการที่จำเป็นที่จะทำความมั่นใจในการคุ้มครองของเขา”


                                                      Article –มาตรา 34
                                                      (Arrest warrant)
                                                           หมายจับกุม

At the end of article 313 of the Code of Criminal Procedure, the following words are
added: “9°- in any other case established by law.” ที่ตอนจบของมาตรา 313 ของประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา  ถ้อยคำต่อไปนี้ถูกเพิ่มว่า: “9” – ในกรณีอื่นใดที่สถาปนาโดยกฎหมาย”

                                                         Article –มาตรา 35
                              (Due process and presumption of innocence)
                         กระบวนการที่ครบกำหนดและการสันนิษฐานของความบริสุทธิ์

The following article 350 bis is added to Book III “On the Trial”, before Title I
“Preliminary Acts” of the Code of Criminal Procedure: มาตรา 350 bis ที่ตามมาถูกเพิ่มแก่ Book lll “ ว่าด้วยการพิจารณาคดี”, ก่อน Title l “การเตรียมการดำเนินคดี” ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา:

 “Every person accused has the right to a trial conducted pursuant to the provisions of the present Code within a reasonable period of time, bearing in mind the complexity of the case, the inquiries to be made, and the evidence to be obtained.
Every person accused is presumed innocent until his guilt has been legally ascertained.» “บุคคลทุกคนที่ถูกกล่าวหา มีสิทธิเข้าสู่การพิจารณาคดีที่กระทำตามเงื่อนไขต่างๆของประมวลกฎหมายปัจจุบัน ภายในช่วงเวลาที่สมเหตุสมผล ให้ระลึกในจิตใจถึงความซับซ้อนของคดี  การสอบสวนที่กระทำ และประจักษ์พยานที่จะยึดถือเอา  บุคคลทุกคนที่ถูกกล่าวหาถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าความผิดของเขาจะถูกทำให้มั่นใจตามกฎหมาย.»

                                                  Article –มาตรา 36
                                                   (Seized goods)
                                                      สินค้าที่ถูกยึด

The text of article 612, paragraph 1, of the Code of Criminal Procedure is replaced by the following: ข้อความของมาตรา 612, พารากราฟ 1, ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถูกแทนที่ด้วยข้อความดังต่อไปนี้:

“The goods referred to in article 166 remain seized as long as such seizure is required by the process; at the end of the proceedings, if those goods are not subject to confiscation, they are returned to whomever is entitled. “สินค้าที่อ้างถึงในมาตรา 166 ยังคงถูกยึดไว้นานตราบเท่าที่การยึดเช่นนั้นเป็นที่ต้องการโดยกระบวนการ; ณตอนจบของกระบวนการ ถ้าสินค้าเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ขึ้นกับการถูกยึด  ทั้งหดก็ต้องถูกส่งคืนแก่ใครก็ตามที่มีชื่อเป็นเจ้าของ.

                                                  Article –มาตรา 37
                                             (Judicial cooperation)
                                                  การร่วมมือทางศาล

The text of article 635 of the Code of Criminal Procedure is entirely replaced by the
following: ข้อความของมาตรา 635 ของประมวลวิธีพิจารณาความอาญาถูกแทนทั้งหมดด้วยข้อความดังต่อไปนี้:

“In matters related to rogatory letters, extradition, the legal effect of foreign convictions and other relations with foreign authorities concerning the administration of criminal justice, ratified International Conventions, international customs and the laws are to be observed. In their defect, the following provisions apply.” ในเรื่องที่สัมพันธ์กับหนังสือขอให้ช่วย  การส่งผู้ร้ายข้ามแดน  ผลทางกฎหมายของการตัดสินว่าทำผิดในต่างประเทศ และความสัมพันธ์อื่นๆกับผู้มีอำนาจต่างประเทศ เกี่ยวกับการบริหารของความยุติธรรมทางอาญา  การประชุมนานาชาติที่ให้สัตยาบันแล้ว ธรรมเนียมปฏิบัตินานาชาติและบรรดากฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม  ข้อบกพร่องของกฎหมายเหล่านั้น เงื่อนไขข้อกำหนดต่อไปนี้ปรับใช้ได้.”

                                                Article –มาตรา 38
                                          (Mutual legal assistance)
                                   ความช่วยเหลือทางกฎหมายต่อกันและกัน

The text of article 636 of the Code of Criminal Procedure is entirely replaced by the
following: ข้อความของมาตรา 636 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถูกแทนที่ทั้งหมดด้วยข้อความต่อไปนี้:
“The widest possible measure of legal assistance in matters relating to judicial
investigations and proceedings is provided to the requesting State, within the limits and conditions set forth by the law. “มาตรการที่เป็นไปได้กว้างที่สุดของการช่วยเหลือทางกฎหมายในเรื่องที่สัมพันธ์กับารสอบสวนและการดำเนินการทางศาล ถูกจัดหาให้แก่รัฐที่ร้องขอ ภายในขอบเขตและเงื่อนไขที่ระบุโดยกฎหมาย.

Mutual legal assistance may be afforded for the following purposes:
ความช่วยเหลือทางกฎหมายต่อกันและกันอาจหามาได้สำหรับวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้:

a) taking evidence or statements from persons; เอาประจักษ์พยานหรือคำยืนยันจากบุคคล
b) effecting service of judicial documents; ทำบริการของเอกสารทางศาลให้เกิดผล
c) executing searches, seizures, and freezes; ทำการค้นหา ยึดและห้ามเคลื่อนไหว
d) examining objects and sites; ตรวจสอบวัตถุต่างๆและสถานที่ที่มันอยู่
e) providing information, evidentiary items and expert evaluations;จัดให้ข้อมูลข่าวสาร สิ่งที่เป็นพยานและการตีราคาแบบเชี่ยวชาญ
f) providing originals or certified copies or extracts of relevant documents and records,including public, bank, financial, corporate or business records; จัดหาให้ซึ่งต้นฉบับหรือสำเนาที่รับรองหรือบทความถอดมาของเอกสารและบันทึกที่ตรงกัน รวมทั้งบันทึกทางบริษัทหรือธุรกิจ ทางการเงิน ธนาคารที่เป็นทางการ
g) identifying or tracing proceeds of crime, property, instrumentalities or other goods,
for confiscation or for evidentiary purposes; โดยพิสูจน์หรือแกะรอยตามปฏิบัติการณ์ของอาชญากรรม ทรัพย์สิน เครื่องมือหรือสินค้าอื่นสำหรับการยึดทรัพย์หรือสำหรับวัตถุประสงค์เป็นประจักษ์พยาน
h) facilitating the voluntary appearance of persons in the requesting State; ด้วยการทำให้เกิดการปรากฎโดยเต็มใจของเหล่าบุคคล ในรัฐที่ร้องขอมา
i) any other type of assistance foreseen by the law. ชนิดอื่นใดของความช่วยเหลือที่รู้ก่อนโดยกฎหมาย

Within the limits set forth by the laws, the competent authorities of the State may,
without a prior request, transmit information relating to criminal matters to a competent authority of a foreign State, through diplomatic channels, whenever they believe that such information could assist the authorities in undertaking or successfully concluding inquiries and criminal proceedings or could provide the basis for a request for mutual legal assistance being formulated by the foreign State. ภายในขอบเขตที่ระบุโดยกฎหมาย ผู้มีอำนาจที่สามารถมีความชำนาญและประสพการณ์ของรัฐอาจ  โดยไม่ต้องมีคำขอก่อน ส่งข้อมูลข่าวสารที่สัมพันธ์กับเรื่องอาชญากรรม ไปยังผู้มีอำนาจที่มีความสามารถความชำนาญและประสพการณ์ของรัฐต่างประเทศ ผ่านช่องทางการทูต ไม่ว่าเมื่อใดที่พวกเขาเชื่อว่าข้อมูลข่าวสารเช่นนั้น สามารถช่วยผู้ทรงอำนาจในการรับผิดชอบหรือ อย่างเป็นผลสำเร็จ รวมเอาการสอบสวนและปฏิบัติการณ์ทางอาชญากรรม หรือสามารถจัดหาพื้นฐานสำหรับการร้องขอเพื่อได้ความช่วยเหลือทางกฎหมายช่วยกันและกัน โดยที่ได้คิดวิธ๊หรือระบบโดยรัฐต่างประเทศ

Copies of government records, documents or information that are available to the
general public under law, shall provide to the requesting State. สำเนาของบันทึกรัฐบาล เอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่มีให้แก่สาธารณะชนภายใต้กฎหมาย  จะจัดให้กับรัฐที่ร้องขอ
 
Whenever the request concerns government records, documents or information that are not available to the general public, complete or partial copies or summaries may
บันทึกการเข้า
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2106



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2019, 04:54:07 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
     be provided in a discretionary manner to the requesting State, within the limits set forth by the law and subject to such conditions as deemed appropriate. ไม่ว่าเมื่อใดที่คำร้องขอหมายถึงเอกสาร บันทึกของรัฐบาล หรือข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีสำหรับให้กับสาธารณะชนทั่วไป  สำเนาเต็มฉบับหรือบางส่วนหรือบทย่อ อาจถูกจัดให้ในลักษณะไม่ให้เกียรติ แก่รัฐที่ร้องขอ  ภายในขอบเขตที่ระบุโดยกฎหมายและเป็นเรื่องขึ้นกับเงื่อนไขเช่นนั้นโดยที่ถือว่าเหมาะสมแล้ว.
 
When a foreign State requests the presence of a person who is detained or who is serving a sentence in the territory of the State, for purposes of identification, testimony or otherwise providing assistance in obtaining evidence for investigations, prosecutions or judicial proceedings in relation to acts foreseen as offences by Vatican law, the person may be transferred if:
a) the person freely gives his informed consent;
b) the competent authorities of both States agree, subject to such conditions as they maydeem appropriate. เมื่อรัฐต่างประเทศร้องขอการปรากฎอยู่ของบุคคลหนึ่ง ซึ่งถูกกักตัวไว้ หรือผู้ซึ่งกำลังต้องโทษในดินแดนของรัฐ สำหรับวัตถุประสงค์ของการแสดงเอกลักษณ์ พยานหลักฐานหรือมิฉนั้นกำลังจัดความช่วยเหลือในการได้รับประจักษ์พยานสำหรับการสืบสวน การดำเนินคดีหรือการดำเนินการทางศาลที่สัมพันธ์กับการกระทำที่รู้ล่วงหน้าว่าเป็นความผิดโดยกฎหมายวาติกัน บุคคลคนนั้นอาจถูกส่งตัวถ้า:
a) บุคคลโดยอิสระให้ความยินยอมของเขาตามที่แจ้งไว้;
b) ผู้มีอำนาจฯทั้งสองรัฐยินยอม ขึ้นกับเงื่อนไขเช่นที่พวกเขาอาจถือว่าเหมาะสม

For the purposes of the preceding paragraph: สำหรับวัตถุประสงค์ของพารากราฟที่มาก่อน:
a) the foreign State to which the person is transferred shall keep the person transferred in custody, unless otherwise requested or authorized by the State; รัฐต่างประเทศที่บุคคลจะต้องย้ายไปหา จะกักบุคคลที่ย้ายไป อยู่ในความดูแล นอกจากว่าอาจจะถูกร้องขอหรือควบคุมโดยรัฐ
b) the foreign State to which the person is transferred shall return the person to the
custody of the State Party without delay, as previously agreed; รัฐต่างประเทศที่บุคคลจะย้ายไปหา จะส่งคืนบุคคลมาอยู่ในความควบคุมของภาครัฐดยไม่มีการลังเล ดังที่ตกลงกันไว้แล้ว
c) the foreign Party shall not require the State to initiate extradition proceedings for the return of the person; ภาคต่างประเทศจะไม่ต้องการรัฐให้ริเริ่มการดำเนินการส่งข้ามแดนสำหรับการมอบคืนบุคคล
d) the person transferred is entitled to receive credit for time spent in the custody of the foreign State to be taken into account towards the service of his sentence. บุคคลที่ถูกย้ายมีชื่อที่จะได้รับเครดิตสำหรับเวลาที่ใช้ในการควบคุมของรัฐต่างประเทศ เพื่อนำสู่เรื่องเกี่ยวกับการบริการของการตัดสินของเขา.

Mutual legal assistance may be provided subject to the condition that the requesting
State undertakes not to transmit or to use that information or evidence for investigations, prosecutions or judicial proceedings other than those stated in the request without the prior consent of the competent authority of the State, unless such a disclosure was intended to exonerate an accused person.” ความช่วยเหลือทางกฎหมายซึ่งกันและกัน อาจได้รับการจัดขึ้นตามเงื่อนไขที่รัฐที่ร้องขอ รับรองที่จะไม่แพร่หรือใช้ข้อมูลข่าวสารหรือประจักษ์พยานนั้นสำหรับการสอบสวน การดำเนินคดีหรือปฏิบัติการทางศาล อย่างอื่น กว่าที่ปรากฎในคำขอโดยปราศกความยินยอมก่อนของผู้ทรงอำนาจฯของรัฐ นอกจากว่าการเปิดเผยเช่นนั้นมุ่งที่จะทำให้บุคคลที่ถูกกล่าวหานั้นพ้นจากข้อกล่าวหา.”
 
                                                   Article –มาตรา 39
                                  (Form and execution of the request)
                                     แบบฟอร์มและการปฏิบัติเรื่องคำร้องขอ

The text of article 637 of the Code of Criminal Procedure is entirely replaced by the
following: ข้อความของมาตรา 637 ของประมวลวิธีพิจารณาความอาญาถูกแทนที่ทั้งหมดโดยข้อความดังต่อไปนี้:
“Requests for mutual legal assistance shall be communicated in writing to the
Secretariat of State or by it, through diplomatic channels, under conditions that allow to establish their authenticity. การร้องขอสำหรับความช่วยเหลือทางกฎหมายกันและกัน จะสื่อสารกันเป็นหนังสือถึงสำนักเลขานุการของรัฐหรือโดยสำนักเลขานุการเอง  ผ่านทางช่องทางการทูต ภายใต้เงื่อนไขที่อนุญาตให้สถาปนาลักษณะที่เชื่อถือได้ของพวกเขา
 
Requests for mutual legal assistance shall contain: คำร้องขอเพื่อความช่วยเหลือทางกฎหมายต่อกันและกันจะประกอบด้วย:
a) the identity of the authority making the request; เอกลักษณ์ของผู้มีอำนาจที่ทำการร้องขอ
b) the subject matter and nature of the investigation, prosecution or judicial proceeding to which the request relates as well as the name and functions of the authority conducting the investigation, prosecution or judicial proceeding; เรื่องและธรรมชาติของการสอบสวน การดำเนินคดีหรือการดำเนินการทางศาล ถึงสิ่งที่คำร้องขอสัมพันธ์ถึง เช่นเดียวกับชื่อและหน้าที่ของผู้มีอำนาจที่กระทำการสอบสวน การพิจารณาคดีหรือการดำเนินการทางศาล
c) a brief summary of the relevant facts, except for requests whose purpose is the service of judicial documents; สรุปย่อของความจริงที่ตรงกับเรื่อง  เว้นแต่สำหรับคำร้องขอซึ่งวัตถุประสงค์ของเขาเป็นงานบริการเอกสารทางศาล
d) a description of the kind of assistance sought as well as details of any particular
procedure that the requesting State wishes to be followed; คำบรรยายของชนิดความช่วยเหลือที่แสวงหา เช่นเดียวกับรายละเอียดของกระบวนการพิเศษใดๆ ที่รัฐที่ร้องขอ ประสงค์ที่จะตามเรื่อง
e) where possible, the identity, location and nationality of any persons concerned; ที่ใดเป็นไปได้ เอกลักษณ์ สถานที่ และสัญชาติของบุคคลใดที่เกี่ยวข้อง
f) the purpose for which the evidence, information or action is sought. วัตถุประสงค์สำหรับที่ประจักษ์พยาน ข้อมูลข่าวสารหรือการกระทำได้รับการเสาะหา

Requests are ordinarily put forward by the Promoter of Justice and executed by the
Tribunal upon request by the Secretariat of State. โดยปกติธรรมดา คำร้องขอถูกนำมาโดยผู้สนับสนุนความยุติธรรมและพิจารณาโดยศาลเมื่อได้รับคำร้องขอโดยสำนักงานเลขาธิการของรัฐ

When it appears necessary for the execution, or when it may facilitate such execution, additional information may be sought from the requesting State.” เมื่อปรากฎว่าจำเป็นสำหรับการพิจารณาตัดสิน หรือเมื่ออาจจะให้ความสะดวกเพื่อความสำเร็จตามกฎหมายเช่นนั้น  ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมอาจถูกเสาะหาจากรัฐที่ร้องขอ.”

                                               Article – มาตรา 40
                                           (Refusal and deferral)
                                       การปฏิเสธและการยืดเวลาออกไป

The text of article 638 of the Code of Criminal Procedure is entirely replaced by the
following: ข้อความของมาตรา 638 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถูกแทนที่ทั้งหมดด้วยข้อความต่อไปนี้:

“Mutual legal assistance may be refused if: ความช่วยเหลือทางกฎหมายกันและกันอาจถูกปฏิเสธ ถ้า:
a) the request is not made in conformity with the provisions of article 637; “คำร้องขอมิได้ทำในรูปแบบที่ตรงกันกับเงื่อนไขของมาตรา 637
b) it is deemed that execution of the request is likely to prejudice the sovereignty,
security, public order or other essential interests of the State or of the Holy See; ถือกันว่าการทำให้คำร้องขอสำเร็จ ดูเหมือนทำให้อำนาจอธิปไตย  ความมั่นคงปลอดภัย ระเบียบสาธารณะหรือความสนใจที่เป็นแก่นสาระอื่นของรัฐหรือสันตะสำนักเสียหาย
c) the relevant facts underling the proceedings in the requesting State are not foreseen as an offence under Vatican law; ความจริงที่ตรงกับเรื่องที่อยู่ในการดำเนินการ ในรัฐที่ร้องขอ มิได้รู้ก่อนว่าเป็นความผิดภายใต้กฎหมายวาติกัน;
d) if the execution of the request is likely to impair ongoing investigations or criminal
proceedings in the State. ถ้ากระทำคำขอสำเร็จก็เป็นเหมือนทำให้การสอบสวนหรือการดำเนินการทางอาชญากรรมในรัฐเสียไป.

The refusal to provide mutual legal assistance shall be motivated.
Where expressly provided for by the ratified international conventions, banking secrecy may not be relied upon to reject a request for mutual legal assistance.
Mutual legal assistance may be deferred whenever granting it would hinder an ongoing investigation, prosecution or judicial proceedings.” การปฏิเสธที่จะจัดความช่วยเหลือกันและกันจะได้รับกระตุ้น.
ที่ไหนแสดงว่าจัดขึ้นให้โดยการประชุมนานาชาติที่ลงสัตยาบัณ  ความลับของการธนาคารอาจไม่พึ่งพาการที่จะไม่รับคำร้องขอเพื่อความช่วยเหลืทางกฎหมายกันและกัน
การช่วยเหลือทางกฎหมายกันและกันอาจเลื่อนเวลาออกไปเมื่อใดก็ตามการอนุญาตมันน่าจะกีดขวางการสอบสวน การดำเนินการหรือปฏิบัติการณ์ทางศาลที่กำลังดำเนินไป.

                                                 Article –มาตรา 41
                                         (Confiscation and seizure)
                                        การยึดทรัพย์สินและการถือครอง

The text of article 639 of the Code of Criminal Procedure is entirely replaced by the
following: ข้อความของมาตรา 639 ของประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญาแทนที่ทั้งหมดด้วยข้อความต่อไปนี้:
“A mutual legal assistance request may also be directed at: “คำร้องขอความช่วยเหลือทางกฎหมายกันและกัน อาจหมายถึงด้วยว่ามุ่งที่:

a) the confiscation or execution of a confiscation order regarding goods referred to in
article 36 of the Criminal Code; การยึดทรัพย์สินหรือการการบังคับตามกฎหมายของคำสั่งยึดทรัพย์สินเกี่ยวกับสินค้าที่อ้างถึง ในมาตรา 36 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
b) identifying or seizing goods referred to in article 36 of the Criminal Code with a view to their eventual confiscation; ทำเอกลักษณ์หรือถือครองสินค้าที่อ้างถึงในมาตรา 36 ของประมวลกฎหมายอาญา
c) executing an order for the exhibition or seizure of bank, financial, or commercial
records. บังคับตามกฎหมายซึ่งคำสั่งสำหรับการสาธิตหรือการถือครองบันทึกรายงานธนาคาร การเงินหรือการพาณิชย์.

In addition to the information required by article 637, the requests for mutual legal
assistance referred to in paragraph 1 shall also: ในการเพิ่มข้อมูลข่าวสารที่ต้องการโดยมาตรา 637  คำร้องขอสำหรับความช่วยเหลือทางกฎหมายกันและกันที่อถึงในพารากราฟ 1 จะเพิ่ม:

a) describe the goods to be confiscated and expose the facts relied upon by the
requesting State such as to enable the requesting State to dictate a confiscation order under the law; บรรยายสินค้าที่ถูกยึดและแสดงความจริงที่สัมพันธ์กันโดยรัฐที่ร้องขอ เช่นที่สามารถทำให้รัฐที่ร้องขอบงการคำสั่งยึดทรัพย์สินภายใต้กฎหมาย;
b) in the case of a request for the execution of a confiscation order, transmit an
authentic copy of the order, as well as expose the facts and provide the information
required for its execution; ในกรณีของคำร้องขอสำหรับการบังคับตามกฎหมายของคำสั่งการยึดทรัพย์  ส่งสำเนาที่เชื่อถือได้ของคำสั่ง  เช่นเดียวกับแสดงความจริงและจัดหาข้อมูลข่าวสารที่ต้องการสำหรับการใช้บังคับตามกฎหมาย;
c) in the case of a request made for the purposes referred to in paragraph 1,
subparagraph b), expose the facts and motives relied upon in the request and provide a detailed description of the requested actions. ในกรณีของคำร้องขอทำเพื่อวัตถุประสงค์ที่อ้างถึงในparagraph 1 , subparagraph b), แสดงความจริงและการผลักดันที่ปรากฎในคำร้องขอและจัดให้ซึ่งคำบรรยายที่มีรายละเอียดของการกระทำที่ถูกร้องขอ.

Where appropriate, the tribunal orders those measures, including precautionary
measures, that are necessary for the execution of the request. ณที่เหมาะสม ศาลสั่งมาตรการเหล่านั้น รวมทั้งมาตรการที่ระมัดระวัง ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติคำร้องขอตามกฎหมาย.

The goods confiscated pursuant to this article are acquired by the Patrimony of the HolySee. However, upon request from the requesting State, the tribunal may order the restitution of the confiscated goods, in whole or in part, with a view to compensate the victims of the offence or to restitute those goods to their legitimate owners.” สินค้าที่ถูกยึดตามมาตรานี้ถูกยึดครองโดยปิตารารย์ของสันตะสำนัก  อย่างไรก็ดี ตามคำร้องขอจากรัฐที่ร้องขอ ศาลอาจสั่งการคืนสินค้าที่ถูกยึดนั้น ทั้งครบหรือเป็นบางส่วน ด้วยทัศนะที่จะชดเชยเหยื่อของความผิดหรือคืนทรัพย์สินเหล่านั้นแก่เจ้าของที่ชอบธรรมตามกฎหมาย.”

                                                        Article –มาตรา 42
                                                     (Costs of execution)
                                             ค่าใช้จ่ายของการปฏิบัติตามกฎหมาย

The following article 639 bis is added to Book IV, “On Execution and Special
Proceedings”; Chapter V, “On the Judicial Relations between Italian Authorities and
Foreign Authorities”; Section II, “On Rogatories”, of the Code of Criminal Procedure:
มาตรา 639 bis ที่ตามมาถูกเพิมให้ Book lV, “ว่าด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายและปฏิบัติการณ์พิเศษ”; Chapter V, “ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางศาลระหว่างผู้มีอำนาจฯอิตาลีและผู้มีอำนาจฯต่างประเทศ”; Section ll, “ว่าด้วยต้นร่างกฎหมาย”, ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา:

“The ordinary costs of executing a request of mutual legal assistance shall be borne by the State, unless otherwise agreed with the requesting State. If expenses of a substantial or extraordinary nature are required to fulfill the request, the request shall be executed in agreement with the requesting State.” “ค่าใช้จ่ายปกติธรรมดาของการทำคำร้องขอของความช่วยเหลือทางกฎหมาย่อกันและกันจะเกิดขึ้นโดยรัฐ  นอกจากเป็นแบบอื่นที่ตกลงยิน ยอมโดยรัฐที่ร้องขอ  ถ้าค่าใช้จ่ายของธรรมชาติที่เป็นแก่นสาระหรือนอกเหนือธรรมดา ถูกขอให้นำมาเพื่อเติมเต็มคำขอ  คำร้องขอจะถูกดำเนินการตามกฎหมายในความยินยอมตกลงกับรัฐที่ร้องขอ.

                                                  Article –มาตรา 43
                                             (Temporary detention)
                                                 การกักกันตัวชั่วคราว

The text of article 643 of the Code of Criminal Procedure is entirely replaced by the
following: ข้อความของมาตรา 643 ของปปปประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาถูกแทนที่ทั้งหมดด้วยข้อความต่อไปนี้:

“In order to ensure the presence in the territory of the State for the duration of the
บันทึกการเข้า
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2106



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2019, 05:01:33 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
     proceedings of a person who is alleged to have committed an offence abroad, an arrest warrant may be issued within the limits and conditions set forth by the law.
Upon a request or an offer of extradition, a foreigner may be taken temporarily into
custody with a view to ensure his presence in the relevant proceedings, pursuant to article 9, paragraph 4, of the Criminal Code. เพื่อจะมั่นใจในการอยู่ในดินแดนของรัฐสำหรับระหว่างของการดำเนินการของบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดในต่างประเทศ หมายจับฉบับหนึ่งอาจถูกออกภายในขอบเขตและเงื่อนไขที่ระบุไว้โดยกฎหมาย  เกี่ยวกับคำร้องขอหรือคำเสนอของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ชาวต่างประเทศคนหนึ่งอาจ เป็นการชั่วคราว ถูกส่งเข้าควบคุมด้วยทัศนะที่จะมั่นใจการอยู่ของเขาในการดำเนินการที่ตรงกัน ตามมาตรา 9 ,paragraph 4, ของประมวลกฎหมายอาญา.

Where required by the ratified international conventions, the imposition of the measures foreseen in this article is notified, without delay to: ณที่ต้องการโดยข้อตกลงนานาชาติที่ลงสัตยาบันแล้ว การกำหนดโทษของมาตรการที่รู้ก่อนในมาตรานี้ต้องนำมาพิจ่รณา โดยมิชักช้า:

a) the State that has requested the extradition; รัฐที่ได้ยื่นขอการส่งผู้ร้ายข้ามแดน;
b) the State in whose territory the offence has been committed; รัฐในดินแดนของตนที่ความผิดได้ถูกทำขึ้น;
c) the State or international organization that has been the target of the offence; รัฐหรือองค์การระหว่างประเทศที่ได้เป็นเป้าหมายของความผิด;
d) the State of nationality of the natural or legal person that has been the victim of the offence or, if he is a stateless person, the State where he permanently resides;
รัฐที่เป็นสัญชาติของบุคคลตามกฎหมายหรือธรรมชาติ ที่ได้เป็นเหยื่อของความผิดหรือ ถ้าเขาเป็นบุคคลไร้รัฐ รัฐณที่ซึ่งเขาอายอยู่อย่างถาวร;
e) the state of nationality of the alleged offender or, if he is a stateless person, the State where he permanently resides; รัฐที่เป็นสัญชาติของผู้กระทำผิดที่ถูกกล่าวหา ถ้าเขาเป็นบุคคลไร้รัฐ รัฐณที่ซึ่งเขาอยู่อาศัยอย่างถาวร;
f) any other interested States.” รัฐที่ได้รับความสนใจอื่นใด.”

                                                  Article –มาตรา 44
                      (Rights of the foreigner and of the stateless person)
                               สิทธิของคนต่างประเทศและสิทธิของบุคคลไร้รัฐ

The following article 644 bis is added to Book IV, “On Execution and Special
Proceedings”; Chapter V, “On the Judicial Relations between Italian Authorities and
Foreign Authorities”; Section III, “On Extradition”, of the Code of Criminal Procedure:
มาตรา 644 bis ที่ตามมาถูกเพิ่มแก่ Book lV, “ว่าด้วยการบังคับตามกฎหมายและการดำเนินการพิเศษ”; Chapter V, “ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางศาลระหว่างผู้มีอำนาจอิตาลีกับผู้มีอำนาจต่างประเทศ”; Section lll, “ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน”, ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา:

“The foreigner or stateless person in custody pursuant to a precautionary measure
pursuant to article 643 is entitled to: “คนต่างประเทศหรือบุคคลไร้รัฐที่อยู่ภายใต้การควบคุมตามมาตรการตามมาตรการเฝ้าระวัง ตามมาตรา 643 ถูกให้สิทธิ์ที่จะ:

a) communicate without delay with the nearest appropriate representative of the State of his nationality, or of the State which is otherwise entitled to communicate with him, or, if he is a stateless person, of the State in whose territory he permanently resides; ติดต่อโดยไม่ชักช้ากับตัวแทนเฉพาะที่ใกล้ที่สุดของรัฐที่ถือสัญชาติ หรือของรัฐที่มิฉะนั้นได้สิทธิที่จะติดต่อกับเขา หรือ ถ้าเขาเป็นบุคคลไร้รัฐ ติดต่อกับรัฐซึ่งเขาอาศัยในดินแดนอย่างถาวร;
b) be visited by a representative of that State; ได้รับการเยี่ยมโดยผู้แทนคนหนึ่งของรัฐนั้น;
c) be informed of the rights set forth in subparagraphs a) and b).”  ได้รับแจ้งถึงสิทธิต่างๆที่ระบุใน subparagraphs a) และ b).”

                                                    Article –มาตรา 45
                                             (Limits to the extradition)
                                           ขอบเขตของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

The following article 650 bis is added to Book IV, “On Execution and Special
Proceedings”; Chapter V, “On the Judicial Relations between Italian Authorities and
Foreign Authorities”; Section III, “On Extradition”, of the Code of Criminal Procedure:
มาตรา 650 bis ที่ตามมาถูกเพิ่มแก่ Book lV, “ว่าด้วยการบังคับตามกฎหมายและการดำเนินการพิเศษ”; Chapter V,“ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางศาลระหว่างผู้มีอำนาจอิตาลีกับผู้มีอำนาจต่างประเทศ”; Sectionlll
“ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน”, ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา:

“The extradited person shall not be subject to any restriction to his personal freedom
in execution of a sentence or of a precautionary measure, nor shall be subjected to any other measure involving deprivation of his freedom, for acts committed prior to his surrender other than for those for which the extradition was granted unless: บุคคลที่ถูกส่งข้ามแดน จะไม่ขึ้นกับข้อจำกัดใดๆกับอิสระภาพส่วนตัวของเขาในการบังคับตามกฎหมายของคำพิพากษาหรือมาตรการระมัดระวัง  และจะไม่ขึ้นกับมาตรการอื่นใดที่เกี่ยวกับภาวะถูกกีดกันของอิสระภาพของเขา  สำหรับการกระทำความผิดก่อนการมอบตัวของเขามากกว่าเรื่องเหล่านั้นซึ่งการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้รับอนุญาตนอกจากว่า:

the foreign State expressly consents to it; the person does not leave the territory of the State within forty-five days after his final release, being able to do so; or he has voluntarily returned to the State after having left it.” รัฐต่างประเทศ โดยแสดงออก ยินยอมกับมัน; บุคคลไม่ออกจากดินแดนของรัฐภายในสี่สิบห้าวันหลังการปล่อยตัวสุดท้าย  ก็สามารถทำเช่นนั้นได้; หรือเขา โดยเต็มใจ ได้กลับไปสู่ร้ฐหลังจากได้จากมา.”

                                                 CHAPTER –บทที่ III
                                           CONCLUDING PROVISIONS
                                                           การสรุปบทบัญญัติต่างๆ
                                                   
                                                  Article –มาตรา 46
                                                     (Extradition)
                                                 การส่งผู้ร้ายข้ามแดน

None of the offences referred to in this law shall be deemed a fiscal offence, a political offence, an offence connected with a political offence, or an offence inspired by political motive, for the purposes of refusing an extradition request or legal assistance ไม่มีข้อใดของความผิดที่อ้างถึงในกฎหมายนี้ จะถือว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับงบประมาณ ความผิดเกี่ยวกับการเมือง ความผิดที่สัมพันธ์กับความผิดทางการเมือง หรือความผิดที่ได้ถูกดลดาลใจด้วยแรงกระตุ้นทางการเมือง สำหรับวัตถุประสงค์ของการปฏืเสธคำร้องขอส่งผู้รายข้ามแดน หรือความช่วยเหลือทางกฎหมาย
 
                                                   Article – มาตรา 47
                                                      (Abrogation)
                                                   การยกเลิกเพิกถอน

From the moment of entry into force of this law, articles 7, 12 and 33 of the Criminal
Code, article 27 of the Decree of 15 September 1951, n. LXVII, on Maritime navigation under the flag of the Vatican City State; and article 1, paragraph 5, of the
Law of 30 December 2010, n. CXXVII, on the Prevention and Countering of the Laundering of the Proceeds of Criminal Activities and the Financing of Terrorism,
and subsequent amendments and additions, are abrogated.
จากเวลาเข้าสู่การบังคับของกฎหมายนี้ มาตรา 7, 12, และ 33 ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 27 ของกฤษฎีกาลงวันที่ 15 กันยายน 1951, n. LXVll, ว่าด้วยการเดินเรือทะเลภายใต้ธงของนครรัฐวาติกันและมาตรา 1, paragraph 5, ของกฎหมายลงวันที่ 30 ธ้นวาคม 2010, n. CXXVll, ว่าด้วยการป้องกันและตอบโต้การฟอกเงิน ของการดำเนินการของกิจกรรมทางอาญาและการจ่ายเงินช่วยการก่อการร้าย และการแก้ไขปรับปรุงและการเพิ่มเติมที่ตามมา ถูกยกเลิกเพิกถอน.

                                                  Article – มาตรา 48
                                                   (Entry into force)
                                                   การเข้าสู่การบังคับใช้

This Law shall enter into force on 1 September 2013.
The text of this Law has been submitted to the consideration by the Supreme Pontiff on 1 July, 2013 กฎหมายนี้จะเข้าสู่การบังคับใช้วันที่ 1 กันยายน 2013.
ข้อความของกฎหมายนี้ถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาโดย พระสันตปาปา ใน วันที่ 1 กรกฎาคม 2013.

The original of this Law, provided with the State seal, shall be deposited in the
Archives of the Laws of the Vatican City State and the relevant text shall be published in the Supplement of the Acta Apostolicae Sedis as well as by affixing it at the Cortile di San Damaso, at the entrance of the offices of the Governorate and at the Post Offices of the State, with the order that all those who are concerned observe it and to ensure its observance.
ต้นฉบับของกฎหมายนี้ที่จัดหามาพร้อมตราประทับแห่งรัฐจะถูกเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุ(Archives)ของ
กฎหมายของนครรัฐวาติกัน และข้อความที่ตรงกันจะถูกพิมพ์ในภาคผนวกของ Acta Apostolicae Sedis เช่นเดียวกับ โดยประทับไว้ที่ Cortile di San Damaso ที่ทางเดินเข้าที่ทำการของสำนักผู้ว่าการและที่ ที่ทำการไปรษณีย์ของรัฐ ด้วยคำสั่งที่บุคคลทั้งหมดนั้นที่เกี่ยวข้อง ถือปฏิบัติตามและทำให้มั่นใจการปฏิบัติตามกฎหมาย.

Vatican City State,
11 July, 2013
,
GIUSEPPE Card. BERTELLO
President
Seen
The Secretary General


Ad  Majorem  Dei  Gloriam

Updated & Translated in Thai by Peter Vichitr Thongthua

July 3, 2019





บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: