หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความร่ำรวยมหาศาลของวาติกัน  (อ่าน 199 ครั้ง)
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2106



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2019, 08:21:09 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                             ความร่ำรวยมหาศาลของวาติกัน
                                                                         THE VATICANS COLOSSAL WEALTH
                                     
The Catholic church is the biggest financial power, wealth accumulator and property owner in existence. With more wealth than any other Government, Institution or Bank in the world.
  ศาสนจักรคาทอลิกเป็นมหาอำนาจทางการเงินใหญ่ที่สุด  เป็นผู้สะสมความมั่งคั่งและเจ้าของสมบัติที่อยู่ในโลก ด้วยความมั่งคั่งมากกว่ารัฐบาล สถาบันหรือธนาคารใดในโลก

HOW RICH IS THE CATHOLIC CHURCH? ศาสนจักรคาทอลิกร่ำรวยอย่างไร?
NOBODY REALLY KNOWS, BECAUSE RELIGIOUS GROUPS DON’T NEED TO FOLLOW REGULAR ACCOUNTING AND DISCLOSURE RULES.
ไม่มีผู้ใดทราบจริงๆ เพราะว่ากลุ่มศาสนาไม่ต้องการเดินตามระเบียบกฎเกณฑ์การทำบัญชีและการเปิดเผยตามปกติ.
 
Pope Francis is not just the spiritual leader of one of the world’s major religions: He’s also the head of what’s probably the wealthiest institution in the entire world. The Catholic Church’s global spending matches the annual revenues of the planet’s largest firms, and its assets—huge amounts of real estate, St. Patrick’s Cathedral, Vatican City, some of the world’s greatest art—surely exceed those of any corporation by an order of magnitude.*
โป๊บฟรังซิสมิใช่เพียงเป็นหัวหน้าทางจิตวิญญาณ ของหนึ่งในศาสนาใหญ่ของโลก  คือ พระองค์เป็นหัวหน้าของสื่งที่บางทีเป็นสถาบันที่มั่งคั่งที่สุดในโลกทั้งครบด้วย  ค่าใช้จ่ายทั่วโลกของศาสนจักรคาทอลิก เทียบได้กับรายได้ประจำปีของกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของดาวเคราะห์ดวงนี้  และทรัพย์สินของศาสนานี้—ปริมาณที่มหึมาที่สุด  St. Patrick’s Cathedral, Vatican City, บางชิ้นของศิลปะยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก – แน่นอน มูลค่าสูงล้ำกว่าบริษัทใดๆด้วยคำสั่งซื้อของความใหญ่โต

But it turns out to be surprisingly difficult to understand exactly how rich the church is. That’s in part because church finances are complicated. But it’s also because, in the United States at least, churches in general are exempted from the financial reporting and disclosure requirements that otherwise apply to nonprofit groups. And it turns out, that exemption may have undesirable consequences.
แต่ มันกลายเป็นว่า ยากอย่างน่าประหลาดใจที่จะเข้าใจตรงๆว่าศาสนจักรรวยอย่างไร   นั่นคือบางส่วน เพราะว่า การเงินของศาสนจักรเปราะบางมาก  แต่ มันเป็นเพราะว่า ในสหรัฐอย่างน้อย  วัดต่างๆโดยทั่วไปถูกยกเว้นจากการรายงานทางการเงิน และความต้องการการเปิดเผย ที่ มืฉะนั้นก็ปรับเป็นกลุ่มที่มิได้แสวงหากำไร  และ มันกลายเป็นว่า  การยกเว้นเช่นนั้น อาจมีผลลัพท์ที่ไม่ปรารถนาเกิดขึ้น.

The main thing we know about Catholic Church finance is that in cash flow terms, the United States is by far the most important branch. America is a rich country with a large population of Catholics. What’s more, America’s Catholic population is a religious minority. That’s meant that, rather than using political clout to influence the shape of mainstream government institutions, as in an overwhelmingly Catholic country such as Brazil, the Catholic Church in the United States has created a parallel state: a vast web of schools, hospitals, universities, and charities that serve millions of clients.
เริ่องใหญ่ที่เราทราบเกี่ยวกับการเงินของศาสนจักรคาทอลิกก็คือ ว่า เงื่อนไขที่ใช้เงินสด  สหรัฐนั้นไกลมากที่จะเป็นสาขาสำคัญที่สุด  อเมริกาเป็นประเทศร่ำรวยโดยมีประชากรเป็นคาทอลิกจำนวนมาก  อะไรที่มากกว่านั้นคือ พลเมืองที่เป็นคาทอลิกของอเมริกากลับเป็นคนส่วนน้อยที่ถือศาสนา  นั่นก็หมายความว่า แทนที่จะใช้อิทธิพลความคิดทางการเมืองให้เกิดอิทธิพลก่อรูปสถาบันรัฐบาลที่ไหลพรั่งพรู  เหมือนที่ประเทศคาทอลิกครอบงำอย่างเช่นบราซิล  ศาสนจักรคาทอลิกในสหรัฐได้ก่อตั้งรัฐคู่ขนาน คือ เครือข่ายกว้างขวางของโรงเรียนต่างๆ  โรงพยาบาลต่างๆ มหาวิทยาลัยและองค์กรเมตตาต่างๆ ที่รับใช้ผู้มารับบริการจำนวนหลายล้าน

Our best window into the overall financial picture of American Catholicism comes from a 2012 investigation by the Economist, which offered a rough-and-ready estimate of $170 billion in annual spending, of which almost $150 billion is associated with church-affiliated hospitals and institutions of higher education. The operating budget for ordinary parishes, at around $11 billion a year, is a relatively small share, and Catholic Charities is a smaller share still.
ช่องทางที่ดีที่สุดของเราเข้าไปสู่ภาพทางการเงินทั้งระบบของศาสนจักรคาทอลิกอเมริกัน มาจากการสืบสวน ปี 2012 โดยหนังสือพิมพ์ Economist ซึ่งเสนอให้เห็น การประเมินที่พร้อมและหยาบๆถึงการใช้จ่ายประจำปีจำนวนเงิน 170 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบ $ 150 พันล้านเกี่ยวพันกับโรงพยาบาลที่ขึ้นกับศาสนจักรและสถาบันการศึกษาชั้นสูงต่างๆ  งบประมาณดำเนินการสำหรับวัดปกครองปกติ อยู่ที่ประมาณปีละ  $ 11 พันล้าน  เป็นแชร์ขนาดเล็กที่ผูกพัน และหน่วยงานเมตตาธรรมคาทอลิกยังคงได้ส่วนร่วม(share)  น้อยกว่า.

Apple and General Motors, by way of comparison, each had revenue of about $150 billion worldwide in Fiscal Year 2012. Legally speaking, there is no such thing as “the Catholic Church,” which is why these finances get so complicated. As far as the law is concerned, each diocese is a separate legal entity, incorporated in the states where it operates. Generally speaking, they are organized as what’s known as a corporation sole—a legal corporation wholly controlled by the individual bishop rather than a board of directors—and not officially part of any larger transnational spiritual organization. This has led to conflicts during the sex abuse scandals. Lawsuits have caused disputes about how deep the church’s pockets go and who should pay.
 Apple และ General Motors  โดยการเปรียบเทียบ แต่ละบริษัทมีรายรับประมาณ $ 150 พันล้านทั่วโลกในปีงบประมาณ 2012    พูดตามกฎหมาย   ไม่มีเรื่องเช่นนั้นเช่น   “ศาสนจักรคาทอลิก”  ซึ่งเป็นว่า ทำไมการเงินเหล่านี้จึงซับซ้อนจุกจิกเช่นนั้น  ยืดยาวตราบเท่าที่กฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง  แต่ละสังฆมณฑลเป็นองค์กรทางกฎหมายอิสระแยกกัน  รวมขึ้นเป็นรูปบริษัทในรัฐต่างๆที่เปิดกิจการ  กล่าวโดยทั่วไป  บริษัทเหล่านี้รวมตัวกันเป็นประหนึ่งที่รู้กันว่าเป็นองค์กรบริษัทหนึ่งเดียว --- บริษัทตามกฎหมายแห้งหนึ่งที่ควบคุมทั้งครบโดยพระสังฆราชเอกัตบุคคล มากกว่าจะเป็นคณะกรรมการอำนวยการ –และในส่วนขององค์กรทางจิตวิญญาณทางนานาชาติที่ใหญ่กว่าโดยไม่เป็นทางการใดๆ   การทำเช่นนี้ได้นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างการเกิดเรื่องอื้อฉาวความผิดทางเพศ   การฟ้องร้องคดีได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ว่ากระเป๋าของ ศาสนจักรลงลึกไปเท่าใดและใครควรจะจ่าย.

On several occasions, abuse-related litigation has inspired dioceses to declare bankruptcy, which offers a rare window into the internal financial organization of the institution. Individual parishes, though operating under the umbrella of the relevant bishop, have a fair degree of financial autonomy. They conduct separate fundraising and maintain separate expenses. That way, parish donors can feel they’re bolsteringtheir particular community and not an impersonal bureaucracy. But it’s common for parish investment funds within a single diocese to be pooled. When a diocese declares bankruptcy, this raises the question of whether pooled parish investment funds are available to be seized by the bishop’s creditors or whether they exist separately.
ในหลายโอกาส  การดำเนินคดีทางกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาว  ได้ดลดาลใจสังฆมณฑลต่างๆให้ประกาศการล้มละลาย  ซึ่งเสนอหนทางนานๆทีเข้าไปสู่องค์กรทางการเงินภายในของสถาบัน  วัดปกครองแต่ละวัด  แม้จะดำเนินการภายใต้ร่มข่ายของพระสังฆราชที่ตรงกับเรื่อง  มีขีดขั้นที่ยุติธรรมของเศรษฐกิจทางการเงินส่วนตน  พวกเขาดำเนินการตั้งกองทุนแยกกันและดูแลค่าใช้จ่ายแยกกัน  วิธีนั้น  ผู้บริจาคเงินช่วยวัปกครอง สามารถรู้สึกว่า พวกเขากำลังพลุ่งพล่านความเป็นชุมชนพิเศษของพวกเขา และไม่ใช่ระบบแบบข้าราชการที่ไม่เป๋นส่วนตัว  แต่ มันเป็นเรื่องปกติสำหรับกองทุนการลงทุนวัดปกครองภายในสังฆมณฑลเดี่ยวที่จะรวมกำลังกัน เมื่อสังฆมณฑลประกาศการล้มละลาย  การทำเช่นนี้ก่อให้เกิดคำถามว่ากองทุนลงทุนวัดปกครองที่รวมกำลังกันนั้น มี้ให้ถูกยึดโดยบรรดาเจ้าหนี้ของพระสังฆราช หรือว่ากองทุนดังกล่าวอยู่แยกออกไป

As a fascinating article in this month’s American Bankruptcy Institute Journal explains, the status of parish investment funds depends on some very subtle details. Both the Diocese of Milwaukee and the Diocese of Wilmington ran pooled investment funds in which a single account simply noted how much each parish had contributed. The difference is that in Wilmington, Del., operating funds were also mingled into the pooled account, whereas in Milwaukee they were kept separate.
 โดยที่บทความที่งดงามหนึ่งใน American Bankruptcy Institute Journal  ของเดือนนี้อธิบาย  สถานะของกองทุนการลงทุนของวัดปกครอง พึ่งพารายละเอียดที่เป็นนัยมากบางประการ  ทั้ง สังฆมณฑลมิลวอคกี้ และสังฆมณฑลวิลมิงตัน ได้ตั้งกองทุนการลงทุนที่รวมกำลังกัน ซึ่งในนั้น บัญชีเดี่ยวได้ให้ข้อสังเกตุง่ายๆว่าวัดปกครองแต่ละวัดได้เสนอให้เงินมากน้อยเท่าใด  ความแตกต่างก็คือว่า ในวิลมิงตัน เดลาแวร์  กองทุนดำเนินการปนกันมั่วเข้าไปในบัญชีรวมกัน  ด้วยเหตุที่ในมิลวอคกี้พวกเขาทำแยกกัน

That small difference ended up costing Wilmington parishes $74 million in exposure to Episcopal creditors. At the same time, as a matter of Canon Law individual parishes can be wholly “suppressed,” merged into other parishes, or otherwise divided up, essentially at the discretion of the bishop—notwithstanding the existence of separate bank accounts. This authority suggests that the diocese does indeed wholly own and control its parishes, but church officials take advantage of the ambiguity, sometimes claiming to fully control its parishes, sometimes—for legal reasons—arguing that the parishes are wholly independent entities.
ความแตกต่างเล็กน้อยนั้น จบลง ที่ทำให้วัดปกครองในวิลมิงตัน สูญเงินไป 74 ล้านดอลลาร์ในการชดใช้แก่เจ้าหนี้ของสำนักพระสังฆราช  ณ เวลาเดียวกัน  เท่าที่เป็นเรื่องของกฎหมายศาสนจักร  วัดปกครองที่เป็นเอกเทศ สามารถ”ถูกกดดัน “ เต็มที่ ให้รวมผสมเข้าไปในวัดปกครองอื่นๆ หรือมิฉะนั้นก็แยกตัวออกไป  ที่สำคัญก็คือ ในดุลยพินิจของพระสังฆราช – แต่กระนั้นก็เถอะ มันมีบัญชีธนาคารที่แยกตัวอยู่  อำนาจบริหารระดับสูงนี้ เสนอแนะว่า สังฆมณฑลจริงๆแล้ว  เป็นเจ้าของทั้งครบและควบคุมดูแลบรรดาวัดปกครองของตน  แต่เจ้าหน้าที่ศาสนจักร ถือเอาประโยชน์ของความกำกวม  บางครั้งประกาศการควบคุมเต็มที่สำหรับวัดปกตรองทุกแห่ง  บางครั้ง – ด้วยเหตุผลทางกฎหมาย --- โต้แย้งว่า วัดปกครองเหล่านั้น เป็นองค์กรอิสระทั้งครบ.

Given America’s diverse religious landscape, the Catholic Church is hardly unique in taking advantage of the First Amendment to engage in some opaque accounting. It’s simply the largest player in this game. Lawrence Wright’s recent Scientology exposé,Going Clear, reveals egregious exploitation of religious privileges for the personal financial benefit of church leaders. Or consider the case of the Tennessee pastor arrested on money laundering and drug charges only because a local TV news investigation revealed that he was using donations to pay off what amounted to personal debts.
เมื่อให้ภาพปรากฎทางศาสนาที่แปลกๆกันของอเมริกา  ศาสนจักรคาทอลิกเป็นหนึ่งไม่เหมือนใครยากมาก ในอันที่จะทำประโยขน์จากการแก้ไขกฎหมายครั้งที่หนึ่ง เพื่อจัดการเรื่องงานบัญชีที่ยังสลัวๆในบางที่  มันเป็นธรรมดาที่ผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในเกมนี้    การเปิดเผยข้อมูล  Going Clearของลัทธิหาคนดังมาให้กลุ่มตนเป็นที่รู้จักเมื่อเร็วๆนี้ของลอเรนซ์ ไรท์  ได้เปิดเผยให้เห็นการใช้เพื่อหากำไรแบบเลวมหันต์ ของสิทธิพิเศษทางศาสนาสำหรับผลประโยชน์ที่ได้ทางการเงินของบรรดาหัวหน้าศาสนจักร   หรือ ลองพิจารณากรณีของเจ้าอาวาส เทนเนสซีที่ถูกจับกุมเรื่องการฟอกเงิน และข้อหายาเสพติด เพียงเพราะว่า การสืบสวนของข่าวทีวีท้องถิ่น ได้เปิดเผยว่า คุณพ่อได้ใช้เงินบริจาค ชำระหนี้จำนวนที่ถือว่าเป็นหนี้ส่วนตัวของท่าน.

The legal framework that allows for this funny business has been constructed in the name of religious freedom but hardly seems required by that important principle. America has a robust ecology of secular nonprofit groups that manage to abide by fairly stringent accounting and disclosure standards. These help donors know where their money is going and reassure residual claimants that there’s some consistent theory of whose assets are whose. Religion is big business—the Catholic Church the biggest of all—and it deserves to be treated as such in the relevant ways.
กรอบงานทางกฎหมายที่อนุญาตสำหรับธุรกิจน่าขบขันนี้  ได้ถูกสร้างขึ้นในชื่อของอิสระภาพทางศาสนา แต่ เป็นการยากที่ดูเหมือนว่าเป็นที่ต้องการด้ยหลักการสำคัญนั้น  อเมริกามีนิเวศนวิทยาเข้มแข็งมากแห่งหนึ่งของกลุ่มชาวโลกที่ไม่แสวงหากำไร ที่จัดการที่จะยึดถือทางการบัญชีและมาตรฐานการเปิดเผยที่เช้มงวดยุติธรรม  สิ่งเหล่านี้ช่วยผู้บริจาคให้ทราบว่าเงินของพวกเขาจะไปไหน และทำให้มั่นใจว่าผู้เรียกร้องอ้างสิทธิในที่อยู่อาศัย ที่มีทฤษฎีที่เหนียวแน่นบางประการของที่ว่าทรัพย์สินของใครเป็นของใคร   ศาสนาเป็นธุรกิจใหญ่---ศาสนจักรคาทอลิกนั่นแหละคือธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของทั้งหมด---และมันสมควรจะได้รับการปฏิบัติเหมือนเช่นวิถีทางที่ตรงกับเรื่องนี้จริงๆ.

Correction, March 14, 2013: This article originally cited the Cathedral of Notre Dame as a Catholic Church asset. The cathedral is the property of the French state. (Return to the corrected sentence.)
Matthew Yglesias is the executive editor of Vox and author of The Rent Is Too Damn High.
 

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: