หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ภาษาศักดิ์สิทธิ์ของโรมันคาทอลิก : ลาติน กรีก และเฮบริว  (อ่าน 321 ครั้ง)
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2116



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: สิงหาคม 07, 2019, 02:52:55 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                            ภาษาศักดิ์สิทธิ์ของโรมันคาทอลิก : ลาติน  กรีก และเฮบริว
                                                          SACRED LANGUAGES:  LATIN, GREEK, AND HEBREW
« เมื่อ: กันยายน 24, 2012, 10:39:07 PM »

         พระศาสนจักรถือว่าสาม-สามภาษาเท่านั้นเป็นภาษา” ศักดิ์สิทธิ์ “ ภาษาเหล่านี้ ดังที่อ้างอิงหลายครั้งในพระคัมภีร์ ( Luke 23:38 , John 19:20 , Apocalypse 9:11) คือภาษาเฮบริว  กรีก  และลาติน  ดังที่ประวัติศาสตร์แสดงไว้ชัดเจน  พระสัพพัญญูได้ทำให้สามภาษานี้ศักดิ์สิทธิ์ไป ณ ช่วงยุคเวลาแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของพระเป็นเจ้า  แต่ละภาษา  ในรูปแบบของตน ได้รับการอุทิศเป็นพิเศษเพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนาเพื่อมิให้ขัดแย้งกับภาษาพื้นเมือง

         เป็นการเข้าใจผิดธรรมดาๆที่ว่า คนยิวสมัยพระคริสตเจ้าพูดภาษาเฮบริว  ไม่ใช่เลย  เมื่อพวกยิวกลับจากการถูกจับเป็นทาสของชาวบาบิโลเนียนในปี  538 B.C.  พวกเขาพูดภาษาแบบซีเรีย ( Syriac) ซึ่งบางทีเรียกว่าภาษาอารามาอิค(Aramaic) เป็นภาษาพื้นเมืองของพวกเขา  ภาษาเฮบริวได้กลายเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ภาษาพื้นเมือง โดยได้รับการสงวนไว้เพื่อพิธีกรรมทางศาสนาและการสอนของพวกสอนศาสนา( rabbis)  มากเท่ากับภาษาลาตินที่ถูกนำมาใช้ในศาสนจักรโรมันคาทอลิก  ( ภาษาเฮบริวสัมพันธ์กับภาษา Syriac – ภาษาที่ใช้ในประเทศซีเรีย – ในบางประการเช่นเดียวกับภาษาฝรั่งเศสสัมพันธ์กับภาษาอิตาเลียน  เพราะภาษาเหล่านี้มีรากเดียวกัน แต่ผู้พูดภาษาหนึ่งไม่สามารถเข้าใจอีกภาษาหนึ่งง่ายนัก )

        บางครั้งมีคำถามเกิดขึ้น คือ พระคริสตเจ้าพูดภาษาอะไร ?   มันมีเหตุผลมากที่จะคิดว่าพระองค์พูดภาษา Syriac ที่เป็นภาษาพื้นเมือง แต่ใช้ภาษาเฮบริวที่เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ในโรงธรรมต่างๆ ที่ซึ่งพระองค์สอนท่ามกลางพวกรับไบ  และ  ในวันปาสกา (Passover) มีเหตุผลแน่นหนาที่จะคิดว่าพระองค์ใช้ภาษาเฮบริวสำหรับพิธี Seder ซึ่งเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวยิว.

        และ ภาษาอะไรที่พระคริสตเจ้าตรัสต่อหน้า ปอนติอัสปิลาต( หรือแม้กับนายทหารโรมันก่อนหน้านั้น )?   นี่ยิ่งเป็นคำถามยากมากขึ้นอีก  มันดูเหมือนไม่ใช่แบบที่ว่า ปิลาต เจ้าหน้าที่โรมัน  อาจจะลดตัวลงมาพูดภาษาของประชาชนเมืองขึ้นในธุรกิจทางราชการ   พระวรสารต่างๆมิได้เอ่ยถึงการอยู่ตรงนั้นของล่าม  แม้ความจริงนี้ผู้นิพนธ์พระวรสารอาจละเลยในรายละเอียดที่ไม่มีความหมายนัก  ดังนั้น  เป็นไปได้ว่าทั้งสองคนอาจปราณีประนอมใช้ภาษากรีกกัน  ซึ่งปกติจะใช้ในจักรภพโรมันตะวันออก  แม้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการ เช่นภาษาชนิด linqua franca”

         อย่างไรก็ดี ไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่า ทั้งสองไม่ใช้ภาษาลาติน  มีเหตุผลสมควรบางประการที่จะคิดเช่นนั้น  เป็นที่ทราบกันว่าจักรพรรดิโรมัน Tiberius (14 – 37 A.D.) หลงใหลภาษาลาตินมาก และจำเลยในศาลโรมันคงต้องถูกบังคับให้แถลงต่อศาลเป็นภาษาลาติน  จักรพรรดิ Claudius (41 – 54 B.C.) “ ไม่เพียงแต่เข้มงวดรายชื่อคณะลูกขุนให้เป็นคนเกิดในตระกูลสูง เป็นพลเมืองชั้นนำในแคว้นต่างๆของกรีก  เพราะพระองค์ไม่รู้ภาษาลาติน แต่ แม้กระทั่งตัดสิทธิพระองค์ในการเป็นพลเมือง  พระองค์จึงไม่อนุญาตให้ผู้ใดปฏิบัติทางกฎหมายปกป้องชีวิตของตนยกเว้นด้วยถ้อยคำของตนเอง  เช่นที่พระองค์สามารถทำได้  โดยปราศจากความช่วยเหลือของนักกฎหมาย ( Suetonius, Divus Claudius , XVI.2)  แม้แต่ Cleopatra (51-30 B.C.) ได้ศึกษาภาษาลาตินเพื่อจะติดต่อสัมพันธ์กับ Marc Anthony ( 83-30 B.C.)  ทั้งๆที่คนทั้งสองสามารถใช้ภาษากรีกได้อย่างง่ายดาย.

        ยิ่งกว่านั้น ปิลาตเป็นที่รู้จักกัน ทั้งในพระคัมภีร์และในประวัติศาสตร์โลก  ที่กระทำอย่างหนักมือของโรมเหนือการลุกฮือของชาวยิว  ดังนั้น  ปิลาตอาจตั้งกฎเกณฑ์บังคับใช้ภาษาของโรมในการบริหารของเขา  พระคริสตเจ้า  จากพระธรรมชาติมนุษย์ของพระองค์  แน่นอน คงต้องใช้ภาษาลาตินบ้าง  แม้จะเป็นจักรภพตะวันออก  มีความหมาย  เมื่อใครคนหนึ่งอ่านพระคัมภีร์ภาษาลาติน  ว่า  ในพระวรสารถ้อยคำลาตินของการสนทนาระหว่างพระคริสตเจ้ากับปิลาตน่าจะเป็นบันทึกต้นฉบับ  ซึ่งมีการแปลเป็นภาษากรีกเมื่อบันทึกลงในพระคัมภีร์

        เราเรียนรู้จากบทจดหมาย Epistle XII ของ Seneca นักปรัชญาและรัฐบุรุษโรมัน ถึงนักบุญเปาโล  หนึ่งในจำนวนจดหมายสิบสี่ฉบับระหว่างคนทั้งสอง ที่นักบุญเปาโล ระหว่างถูกจับกุมที่กรุงโรม  เขียนเป็นภาษาลาติน และเป็นภาษาลาตินดีมากในยุคนั้น   ภาษาลาตินของนักบุญเปาโลเพิ่มจังหวะจะโคนในเนื้อแท้ของภาษา “ เสียงอวัยวะของความเป็นลาติน ( the organ tone of  Latinity )

        ความเข้าใจผิดอีกอย่างก็คือว่า พระศาสนจักร แม้ในโรมและอิตาลี ใช้ภาษากรีกภาษาถิ่นในช่วงสองสามศตวรรษแรก  แล้ว เปลี่ยนเป็นภาษาท้องถิ่นลาติน  จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้  ข้อนี้ได้เป็นความคิดเห็นปกติของนักปราชญ์ทั้งหลาย

        อย่างไรก็ดี ประจักษ์พยานเร็วๆนี้มากมาย ในรูปแบบบันทึกภาษาลาติน ประมาณปี 79 A.D.  พบในปี 1862 ที่เมืองปอมเปอี  ชี้ถึงการใช้ภาษาลาตินในพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว  เราทราบจากกิจการอัครสาวก (Acts of he Apostles 28:13) ว่านักบุญเปาโลได้ไปเยือนนคร Puteoli ที่อยู่ใกล้ๆเป็นเวลาเจ็ดวัน   ซึ่งณที่นั้น มีชุมชนคริสตชนที่พูดภาษาลาตินแล้ว  ในบันทึก 1800 ชิ้นที่จัดลงทะเบียนไว้ในเมืองนั้น  ทั้งหมดปรากฎเป็นภาษาลาติน  ไม่มีภาษากรีกเลย.

        ในพื้นฐานการวิจัยทางวิชาการของประจักษ์พยานนี้  เป็นที่แสดงให้เห็นว่า ภาษาของพิธีกรรมคริสตชนที่โรม  จากเส้นพื้นแรกของการมีอยู่นั้น เป็นภาษาลาตินไม่ใช่ภาษากรีก.....ภาษาที่ใช้ดำเนินงานสมัยอัครสาวกไม่ใช่ภาษากรีก แต่เป็นภาษาลาติน “ (Paul Berry , The Christian Inscription at Pompeii [ Lewiston : Edwin Mellen, c. 1995])

         เป็นที่คำนึงน่าจะไม่ใช่ว่าคนโรมันอาจมีส่วนร่วมในพิธีกรรมคริสตชนที่ฉลองเป็นภาษากรีก  แม้แต่คำกรีก  Kyrie Eleison ก็ไม่ได้เติมเข้าเป็นทางการในพิธีกรรมจนถึงสิ้นศตวรรษที่ ห้า   การขับร้องเพลง สรรเสริญ Sanctus, Sanctus, Sanctus  สามารถตามรอยย้อนถึงสมัยก่อนพระสันตะปาปา Clement (91-100) และภาษาลาตินที่เข้ามาสู่คริสตชน ย้อนกลับไปสู่ยุคลาตินคลาสสิคเป็นทางการ ได้มีการเริ่มสงวนเพื่อใช้ทางศาสนาและพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์แล้ว.

Original Text in Latin >>>>>                  Sacred Languages: LATIN, GREEK, AND HEBREW

The Church regards three, and only three, languages as "sacred." These, as referred to several times in Sacred Scripture (Luke 23:38, John 19:20, Apocalypse 9:11), are Hebrew, Greek, and Latin. As history clearly shows, Providence consecrated these three languages at different periods to divine purposes. Each of these languages was, in some form, specially dedicated to religious purposes in contrast to the vernacular.

It is a common misconception that the Jews of Christ's time spoke Hebrew. They did not. When the Jews returned from the Babylonian
captivity in 538 B.C., they were speaking a form of Syriac, sometimes called Aramaic, as their vernacular. Hebrew had become a sacred language, not a vernacular, reserved for religious services and the teaching of the rabbis, much as Latin came to be used in the Roman Catholic Church. (Hebrew is related to Syriac in somewhat the same way  as French to Italian. They have a common ancestor, but the speaker of one would not easily understand the other.)

The question sometimes arises: what language did Christ speak? It seems most reasonable to think that He spoke Syriac as a vernacular, but used the sacred language Hebrew in the synagogues where He taught among the rabbis. Again, at the Passover it is most reasonable to think that he used Hebrew for the Seder, which was a sacred service for the Jews.

What language did Christ speak before Pontius Pilate (and even with the Roman centurion earlier)? This is a more difficult question. It is unlikely that Pilate, a Roman official, would have condescended to speak the language of a subject people for official business. The Gospels do not mention the presence of translators, though this fact might have been omitted as a detail of insignificance, so it would have been possible for the two to have compromised on Greek, which was commonly used in the Eastern Empire, even for official purposes, as a kind of lingua franca.

However, there is no reason to believe that the two could not have used Latin. There would be some justification for this assumption. It is known that the Roman emperor Tiberius (r. A.D. 14-37) was passionate about the Latin language, and defendants could be forced to address the courts in Latin. The emperor Claudius (r. 41-54) "not only struck from the list of jurors a man of high birth, a leading citizen of the province of Greece, because he did not know Latin, but even deprived him of the rights of citizenship, and he would not allow anyone to render at law a defense of his life except in his own words, as well as he could, without the help of a lawyer" (Suetonius, Divus Claudius, XVI.2). Even Cleopatra (51-30 B.C) studied Latin in order to negotiate with Marc Anthony (ca. 83-30 B.C), although the two could easily have used Greek.

Moreover, Pilate was known, both in the Sacred Scripture and in the  secular historians, to have laid the heavy hand of Rome upon Jewish insurrectionists. Pilate may, therefore, have been disposed to enforce the language of Rome upon his administration. Christ, from His human nature, would certainly have been exposed to at least some Latin, even in the eastern empire. There is a sense, when one reads the Latin Bible, that in the Gospels the Latin quotations of the colloquy between Christ and Pilate could  be the original, which were only afterward translated into Greek when written down.

We learn from Epistle XII of the Roman philosopher and statesman Seneca to St. Paul, one of fourteen letters between the two, that St. Paul, during his captivity in Rome, wrote in Latin, and good Latin at that. St. Paul's Latin ad a cadence intrinsic to the language, "the organ tone of
Latinity."

Another misconception is that the Church, even in Rome and Italy, used a Greek vernacular exclusively for the first two or three
centuries, then changed to a vernacular Latin. Until recently, this had been the common scholarly opinion.

More recent evidence, however, in the form of a Latin inscription of ca. A.D. 79, discovered in 1862 at Pompeii, indicates already the
liturgical use of Latin. We known from the Acts of the Apostles (28:13) that St. Paul visited the nearby city of Puteoli for seven days, where there already existed a community of Latin-speaking Christians. Of the 1800 inscriptions cataloged in that city, all appear in Latin, none in Greek.

On the basis of a scholarly analysis of this evidence, it has been demonstrated that the language of the Christian ritual at Rome, from the groundline of its existence, was Latin and not Greek.... The language that mattered in the Apostolic Age was not Greek, but Latin" (Paul Berry, The Christian Inscription at Pompeii [Lewiston: Edwin Mellen, c. 1995]).

It is regarded as highly unlikely that a Roman would participate in a Christian ritual celebrated in Greek. Even the Greek of the Kyrie
Eleison was not officially added to the liturgy until the close of the fifth century. The chanting of the Latin hymn Sanctus, Sanctus, Sanctus can be traced to a time before the papacy of Pope Clement (91-100), and a Christianized Latin, harkening back to a formal, classical Latin, was already beginning to be reserved for religious and sacred use.
 
                                                                   ลาติน :  ปัจจัยที่ขาดมิได้ของความเป็นเอกภาพ
                                                                   Latin: An Indispensable Factor of Unity
Marian T. Horvat, Ph.D.
        แจนส่งคำถามนี้ถึงดิฉัน ถามว่า : ทำไมภาษาลาตินควรจะเป็นภาษาของพิธีกรรมคาทอลิก ?
                                                                     http://tv.catholic.or.th/vdo/?id=991
        ขอให้ดิฉันตั้งสมมุติฐานบางอย่างก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน  จารีตพิธีกรรมสากลของพระศาสนจักรคาทอลิกเป็นจารีตลาติน  นี้หมายความว่าพิธีทางศาสนาทั้งหมดที่มีมาจนถึงวาติกันที่สอง – มิสซา  ศีลศักดิ์สิทธิ์  บทสดุดี บทขับทางการ ฯลฯ –จะใช้ภาษาลาตินทั้งหมด  ความจริง ภาษาลาตินมีคุณสมบัติทุกประการที่จะเป็นภาษาสากลภายในพระศาสนจักร   ในสมัยโรมัน  ภาษานี้ทำให้เกิดการรวมตัวเป็นกลุ่มชนขนาดใหญ่  ได้รับการยอมรับโดยศาสนจักรเริ่มแรกจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพ ระหว่างชาวคาทอลิกทั่วยุโรป  มันไม่ใช่สินส่วนตัวเป็นพิเศษของชาติใด  มันยังมีคุณลักษณะอื่นๆของความเป็นสากล  ลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงที่ปกป้องความบริสุทธิ์ของคำสอนของพระศาสนจักร เช่นเดียวกับรูปแบบยิ่งใหญ่ที่เหมาะกับความศรัทธาและการนมัสการพระเป็นเจ้า.

                                                                                     บทสวดภาษาลาติน
         ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ต่างกัน  พระศาสนจักรมีจารีตพิธีอื่นต่างกันอีก แล้วแต่กลุ่มคน  จารีตมารอนไนต์และเมลไคต์จะทำพิธีมิสซาเป็นภาษากรีก  กลุ่มอื่นเช่นพวกคัลเดียน คอปต์ อูเครเนียน และรัสเซียน จะใช้ภาษาของพวกเขาเองตามลำดับ   เป็นการยกเว้นที่สวยงามจากกฎเกณฑ์สำคัญ  คือ จารีตพิธีสากลของพระศาสนจักรคาทอลิกคือจารีตลาติน  สำหรับการยกเว้นทั้งหมด พวกเขายืนยันกฎเกณฑ์เข้มแข็งแทนที่จะทำให้กฎดังกล่าวอ่อนลง.

         ตั้งแต่สังคายนาวาติกันที่สองเป็นต้นมา  ภาษาลาตินถูกยกเลิกอย่างแท้จริงจากจารีตลาติน – การกระทำที่ขัดแย้งกับคนทั่วไปอย่างน่าเอาใจใส่ ใช่ไหม?  มันได้รับการแทนที่ด้วยภาษาชาวบ้าน – ภาษาของท้องถิ่น – ในพิธีมิสซาและส่วนใหญ่ในพิธีกรรมอื่นๆ มีผลลัพท์ที่ตามมาเป็นภัยพิบัติมากมายจากมาตรการที่คิดผิดนี้    ตรงนี้ขอให้ฉันตรวจสอบเรื่องหนึ่ง  ความเสียหายต่อเครื่องหมายที่สำคัญและใช้กันมานานของพระศาสนจักร นั่นคือ ความเป็นเอกภาพ.

                                                                    มิสซาใหม่ทำตรงไหนก็ได้ ไม่ต้องมีแบบแผน
                                                                    ใช้เครื่องดนตรีแบบไหนก็ได้ ไม่ต้องใช้ออร์แกน

          ก็เพราะสังคายนาวาติกันที่สองนั่นเอง  ที่ทำให้มิสซาดั้งเดิมที่ชวนศรัทธา พังทะลายลง  จนขณะนี้ แม้พระสันตะปาปาเบเนดิกต์จะพยายามฟื้นฟู  ในการใช้ภาษาลาตินทั่วศาสนจักรโรมันคาทอลิก  แต่ ต้องพยายามเป็นอย่างมากและไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากคาทอลิกรุ่นใหม่ปัจจุบันนี้  เนื่องจากคนรุ่นใหม่นี้ ไม่ประสีประสากับภาษาลาติน ของพิธีกรรมทางศาสนาดั้งเดิมเลย หนทางดียวที่จะกลับมาเข้มแข็งเพื่อแสดงเอกภาพความเป็นหนึ่งอีกครั้ง  คงต้องใช้เวลาอีกนาน - นานเท่าใดไม่มีใครเดาได้ - ครับ.
                                                                             ช๊อบปิงหามิสซาสมบูรณ์ครบครัน
                                                                           Shopping for the perfect Mass

        ในมือฉัน มีบทความ “ ช๊อบปิงหามิสซาสมบูรณ์ครบครัน “ ผู้เขียนคือ Msgr.Owen Campion แสดงหัวข้อเรื่องของความเป็นเอกภาพ  ท่านบ่นว่า ในวัดศูนย์กลางเมืองหลวงขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง  ประขาชนจาก 30 หัวเมืองรอบๆ มาร่วมพิธีมิสซาในวัดเก่า เพราะว่าพระสงฆ์ถวายมิสซาใหม่(Novus Ordo Mass)” แบบจารีตดั้งเดิม “ ด้วยดนตรีศักดิ์สิทธิ์ สง่างาม  หลายคนขับรถมาไกลหลายไมล์มาที่นั่น  ขับผ่านวัดหลายวัดในท้องที่ต่างๆโดยไม่คิดคำนึงอะไรอีก  เรื่องนี้ทำความไม่สบายใจแก่ Msgr. Campion ที่สุด  ท่านชี้ว่า หลายชั่วอายุคน  ชาวคาทอลิกในประเทศนี้จะไปฟังมิสซาตามวัดทางภูมิศาสตร์ของเขาเป็นประจำ

         ข้อนี้ออกจะจริง   ฉันจำสตรีโปแลนด์สามคนในเมือง Kansas City ได้ พวกเธอโชคไม่ดีที่มาอยู่อาศัยห้องหลายห้อง นอกขอบเขตของขอบเขตสังฆมณฑลสำหรับวัดโปแลนด์คือวัด St. Benedict   และดังนั้น  โดยหน้าที่ พวกเธอ น่าเสียใจ  ต้องกลายเป็นสมาชิกของวัดเยอรมันแห่ง St. Anthony  ซึ่งพรมแดนทางภูมิศาสตร์ทำให้พวกเธอต้องเข้าไปสังกัดวัดนั้น  แต่ พูดก็พูดเถอะ  มิสซาก็เหมือนกันทุกแห่งในโลก.

        ไม่ว่าวัดจะเป็นโปแลนด์ หรือเยอรมัน หรือฝรั่งเศส ( หรือกรุงเทพ ) ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสหรัฐ อิตาลี หรืออาฟริกา ( หรือประเทศไทย ) คาทอลิกคนหนึ่งจะพบพิธีกรรมลาตินเดียวกัน  จากขั้วโลกสู่ขั้วโลก จากตะวันออกสู่ตะวันตก  คาทอลิกนั้นจะไม่ใช่คนต่างชาติแปลกหน้าที่ใดเลย เพราะเขา/เธอสามารถเข้าวัดคาทอลิกและฟังพิธีมิสซาเดียวกันในภาษาเดียวกัน และเคล้าเสียงของเขากับผู้คนที่เป็นพี่น้องของเขา  การใช้ภาษาลาตินในทุกประเทศที่เดินตามจารีตลาตินมาหลายศตวรรษ เป็นดังพันธะของความเป็นเอกภาพในพระศาสนจักร.

        เพื่อชม video missa ข้างล่างนี้ ใช้  Fire Fox  หรือ Google Chrome ก็ได้ ครับ :

                                    "http://www.youtube.com/v/c32brXXx5k8?version=3&hl=th_TH">

        พระสันตะปาปาปีโอที่ 11 ยืนยันข้อนี้อย่างชัดเจนในปี 1922 ในสมณสาส์น Officium Omnium ว่า “ ถูกต้องเที่ยงตรง เพราะว่า พระศาสนจักรรวมเอาทุกชาติทั้งโลกและวางวัตถุประสงค์ที่จะอยู่ชั่วกาลนานจนสิ้นสุดเวลาในโลก พระศาสนจักร.... โดยธรรมชาติแท้จริง  ต้องการภาษาหนึ่งซึ่งเป็นภาษาสากล  เปลี่ยนรูปไม่ได้ และ ไม่ใช่ภาษาถิ่นใด “  ภาษาที่ว่านั้นคือภาษาลาติน  ซึ่งก่อตั้งพันธะของพลังมหาศาลยิ่งยวดในการรวบรวมวัดต่าง ๆจากประเทศไกลสุดของเอเชีย หรือหมู่บ้านบนเขาสูงแห่งเปรู อเมริกาใต้ หรือที่อื่นใดทั่วโลกเข้ารวมศูนย์กลางสากลในโรม อันแสดงถึงความเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวกัน.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 07, 2019, 09:09:59 PM โดย Petervich » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: