หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ลัทธิสมัยใหม่นิยม Modernism: การสังเคราะห์ลัทธิเฮเรติกทั้งหมด  (อ่าน 117 ครั้ง)
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2106



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: กันยายน 18, 2019, 11:36:48 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                     ลัทธิสมัยใหม่นิยม: การสังเคราะห์ลัทธิเฮเรติกทั้งหมด
                                                                   MODERNISM: THE SYNTHESIS OF ALL HERESIES
 by Michael Lofton  •  ChurchMilitant.com  •  April 25, 2015     
An Overview of Modernism ลักษณะทั่วไปของลัทธิสมัยใหม่นิยม

Have you ever encountered someone in the Church who said it doesn't matter what religion you believe, or that truth is subjective? If so, you have probably encountered a Modernist.                                                                                             คุณเคยเจอใครบางคนในวัดที่กล่าวว่า มันไม่เป็นไรเกี่ยวกับศาสนาที่คุณเชื่อถือ หรือว่า ความจริงเป็นเรื่องจิตใจของคน? ถ้าเป็นเช่นนั้น บางทีคุณอาจได้พบนักสมัยใหม่นิยมคนหนึ่งแล้ว.

What Is Modernism? ลัทธิสมัยใหม่นิยมคืออะไร?
By its very nature, Modernism — the sythesis of all heresies, according to Pope St. Pius X — is hard to define because it doesn’t have an official creed. For this reason, it is like nailing jelly to a wall. There are some basic components to Modernism, however, some of which are as follows:                                          โดยธรรมชาติของมัน ลัทธิสมัยใหม่นิยม–คือการประกอบขึ้นของลัทธิเฮเรติกทั้งหมด ตามที่โป๊บนักบุญ ปีโอกล่าว – ยากที่จะจำกัดความ เพราะว่าไม่มีความเชื่อเป็นทางการ  ด้วยเหตุผลนี้ มันคล้ายๆกับตอกวุ้นใส่เข้าไปในกำแพง  อย่างไรก็ดี มีส่วนประกอบพื้นฐานบางประการสำหรับลัทธิสมัยใหม่นิยม บางประการมีดังนี้:
1.   All religions are equal. For the Modernist, it doesn't matter if you are a Catholic, Muslim, Hindu, Wiccan or snake handler; all that matters is that one is religious in some way, since all religious paths lead to God. Clearly, this is at odds with Jesus Christ, Who said, "I am the way, and the truth, and the life. No man cometh to the Father, but by me" (John 14:6). It is also at odds with what the Catholic Church teaches in the Catechism: "Basing itself on Scripture and Tradition, the Council teaches that the Church, a pilgrim now on earth, is necessary for salvation: the one Christ is the mediator and the way of salvation; he is present to us in his body which is the Church.                                                                                    ทุกศาสนาเท่าเสมอกัน  เพราะว่า คนสมัยใหม่ มันไม่เป็นไรถ้าคุณเป็นคาทอลิก มุสลิม ฮินดู วิก แกน หรือนักจับงู  ทั้งหมดที่เป็นเรื่องก็คือว่า คนหนึ่งเป็นคนถือศาสนาบ้าง โดยที่หนทางของศาสนาทั้งหมดล้วนนำไปสู่พระเจ้า  ชัดเจน ข้อนี้ขัดแย้งกับพระเยซูคริสตเจ้า ซึ่งตรัสว่า “เราเป็นหนทาง ความจริงและชีวิต ไม่มีใครไปเฝ้าพระบิดาได้ นอกจากผ่านทางเรา” (ยอห์น 14:6)  มันยังขัดแย้งกับสิ่งที่พระศาสนจักรสอนในหนังสือคำสอน:”โดยวางพื้นฐานบนพระคัมภีร์และจารีตประเพณี สังคายนาสอนว่าพระศาสนจักร ตอนนี้กำลังเป็นผู้จาริกบนโลก เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการช่วยให้รอด:พระคริสตเจ้าพระองค์หนึ่งเป็นคนกลางและหนทางแห่งการช่วยให้รอด พระองค์ อยู่กับเราในปัจจุบันในร่างของพระองค์ซึ่งก็คือพระศาสนจักรนั่นเอง.

2.   He himself explicitly asserted the necessity of faith and Baptism, and thereby affirmed at the same time the necessity of the Church which men enter through Baptism as through a door. Hence they could not be saved who, knowing that the Catholic Church was founded as necessary by God through Christ, would refuse either to enter it or to remain in it" (846).     ตัวพระองค์เองได้สอดใส่อย่างชัดเจนซึ่งความจำเป็นของความเชื่อและศีลล้างบาป และโดยนัยนี้ได้ยืนยันในเวลาเดียวกันถึงความจำเป็นของศาสนจักร ซึ่งมนุษย์เข้ามาผ่านทางศีลล้างบาปประหนึ่งประตูทางเข้า  ที่นี่พวกเขาไม่สามารถถูกช่วยให้รอด ผู้ใดที่ โดยรู้ว่าพระศาสนจักรคาทอลิกได้รับการก่อตั้งด้วยความจำเป็น โดยพระเจ้าผ่านทางพระคริสตเจ้า ควรจะปฏิเสธทั้งที่เข้าไปที่นั่นหรือทั้งคงอยู่ที่นั่น” (846)

3.   Religion is not about dogma but about sentimentality and feelings. For the Modernist, religion is essentially about what makes you feel good; if Christianity, or any other religion, is what makes you feel good and more in touch with the Divine, then it is true for you. In other words, religion does not consist of creeds or objective truth but of feelings.  As we saw in John 14:6, quoted above, truth isn't subjective but is found only in Jesus and His Church.                                                         ศาสนาไม่ใช่ที่เกี่ยวกับข้อความเชื่อ แต่เกี่ยวกับความรู้สึกและความนึกคิดในใจ สำหรับพวกนักสมัยใหม่นิยม ศาสนาเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณรู้สึกดี  ถ้าคริสตศาสนา หรือศาสนาอื่นใด เป็นสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีและแตะต้องมากขึ้นกับพระเจ้า ถ้าเช่นนั้นก็เป็นของจริงสำหรับคุณ พูดอีกอย่าง ศาสนามิได้ประกอบด้วยบรรดาข้อความเชื่อหรือความจริงที่เป็นเป้าหมาย แต่เป็นความรู้สึก  ดังที่เราได้เห็นใน พระวรสาร ยอห์น 14: 6 ที่ระบุข้างบน ความจริงมิใช่เป้าประสงค์ แต่จะพบเพียงในพระเยซูเจ้าและพระศาสนจักรของพระองค์เท่านั้น.

4.   The historical Jesus is not necessarily the Jesus of the Gospels. This means the Scriptures are not necessarily reliable from an historical perspective, according to the Modernist. For example, the Modernist would say that Jesus may not have truly risen from the dead. According to this view, the Resurrection mentioned in Scripture was essentially the way the Apostles chose to communicate the belief that Jesus continues to live in our hearts after His crucifixion. This is completely at odds with St. Paul, who said, "And if Christ be not risen again, your faith is vain, for you are yet in your sins" (1 Corinthians 15:17).                                                       พระเยซูในประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเป็นพระเยซูแห่งพระวรสาร ข้อนี้หมายความว่าพระคัมภีร์ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทัศนะทางประวัติศาสตร์ตามพวกสมัยใหม่นิยม  ตัวอย่างเช่น พวกสมัยใหม่นิยมอาจกล่าวว่า พระเยซูเจ้าอาจมิได้ฟื้นคืนจากความตายอย่างแท้จริง  ตามทัศนะนี้ การกลับคืนชีพที่ระบุในพระคัมภีร์เป็นวิธีสำคัญที่บรรดาอัครสาวกเลือกเพื่อสื่อสารความเชื่อที่ว่าพระเยซูเจ้ายังคงเจริญชีวิตในดวงใจของพวกเราหลังการถูกตรึงกางเขนของพระองค์  ข้อนี้ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับนักบุญเปาโล ซึ่งกล่าวว่า “ถ้าพระคริสตเจ้ามิได้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ ความเชื่อของท่านก็ไร้ความหมาย เพราะว่าพวกท่านคงอยู่ในบาป.” (1 โครินธ์ 15:17).

5.   Doctrine evolves. The Modernist says that in previous centuries, the dogmas of the Faith, such as the dogmas of the Trinity, were true, but since dogma evolves, it may no longer be true today. For the Modernist, dogma evolves into whatever accommodates the needs of the current culture. This is refuted by the fact that the dogmas of the Faith are revealed by God, and God cannot contradict Himself.                                  คำสอนพัฒนาไป นักสมัยใหม่นิยมกล่าวว่าในศตวรรษก่อน  ข้อต้องเชื่อของความเชื่อ เช่นข้อต้องเชื่อของพระตรีเอกภาพเป็นความจริง แต่ตั้งแต่ข้อต้องเชื่อพัฒนาไป มันอาจจะไม่จริงวันนี้  สำหรับพวกนิยมใหม่ ข้อต้องเชื่อพัฒนาไปสู่อะไรก็ตามที่อำนวยความสะดวกความต้องการของวัฒนธรรมปัจจุบัน นี้ถูกพิสูจน์ว่าไม่จริงโดยความจริงที่ว่าข้อต้องเชื่อของความเชื่อถูกเปิดสำแดงโดยพระเจ้า และพระเจ้าไม่สามารถขัดแย้งกับตัวพระองค์เอง.

6.   Orthodox terminology is maintained, but the definitions of the terms are changed.Words like "God," "Resurrection," "Trinity," and "salvation" are all used by the Modernist, but what they mean by these terms has nothing to do with what these terms have traditionally meant in the history of the Church. For this reason, Modernists may appear to be orthodox, but one eventually discovers their true nature once they dig more deeply into the meaning of the terminology they use. This view of dogma was refuted by the First Vatican Council: "Hence, too, that meaning of the sacred dogmas is ever to be maintained which has once been declared by holy mother church, and there must never be any abandonment of this sense under the pretext or in the name of a more profound understanding" (On Faith and Reason, 14).                                เรื่องการใช้ถ้อยคำอย่างปกติชนได้รับการปฏิบัติมั่นคง แต่คำจำกัดความของถ้อยคำมีการเปลี่ยนแปลง  คำอย่างเช่น “พระเจ้า” “การกลับคืนชีพ” “พระตรีเอกภาพ”และ “การช่วยให้รอด” ทั้งหมดถูกใช้จากพวกสมัยใหม่นิยม แต่สิ่งที่พวกเขาหมายด้วยคำเหล่านี้ไม่มีอะไร่กี่ยวกับสิ่งที่คำเหล่านี้มีความหมายตามธรรมประเพณีในประวัติศาสตร์ของศาสนจักร  เพราะเหตุผลข้อนี้ พวกนิยมสมัยใหม่อาจปรากฎว่าเป็นคนแบบปกติชนทั้งหลาย แต่ในขั้นสุดท้าย มีคนพบว่าธรรมชาติแท้จริงของพวกเขาที่ครั้งหนึ่งพวกเขาขุดลึกมากเข้าสู่ความหมายของการใช้ถ้อยคำของพวกเขา ทัศนะนี้ของข้อความที่ต้องเชื่อ ถูกพิสูจน์ว่าไม่จริงโดยสังคายนาวาติกันครั้งที่หนึ่ง : “ที่นี่ ด้วย ความหมายนั้นของข้อความศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเชื่อ ผ่านไปสู่การเป็นที่ต้องค้ำจุณ ซึ่งครั้งหนึ่งถูกประกาศโดยศาสนจักรมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ และจะต้องไม่เคยมีการทอดทิ้งใดๆของความหมายนี้ ภายใต้ข้ออ้างแก้ตัวหรือในนามของความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกว่านี้” (ว่าด้วยความเชื่อและเหตุผล 14)

The Origins of Modernism กำเนิดของลัทธิสมัยใหม่นิยม
1.   The Protestant Revolution. For the Protestant, the individual rejects the Magisterium established by Christ and replaces it with the individual. Given this view, it was only a matter of time that the individual would be elevated to a position to interpret and define all matters of faith and morals forhimself.                                                                                                   วิวัฒนาการโปรเตสตันท์ สำหรับชาวโปรเตสตันท์ เอกัตบุคคลไม่ยอมรับอำนาจบริหารศาสนจักรที่สถาปนาจากพระคริสตเจ้าและแทนที่ด้วยเอกัตบุคคลเอง  โดยที่ให้ทัศนะแบบนี้ มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาที่เอกัตบุคคลอาจถูกยกขึ้นสู่สถานะที่แปลและจำกัดความทุกเรื่องของความเชื่อและจริยธรรมสำหรับตัวเขาเอง.
2.   The Enlightenment. The Enlightenment rejected all divine revelation and exalted man's ability, by reason alone, to determine what is true in matters of faith and morals. This eventually led to the Modernist view that the individual, and not God or Magisterium, determines what is true.      ยุคภูมิปัญญา ยุคภูมิปัญญาไม่ยอมรับการไขแสดงจากพระเจ้าทั้งหมด และยกชูความสามารถของมนุษย์แทน โดยเหคุผลอย่างเดียว เพื่อตกลงว่าอะไรเป็นจริงในเรื่องของความเชื่อและจริยธรรม  สิ่งนี้ ในที่สุด นำไปสู่ทัศนะแบบนิยมสมัยใหม่ที่ว่าเอกัตบุคคล และไม่ใช่พระเจ้าหรืออำนาจบริหารศาสนจักร ตัดสินตกลงใจว่าอะไรเป็นจริง.
3.   Early 20th-Century Theologians. Modernism was especially made popular by early 20th-century theologians like Alfred Loisy and George Tyrrell, among others. These men were eventually excommunicated for their espousal of Modernism.                                                                นักเทววิทยาต้นศตวรรษที่ 20 ลัทธิสมัยใหม่นิยม เป็นพิเศษทำให้เป็นที่นิยมแพร่หลาย จากนักเทววิทยาต้นศตวรรษที่ 20 เช่น อัลเฟรด ลอยซี และจอร์จ ทีเรลล์ ท่ามกลางคนอื่นๆ  คนเหล่านี้ในที่สุดถูกตัดขาดจากพระศาสนจักรเพราะการยึดถือลัทธิสมัยใหม่นิยมของพวกเขา.
 
Modernism in the Church Today ลัทธิสมัยใหม่นิยมในพระศาสนจักรทุกวันนี้
1.   Modernism in the Liturgy. Modernists do not see the liturgy of the Church as the primary way to worship God. Instead, they see it as an opportunity for man to gather together for purposes other than the worship of God. Thus, they think the liturgy shouldn't be primarily about what God wants, but about what modern man likes. For the Modernist, liturgy is primarily about sentimentality and not the worship of God.             การนิยมสมัยใหม่ในพิธีกรรม  พวกสมัยใหม่นิยมไม่เห็นพิธีกรรมของศาสนจักรเป็นประหนึ่งหนทางแรกเพื่อนมัสการพระเจ้า  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาเห็นเป็นโอกาสสำหรับมนุษย์ที่จะรวบรวมเข้าด้วยกันเพื่อวัตถุประสงค์อื่นมากกว่าจะนมัสการพระเจ้า  ดังนั้น พวกเขาคิดว่าพิธีกรรมไม่ควรจะเป็นสิ่งแรกเกี่ยวกับที่พระเจ้าทรงประสงค์ แต่ต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์สมัยใหม่ชอบ  สำหรับพวกนิยมสมัยใหม่  พิธีกรรม เริ่มแรก ต้องเกี่ยวกับความรู้สึกในความต้องการของตน ไม่ใช่การนมัสการพระเจ้า.
2.   Modernism in Dogma.  Another prevalent example of Modernism in the Church today is the "hermeneutic of discontinuity." This is the view that sees everything before Vatican II as obsolete. In other words, since doctrine evolves for the Modernist, the things that were true before Vatican II do not necessarily apply to the Church after Vatican II. For the Modernist, a new Church was created after Vatican II, and this Church has new truths that are not necessarily the same as those before Vatican II (e.g., Karl Rahner's view of Vatican II, refuted here).                                      การนิยมสมัยใหม่ในข้อความเชื่อ ตัวอย่างของความเป็นต่ออื่นๆของลัทธิสมัยนิยมในศาสนจักรปัจจุบันก็คือ “วิทยาแห่งการแปลของความไม่ต่อเนื่อง” นี้เป็นทัศนคติที่ว่าเห็นทุกอย่างก่อนสังคายนาวาติกันที่ II เป็นประหนึ่งสิ่งพ้นสมัยไปแล้ว  พูดอีกอย่าง ตั้งแต่คำสอนวิวัฒน์สำหรับนักสมัยนิยม  สิ่งที่เป็นจริงก่อนสังคายนาวาติกันที่ II ไม่จำเป็นต้องปรับให้เข้ากับพระศาสนจักรหลังวาติกันที่ II  และศาสนจักรนี้มีความจริงใหม่ ที่ไม่จำเป็นจะอย่างเดียวเหมือนความจริงเหล่านั้นก่อนสังคายนาวาติกันที่ II (ตัวอย่าง Karl Rahner's view of Vatican II, refuted here).

3.   Modernism in Scripture Studies. Modernism has infected the Church in Scripture studies by what is called Higher Criticism.  Higher Criticism is an approach to Scripture that often questions the historicity of events mentioned in Scripture. A recent example of the heresy of Modernism in Scripture studies is Cardinal Kasper, who openly denies the historicity of the miracles of Christ (see here for more)                                                                             การนิยมสมัยใหม่ในการศึกษาพระคัมภีร์ ลัทธิสมัยใหม่นิยม ได้ทำให้พระศาสนจักรติดเชื้อในการศึกษาพระคัมภีร์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ขั้นสูงกว่า  การวิพากษ์วิจารณ์ขั้นสูงกว่าเป็นการเข้าไปใกล้พระคัมภีร์ที่บ่อยมากคือคำถามเรื่องหลักฐานในประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ ตัวอย่างใหม่ๆของความเป็นเฮเรติกของลัทธิสมัยใหม่นิยมในการศึกษาพระคัมภีร์ก็คือพระคาร์ดินัลกาสแปร์ ซึ่งปฏิเสธอย่างเปิดเผยเรื่องหลักฐานทางประวัติศาสตร์การทำอ้ศจรรย์ของพระคริสต์ ((ดูที่นี่เพื่อข้อมูลมากกว่านี้)

Magisterial Responses to Modernism คำตอบของผู้บริหารศาสนจักรต่อความนิยมสมัยใหม่
The Church has officially condemned Modernism in the following documents: พระศาสนจักร อย่างเป็นทางการ ได้ประนามลัทธินิยมสมัยใหม่ในเอกสารดังต่อไปนี้:
1.   Lamentabili Sane, Pope St. Pius X (1907)
2.   Paschendi Dominici Gregis, Pope St. Pius X (1907)

 
       
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: