หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิรัชต์ฉะพวกล้มสถาบัน ยันไม่ให้แก้มาตรา 1  (อ่าน 274 ครั้ง)
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2116



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 12, 2019, 08:56:34 AM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                        อภิรัชต์ฉะพวกล้มสถาบัน ยันไม่ให้แก้มาตรา 1
ไทยรัฐฉบับพิมพ์
12 ต.ค. 2562 05:01 น
ข้องใจคนคบโจชัวหว่อง ‘ชูวิทย์’ ผสมโรงแฉสีส้ม! ‘ธนาธร’ โต้แค่ถ่ายรูปกัน ไม่ได้เกี่ยว-ม็อบฮ่องกง กกต.รีบดู ‘ข้อกม.เอาผิด’

“บิ๊กแดง” ออกโรงข่มขวัญห้ามแตะมาตรา 1 ลั่นถึงตายก็มีทหารรุ่นใหม่ขวางแทน จวกพวกหนักแผ่นดิน เชื่อ 3 กลุ่ม “ซ้ายจัดดัดจริต นักการเมืองเกาะแข้งเกาะขา ฮ่องเต้ซินโดรม” จ้องฝังหัวคนรุ่นใหม่ล้มล้างสถาบัน “วัฒนา” ตอกกลับ ผบ.ทบ.ปลุกผีคอมมิวนิสต์เก่าถ่วงความเจริญ “บิ๊กตู่” ติ๊ดชึ่งนักการเมืองหนุนม็อบเป็นเรื่องของฮ่องกง “บิ๊กป้อม” ลั่นใครจุ้นจีนก็ช่างรัฐบาลไม่เกี่ยว ผบ.ทบ.ข้องใจบางคนไปสมคบ “โจชัว หว่อง” วางแผนอะไร หวั่นโซเชียลปั่นกระแสฮ่องกงโมเดลลามมาไทย “ชูวิทย์” ผสมโรงช่วยเฉลย “คนพรรคสีส้ม” “วรงค์” โพสต์รูปคู่ “ธนาธร” ชักศึกเข้าบ้าน กกต.ขยับขอเช็กข้อกฎหมายเอาผิด “ธนาธร” ปัดไม่เกี่ยวม็อบฮ่องกง ติงอย่าเอาแค่รูปมาสร้างกระแสเกลียดชัง ขณะที่พปชร.เคลื่อนไหวเฟ้นคนลงผู้ว่าฯ กทม. รู้แกว พท.ฮั้วเทคะแนนให้ “ชัชชาติ”

ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านที่แจ้งความกันไปมากรณีการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญที่พาดพิงถึงมาตรา 1 ล่าสุด พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. มาตามนัดจัดบรรยายพิเศษหัวข้อ “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” สะท้อนมุมมองด้านความมั่นคงและการเมืองอย่างเผ็ดร้อน

“บิ๊กแดง” ชี้สงครามปัจจุบันซับซ้อน
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ต.ค. ที่หอประชุมกิตติขจร ภายในกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) มีการบรรยายพิเศษโดย พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ในหัวข้อ “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” โดยเชิญนักเรียน นักศึกษา ครูอาจารย์ ผู้นำองค์กร ผู้นำมวลชนรอบ บก.ทบ. รวมทั้งศิลปินดารา อาทิ นางสินจัย และนายฉัตรชัย เปล่งพานิช นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.และสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ร่วมฟัง พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์บ้านเมืองทั้งภายในและนอกประเทศเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กองทัพบกจำเป็นต้องปรับองค์กรและภารกิจให้สอดคล้องโดยยึดมั่นในการดำรงไว้ซึ่งความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดจนการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนในทุกโอกาส ปัจจุบันสงครามมีความซับซ้อนเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ขาดความสามัคคี การก่อการร้าย สงครามการค้าและความขัดแย้งของคนในชาติ ที่เกิดจากการปลุกปั่นของคนในชาติกันเอง

ขุดอดีต “ทักษิณ” จุดไฟใต้รอบใหม่
พล.อ.อภิรัชต์กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาภาคใต้ เริ่มจากปี 2545 ยุคของรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประกาศยุบศูนย์บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมกับประกาศว่า “ไม่มีโจรก่อการร้ายอีกแล้ว พวกที่เหลือเป็นแค่เพียงโจรกระจอก” หลังจากนั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเริ่มยุทธการใบไม้ร่วง ลอบยิงวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ที่สะเทือนใจทหารคือ 4 ม.ค.2547 เหตุการณ์ปล้นปืน 431 กระบอก ที่กองพันพัฒนาที่ 4 เจาะไอร้อง นราธิวาส ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความรุนแรงรอบใหม่ หลังจากนั้นรัฐบาลสั่งจัดหน่วยทหารเฉพาะกิจจากกรมทหารราบ กองทัพภาคที่ 1, 2 และกองทัพภาคที่ 3 ลงไปดูแล 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐน้อมนำพระราชดำรัส เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นไฟส่องทาง และในปี 2557 ยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ สถานการณ์ภาคใต้เริ่มดีขึ้น รัฐบาลสั่งลดกำลังทหารทยอยออกจากพื้นที่ทั้งหมด เหลือแต่ทหารในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4

ลั่นไม่มีวันให้แบ่งแยกแก้มาตรา 1
พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า ตนมีความโชคดีเคยปฏิบัติงานใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ 1 ปี 2 เดือน ที่สำคัญการต่อสู้ในพื้นที่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าไหนคือประชาชนหรือผู้ก่อการร้าย เพราะแต่งตัวเหมือนกัน ความกดดันจึงอยู่ที่เจ้าหน้าที่ ผู้ที่ต้องการโจมตีพยายามสร้างตัวเลขให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ตนบอกได้เลยว่าฝ่ายความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ รวมถึงตนจะไม่วางมือโดยเด็ดขาดว่ากลุ่มคนเหล่านี้เชื่อมโยงกับใคร ที่มีการยกประเด็นมาตรา 1 ในรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ขอย้ำว่าตนไม่ได้บอกว่ารัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ แต่มาตรา 1 เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติเกี่ยวกับเลือดเนื้อ ชีวิตของบรรพบุรุษที่รักษาขวานทองไว้ บอกได้เลยว่าไม่มีวัน ถึงตนตายไปทหารรุ่นใหม่จะเกิดขึ้นมาทดแทน ในโลกนี้ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนของประเทศใด ที่สามารถแบ่งแยกดินแดนได้ไม่มี มันจบแล้ว จะแก้มาตราใดก็แก้ถ้าแก้มาตราที่ 1 จะกระทบกับมาตราอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นี้คือความชาญฉลาดของพวกนักวิชาการ ที่ไม่พูดตรงๆออกมาว่าอยากทำอะไรแก้อะไร ย้ำว่าไม่ได้มาขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ ตนไม่ยุ่งกับการเมือง แต่นี่คือเรื่องของฝ่ายมั่นคง

จวกพวกโจมตีทหารหนักแผ่นดิน
พล.อ.อภิรัชต์กล่าวอีกว่า ทหารเป็นเป้าถูกโจมตีมาตลอด ทุกยุค ทุกสมัย ขอให้จำไว้ทหารทุกคนไม่ว่าใครจะมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ทหาร พลเรือน ผู้ชายหรือผู้หญิง พวกตนก็รับใช้ทำงานให้ตามรัฐธรรมนูญ ไม่เลือกปฏิบัติหรือเลือกนาย แต่กลุ่มคนพวกนี้รู้ดี ไม่ได้มองทหารปกป้องรัฐธรรมนูญหรือประเทศชาติ แต่มองทหารเป็นอุปสรรคประชาธิปไตย ทั้งๆที่ทหารคือประชาชนเหมือนกัน จึงมีความพยายามโจมตีทหาร เพราะทหารคือเสาหลักความมั่นคงป้องกันอธิปไตย จึงมีวาทกรรมทุกครั้งหวังผลทางการเมือง เอาใจน้องๆวัยรุ่น ไม่ต้องเกณฑ์ทหารบ้างล่ะ ลดงบฯกองทัพบก งบฯ กลาโหม จัดซื้ออาวุธทำไม หนักแผ่นดิน ประเทศไทย เปรียบเหมือนบ้านหลังใหญ่ เหนือหลังคาขึ้นไปคือสถาบันพระมหากษัตริย์

ป้องอำนาจตุลาการเงินซื้อไม่ได้
พล.อ.อภิรัชต์กล่าวด้วยว่า คนไทยทุกคน เป็นเจ้าของอำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ สำคัญสุดมีความพยายามทุกรูปแบบ ทำให้อำนาจตุลาการขาดความน่าเชื่อถือ จำได้ว่าประมาณปี 2545-2546 ได้เข้าไปติดตามสถานการณ์หลังมี การตัดสินยุบพรรคการเมืองหนึ่งเริ่มมีความไม่พอใจ แสดงออกในรูปแบบต่างๆ พยายามแทรกแซงผู้พิพากษา ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ บางคนถูกตัดสินแต่ไม่อยู่ยอมรับผิด เงินซื้ออะไรก็ได้ แต่เงินซื้อความยุติธรรมในประเทศไทยไม่ได้ ถ้าเราไม่นึกถึงอำนาจศาลตุลาการจะมีโจรทั่วบ้านทั่วเมือง ใครมีเงินทำผิดหนีไปต่างประเทศ จะยอมให้ 3 เสาหลักนี้ถูกเซาะกร่อน แล้วบ้านหลังนี้จะอยู่อย่างไร

ห่วงพวกซ้ายจัดฝังหัวคนรุ่นใหม่
ผบ.ทบ.กล่าวว่า ประเทศไทยน่าห่วงเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อที่เป็นกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่ไม่ได้กลับตัวกลับใจ ยังมีแนวความคิดล้มล้างระบอบสถาบันพระมหากษัตริย์ทำให้ประเทศไทยเป็นรูปแบบ คอมมิวนิสต์ คนพวกนี้อายุมากแล้วไม่ออกตัวแต่เป็นมาสเตอร์มายด์คือ นักวิชาการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น และผนึกกำลังไร้จรรยาบรรณ ปลูกฝังนักเรียนสิ่งที่ผิดเด็กก็ต้องเชื่อ เป็นความคิดของกลุ่มคอมมิวนิสต์เดิมที่อยู่ในฐานะมาสเตอร์มายด์กับครูอาจารย์ที่ไปเรียนต่างประเทศเป็นพวกซ้ายจัด เรียนในประเทศที่เคยล่าอาณานิคม รวมกันสร้างโฆษณาชวนเชื่อ แล้วนำแนวความคิดของตัวเองผ่านโซเชียล ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ออกข่าวลวงเฟกนิวส์ หรือแม้แต่การสร้างสัญลักษณ์เพื่อให้เป็นที่จดจำ เช่น เสื้อเหลือง เสื้อแดง ชู 3 นิ้ว ใช้บุคคลต่างประเทศ องค์กรอิสระยกระดับเหตุการณ์และความสำคัญของกลุ่มตัวเองขึ้นมา เช่น การนำฝรั่งมาถ่ายรูปที่หน้าโรงพัก หรือนำมายืนอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุมให้เห็นเป็นสากล มีความรุนแรงการโจมตีด้านไซเบอร์ และทุกครั้งที่ประเทศบ้านเมืองเกิดภัยพิบัติหรือเกิดความวุ่นวาย คนที่เป็นหัวหน้าพรรคแกนนำคนสำคัญหนีกันไปหมด ปล่อยให้ลูกน้องติดคุกติดคดีขึ้นศาล คนร่วมชุมนุมกลับไปจนเหมือนเดิม

ไม่เคียงข้าง 3 กลุ่มล้มล้างสถาบัน
พล.อ.อภิรัชต์กล่าวต่อว่า ขอถามว่าปัญหาเรื่องความมั่นคงจะให้ใครแก้ ให้นักวิชาการหรืออาจารย์ที่คบคิดกับพวกคอมมิวนิสต์กับนักเรียนนอกซ้ายจัดดัดจริต ที่เรียนมาจากประเทศที่ล่าอาณานิคม อบรมสั่งสอนไร้จรรยาบรรณชอบอ้างเลข 2475 ว่าเป็นนักประชาธิปไตย แต่มีวาทกรรมจาบจ้วง หรือเลือกกลุ่มนักการเมืองที่มุ่งหาประโยชน์ส่วนตัวพวกพ้อง และยังมีนักการเมืองบางคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่เคยเกาะแข้งเกาะขานายทหารใหญ่ที่เป็นพ่อของตน ตั้งพรรคมาจนบัดนี้เป็นใหญ่เป็นโต นำเรื่องศาสนาและแบ่งแยกดินแดนมาเป็นเครื่องมือเพื่อหาเสียง หรือเชื่อกลุ่มนักการเมืองที่เป็นผึ้งแตกรัง ลูกพี่ใหญ่หนีคดีไปต่างประเทศหรือจะเชื่อนักธุรกิจที่เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทอง ชีวิตไม่เคยลำบาก เหมือนพวก “ฮ่องเต้ซินโดรม” เคยชุมนุมร่วมกับคนเผาบ้านเผาเมือง สมคบคิดกับชาวต่างชาติชักศึกเข้าบ้าน เจาะพฤติกรรมล้างสมองคนรุ่นใหม่ เพื่อเป็นฐานให้กับตนเข้าสู่การเมือง ล้มล้างชาติ สถาบัน 3 กลุ่มที่พูดมาไม่ผิดที่จะเป็นผู้นำประเทศและเป็นได้ และไม่ใช่ไม่เคยมี แต่ขอถ้าเขาเหล่านั้นไม่ส่อพฤติกรรมล้มล้างสถาบัน เปลี่ยนแปลงการปกครอง หาประโยชน์ส่วนตนเชิญมานำประเทศชาติเกิดความเจริญ แม้ความคิดเห็นต่าง แต่ถ้าไม่แบ่งแยกดินแดน ทหาร ตำรวจจะยืนเคียงข้าง

“วัฒนา” ตอกกลับถ่วงความเจริญ
นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า การบรรยายพิเศษของ ผบ.ทบ.มีการพาดพิงถึงคำว่าคอมมิวนิสต์หรือซ้ายจัดดัดจริตนั้น ตนขอให้ข้อมูลเพื่อเป็นวิทยาทานว่ากองทัพเป็นผู้บิดเบือนสร้างวาทกรรมปลุกผีคอมมิวนิสต์ จนมี พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ต่อมาเมื่อประชาชนหูตาสว่างรู้เท่าทันในปี พ.ศ.2543 ประเทศไทยจึงได้ออกกฎหมายยกเลิกกฎหมายดังกล่าวแล้ว ผบ.ทบ.ไม่คิดจะพัฒนาสติปัญญาของตัวให้ก้าวทันโลกบ้างหรือ ปัญหาความขัดแย้งที่สุมอยู่ในบ้านเมืองวันนี้สาเหตุสำคัญคือการสร้างวาทกรรมแห่งความเกลียดชังหรือเฮทสปีช เช่นเดียวกับที่ท่านบรรยายมาแทบทั้งหมด ความเสียหายที่ประเทศนี้ได้รับมากที่สุดคือการรัฐประหาร ปัญหาของประเทศในวันนี้มีความสลับซับซ้อนและต้องการคนมีสติปัญญามากกว่า ผบ.ทบ. หรืออดีต ผบ.ทบ.มาแก้ไข ถ้ารักชาติจริงอย่างที่ขยันพูดก็ช่วยเอากำลังพลกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง เอากองทัพออกไปจากการเมือง ประชาชนมีวุฒิภาวะพอที่ตัดสินอนาคตทางการเมืองเอง แค่นี้ประเทศก็จะเดินหน้าไม่ล้าหลังเพราะถูกพวกหนักแผ่นดินถ่วงความเจริญแบบที่กำลังเป็น

“เจษฎ์” ชี้แก้ ม.1 แยกรัฐทำไม่ได้
นายเจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองและนักวิชาการออกมาเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 255 ระบุไว้เรื่องรูปแบบของรัฐต้องเป็นรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ การแก้มาตรา 1 ทำไม่ได้อยู่แล้ว ประกอบกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่น ใครที่คิดจะแบ่งแยกบ้านเมืองทำไม่ได้ รูปแบบการสร้างชาติไม่ว่าบ้านเมืองไหนจะปกครองแบบรัฐเดียว หรือสหพันธรัฐไม่มีใครคิดจะแบ่งแยกบ้านเมืองตัวเอง ดังนั้นถ้ายึด 3 ลักษณะนี้ การจะแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 1 เป็นไปไม่ได้

“สมศักดิ์” ไม่เคยเห็นฝ่ายค้านคว่ำงบฯ
ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรมและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านระบุว่ารัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ไม่ควรโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ว่า เป็นมุมมองทางกฎหมาย ที่ผ่านมามีนักกฎหมายลำดับต้นๆของประเทศระบุแล้วว่า สามารถโหวตได้ ตนเป็น ส.ส.มาหลายสมัยไม่เคยเห็นรัฐบาลถูกคว่ำโดยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณสักครั้งเดียว ฝ่ายค้านจะงดออกเสียงไม่ค่อยมีใครโหวตสวนเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมานาน เพราะร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และการพัฒนาประเทศ ส.ส.ทุกคนไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาลจะไม่ค่อยมีปัญหาขัดกัน มั่นใจว่าไม่มีปัญหา การคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบฯคงไม่มี แต่อภิปรายติติงคงจะมี

พท.ฉะไม่สง่างามให้ รมต.โหวต
นายสามารถ แก้วมีชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีรัฐมนตรีสามารถโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ได้หรือไม่นั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาให้สามารถกระทำได้แต่ไม่สง่างาม ไม่สมศักดิ์ศรี ด้วยรัฐบาลกังวลในเรื่องเสียงในสภาที่ปริ่มน้ำ ดังนั้น การให้รัฐมนตรีโหวตสนับสนุนงบประมาณจึงไม่น่าแปลกใจ เพราะคนเขียนรัฐธรรมนูญออกแบบเปิดทางให้รัฐมนตรีสามารถกระทำได้ แม้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าอาจจะมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รัฐบาลก็ไม่สนใจ ขอเพียงแค่เอาตัวรอดไว้ก่อน แต่เชื่อว่าจะส่งผลให้พรรคแกนนำรัฐบาลตกที่นั่งลำบาก พรรคร่วมรัฐบาลไปจนถึงพรรคเล็กพรรคน้อย สามารถต่อรองผลประโยชน์ ได้ตลอดเวลา และกังวลว่าการต่อรองในรัฐบาลนี้จะเป็นเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและของหมู่คณะมากกว่า จะเป็นประโยชน์ของชาติ

เย้ยรัฐบาลสาละวนหาเสียงหนุน
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2563 วันที่ 17-19 ต.ค.นี้ ประชาชนเห็นแต่พรรคเพื่อไทย พรรคฝ่ายค้าน ติวเข้ม ซักซ้อม แต่พรรครัฐบาลมีแต่สาละวนวิ่งเจรจาหาเสียงสนับสนุนมาแก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำ ถึงขั้นเสี่ยงให้รัฐมนตรีมาช่วยโหวตงบประมาณ ที่จะถูกยื่นตีความถึงผล ประโยชน์ทับซ้อน มีส่วนได้ส่วนเสีย รัฐบาลอย่าเล่นเกมการเมือง โยนความผิดให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ครบถ้วน เคารพประชาชนให้มาก เลิกได้แล้วการเมืองแบบเก่า อภิปรายสู้ไม่ได้ก็หาเหตุประท้วง ตีรวน ไม่ลืมหูลืมตา มาทำงานการเมืองสร้างสรรค์โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญดีกว่า

“บิ๊กตู่” ติ๊ดชึ่งเป็นเรื่องของฮ่องกง
อีกเรื่องกรณีสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐ ประชาชนจีนโพสต์เฟซบุ๊กเตือนให้นักการเมืองไทยระมัดระวังในการให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมแบ่งแยกฮ่องกงออกจากจีน เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) โดยภายหลังการประชุม ผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงกรณีสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุมีนักการเมืองไทยหนุนม็อบฮ่องกงต่อต้านทางการจีน โดย พล.อ.ประยุทธ์ ตอบเพียงสั้นๆว่า “ฮ่องกงก็เรื่องของฮ่องกง”

ยันไม่สะเทือนสัมพันธ์ไทย—จีน
ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯไม่มีความเห็นในเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นการกระทำของนักการเมืองตามที่สถานทูตจีนระบุถึง ไม่ได้ระบุถึงรัฐบาล ให้ไปถามนักการเมืองที่แถลงการณ์กล่าวถึง รัฐบาลไทยและจีนยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และคงไม่มีท่าทีจากรัฐบาลไทยเพราะไม่ได้กล่าวถึงรัฐบาลแต่เป็นเรื่องตัวบุคคล

“บิ๊กป้อม” ลั่นใครจุ้นจีน รบ.ไม่เกี่ยว
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใครจะไปสนับสนุนม็อบฮ่องกงเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่ต้องรับผิดชอบและรับผลกระทบที่จะได้รับกลับมา รัฐบาลไม่มีอะไรกับจีนอยู่แล้ว ไม่กระทบความสัมพันธ์ และไม่ต้องไปชี้แจงอะไร ติดต่อกันอยู่ตลอดกับทูตจีน เมื่อถามว่า จะต้องจับตากลุ่มการเมืองที่มีการอ้างว่า เดินทางไปพบแกนนำผู้ชุมนุมที่ฮ่องกงหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่ต้องจับตา เรื่องของเขาเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องของพรรคการเมืองเขา

ผบ.ทบ.ข้องใจคนไปพบ “โจชัว หว่อง”
ที่หอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. บรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” ได้กล่าวตอนหนึ่งถึงเหตุการณ์การชุมนุมในฮ่องกงว่า ฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ถามว่าวันนี้ใครอยากไปฮ่องกง เขาเกิดเหตุการณ์อะไร ไม่ค่อยมีคนอยากไป แต่กลับพบว่ามีบางคนไปพบนายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง และการที่นายโจชัว หว่อง มาไทยเคยมาพบกับใคร มาพบกับคนประเภทไหน มาไทยเพื่อมาวางแผน อะไรหรือเปล่า หรือมาสมคบคิดอะไร และไปเยี่ยมในลักษณะแบบให้กำลังใจ ให้การสนับสนุนด้วย ทำอะไรกันอยู่หรือเปล่า ไปหาดูได้ในสื่อต่างๆ

หวั่นโซเชียลปั่นกระแสฮ่องกงโมเดล
พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า ฮ่องกงเป็นเกาะ เคยอยู่ภายใต้อังกฤษ ที่พูดถึงภูมิศาสตร์เพราะแตกต่างจากไทยที่เป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน คนที่ออกมาเป็นวัยรุ่นทั้งนั้น จึงขอถามนักศึกษาว่าคนที่ยั่วยุปลุกปั่นคนที่ใช้โซเชียล การโฆษณาชวนเชื่อมาปั่นสมองให้ออกมาแบบฮ่องกงจะทำหรือไม่ เราจำภาพเหตุการณ์บ้านเมืองปี 2552-2553 ได้หรือไม่ นักเรียนและนักศึกษาที่ตนไปพบต่างไม่ทราบและลืมเหตุการณ์เหล่านี้ไปแล้ว มีการเพิ่มข้อมูลซ้ำๆทางโซเชียลจนข้อเท็จจริงถูกลบไป ก็เป็นทฤษฎีหนึ่งที่เกิดขึ้น

“ชูวิทย์” ช่วยไขปริศนา “พรรคสีส้ม”
ขณะที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังฟังการบรรยายพิเศษจาก ผบ.ทบ.ว่า ท่านได้พูดถึงเรื่องความมั่นคงของประเทศไทยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จะมองเห็นว่ามีการทำร้ายประเทศไทยในอีกวิธีการหนึ่ง ที่เรียกว่า “Hybrid warfare” ซึ่งมาจากพรรคการเมืองบางพรรคสร้างสัญลักษณ์ซ่อนความน่ากลัว เอาเหตุการณ์จากต่างประเทศ หรือการเดินทางไปพบนายโจชัว หว่อง ซึ่งทั้งหมดที่ ผบ.ทบ.พูดมานั้นเป็นเรื่องความมั่นคงที่จะต้องปกป้อง ได้สรุปไว้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทย เกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก และในปัจจุบันเหตุการณ์ดังกล่าว ก็กำลังจะเกิดในประเทศไทย ถ้าพูดให้ชัดเลยก็คือ “พรรคสีส้มนั่นล่ะ”

“วรงค์” โพสต์รูปคู่ชักศึกเข้าบ้าน
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “หยุดชักศึกเข้าบ้าน” ว่า เขาคงคิดไม่ถึงว่าสิ่งที่กระทำที่ฮ่องกงจะนำไปสู่การเตือนแรงๆจากทางการจีน เขามีพฤติกรรมชักศึกเข้าบ้านหลายเหตุการณ์มาก 1.เชิญ 12 ทูตประเทศอียูและผู้สังเกตการณ์ยูเอ็นไปร่วมสังเกตการณ์ที่ สน.ปทุมวัน ที่ถูกแจ้งดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 116 จนมองว่าประเทศกำลังถูกแทรกแซง 2.ไปเรียกร้องให้ประเทศต่างๆในอาเซียนว่าประชาธิปไตยคือหนทางไปสู่ความกินดีอยู่ดีของประชาชน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขัดหลักการอาเซียนที่จะไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน 3.เดินสายยุโรปและอเมริกาพูดคุยเรื่องความผิดปกติเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง จนมองว่าประจานประเทศ 4.จ้าง APCO Worldwide LLC บริษัทล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯจนถูกวิจารณ์ว่าหวังผลทางการเมือง และอาจขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองหรือไม่ 5.ล่าสุดไปพูดและถ่ายภาพกับแกนนำประท้วงฮ่องกงจนทางการจีนไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้คือพฤติกรรมชังชาติ ชักศึกเข้าบ้าน ที่อาจสร้างปัญหาให้ประเทศของเราได้ในอนาคต พร้อมกับโพสต์รูปของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ถ่ายคู่กับนายโจชัว หว่อง แกนนำม็อบชาวฮ่องกง

กกต.ขอเช็กเข้าข้อผิด ก.ม.หรือไม่
ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า กรณีนักการเมืองไทยสนับสนุนแกนนำม็อบฮ่องกง ทางสำนักงาน กกต.ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ถ้าเห็นว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องเข้าข้อกฎหมายที่ กกต.รับผิดชอบ สำนักงาน กกต.จะเสนอว่ามีมูลความผิดหรือไม่ ไม่จำเป็นที่ กกต.ต้องตั้งกรรมการขึ้นตรวจสอบ และไม่จำเป็นต้องสั่งสำนักงาน กกต.ดำเนินการอะไรเป็นพิเศษ

“ธนาธร” ปัดไม่เกี่ยวม็อบฮ่องกง
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงกรณีภาพถ่ายระหว่างนายธนาธรกับนายโจชัว หว่อง ว่า เนื่องจากมีความพยายามจะเชื่อมโยงว่าตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับความไม่สงบและกลุ่มผู้ประท้วงจากภาพคู่ระหว่างตนกับนายโจชัว หว่อง ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ตนได้รับเชิญจากนิตยสาร The Economist เป็นนิตยสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก ให้ไปพูดที่งาน Open Future Festival ที่ฮ่องกง หลังจากที่งานเลิกแล้ว ตนและนายโจชัว หว่อง พบกันในบริเวณงานและได้คุยกันประมาณ 5 นาที เราถ่ายรูปด้วยกันและแยกย้ายกันหลังจากนั้น นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ตนพบปะกับนายโจชัว หว่อง ตนไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใดๆในฮ่องกง และไม่มีเจตนาที่จะทำในอนาคต

ซัดเอารูปมาสร้างกระแสเกลียดชัง
“การสนทนาและถ่ายรูปกันในหมู่ผู้พูดในงานสัมมนาต่างๆ เป็นเรื่องปกติ ผมเองก็ได้ถ่ายรูปร่วมกับหลายคนในงาน การพบปะพูดคุยกับคนที่มีความคิดหลากหลายเป็นธรรมดา และเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เรียนรู้ความเห็นที่หลากหลาย ถ้าจะถามเรื่องฮ่องกง ผมปรารถนาที่จะเห็นสถานการณ์ที่ฮ่องกงคลี่คลายไปได้ด้วยดี ไม่ปรารถนาเห็นการใช้ความรุนแรงต่อทั้งพลเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ รูปถ่ายระหว่างผมกับนายโจชัว หว่อง เพียงภาพเดียวถูกนำมาขยายความต่อเกินความจริง โดยปราศจากหลักฐานยืนยันใดๆ สื่อ กลุ่มคนบางกลุ่ม รวมถึงผู้นำกองทัพ พยายามเชื่อมโยงผมกับความไม่สงบในฮ่องกงเพื่อสร้างความเกลียดชังในสังคมไทย ขอให้ทุกท่านรับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และขอยืนยันอีกครั้งว่าเราสร้างพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมาด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันประเทศสู่ประชาธิปไตย สร้างความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม และส่งต่อสังคมที่ดีกว่านี้ให้แก่คนรุ่นต่อไป” นายธนาธรกล่าว

“เจษฎ์” ติงรัฐบาลอย่าเพิกเฉย
นายเจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวกรณีทางการจีนออกมาตำหนินักการเมืองไทยไปเคลื่อนไหวแทรกแซงการชุมนุมขอแยกตัวจากจีนของฮ่องกงว่า หากจีนลดความสัมพันธ์ลงก็เข้าข่ายเป็นการทำให้กระทบต่อความมั่นคงของไทย ส่วนจะเป็นความผิดตามกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่ต้องพิสูจน์ว่ากรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือพรรคได้รับประโยชน์จากการกระทำของนักการเมืองคนนั้นหรือไม่กรณีนี้สถานทูตจีนออกแถลงการณ์ ดังนั้นรัฐบาลไทยจะเพิกเฉยไม่ได้ ต้องให้สถานทูตไทยในจีนชี้แจงว่ารัฐบาลไทยจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ ขณะเดียวกันนำคำแถลงของสถานทูตจีนมาเตือนนักการเมืองของไทยว่าขอให้หยุดการกระทำดังกล่าว พร้อมกับแจ้งให้ทราบว่าหากทางการจีนมีหนังสือแจ้งมายังรัฐบาลอย่างเป็นทางการก็จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการทางกฎหมายกับนักการเมืองคนดังกล่าว ซึ่งเป็นทางออกที่ดีในการรักษาความสัมพันธ์

“อิทธิพร” ย้ำเลือกซ่อมไฟห้ามดับ
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่โรงแรมเซ็นทราบายเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อม นครปฐม เขต 5 ว่า เป็นการแข่งขันที่เข้มข้นมากกว่า ไม่ถือว่าดุเดือด กกต.ได้ตั้งชุดหาข่าว และคณะไต่สวนเตรียมไว้เรียบร้อยกรณีมีเรื่องร้องเรียน

ขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์น่ากังวล แต่ได้เน้นย้ำเพิ่มความระมัดระวัง อย่างเรื่องไฟฟ้าดับ แม้ในครั้งที่แล้ว เกิดขึ้นไม่กี่นาที แต่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย ส่วนเรื่องความแม่นยำของเอกสารผลคะแนนมีการซักซ้อมเตรียมการไว้แล้ว

สัปดาห์หน้าพิจารณาสำนวนเงินกู้ อนค.
นายอิทธิพรกล่าวถึงความคืบหน้าพิจารณาคำร้องกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนาคตใหม่ ให้พรรคกู้ยืมเงิน 191 ล้านบาท ว่า มีความคืบหน้าตามลำดับ แต่เพื่อให้เกิดความรอบคอบและถูกต้องตามขั้นตอน ได้ให้ส่งสำนวนให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาและข้อโต้แย้งของสำนักงาน กกต.ในสัปดาห์หน้า ส่วนมติเสนอให้มีการเลือกตั้งใหม่สมุทรปราการ เขต 5 ยังยกร่างคำฟ้องไม่เสร็จสิ้นยังไม่ได้ส่งศาลฎีกา สำหรับเรื่องร้องเรียนการเลือกตั้งมี 584 เรื่อง พิจารณาไปแล้ว 437 เรื่อง เหลือ 147 เรื่อง

พปชร.เล็งคนเก่ง ดี สู้ศึกผู้ว่าฯ กทม.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประธานยุทธศาสตร์ กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการสรรหาบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ว่า จากการ พูดคุยเบื้องต้นมีหลายคนให้ความสนใจ แต่ละพรรคมีคนเก่ง คนดีเสนอตัวเข้ามาเยอะ พรรคจะต้องดูให้รอบคอบ แต่มั่นใจจะคัดคนที่สามารถดูแล แก้ไขปัญหาให้คน กทม.ให้ดีที่สุด เมื่อถามว่า จะพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพราะอาจตัดคะแนนกันเอง นายพุทธิพงษ์ตอบว่า คงไปตีกรอบยาก เพราะ กทม.เป็นฐานคะแนนของหลายพรรค การจะมา พูดคุยกันแล้วตกลงกันว่าพรรคไหนจะส่งหรือไม่ส่งคงไม่ง่าย

จับไต๋ พท.ฮั้ว “ชัชชาติ” ลงอิสระ
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งคนลงสมัคร แต่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะลงในนามอิสระ นายพุทธิพงษ์ตอบว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง คนกรุงเทพฯจะรู้ทัน ถ้าทำแบบนี้แล้วจะเป็นผลลบ จะได้รู้ว่ามีการฮั้วกัน ช่วยกันลงอิสระ แต่ที่จริงแล้วเทคะแนนให้กัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับชาวกรุงเทพฯ เชื่อว่าถ้าทำอะไรตรงไปตรงมา หาคนที่ดีที่สุด เก่งที่สุดมาสู้กัน จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ถ้าใช้เทคนิคแล้วโอนคะแนนให้กัน เช่น ไปลงอิสระแต่พรรคไม่ส่ง คนกรุงเทพฯจะรู้ทันและเข้าใจ เมื่อถามว่า พรรคพลังประชารัฐมีคนสู้กับนายชัชชาติได้หรือไม่ นายพุทธิพงษ์ ตอบว่า คนดี คนเก่งที่สนใจประมาณ 10 คน ทั้งใน และนอกพรรค ต้องคัดคนดีที่สุด เพราะคนกรุงเทพฯคาดหวังกับการเปลี่ยนแปลง หลายเรื่องต้องเร่งแก้ไข และยังมีปัญหาใหม่ๆเข้ามา เช่น ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก เราต้องการคนที่เข้าใจ กล้าตัดสินใจ เพราะจะเป็นอีกครั้งที่คนกรุงเทพฯจะได้ตัดสินใจเลือกคนมาแก้ไขปัญหาได้ถูก

นายกฯปลื้มได้วิชารัฐบาลจีนแก้จน
เมื่อเวลา 15.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวผ่านรายการ “Government Weekly” ช่วง PM TAKE ทางเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าว่า ได้ศึกษาข้อมูลจากทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ที่สามารถยกระดับความยากจนได้จำนวนมาก แต่วิธีการอาจแตกต่างกัน ตนยังได้บอกกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่า หากมีโอกาสจะส่งคณะทำงานของตนไปดูงาน ซึ่งขณะนี้เอกอัครราชทูตส่งข่าวมาแล้วว่าประธานาธิบดีจีนยินดีได้ส่งหนังสือเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าวมาให้ นโยบายที่จะออกมาอยากให้ตรงกับความ ต้องการหรือถูกฝาถูกตัว สิ่งที่ตนมีความทุกข์ใจมาตลอดคือ ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งบางพื้นที่
การพัฒนาคนสูง แต่เรื่องความจำเป็นพื้นฐานบางทีมีไม่มากนัก เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้จึงต้องพัฒนาภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัดและชุมชนท้องถิ่นให้ได้ ลงไปให้โอกาสและให้ความรู้ ประชาชนต้องปรับตัวร่วมกับภาครัฐด้วย

 Credit : ไทยรัฐ ฉบับพิมพ์  ขอบคุณครับ.
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: