หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: “ลุงไพศาล” ฟันธง 30 เม.ย.ปิดฉากโควิด-19  (อ่าน 406 ครั้ง)
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2168



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: เมษายน 14, 2020, 04:07:58 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                       ได้ลุ้นแน่! “ลุงไพศาล” ฟันธง 30 เม.ย.ปิดฉากโควิด-19 “หมอวรงค์” ชี้ 7 สิ่งมหัศจรรย์..มีคนดิ้นพล่านกันใหญ่

เผยแพร่: 13 เม.ย. 2563 18:35   ปรับปรุง: 13 เม.ย. 2563 19:05   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

                                       

 

“ลุงไพศาล” ฟันธงโดยไม่กลัวหน้าแตก 3 สัญญาณชัดแจ๋ว “30 เม.ย.ปิดฉากโควิด-19” ด้าน “หมอวรงค์” เผย 7 สิ่งมหัศจรรย์ไทยแลนด์ ทำคนบางจำพวกดิ้นพล่าน ผู้เชี่ยวชาญเตือน อย่าเพิ่งเพรียกหาเสรีภาพ

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (13 เม.ย. 63) เฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ของนายไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โพสต์ข้อความระบุว่า

“ด่วน ประเทศไทยปลอดภัยแล้วสัญญาณชัดแจ๋ว

1. วันที่ 13 เม.ย. 63 มีผู้ป่วยเพิ่ม 28 คน ตายเพิ่ม 2 คน หายเพิ่ม 70 คน ผู้ป่วยสะสม 2,579 คน ตายสะสม 40 คน หายสะสม 1,288 คน สะท้อนถึงการปิดกั้นกักตรวจโรคทั้งระดับหมู่บ้าน จังหวัดและจากต่างประเทศได้ผลชัดเจน ยืนหยัดอีก 17 วันก็โลดแล้ว

2. อัตราการหายมากกว่าอัตราการตายเกือบ 3 เท่า ต่อเนื่องมาหลายวัน สะท้อนว่า การใช้ยา 5 ขนานตามประกาศสาธารณสุข 30 มีนาฯ ทันท่วงทีมากขึ้น และได้ผลมากขึ้น ถ้าอัตราการหายเป็นอย่างนี้ ผู้ป่วยที่เหลือพันกว่าคนน่าจะรักษาหายได้หมดภายใน 25 เม.ย. 63 และคาดว่าการป่วยเพิ่มจะเป็น 0 ก่อน 30 เม.ย. 63

3. การตายเพิ่ม แสดงว่ายังมีคนป่วยเกิน 40 วันอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ผลการรักษาดีขึ้น ถ้าคนป่วยได้รับการรักษาภายใน 15 วัน นับแต่ติดเชื้อจำนวนผู้ป่วยอาการหนักก็จะหมดไป

วันนี้เป็นวันแรกของ Turning point สุดท้ายสัญญาณชัดแจ๋วว่าไทยสามารถปิดฉากการระบาดได้ใน 30 เม.ย. 63

เมื่อใดที่คนไทยทราบว่า ไวรัสโคขวิดสามารถรักษาหายได้ใน 48 ชั่วโมง การตื่นตระหนกและวิกฤตจะจบสิ้นลง ขบวนการสร้างสถานการณ์เพื่อใช้เงินและขายวัคซีนคงจะเงิบ”


                 

สอดรับกับเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ของ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย โพสต์หัวข้อ “มหัศจรรย์โควิดไทยแลนด์”

โดยระบุว่า “วันนี้ 13 เมษายน ผู้ติดเชื้อรายใหม่เราเพิ่ม 28 ราย ใครจะไปคิดว่าการแก้ปัญหาโควิด-19 ของประเทศไทย มาถึงจุดที่หลายๆ ชาติชื่นชม แม้แต่ล่าสุดสื่อญี่ปุ่นอย่างนิกเกอิ ยังชื่นชมความสำเร็จของไทย ไม่นับรวมชาติตะวันตกที่ชื่นชมมาตลอด

จุดเปลี่ยนสำคัญของไทย คือ การมีผลบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันที่ 26 มีนาคม และประกาศเคอร์ฟิววันที่ 3 เมษายน ถ้านับระยะฟักตัวไม่เกิน 14 วันมาเป็นฐาน เท่ากับว่า หลังวันที่ 10 เมษายน สถานการณ์การติดเชื้อโควิดรายใหม่ต้องค่อยๆ ลดลง และก็เป็นจริง พอจะประเมินสาเหตุได้คือ

1. รัฐบาลสามารถใช้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล นักสาธารณสุข ตลอดจน อสม. มาเป็นทัพหน้า โดยเอาฝ่ายการเมืองมาเป็นทัพหลัง การต่อสู้ครั้งนี้จึงใช้องค์ความรู้ด้านวิชาการแพทย์เป็นหลัก ทำให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน

2. ต้องถือว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการกระจายอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างจริงจัง ไม่ต้องนั่งรอคำสั่งส่วนกลาง จึงเกิดความตื่นตัวในแต่ละจังหวัด มีการแข่งขันผลงาน เช่น การประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การล็อกดาวน์จังหวัด ที่แต่ละจังหวัดประกาศกันเอง

3. การเลือกใช้คุณหมอทวีศิลป์ วิษณุโยธิน มาเป็นโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด19 ) หรือ ศบค. เป็นการใช้คนที่ถูกที่ถูกเวลา เนื่องจากต้องใช้ความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ ที่อธิบายเรื่องแพทย์ให้ประชาชนเข้าใจ ประกอบกับบุคลิกท่าทีเป็นที่ยอมรับของประชาชน

4. เกิดความตื่นตัวอย่างคาดไม่ถึงในกลุ่มประชาชน พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ทั้งระเบียบวินัย การใส่หน้ากากอนามัย รวมถึงระยะห่าง อยู่บ้าน และการล้างมือ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ และการมีส่วนร่วมเฝ้ารอแต่ละวันที่คุณหมอทวีศิลป์แถลง ทำให้ประชาชนมีอารมณ์ร่วมเฝ้าติดตาม และรู้สึกถึงชัยชนะร่วมกัน

5. วัฒนธรรม ประเพณี ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนไทยโดยพื้นฐานที่มีน้ำใจช่วยเหลือกันที่หายากในชาติอื่น โดยเฉพาะชาติตะวันตก จึงทำให้ประเทศไทยมาถึงวันนี้

6. สภาพภูมิอากาศร้อนของไทยในช่วงมีนาคมและเมษายน ไม่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของไวรัส ไม่เหมือนฤดูฝน จึงมีส่วนช่วยมาก และคาดว่ารัฐบาลต้องปิดศึกครั้งนี้ภายในเดือนเมษายนนี้

7. ความเด็ดขาดของท่านายกรัฐมนตรี ต่อกระแสข่าวเรื่องทุจริตต่างๆที่เกิดขึ้น และท่านดึงอำนาจเข้ามาจัดการเองจนเรื่องปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไขทันท่วงที

นี่คือเหตุผลโดยรวมที่ทำให้สงครามโควิดภาคสาธารณสุขของไทย เห็นชัยชนะในอีกไม่นาน ถ้าหากเราไม่ประมาท ก็คงเหลือแต่สงครามโควิดภาคเศรษฐกิจที่ต้องใช้คนดีมีฝีมืออีกชุดหนึ่งมาแก้ไข คงต้องติดตามกันอีกระยะ แต่ที่แน่แน่ตอนนี้เราได้เห็นฝ่ายประชาธิปตาย ดิ้นพล่านกันใหญ่ในช่วงนี้

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน กรณี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า แม้ว่าช่วงนี้ สถานการณ์โรคโควิด-19 ของประเทศไทยจะดูดีขึ้นเมื่อเทียบกับระยะที่ผ่านมา แต่ประชาชนคนไทยยังต้องช่วยกันอีกสักระยะหนึ่ง โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ รัฐบาลได้ขอความร่วมมือประชาชนงดจัดงานฉลองช่วงเทศกาล งดการรวมกลุ่ม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19...

“ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขอประชาชนอย่าเพิ่งวางใจว่าสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว จนออกไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ อาจมีความเสี่ยงติดเชื้อโรคได้ การที่จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากมาตรการของภาครัฐที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดพื้นที่เสี่ยง ยกเลิกเที่ยวบินจากต่างประเทศ และการนำคนไทยจากต่างประเทศเข้า State Quarantine ทุกคน เมื่อป่วยนำเข้าระบบการรักษาทันทีพร้อมติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดได้ ทำให้ตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรค หากมีการนำเชื้อโรคเข้ามาด้วย"

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขได้ทำควบคู่กันไป คือ การค้นหาเชิงรุก (Active case finding) ในพื้นที่ที่พบผู้ป่วยจำนวนมากเพิ่มเติมจากระบบเฝ้าระวังปกติ เช่น ในกรุงเทพมหานคร ชลบุรี กระบี่ ภูเก็ต นนทบุรี เป็นต้น ทำให้ ค้นพบผู้ป่วยรายใหม่นำมาเข้าระบบและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง เช่นเดียวกับกรณีที่สนามมวย และสถานบันเทิง...

อย่างนี้แล้ว หวังว่าจะไม่มีใครแสดงตัวแสดงตนอวดเก่งอวดดี อวดรู้กว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยกเอาโควิดขาลงและความทุกข์ยากประชาชนมาเป็นเงื่อนไขข้ออ้างเสนอยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและเคอร์ฟิวโดยด่วน เพื่อประชาชนจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีเสรีภาพตามปกติ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญร้องขอ และคนไทยทั้งประเทศต้องรอเผด็จศึกอย่างเด็ดขาด ด้วยความอดทนได้

________________________________________



บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: