หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ยื่น‘ศาลรธน.’วินิจฉัยทบทวนทำแท้งเสรี  (อ่าน 552 ครั้ง)
Petervich
Petervich - Peter Vich
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 2176



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2021, 02:33:01 PM »

 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                         ยื่น‘ศาลรธน.’วินิจฉัยทบทวนทำแท้งเสรี
                                                           ‘ศรีสุวรรณ-หมอสูตินารี-หมอเด็ก’ร้องผู้ตรวจฯยื่น‘ศาลรธน.’วินิจฉัยทบทวนทำแท้งเสรี
วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 12.53 น.

    “ศรีสุวรรณ-หมอสูตินารีแพทย์- หมอเด็ก” ยื่นผู้ตรวจการฯส่งศาลรธน.วินิจฉัยแก้กฎหมายทำแท้งเสรี หมอโวยแก้ไขกฎหมายให้ทำแท้งเสรี เป็นการยืมมือหมอฆ่าคน โดยไม่มีความผิด-เยาวชนเป็นเหยื่อของกฎหมาย  ติงใช้ระบบคุมกำเนิดคุ้มกว่าให้ ยันไม่ได้คัดค้าน ขอให้ทบทวน

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินผ่าน พ.ต.ท.กีรป  กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้พิจารณา และเสนอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 301 305 (4) และ305(5) ที่เกี่ยวข้องกับการให้หญิงสามารถทำแท้งได้ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26  ประกอบมาตรา 4 มาตรา 77 หรือไม่ โดยนายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สูตินารีแพทย์มีหน้าที่ในการช่วยชีวิตคน แต่การออกกฎหมายให้ฆ่าคนหรือทำแท้งทารก แม้ถูกมองว่ายังไม่มีสภาพเป็นคน แต่การที่ทารกมีอายุ 12 สัปดาห์แล้วก็ถือว่าเป็นอีกชีวิตหนึ่ง เพราะทารกที่มีอายุครรภ์ 12-18 สัปดาห์มีการเต้นของหัวใจ การไปกำหนดให้ทำแท้งได้กรณีไม่เกิน 12 สัปดาห์ถือว่ากระทบต่อจิตใจ เหมือนให้ฆ่าคนโดยไม่มีความผิด และรัฐธรรมนูญก็ให้ความคุ้มครองชีวิตของประชาชน  ประกอบกับ การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวไม่เคยรับฟังความคิดเห็นโดยเฉพาะความคิดเห็นทางการแพทย์ จึงขอให้ผู้ตรวจฯส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญ  หากไม่ส่งก็จะดำเนินการยื่นร้องตรงต่อรัฐธรรมนูญเอง  เพราะมีข่าวกฎหมายดังกล่าวที่ผ่านการแก้ไขจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เพื่อมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ก.พ.นี้   ซึ่งมีผลบังคับใช้ก็จะเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขต่อไป

พญ.ชัญวลี ศรีสุโข  หมอสูตินารีแพทย์  ไม่เห็นด้วยที่ในกฎหมายฉบับนี้ เปิดให้ผู้หญิงท้องอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ทำแท้งได้ โดยไม่มีการถามเหตุผลใดๆทั้งสิ้น ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เห็นว่าการทำแท้งจะต้องมีเหตุผลและผู้หญิงนั้นจะต้องได้รับข้อมูลที่เพียงพอ รวมถึงต้องเป็นทางเลือกสุดท้าย  กรณีนี้กระทบกับความรู้สึกของสูตินารีแพทย์ เพราะอายุครรภ์ 12 สัปดาห์  ชีวิตเริ่มต้นแล้วเด็กมีพัฒนาการ ไม่ใช่ก้อนเลือดที่จะเอาออกได้  อีกทั้งการทำแท้งยังกระทบถึงแพทย์ทั่วไปด้วย เพราะกฎหมายไม่ได้ระบุว่าใครเป็นคนทำแท้ง หากคนท้องเดินเข้าไปในโรงพยาบาลชุมชน ก็เป็นหน้าที่ของแพทย์ทั่วไป ซึ่งมองว่าจะมีประสบการณ์เพียงพอหรือไม่  อีกกรณีการทำแท้งด้วยตัวเอง ในอายุครรภ์ 12 สัปดาห์นั้น  คนที่ไม่มีประสบการณ์บอกง่าย ออกหมด ให้มาเป็นสูตินารีแพทย์ การทำแท้ง 12 สัปดาห์ ไม่ได้ออกหมด มีส่วนหนึ่งที่ค้าง ต้องมาขูดหรือดูดมดลูก  หรือตามด้วยการอักเสบ ติดเชื้อ แม้จะเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อย แต่แพทย์ไม่สามารถบอกได้ว่าจะไมได้รับอันตราย  ทุกขพลภาพหรือถึงแก่ชีวิต  ซึ่งที่ผ่านมาสูตินารีเคยทำแท้ง แต่เกิดกรณีมดลูกตีบตันไม่สามารถมีลูกได้อีก ฉะนั้นการทำแท้ง แม้จะต่ำกว่า 12 สัปดาห์ ไม่ได้แปลว่าไม่อันตราย

“ข่าวที่ออกมาบอกว่าทำแท้งด้วยตัวเอง 12 สัปดาห์ ง่ายมาก   ถามว่าประชาชนเรามีความรู้ พอที่จะทำแท้งตนเองไหม สิ่งสำคัญกว่าการทำแท้ง ซึ่งเป็นทางออกสุดท้ายในบางกรณี  คือการคุมกำเนิดทั่วถึงหรือยัง เมืองไทย การคุมกำเนิดกว้างขวางมาก ยาคุมไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์ ยาคุมฉุกเฉินซื้อจากร้านขายยาได้เลย ดังนั้นความรู้ในการคุมกำเนินเราแพร่หลายหรือยัง   อีกสิ่งที่สำคัญในการป้องกันมากกว่าการทำแท้งคือ ปัจจุบันคนมีลูกยากมาก คนที่พร้อมมีลูก ต้องไปทำเด็กหลอดแก้ว แต่คนที่ท้องมาปรึกษาหมอ เป็นกลุ่มที่มีทางออกเยอะ ไม่ต้องการลูก ไม่มีเงินเลี้ยงดู ก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบเลี้ยงดู ถามว่าใครอยากได้เด็ก ก็คนแย่งกัน เพราะปัจจุบันอัตราการเกิดของไทยประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ หรือ 5 แสนคนต่อปี ลดลงจากเดิมที่ปีละ 1 ล้านคน  สังคมก็จะเป็นสังคมผู้สูงอายุ ไม่มีคนดูแลคนแก่ ถือเป็นเรื่องที่ย้อนแย้ง ทั้งนี้ไม่ได้ปฏิเสธการทำแท้ง แต่ต้องมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ประเพณีของสังคมของไทยอย่างง่ายๆ โดยการเซย์เยส 2 ครั้ง ไม่ต้องถามเหตุผล เป็นการกระทำที่ถูกกฎหมายแล้ว ซึ่งไม่แน่ใจว่าประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้ โอเคหรือเปล่านะคะ สรุปว่าไม่ใช่แค่หมอสูติ แต่เป็นประชาชนคนไทย ผู้นับถือทุกศาสนา ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต”

พญ.สุพรรณี คูณแสง แพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมสูตินรีแพทย์ กล่าวว่า ผลกระทบจากกฎหมายทำแท้งใหม่มีหลายข้อ ประกอบด้วย 1.การเข้าถึงการทำแท้ง โดยไม่มีหลักเกณฑ์กำหนด อาจส่งผลให้ความระมัดระวังต่อการคุมกำเนิดหรือการตั้งใจในการคุมกำเนิดลดลง 2.สถิติการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และสถิติโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น 3.สถิติภาวะจิตใจของสตรีกลุ่มนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว 4.สถิติภาวะแทรกซ้อนอันตรายต่อชีวิตมารดาเพิ่มขึ้นตามอายุครรภ์ที่ทำแท้ง 5.ภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้รับผลกระทบ 6.งบประมาณที่รัฐต้องไปดูแลเรื่องทำแท้งนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณในการคุมกำเนิดจะถูกกว่างบประมาณในการทำแท้ง 10เท่า 7.มโนธรรมของสังคม

ดังนั้น ไม่เป็นผลดีต่อใครหากกฏหมายมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตามกฎหมายดังกล่าวแม้จะเป็นการบรรเทาปัญหาของมารดาที่จะไปทำแท้ง แต่จะสร้างปัญหาใหม่ในวงกว้างทั่วประเทศ ตนมองว่ากลุ่มเยาวชนเป็นเหยื่อของกฏหมายฉบับนี้ กลุ่มวัยรุ่นที่คิดไม่ออก ตกใจในการตั้งครรภ์ แทนที่รัฐจะดูแลประคองครรภ์ของเขาแต่กลับเปิดประตูให้เขาไปทำผิดอันเนื่องมาจากความผิดพลาดของเขา ซึ่งเป็นการทำผิดซ้ำรอบ 2โดยการทำแท้งยุติครรภ์ซึ่งจะมีผลต่อจิตใจของเขาในระยะยาว

ตนเสนอว่า รัฐควรหาทางเลือกที่ดีกว่านี้ให้กับสตรีหรือเยาวชนที่ไม่พร้อมตั้งครรภ์ เพราะการทำแท้งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ควรจะแก้ที่ต้นเหตุ โดยมองว่าระบบการทำแท้งของประเทศไทยควรดีกว่านี้ อีกทั้งระบบประเทศยังสร้างการมีส่วนรวมของฝ่ายชาย ในช่วงวัยรุ่นในการคุมกำเนิดได้น้อย เช่นในต่าประเทศจะมีระบบการส่งเสียค่าเลี้ยงดูเมื่อมีลูกแล้ว เรายังไม่ได้สร้างระบบนี้ขึ้นมา ระบบเครดิตจะไม่สามารถกู้เงินได้ รวมถึงใบขับขี่ก็ต้องถูกยึด นอกจากนี้ ถ้ายังไม่รับผิดชอบก็จะไปสู่คดีอาญาของผู้ชาย ดังนั้น ถ้าฝ่ายชายรู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้าก็จะมีการร่วมรับผิดชอบคุมกำเนิด

พญ.เชิดชู  อริยศรีวัฒนา อดีตกรรมการแพทย์สภา   กล่าวว่าลูกไม่ใช่ภาระ แต่เป็นสมบัติของพ่อแม่ และครอบครัว  เราเข้าใจว่ามีคนส่วนหนึ่งตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่มีความพร้อม  แล้วลักลอบทำแท้ง  โดยจะเห็นว่ามีข่าวพบศพเด็กที่วัด  ที่ผ่านมาความตั้งใจของแพทย์สภาที่อยากให้มีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้  คือต้องทำเพื่อสุขภาพ อนามัยของมารดา และทารก  นั่นคือจะต้องมีการให้คำปรึกษาก่อน   แต่กลายเป็นว่ากฎหมายที่ออกมาเพียงอายุครรภ์ไม่ถึง  12 สัปดาห์ ถ้าอยากทำแท้ง ก็ทำได้ ซึ่งไม่ถูกต้อง และไม่มีประเทศไหนที่ให้ทำแท้งได้โดยเสรี  ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ในมาตรา 305  ยังให้อายุครรภ์ 20  สัปดาห์ก็ทำแท้งได้  ซึ่ง 20 สัปดาห์ถือว่าผ่านมาครึ่งทางของการตั้งครรภ์แล้ว เด็กก็มีชีวิต  หัวใจเต้น มีอวัยวะเพศ เครื่องไหวดูดนิ้วได้แล้ว  แล้วเราจะให้ทำแท้งเพียงเพราะพ่อแม่ไม่รับผิดชอบ แล้วมาบังคับให้หมอทำ แบบนี้ไม่เห็นด

“การจะให้ทำแท้งจะมีก็ได้ แต่ต้องเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล นอกจากต้องเป็นการตัดสินของพ่อแม่แล้ว  ต้องเป็นการตัดสินใจของครอบครัวด้วย เมื่อก่อนประณามผู้หญิงท้องไม่พร้อม  ว่าเด็กที่เกิดมาเป็นมารหัวขน ค่านิยมเป็นอย่างนี้ ทำให้หญิงที่ท้องแล้วไม่มีสามีอับอาย หลบซ่อน  แต่ในต่างประเทศที่เราเดินตามเขาอย่างสหรัฐ เด็กที่เกิดในลักษณะนี้จะมีกลุ่มแพทย์ให้คำปรึกษา มีศูนย์รับลี้ยงเด็ก  ห้คำแนะนำว่าต่อไปจะต้องป้องกันอย่างไร  ไม่จำเป็นต้องพูดถึงคุณธรรม จริยธรรมทางศาสนา เพราะหลายศาสนาก็ไม่เห็นด้วยกับการทำแท้ง”  พญ.เชิดชู กล่าวและว่าเราไม่ได้คัดค้านอย่างสุดโต่ง   เข้าใจว่า บางครั้งมีความจำเป็นที่ต้องทำ  แต่อยากให้ทบทวน   ให้การทำแท้งเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล  มีจริยธรรม มโนธรรม  และประกอบการตัดสินใจของแพทย์ “

ขณะที่ พ.ต.ท.กีรป กล่าวว่า จะเร่งสรุปคำร้องและข้อเท็จจริงเพื่อเสนอต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

Credit  :  แนวหน้า การเมือง

                                                                                             Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                Alan  Petervich  --  Peter  Vichitr  Thongthua

     
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: